Trash of the Count’s family - ตอนที่ 138.1
บทที่ 138 ด้วยกัน 6 (1)
แต่โชว์พวกนั้นอาจต้องใช้เวลาอีกนานและมีปัญหายิบย่อยมากมายที่ต้องจัดการก่อน
‘แต่ปัญหาพวกนั้นไม่ใช่เรื่องที่ฉันจะต้องไปจัดการเอง’
คาร์ลยกชาที่เป็นสูตรลับเฉพาะของอาณาจักรแห่งป่าขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ตอนนี้เขากำลังจิบน้ำชาและสนทนากับราชินีลิทาน่าอยู่
เคร้ง!
ทันทีที่คาร์ลวางถ้วยน้ำชาลงเสียงของลิทาน่าก็ลอดเข้าหูเขาทันที
“จากข้อมูลที่เราได้รับจากท่านนักบวช..มันมีงานวิจัยมากมายที่เกี่ยวข้องกับการทำสงครามและมีการสังหารสิ่งมีชีวิตต่างๆเป็นจำนวนมากในหอระฆังที่ใช้พัฒนาการเล่นแร่แปรธาตุ”
ใบหน้าของลิทาน่าเต็มไปด้วยความขยะแขยงเมื่อเธอเล่าสิ่งนี้ให้คาร์ลฟัง คาร์ลรู้ในทันทีว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้เธอมีสีหน้าแบบนั้นก่อนจะแสดงความคิดเห็นของตนออกมา
“พวกเขาอาจต้องฆ่าเพื่อการทดลองสำหรับงานวิจัยเหล่านั้น”
ลิทาน่าพยักหน้าเห็นด้วยกับความเห็นของคาร์ลและจิบน้ำชาไปพร้อมๆกัน
‘มันไม่ร้อนงั้นรึ?..ไม่เป่าให้มันอุ่นก่อนหรือไง?’
คาร์ลกังวลว่าน้ำชาร้อนๆจะลวกปากลิทาน่า
ปั้ง!
อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้เมื่อเห็นลิทาน่ากระแทกถ้วยน้ำชาลงบนโต๊ะอย่างแรง ดวงตาของเธอวาววับขึ้นด้วยความโกรธ
“ข้าไม่สามารถอภัยให้พวกเขาได้!..พวกเขาฆ่าทั้งสัตว์และมนุษย์ด้วยเหตุผลเช่นนี้ได้อย่างไร?..เลวที่สุด!”
คาร์ลมองหน้าลิทาน่าเงียบๆก่อนจะยกน้ำชาขึ้นจิบช้าๆ
ทั้งการพัฒนารูปแบบการเล่นแร่แปรธาตุและการใช้พลังเวทย์จำเป็นต้องมีการทดลองเป็นจำนวนมากเพื่อสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการก่อสงครามหรือเครื่องมือสังหารที่มีอานุภาพรุนแรงซึ่งการทดลองส่วนใหญ่จะใช้ออร์คหรือก็อบลินเป็นหนูทดลอง
แม้ว่าคาร์ลจะคิดว่าสิ่งเหล่านี้จำเป็นต้องทำเพื่อการทดลองแต่สิ่งที่นักเล่นแร่แปรธาตุในหอระฆังตามที่นักบวชแจ้งให้พวกเขาทราบนั้นกลับยิ่งโหดร้ายและรุนแรงยิ่งกว่า
จักรวรรดิเป็นหนึ่งในไม่กี่อาณาจักรที่ยังคงมีชนชั้นทาส พวกเขาใช้ทาสเหล่านี้สำหรับการทดลอง และพวกเขายังฆ่าสัตว์น้อยใหญ่เป็นจำนวนมากอีกด้วย
นั่นคือสาเหตุหลักที่ผู้คนในผืนป่าที่ไม่เคยเป็นทาสผู้ใดและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสัตว์ต่างๆไม่สามารถปิดบังความเกลียดชังเอาไว้ได้
ลิทาน่ามองคาร์ลพลางเอ่ยถาม
“ท่านไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องโหดร้ายรึ..นายน้อยคาร์ล?”
“..มันโหดร้ายยิ่งนัก”
“ใช่แล้ว!..ดังนั้นเราต้องช่วยพวกเขา”
‘หืม?’
คาร์ลยกถ้วยน้ำชาค้างไว้และจ้องไปที่ลิทาน่าด้วยเหตุผลบางประการ สายตาของเธอยังลุกโชนจนคาร์ลรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมา
“นายน้อยคาร์ล..ข้าเกลียดพวกมัน!..ข้าเกลียดจักรวรรดิและหอระฆังของพวกเขายิ่งนัก!”
เป็นเพราะองค์ชายแห่งจักรวรรดิและนักเล่นแร่แปรธาตุเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเกิดไฟป่า
“แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่มีแผนที่จะเข้าโจมตีและยึดดินแดนจักรวรรดิ..ข้าไม่ต้องการเข่นฆ่าประชาชนตาดำๆของจักรวรรดิ…ข้าเพียงต้องการฆ่าไอ้เลว—-เอ่อ..ข้าเพียงต้องการกำจัดคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องเลวๆพวกนี้และข้าอยากป้องกันไม่ให้เกิดการทดลองพวกนี้ในอนาคตด้วย”
“…ข้าเพียงแค่ต้องส่งข้อความเหล่านี้แก่องค์ชายอัลเบิร์กใช่หรือไม่?”
ลิทาน่ายิ้มและพยักหน้า
“โปรดแจ้งให้พระองค์ทราบ..นี่คือสิ่งที่เราต้องการ”
คาร์ลพยักหน้าตอบรับ
อาณาจักรโรมันกำลังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงอาณาจักรพันธมิตรทั้งหมด พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นเพราะคาร์ลและอัลเบิร์กคือผู้ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันในทวีปทั้งหมด
อาณาจักรวิบเปอร์ อาณาจักรเบร็คและอาณาจักรแห่งผืนป่า ทั้งสามแห่งนี้รู้เพียงว่าจักรวรรดิกำลังทำงานร่วมกับพันธมิตรทางตอนเหนือ มีเพียงคาร์ล อัลเบิร์กและคนของพวกเขาเท่านั้นที่รู้ว่าอาร์มทำงานร่วมกับพวกเขาด้วย
คาร์ลพยักหน้าอีกครั้งในขณะที่ลดถ้วยน้ำชาลง
“แล้วข้าจะทูลให้พระองค์ทราบ..ว่าแต่ท่านลินา?”
“มีอะไรอย่างนั้นรึ?”
คาร์ลวางถ้วยชาลงบนโต๊ะและประสานมือเข้าหากันพร้อมกับท่าทางที่ดูจริงจังขึ้น ลิทาน่าก็เผลอมองคาร์ลด้วยท่าทางจริงจังเช่นกันก่อนที่คาร์ลจะเอ่ยขึ้น
“มันจะไม่ดีกว่าหรือหากจะทำลายหอระฆังลง..ไหนๆท่านก็เกลียดชังมันขนาดนั้นแล้ว”
“…อะไรนะ?”
“อ่า..ถ้าให้ทำลายมันคงจะดูรุนแรงไปสักหน่อย?..ถ้าเช่นนั้นเปลี่ยนมาเป็นพังมันแทนได้หรือเปล่า?”
“…อะไรนะ?”
ลิทาน่าจ้องคาร์ลด้วยความมึนงงราวกับไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด เสียงเรียบๆของคาร์ลยังคงเอ่ยต่อไป
“นั่นเป็นเพียงความเห็นของข้าหลังจากได้ยินความโหดร้ายของพวกเขาแล้ว..ท่านไม่รู้สึกแบบเดียวกับข้างั้นรึ?..ท่านลินา”
“…แน่นอน..แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะโค่นหอระฆังลงได้”
แม้ว่ามันจะถูกเรียกว่าหอระฆังเพราะจุดเด่นที่มาจากเสียงระฆังขนาดใหญ่ที่ติดตั้งอยู่บนหลังคาของอาคารแต่มันก็เป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าหอคอยพลังเวทย์เสียอีก
คาร์ลเห็นด้วยกับสิ่งที่ลิทาน่าพูด
“ท่านพูดถูก..มันไม่ง่ายเลยที่จะทำมันได้”
ลิทาน่ารู้สึกแปลกๆเมื่อเห็นว่าคาร์ลเห็นด้วยกับเธอ เธอยื่นมือไปหยิบด้วยชามาถือไว้และเริ่มพูดอีกครั้ง
“ข้าคิดว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะทำลายหอระฆังที่ยืนหยัดมาเป็นเวลาหลายร้อยปีลงได้…แต่ข้าก็อยากจะทำมัน”
“ข้าเห็นด้วย”
คาร์ลพยักหน้าเห็นด้วยพลางคิดในใจ
‘ดูเหมือนว่าฉันจะสามารถนำนักรบของผืนป่าไปได้สักคนสองคนล่ะนะหากฉันจะไปโค่นหอระฆังลงจริงๆ’
คาร์ลได้วางแผนที่จะทำลายหอระฆังลงแล้ว เขาต้องการทำแบบนั้นเพราะมันจะเป็นการทำลายเสาหลักของจักรวรรดิลง
สำหรับจักรวรรดินั้นมีคำกล่าวเอาไว้ว่าหอระฆังเล่นแร่แปรธาตุและวิหารแห่งพระเจ้าแสงตะวันทำหน้าที่เป็นเสาหลักในขณะที่เหล่าเชื้อพระวงศ์ทำหน้าที่เป็นหลังคา
ตอนนี้วิหารแห่งพระเจ้าแสงตะวันเจอกับวิกฤตและถูกทำลายความเชื่อถือลงแล้ว อย่างไรก็ตามคาร์ลวางแผนเอาไว้ว่าจะทำลายหอระฆังลงและสร้างเสาหลักเสาใหม่ให้กับจักรวรรดิ
แน่นอนว่าเสาหลักแห่งใหม่คือวิหารแห่งพระเจ้าแสงตะวันตามแบบฉบับของคาร์ล
‘ไม่เรียกมันว่าเสาหลักดีกว่า..เอาเป็นฐานรากจะฟังเข้าท่ามากกว่าเสาหลัก’
เสาถูกสร้างขึ้นบนฐานราก คาร์ลกำลังคิดที่จะสร้างสิ่งต่างๆแบบใหม่ๆขึ้นมาโดยเริ่มจากฐานรากก่อน
อย่างไรก็ตามนั่นไม่ใช่สิ่งที่คาร์ลจะลงแรงด้วยตัวเอง เขาวางแผนที่จะใช้คนอื่นลงมือทำลายหอระฆังก่อนจะดำเนินการทำสิ่งต่อไป แน่นอนว่าเขามีแผนที่จะทำเช่นนั้นจริงๆจึงเป็นสาเหตุที่เขาเริ่มออกล่าเอาชิ้นส่วนต่างๆเพื่อให้แผนนี้สำเร็จ
ชิ้นส่วนแรกจะมีลิทาน่าเป็นคนลงมือ
“ท่านจะเป็นคนดูแลนักบวชและหญิงพรหมจาริณีผู้นั้นต่อรึ?”
คาร์ลแจ้งกับลิทาน่าว่าจะนำตัวแจ็คและฮันนาห์ไปกับพวกเขา
“ใช่..ข้าอยากจัดการเรื่องนี้เองแค่นี้ก็รบกวนท่านมากไปแล้ว”
“แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเอง…นายน้อยคาร์ล”
ทั้งหญิงพรหมจาริณีผู้ศักดิ์สิทธิ์และนักบวชนั้นจะมีประโยชน์ในการกดดันจักรวรรดิในอนาคตข้างหน้าเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่ได้เป็นหญิงสาวผู้ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปเพราะพลังมืดที่เธอได้ครอบครองและตัวนักบวชเองก็มีพลังศักดิ์สิทธิ์เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นทำให้ลิทาน่าไม่ต้องการตัวพวกเขาทั้งคู่อีกต่อไป นอกจากนี้เธอยังได้ข้อมูลทั้งหมดจากนักบวชเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ถ้าเช่นนั้นข้าจะนำตัวพวกเขากลับไปพร้อมข้าเลยแล้วกัน”
ลิทาน่ายังคงจ้องไปที่คาร์ลเงียบๆเมื่อเห็นว่าเขาวางแผนที่จะรับภาระชิ้นใหญ่เอาไว้ที่ตัวหรือไม่มันก็อาจเป็นระเบิดพลังเวทย์ที่ติดตัวเขาไปตลอดเวลา คาร์ลจ้องตอบเธอและส่งยิ้มบางๆให้
“ท่านคงทราบเรื่องแมรี่แล้วใช่มั้ย?”
“ข้าทราบแล้ว..ท่านไม่ต้องห่วงหรอกนะนายน้อยคาร์ลเพราะข้าจะเก็บมันเป็นความลับอย่างแน่นอน”
อัลเบิร์กได้แจ้งให้ลิทาน่าทราบว่าเขามีคนที่สามารถจัดการกับพลังเวทย์ที่ตายไปแล้วได้และคาร์ลจะเป็นคนพาบุคคลผู้นั้นมาและเรื่องนี้ต้องเก็บเป็นความลับ ลิทาน่าไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้ใครทราบนอกจากบินและลูกน้องคนสนิทของเธออีกสองคนเท่านั้น
ลิทาน่ามองถ้วยน้ำชาที่ว่างเปล่าก่อนลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้
“ไปกันเถอะนายน้อยคาร์ล”
คาร์ลทำตามเธอทันทีเมื่อเห็นว่าไม่มีเรื่องที่จะพูดอีกแล้ว เธอหันมามองคาร์ลพลางเอ่ยถาม
“ท่านจะเดินทางกลับเลยหรือไม่?”
“ข้าคิดว่าจะออกเดินทางโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้..ตอนนี้ต้องรอให้ฮันนาห์อาการดีขึ้นอีกสักหน่อย”
ลิทาน่าพยักหน้าตอบรับราวกับรู้อยู่แล้วว่าคาร์ลจะตอบเช่นไร เธอเริ่มยิ้มออกมา
“ข้าคิดว่านางจะต้องฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วหากมีท่านคอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ”
‘และข้ามั่นใจว่านางจะต้องได้รับการแก้แค้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกด้วย’
ลิทาน่าไม่ได้พูดส่วนนี้ออกไป การแก้แค้นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่คาร์ลเคยพูดไว้คือการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขตลอดไป เธอมั่นใจว่าคาร์ลได้มอบสิ่งนั้นให้กับคู่แฝดแล้ว
‘จะมีคนที่คิดถึงแต่คนอื่นก่อนตัวเองอยู่บนโลกนี้ด้วยหรือ?’
เธอไม่มั่นใจว่าคาร์ลใช้ชีวิตแบบนี้ได้อย่างไร? ในทางกลับกันเธอตัดสินใจที่จะสนใจเพียงบทบาทที่เธอต้องทำเท่านั้น
“นายน้อยคาร์ล…ข้าจะคุ้มครองพวกท่านไปยังชายฝั่งเอง..”
“อ่า..เยี่ยมไปเลย..ขอบคุณท่านมาก”
คาร์ลต้องการบอกลิทาน่าว่าเธอไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นแต่คิดว่ามันน่ารำคาญเกินไปหากต้องมานั่งอธิบาย เขาจึงยอมรับข้อเสนอของเธอโดยง่าย
‘ฉันมีมังกรถึงสองตัว’
กลุ่มของคาร์ลไม่จำเป็นต้องใช้การคุ้มกันเลยสักนิด
.
.
.