Trash of the Count’s family - ตอนที่ 145.2
บทที่ 145 ไม่ใช่เรื่องน่าเสียดาย 4 (2)
กลุ่มของคาร์ลค่อยๆเลือนหายไปจนมองไม่เห็นในที่สุด
“พ..พวกเขาหายไปแล้ว!”
“อย่าหนีนะ!”
คาร์ลไม่สนใจในสิ่งที่พวกเขาตะโกนออกมาและเพิกเฉยต่อพวกเขาในที่สุด เมื่อพวกเขาล่องหนกันเรียบร้อยแล้ว ราอนก็ใช้เวทย์ลอยตัวพาพวกเขากลับไปยังกระโจมอย่างรวดเร็ว
“พวกเขาหายไป!”
“ท่านผบ.ทูนก้า..เราควรทำอย่างไรต่อดี?”
“อย่างแรกเราจะเข้าไปในปราสาทและสำรวจทุกซอกทุกมุม!..ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกเจ้าได้ตรวจดูอย่างละเอียด!”
คาร์ลทิ้งเสียงโมโหปลอมๆของทูนก้าเอาไว้ด้านหลังเมื่อราอนเริ่มคลายเวทย์ล่องหนออกหลังจากที่พวกเขามาถึงกระโจมส่วนตัวแล้ว
“ฟู่..หนาวจัง”
คาร์ลหนาวมาก เขาตากฝนอยู่นานเกินไปเมื่อพยายามแสดงละครให้เท่ที่สุดเมื่อต้องรับหน้าที่ในการกระชากธงลงมา มีผ้าเช็ดตัวผืนใหญ่สองผืนปรากฏอยู่ตรงหน้าเขา
“นายน้อยคาร์ล..นี่คือผ้าเช็ดตัวของท่าน..ข้าจะใช้พลังเวทย์เพื่อให้ท่านรู้สึกอุ่นขึ้น”
“ท่านคาร์ล..ท่านอาจเป็นลมได้นะขอรับหากท่านเป็นหวัดขึ้นมา”
‘ฉันไม่คิดว่าตัวเองดูแย่ขนาดนั้นนะ?’
คาร์ลรับผ้าเช็ดตัวสองผืนมาถือไว้ด้วยความแปลกใจ
“หืม?”
สายลมอุ่นๆพัดผ่านร่างของคาร์ลไป ราอนเริ่มพูดขึ้นในใจของเขา
~มนุษย์!..มันจะไม่ดีหากเจ้าเป็นหวัดขึ้นมา!..เจ้าไม่สามารถกระอักออกมาเป็นเลือดและเป็นลมได้อีกแล้วนะ!~
ตัวคาร์ลแห้งสนิทในพริบตาเพราะพลังเวทย์ของราอน เขาสวมชุดนักบวชทับลงบนชุดสีดำของตนทันที เขาหันไปมองคนอื่นๆที่เริ่มสวมชุดนักบวชกันแล้ว
คาร์ลเดินไปยังปากทางเข้ากระโจมก่อนจะแง้มมันออกเล็กน้อย
ฮาโรนยืนอยู่ตรงนั้น ด้านหลังของฮาโรนคือนักรบที่คอยอารักขาเหล่าหัวหน้าหน่วยและเป็นหนึ่งในลูกน้องของทูนก้า
“ท่านนักบวช..ข้าหวังว่าท่านคงไม่ตกใจกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น”
คาร์ลส่งยิ้มผ่านหน้ากากที่เขาสวมไว้เมื่อได้ยินสิ่งที่ฮาโรนเอ่ยออกมา
“ข้าไม่เป็นไร..ไหนๆพวกข้าก็ตื่นขึ้นแล้วคงถึงเวลาที่จะกลับไปรักษาคนป่วยต่อแล้วล่ะ..มีผู้บาดเจ็บเพิ่มเข้ามาหรือไม่?”
“ไม่มีแล้ว”
“อย่างนั้นรึ”
นักบวชทั้งสามที่สะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกด้วยความโกลาหลที่เกิดขึ้นพากันกลับไปยังกระโจมรักษาเพื่อรักษาคนป่วยต่อทันทีและคืนนี้พวกเขาคงค้างกันที่นี่เลย ทหารทุกคนเห็นสิ่งนี้แต่ไม่ได้สนใจมันมากนักเนื่องจากพากันยุ่งกับปราสาทที่ไม่มีเสาเพลิงล้อมรอบอีกต่อไป
อย่างไรก็ตามความรู้สึกขอบคุณต่อเหล่านักบวชยังเปี่ยมไปทั่วหัวใจของพวกเขาเช่นเดิม
แน่นอนว่าฮาโรนก็เป็นอีกคนที่ซาบซึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นกัน เขากระซิบกับคาร์ลพอให้ได้ยินเบาๆ
“ขอบคุณท่านยิ่งนัก..นายน้อยคาร์ล”
คาร์ลพยักหน้าตอบรับเมื่อสิ่งที่ฮาโรนพูดไม่ได้หมายถึงแค่การทำหน้าที่เป็นนักบวชเท่านั้น เขากวาดสายตาไปยังนักบวชที่ยังคงทำหน้าที่อย่างหนักในกระโจมหลังนี้ก่อนจะหันมาพูดกับฮาโรน
“มันเป็นหนี้อย่างใหญ่หลวงเลยล่ะ..จำมันไว้ให้ดีแล้วกัน”
“พวกเราจะไม่มีวันลืมมันอย่างแน่นอน”
.
.
.
บนยอดปราสาทเมเปิ้ล ตอนนี้ธงประจำอาณาจักรวิปเปอร์กำลังโบกสะบัดโต้สายลม
“..ท่านจะกลับแล้วหรือ?”
“ใช่..พวกเราต้องไปแล้ว”
“ฮือ..ขอบคุณท่านยิ่งนัก”
ทหารนายหนึ่งกุมมือของแจ็คไว้แน่นในขณะที่ปากของเขาก็กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำอีก เคจก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่คล้ายๆกัน มีทหารกลุ่มใหญ่โค้งคำนับให้คาร์ลเช่นกัน
นับตั้งแต่ไฟดับลงนี่ก็ผ่านมาสองวันแล้ว นักบวชทั้งหมดต่างสวมหน้ากากสีขาวยืนรออยู่หน้าปราสาทเพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง ทหารต่างยืนล้อมรอบพวกเขาด้วยความอาลัย
ทูนก้าโบกมือไล่ทหารให้หลบไปก่อนจะเดินไปหยุดแทนที่
“น่าเสียดายยิ่งนัก..ที่พวกท่านไม่ได้เข้าไปพักผ่อนในตัวปราสาทต่ออีกสัก2-3วัน”
“ไม่เป็นไรเลย..ท่านผบ.ทูนก้า”
คาร์ลปฏิเสธข้อเสนอของทูนก้าและหันไปมองรอบๆเพื่อสบตากับทหารทุกนายที่ยืนล้อมรอบพวกเขาอยู่ทางด้านหลังของทูนก้า
นักบวชผมสีเงินเริ่มพูด
“การพักผ่อนคงไม่เหมาะกับพวกเรา..ข้ามั่นใจยิ่งนักว่าตอนนี้ยังมีชาวบ้านที่เจ็บป่วยรอพวกเราอยู่”
คาร์ลเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าในขณะที่พูดต่อไป
“นั่นคือสิ่งที่เราต้องทำ”
กลุ่มนักบวชที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาเอ่ย ทูนก้ามองไปที่ทหารราวกับเขาไม่มีทางเลือกอื่น
“เปิดทาง!..อย่าขวางทางท่านนักบวช!”
ทหารรีบเปิดเส้นทางตามคำสั่งของทูนก้าทันทีแม้ว่าในใจของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความผิดหวังก็ตาม นักบวชที่คอยรักษาอาการผู้บาดเจ็บไม่ได้หยุดพักผ่อนมาตลอดช่วง2-3วันที่ผ่านมา พวกเขาได้มอบยาคุณภาพสูงให้กับทหารของอาณาจักรวิปเปอร์และเอ่ยย้ำกับเหล่าทหารว่าอย่าบาดเจ็บอีกเลย พวกเขายังใช้พลังในการรักษาเพื่อช่วยชีวิตผู้ที่กำลังจะตายอีกด้วย
ทหารต่างศรัทธาในตัวนักบวชกลุ่มนี้ ทหารนายหนึ่งเอ่ยเรียกนักบวชโดยไม่รู้ตัว
“ท่านนักบวช”
สายตาของนักบวชผมสีเงินจ้องไปที่ทหารนายนั้นทันที ทหารรู้สึกกดดันเล็กน้อยเมื่อเห็นสายตาของท่านนักบวชแต่ก็ยังคงเอ่ยถามต่อไป
“ข้าอยากรู้ยิ่งนักว่าท่านนักบวชรับใช้พระเจ้าองค์ใด?..แม้ว่าข้าจะไม่เชื่อในพระเจ้าแต่ข้าก็ยังอยากรู้อยู่ดี”
แม้ว่าทหารนายนี้จะเชื่อในพลังของธรรมชาติมากกว่าพระเจ้าองค์ใดแต่เขาก็ต้องการที่จะรู้รายละเอียดของนักบวชที่ทำงานอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือพวกเขา นั่นเป็นสาเหตุที่เขาอยากสวดอวยพรเพื่อสรรเสริญพระเจ้าของพวกเขา
ทหารเห็นนักบวชชี้ไปยังพระเจ้าของตน
นักบวชชี้ไปยังท้องฟ้า
เขามองเห็นพระอาทิตย์ดวงโตส่องสว่างบนท้องฟ้า
ทหารละสายตาออกมาก่อนจะเห็นรอยยิ้มที่นักบวชส่งให้ กลุ่มนักบวชเริ่มออกเดินอีกครั้งแต่นักบวชผมสีเงินก็ยังทิ้งทายบางอย่างก่อนที่พวกเขาจะจากไป
“พระอาทิตย์ส่องสว่างโดยไม่เลือกปฏิบัติกับทุกชีวิต”
“อ่า…”
วิหารพระเจ้าแห่งแสงตะวันที่ชาวจักรวรรดิเคารพและศรัทธา แม้ว่าในตอนนี้มันจะล่มสลายไปแล้วแต่ก็ดูใกล้เคียงกับพระเจ้าที่นักบวชกลุ่มนี้เป็น ทหารเข้าใจในทันทีว่าทำไมเหล่านักบวชถึงสวมหน้ากาก
ทูนก้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
“ถ้าพวกเจ้ารู้สึกขอบคุณก็อย่าลืมพวกเขาโดยเด็ดขาด…หลังจากถูกกดขี่จากพลังเวทย์มาเป็นเวลานานเราก็สามารถชนะพวกมันได้ในที่สุด..พวกเราจะสามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆเพื่อสร้างโลกที่เปี่ยมไปด้วยความยุติธรรม..อย่าลืมสิ่งนี้ด้วยเช่นกัน”
เหล่าทหารซึมซับคำพูดของทูนก้าไว้ในก้นบึ้งจิตใจซ้ำแล้วซ้ำอีกเมื่อพวกเขามองตามหลังของกลุ่มนักบวชที่ค่อยๆลับไปจากสายตา
นักบวชทั้งห้าถอดหน้ากากออกทันทีเมื่อมองไม่เห็นเหล่าทหารอีกต่อไป
เคจหันไปมองคาร์ลพลางเอ่ยถาม
“นายน้อยคาร์ล..ทำไมท่านถึงพูดถึงพระเจ้าแห่งแสงตะวันล่ะ?”
“ข้ามีแผน”
ในอนาคตข้างหน้าเขาจะทำให้แจ็คและฮันนาห์แทรกซึมเข้าไปในจักรวรรดิโดยให้พวกเขาสวมหน้ากากสีขาวแบบเดียวกับที่อยู่ในมือ อย่างไรก็ตามเขาไม่จำเป็นต้องอธิบายให้เคจรู้ในเรื่องนี้
แม้ว่าเคจอยากจะรู้มากเพียงใดก็ตามแต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไรออกมาอีก เธอเพียงเอ่ยหยอกล้อกับคาร์ลเท่านั้น
“นายน้อยคาร์ล..ข้าคิดว่าท่านกำลังจะสร้างศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคตแล้วกระมัง?”
แจ็คพยักหน้าเห็นด้วย เขามองไปที่คาร์ลด้วยดวงตาเปล่งประกาย
“นางพูดถูก..แม้ว่าท่านจะไม่มีพลังศักดิ์สิทธิ์ใดๆแต่ท่านก็เป็นคนอบอุ่นและมีจิตใจที่บริสุทธิ์ยิ่งนัก…นายน้อยคาร์ล!ข้ามั่นใจว่าท่านมีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับการเป็นศาสดาที่ดีและจะเป็นผู้นำคำสอนให้กับผู้ศรัทธาในพระเจ้าแห่งเราได้อย่างแน่นอน..‘ไม่เลือกปฏิบัติกับทุกชีวิต’..นี่คือสิ่งที่ข้าได้เรียนรู้จากท่านอีกครั้งแล้ว”
เคจลืมคำพูดของตนไปจนหมดเมื่อได้ยินสิ่งที่แจ็คพูดก่อนจะหันไปมองแจ็คด้วยใบหน้าประหลาดใจ
คาร์ลไม่สนใจเรื่องนี้เมื่อหันไปยังทิศที่คิดว่าราอนอยู่เพราะมันใช้เวทย์ล่องหนอำพรางกายเอาไว้ คาร์ลเริ่มพูดขึ้น
“กลับบ้านกันเถอะ”
“ตกลง..เจ้ามนุษย์!”
.
.
.
ฤดูหนาวเข้ามาเยือนอย่างรวดเร็ว
คาร์ลปิดอุปกรณ์เวทย์สื่อสารแบบเคลื่อนไหวลงก่อนจะหยัดการลุกขึ้นยืน จากนั้นเขาก็ตรงไปยังห้องของฮันนาห์และเริ่มเคาะประตูทันที
คลิ๊ก!
หญิงสาวผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือที่รู้จักกันในนามนักดาบมือฉมังเปิดประตูออกมา
“มีอะไรงั้นหรือ?”
“ไปกันเถอะ”
“…ไปที่ใด?”
คาร์ลตอบกลับอย่างมั่นใจ
“ล้างแค้น”
กองพลทะลวงฟันของอาร์มกำลังจะมุ่งหน้าเข้าสู่มหาสมุทรในไม่ช้านี้แล้ว
ฮันนาห์แต้มรอยยิ้มชั่วร้ายบนใบหน้าของเธอทันที