Trash of the Count’s family - ตอนที่ 140.2
บทที่ 140 กลางดึก 2 (2)
“เจ้าไม่เข้ามาหรือไง?”
อัลเบิร์กแต้มยิ้มบนใบหน้าเมื่อเอ่ยเรียกคาร์ลให้ทำตามสิ่งที่เขาบอก
~เห็นมั้ย?!..เจ้ามนุษย์!..ข้าบอกแล้วว่าพวกเขาจะเรียกหาเจ้า! ~
คาร์ลไม่สามารถถอนหายใจออกมาได้ตามที่ตนต้องการ เขารีบสาวเท้าเข้าไปหาอัลเบิร์กที่หยุดรอเขาอยู่นอกกระโจม ทั้งคู่มีรอยยิ้มบนใบหน้าซึ่งดูเหมือนจะแสดงระดับความไว้วางใจในตัวกันและกันให้ผู้อื่นได้เห็น คาร์ลพูดลอดไรฟันออกมาเบาๆให้อัลเบิร์กได้ยินเพียงคนเดียว
“พระองค์ไม่ได้บอกว่าให้หม่อมฉันทำตัวตามปกติหรือพะย่ะค่ะ?”
“ใช่..แต่ต้องทำตอนอยู่ข้างหลังข้าไงล่ะ”
อัลเบิร์กบอกเขาเช่นนั้นก่อนจะเดินเข้าไปในกระโจมทันที คาร์ลหันกลับไปมองอูฮาเบ็นซึ่งยังแสดงเป็นองครักษ์ได้อย่างยอดเยี่ยม
“ฮาเบ็น”
“ขอรับนายน้อย”
“ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกกระโจมนี่ละ..หากข้าเรียกหาเจ้าก็รีบเข้าไปข้างในโดยเร็วที่สุด..เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ..กระผมเข้าใจแล้ว”
แปะ!แปะ!
คาร์ลตบไปที่ไหล่ของอูฮาเบ็นเบาๆและเดินเข้าไปในกระโจมทันที แน่นอนว่าคาร์ลกำลังสวมบทบาทระหว่างนายน้อยและองครักษ์ได้เป็นอย่างดีแต่มันก็ทำให้อูฮาเบ็นรู้สึกแปลกๆอยู่บ้าง
อูฮาเบ็นในตอนนี้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าใบหน้าของราอนอยู่ระนาบเดียวกับใบหน้าของเขา ราอนมองอูฮาเบ็นด้วยแววตาพอใจเมื่อเห็นอูฮาเบ็นทำหน้าที่องครักษ์ได้เป็นอย่างดีก่อนที่มันจะก้าวตามคาร์ลเข้าไปด้านในกระโจมด้วยสภาพล่องหน
.
.
.
คาร์ลนั่งอยู่เบื้องหลังของอัลเบิร์กด้วยสีหน้าไร้อารมณ์พลางเริ่มคิดในใจ
‘คิดไว้อยู่แล้วว่ามันต้องเป็นแบบนี้’
การประชุมค่อนข้างน่าเบื่อสำหรับชั่วโมงแรก หัวข้อแรกที่พวกเขาหยิบยกขึ้นมาคุยกันคือการทำงานร่วมกันเพื่อสู้กับพันธมิตรทางตอนเหนือและจักรวรรดิ องค์ชายจอห์นแห่งอาณาจักรเบร็คพูดขึ้น
“จากที่ข้าได้รับรายงานจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ..ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงพันธมิตรทางตอนเหนือก็จะสร้างเรือข้ามมหาสมุทรเสร็จสิ้นแล้ว..พวกเขาจะเข้ามายังดินแดนของเราผ่านชายฝั่งทะเลตะวันออกทันที..พวกเขาจะเริ่มเคลื่อนพลเข้ามาในช่วงฤดูหนาวดังนั้นในช่วงฤดูใบไม้ผลิก็จะเดินทางมาถึงอาณาจักรโรมันและอาณาจักรเบร็คตามลำดับ”
ฮาโรนเป็นฝ่ายพูดบ้าง
“ถึงจะเป็นเช่นนั้นเราก็ต้องให้ความสำคัญกับจักรวรรดิเช่นกัน..ตอนนี้พวกเขาอาจจะยังไม่ได้ใช้ระเบิดพลังเวทย์จากเวทย์แห่งความตายแต่เราก็ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าพวกเขาจะใช้มันเมื่อไหร่?…ในเมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้เราก็ควรถือโอกาสตัดกำลังของพวกเขาลงให้ได้!”
“ข้าเห็นด้วย…เราควรลดความแข็งแกร่งของจักรวรรดิลงเสียก่อน”
ลิทาน่าเห็นด้วยกับฮาโรนและพูดต่อทันที
“เรายังต้องหาวิธีป้องกันการเล่นแร่แปรธาตุอีกด้วย”
“ถ้าเช่นนั้น..อย่างแรกเลย”
ฮาโรนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเมื่อเอ่ยต่อไป
“เราไม่ควรหาวิธีที่จะทำให้เราชนะจักรวรรดิก่อนหรือพะย่ะค่ะ?”
ลิทาน่าและจอห์นเงียบลงทันที ในที่สุดอาณาจักรวิปเปอร์ก็ขอแรงสนับสนุนเพื่อเอาชนะจักรวรรดิ อย่างไรก็ตามมันจะเป็นเรื่องยุ่งทันทีหากอาณาจักรวิปเปอร์ได้รับชัยชนะในครั้งนี้
อาณาจักรเบร็คกำลังร่วมมือกับอาณาจักรโรมันเพื่อรวบรวมเหล่านักเวทย์ให้อยู่ภายใต้คำสั่งของพวกเขา ซึ่งในกรณีนี้ไม่สามารถเรียกได้ว่าพวกเขาเป็นอาณาจักรเดียวกันได้แม้จะเป็นพันธมิตรกันก็ตาม
ผืนป่าไม่มีอาณาเขตติดต่อกับอาณาจักรโรมันหรืออาณาจักรเบร็คแต่อย่างใด พวกเขามีอาณาเขตติดต่อกับอาณาจักรวิปเปอร์และกังวลว่าหากอาณาจักรวิปเปอร์ต้องการเข้ายึดครองผืนป่าเพื่อให้พวกเขาแข็งแกร่งยิ่งขึ้น นั่นจะทำให้สถานการณ์ของผืนป่าลำบากมากขึ้นและพวกเขาไม่ต้องการให้สิ่งนี้เกิดขึ้น
ลิทาน่ากำลังถกเถียงกับตัวเองว่าอะไรคือคำตอบที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ ก่อนจะตระหนักได้ว่าอีกฝั่งของโต๊ะประชุมเงียบจนผิดปกติ
บุคคลที่รวบรวมพวกเขาเข้าด้วยกันก็คืออัลเบิร์กผู้นี้ องค์ชายรัชทายาทแห่งอาณาจักรโรมันนั่งเงียบจนเธอเริ่มกังวล
ลิทาน่าไม่ใช่คนเดียวที่รู้สึกเช่นนี้เพราะจอห์นและฮาโรนต่างหันไปมองอีกฝั่งของโต๊ะอย่างพร้อมเพรียง
ฮาโรนเป็นฝ่ายพูดขึ้น
“องค์ชายดูเหมือนจะเงียบไปนะพะยะค่ะ”
อัลเบิร์กเงยหน้าขึ้นและส่งยิ้มให้กับทุกคนเมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อของตน
ก็อก!ก็อก!ก็อก!ก็อก!
นิ้วชี้ของเขาเคาะลงไปที่โต๊ะราวกับรออะไรบางอย่างอยู่ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มพูดช้าๆ
“ข้ามีเรื่องตั้งมากมายที่จะพูดในวันนี้แต่…..”
ก็อก!ก็อก!
เขาเคาะนิ้วลงบนโต๊ะอีกครั้งก่อนจะปล่อยให้นิ้วค้างอยู่บนโต๊ะเมื่อเริ่มพูดต่อ
“นายน้อยคาร์ล..เจ้าไม่มีอะไรจะพูดงั้นหรือ?”
น้ำเสียงที่อัลเบิร์กเอ่ยถามคาร์ลอย่างจงใจทำให้ทุกสายตาหันไปมองคาร์ลทันที พวกเขาสามารถบอกได้เลยว่าท่าทางของคาร์ลตอนนี้ดูจะผ่อนคลายกว่าอัลเบิร์กเสียอีก
แม้ว่าคาร์ลจะสัมผัสได้ถึงสายตาทุกคู่ที่มองมาทางเขาแต่ก็ยังสามารถพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามตัวตนปกติของเขาเช่นเดิม
“หม่อมฉันไม่มีสิ่งใดที่จะพูดพะย่ะค่ะ”
มันเป็นเรื่องจริงที่เขาไม่มีอะไรจะพูด คาร์ลเบือนหน้าไปมองนาฬิกาที่ถูกประดับไว้มุมกระโจมซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับเสียงราอนลอดเข้ามาในหัว
~ เจ้ามนุษย์!..พวกเขามาถึงแล้ว! ~
คาร์ลเริ่มยิ้มออกมาช้าๆ
“พวกเขามาถึงแล้วพะย่ะค่ะ”
อัลเบิร์กยิ้มขึ้นบ้างเมื่อได้ยินคำกล่าวรายงานจากคาร์ล ช่วงเวลาที่เขารอคอยใกล้เข้ามาแล้ว
“อะไรนะ?…ใครมาถึง?”
ลิทาน่าหันไปมองคาร์ลด้วยความสับสน คนที่เหลือก็ดูสับสนไม่ต่างกัน
ทันใดนั้นเอง
ปี๊บบบบบบบบ!!!!!!!!!!ปี๊บบบบบบบบ!!!!!!!!!!ตรู๊ดดดดดดดดด!!!!!!!!!!
จู่ๆสัญญาณเวทย์เตือนภัยก็ดังขึ้นก่อนจะแว่วหายไปราวกับถูกตัดสัญญาณลง
ทุกๆคนที่นั่งรอบโต๊ะต่างหน้าซีดเผือดยกเว้นเพียงอัลเบิร์กและคาร์ล
ประตูกระโจมถูกเปิดออกพร้อมกับร่างของหนึ่งนักรบแห่งผืนป่ารีบเข้ามากล่าวรายงานให้ลิทาน่าทราบอย่างเร่งรีบ
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ทูลฝ่าบาท..สัญญาณเตือนภัยที่ติดตั้งในมหาสมุทรจับสัญญาณบางอย่างได้พะย่ะค่ะ”
อุปกรณ์เวทย์เตือนภัยที่ถูกติดตั้งห่างจากชายฝั่งออกไปถึงสองร้อยเมตรจู่ๆก็ทำงานขึ้น นั่นหมายความว่ามีใครบางคนหรือบางสิ่งกำลังมุ่งหน้ามายังที่นี่
ลิทาน่าเริ่มกังวล
“มันเป็นเรือแบบใด?..เจ้าเห็นธงของพวกเขาหรือไม่?..แล้วมันมากันกี่ลำ?”
เธอเริ่มรัวคำถามแก่ลูกน้องของตนในขณะที่องค์ชายจอห์นก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้พร้อมกับเรียกองครักษ์ประจำกายเข้ามาใกล้ตนทันที ส่วนฮาโรนนั้นเลือกที่จะหันไปมองคาร์ลแทน
ในขณะที่ทุกคนในกระโจมเริ่มนั่งไม่ติด นักรบของผืนป่าก็รีบกล่าวรายงานต่อทันที
“ไม่ใช่เรือพะย่ะค่ะ”
“ถ้าไม่ใช่เรือแล้วมันคืออะไร?”
“เอ่อ..มันคือวาฬพะย่ะค่ะ”
ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วกระโจมโดยสมบูรณ์
ปี๊บบบบบบบบบบ!!!!
สัญญาณเวทย์เตือนภัยที่เงียบหายไปเมื่อครู่กลับดังขึ้นมาอีกครั้งพร้อมกับเสียงของนักรบที่กล่าวรายงานต่อ
“มีวาฬขนาดใหญ่มุ่งหน้ามายังทิศที่เราอยู่พะย่ะค่ะ!”
มีเสียงเรียบๆเอ่ยขึ้นทันทีที่นักรบพูดจบแน่นอนว่ามันต้องเป็นคาร์ล
“ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงแล้ว”
ฟึ่บบบบ!
คาร์ลเดินไปที่หน้ากระโจมพลางเลิกผ้าคลุมกระโจมออกทันที เขามองเห็นมหาสมุทรอันกว้างใหญ่รวมทั้งเหล่านักรบที่ยืนเรียงแถวกันตามแนวชายฝั่งเพื่อป้องกันการโจมตีที่จะเกิดขึ้น
คาร์ลไม่ได้สนใจเหล่านักรบเหล่านั้น เขาเพียงมองไปยังผืนมหาสมุทรเงียบๆ
ตู้มมมมมม!!! ซ่า!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!ตู้มมมมมม!!!
มีวาฬขนาดใหญ่สองตัวและวาฬขนาดเล็กอีกหนึ่งตัวกำลังว่ายเข้ามาใกล้ทุกทีจนเขาสามารถมองเห็นพวกมันได้ถนัดขึ้น
ครืด!!!!
เสียงเก้าอี้ขูดไปกับพื้นดังขึ้นเมื่ออัลเบิร์กลุกขึ้นยืนก่อนที่เขาจะกวาดสายตาไปมองผู้คนที่อยู่ภายในกระโจมและเอ่ยขึ้น
“มีองค์กรลับทำงานร่วมกับจักรวรรดิและพันธมิตรทางตอนเหนือ”
‘อะไรนะ?!’
‘ห๊ะ!’
ข้อมูลที่ถูกป้อนเข้าหัวอย่างกะทันหันในสถานการณ์ที่วุ่นวายอยู่นี้ทำให้พวกเขาเริ่มเป็นกังวล ฮาโรนที่เงียบมาครู่ใหญ่เป็นฝ่ายตะโกนขึ้นมา
“องค์ชายว่าอย่างไรนะพะยะค่ะ?”
“องค์ชายอัลเบิร์ก…ท่านหมายความว่าอย่างไร?…องค์กรลับอะไรกัน?”
จอห์นก็เอ่ยถามเช่นกัน ดูเหมือนตอนนี้วาฬจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับเขาแล้วเมื่อได้ยินคำว่าองค์กรลับจากปากอัลเบิร์ก อย่างไรก็ตามอัลเบิร์กเพียงชี้ไปข้างนอกผ่านประตูกระโจม
สายตาของพวกเขาหันไปมองมหาสมุทรอย่างพร้อมเพรียง
ซ่า!!!!!!!!!!! ตู้มมมมมมม!!!!!
วาฬหลังค่อมขนาดใหญ่ซึ่งว่ายนำหน้าเริ่มปล่อยไอน้ำออกมา มันเป็นปริมาณไอน้ำที่มากจนบดบังร่างของวาฬทั้งสามจดมิด เมื่อไอน้ำค่อยๆเลือนหายไปก็ปรากฏร่างของมนุษย์ขึ้นมาและลอยข้ามนักรบที่ยืนคุมเชิงอยู่ริมชายฝั่งได้อย่างง่ายดาย
“ห๊ะ!?”
เหล่านักรบเริ่มตะโกนออกมาด้วยความสับสนเมื่อเห็นเงาร่างลอยผ่านร่างของพวกเขาไปทางด้านหลัง
ตุบ!
ร่างที่ลอยผ่านนักรบไปค่อยๆลงเหยียบพื้นทรายอย่างนุ่มนวล เธอค่อยๆยกมือขึ้นจัดทรงผมสีฟ้าของเธอให้ดูเรียบร้อย
“….เผ่าวาฬ?”
มีคนพึมพำออกมาด้วยความตกใจ
เผ่าวาฬอาจเป็นที่รู้จักกันในฐานะเผ่าสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งที่สุดแต่ก็เป็นที่รู้จักกันอีกว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่ยากต่อการพบเจอได้ง่าย พวกเขาทั้งหมดต่างมั่นใจว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขาคือสมาชิกจากเผ่าวาฬอย่างแน่นอน
การปรากฏตัวจากแขกที่ไม่คาดคิดทำให้ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วพื้นที่ อย่างไรก็ตามมีคนจากในกระโจมเอ่ยขึ้น
“ท่านวิเทียร์…ไมได้เจอกันนานเลยนะ”
เสียงที่ดังขึ้นมาจากคาร์ล เฮนิตัส เขาค่อยๆเดินออกมาจากกระโจมช้าๆ
วาฬทั้งสามตนประกอบไปด้วยวิเทียร์ พาสตันและอาร์ชี พวกเขาทั้งสามเดินมาถึงจุดที่คาร์ลอยู่แล้ว วิเทียร์เป็นผู้เดินนำหน้า เธอส่งยิ้มให้กับคาร์ลและเอ่ยทักทายทันที
“ไม่ได้เจอกันนานเลยสินะ…นายน้อยคาร์ล”
คาร์ลพยักหน้าตอบรับและหันไปมองอัลเบิร์กซึ่งอยู่ในกระโจม
“หม่อมฉันได้เชิญว่าที่ราชินีแห่งเผ่าวาฬ..มาตามที่พระองค์สั่งแล้วพะย่ะค่ะ”
รอยยิ้มของอัลเบิร์กและคาร์ลเริ่มหนามากขึ้นเมื่อสบตาเข้าหากัน
การพบกันระหว่างสี่อาณาจักรและหนึ่งชนเผ่าสัตว์อสูรก็ลงเอยแบบช่วยไม่ได้แต่มันก็เป็นไปตามที่อัลเบิร์กและคาร์ลต้องการให้เป็น