Marvel : The King ราชาของโลกมาเวล - ตอนที่ 43
เมื่อกัปตันอเมริกาได้ยินเช่นนั้น เขาก็เดินไปนั่งลงบนโซฟาอย่างรวดเร็ว และฟังซู่เจินอธิบายเกี่ยวกับคนในทีมของเขาอย่างตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็น บริ๊ง แมโร หรือ เฉินห่าวหราน
ถึงแม้ว่าทีมของเขาตอนนี้จะยังมีคนไม่มากนัก แต่พวกเขาก็มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป!
แน่นอนว่ากัปตันอเมริกาไม่ได้สนใจในสิ่งเหล่านี้ แต่สิ่งที่เขาสนใจจริง ๆ ก็คือซู่เจินอยากจะทำอะไรกันแน่ เพราะว่าเขายังไม่รู้จักตัวตนของซู่เจินดีพอ ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้พบกันก็คือตอนเหตุการณ์ของ Human Torch และยังไม่ได้พูดคุยอะไรกันมากมายหรือมีความประทับใจพิเศษอะไร และเมื่อเขาสืบข้อมูลของซู่เจินในตอนหลังทำให้เขารู้ว่าซู่เจินเป็นคนที่มีความสามารถมากมายและเก่งในเรื่องของการวางแผนมาก เพราะว่าเขาสามารถกลืนกินความสามารถ Human Torch ได้โดยไม่มีความผิด คิดดูสิเขาวางแผนเก่งขนาดไหน?
และถึงแม้ว่าเขาจะจงใจทำ!
ก็ไม่มีใครสามารถจัดการกับเขาได้อยู่ดี เพราะว่าพวกเขาไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดซู่เจินได้!
เพียงแค่แกล้งเป็นอ่อนแอตอนแรก และรอให้อีกฝ่ายโจมตีเขาก่อนและค่อยตอบโต้กลับอย่างแยบยล และสุดท้ายเขาก็กลืนกินความสามารถของ Human Torch ได้อย่างง่ายดาย และอ้างว่าเป็นการป้องกันตัวเอง ก็ไม่มีใครสามารถเอาผิดเขาได้แล้ว นี่แหละคนที่ใช้สติปัญญาให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่ใช้แต่อารมณ์ในการแก้ปัญหา!
ดังนั้นกัปตันอเมริกาจึงอยากรู้ทำไมจู่ ๆ ซู่เจินถึงเริ่มก่อตั้งทีมของตัวเองขึ้นมาและเขายังไม่ลังเลสักนิดเลยที่จะทำสงครามกับ SHIELD เขาทำไปเพื่ออะไรกันแน่!
“คุณรวบรวมคนเหล่านี้และก่อตั้งทีมของตัวเองขึ้นมาทำไมงั้นหรอ ? ” กัปตันอเมริกาถามขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา
“ทำไม ? เหตุผลมันก็ง่าย ๆ ผมต้องการแข็งแกร่งขึ้นเพื่อปกป้องตัวผมเองและคนรอบข้าง และเมื่อความแข็งแกร่งของผมมากพอแล้วผมจึงอยากสร้างทีมของผมขึ้นมาเพื่อรับกับวิกฤตที่จะเกิดขึ้นในอนาคต!” ซู่เจินพูดขึ้นมาขณะมองไปที่กัปตันอเมริกาด้วยสายตาจริงจัง
“วิกฤต? คุณต้องการจะบอกอะไรกันแน่” กัปตันอเมริกาไม่สามารถเชื่อคำพูดของซู่เจินได้ในทันที เพราะว่าเขาอาจจะกุเรื่องขึ้นมาก็ได้ ไม่สิ…. หรือว่าเขาจะมองเห็นอนาคต ?
“มันเยอะมากมายจนคุณนึกไม่ถึงเลยล่ะ!” ซู่เจินพูดขึ้นมาเบา ๆ
“ ถึงอย่างนั้นคุณก็น่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้จริงไหม ?” กัปตันอเมริกาพูดขึ้นและเหลือบมองไปทางเฉินห่าวหราน
ซู่เจินหยักไหล่แล้วพูดว่า “ถึงอย่างนั้นผลลัพธ์ก็เหมือนเดิมไม่ใช่หรือไง ? ดังนั้นผมจึงไม่ต้องพิสูจน์อะไรให้คุณดู เพราะเดี๋ยวเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุด และคุณรู้ไหมว่าผมน่ะชื่นชมคุณมากเลยนะกัปตันอเมริกา แต่ไม่ใช่ในความสามารถของคุณนะ แต่ผมชื่นชมใน จิตวิญญาณ! อันแรงกล้าของคุณ และถ้าเกิดว่าในอนาคตคุณมีเรื่องอะไรให้ผมช่วยคุณสามารถติดต่อผมได้ตลอดเวลา! “
“ผมจะจำคำพูดของคุณเอาไว้ก็แล้วกัน…แล้วตอนนี้งานของผมก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นคุณช่วยส่งผมกลับไปหน่อยได้ไหม เพราะตอนที่คุณพาตัวของผมมา ผมไม่ได้หยิบเงินติดตัวมาด้วย” กัปตันอเมริกาพูดขึ้นมาพร้อมกับหน้าเสียเล็กน้อย
“ไม่มีปัญหา!”
ซู่เจินพยักหน้าให้กัปตันอเมริกาและหันไปพูดกับบริ๊งค์ว่า “เธอช่วยส่งกัปตันอเมริกาไปที่ยานบรรทุกเครื่องบินของ SHIELD หน่อยนะ ไม่งั้นถ้าเธอไปส่งเขาที่บ้าน กัปตันอเมริกาก็จะต้องไปที่ SHIELD อยู่ดี มันจะได้ไม่เสียเวลา”
“ นี่คืออนาคตที่คุณมองเห็นใช่ไหม” กัปตันอเมริกาถามขึ้นมาอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ไม่! นี่เป็นเพียงการคาดการณ์ธรรมดา ๆ เท่านั้น โดยใช้หลักของเหตุผลมาช่วยประกอบการคาดเดาเท่านั้น!” ซู่เจินกล่าวขึ้นมาด้วยรอยยิ้ม
กัปตันอเมริกาหยักไหล่ขึ้นมาเบา ๆ และพบว่าเขากำลังถามคำถามโง่ ๆ ออกมา
เมื่อพอร์ทัลปิดตัวลง หลังจากนั้นไม่นานบริ๊งค์และกัปตันอเมริกาก็ปรากฏตัวขึ้นที่ยานบรรทุกเครื่องบินของ S.H.I.E.L.D.
เจ้าหน้าที่บนยานบรรทุกเครื่องบินทุกคนรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเพราะอยู่ดี ๆ ก็มีพอร์ทัลปรากฏขึ้นมาภายในยานและมีบริ๊งค์และกัปตันอเมริกาเดินออกมาจากพอร์ทัลนั้น … นิค ฟิวรี่ และมาเรีย ฮิลล์ ก็มาถึงชั้นบนของยานแล้วเช่นกัน เมื่อนิค ฟิวรี่เห็นตัวของบริ๊งค์เขาก็ถามขึ้นมาอย่างอยากรู้อยากเห็นว่า “ฉันรู้จักคุณ คุณชื่อว่าคลาริซ เป็นมนุษย์กลายพันธุ์อิสระ ฉันไม่คิดเลยว่าคุณจะเข้าร่วมกับซู่เจิน”
“ ตอนนี้ฉันชื่อ บริ๊งค์!”
“ดี! บริ๊งค์ คุณได้ส่งกัปตันอเมริกากลับมาเรียบร้อยแล้ว”
ตอนแรก นิค ฟิวรี่ ต้องการที่จะพูดคุยกับบริ๊งค์มากกว่านี้ แต่บริ๊งค์ก็เปิดพอร์ทัลแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
“ความสามารถของมนุษย์กลายพันธุ์นั้นแข็งแกร่งจริง ๆ !” นิค ฟิวรี่ ถอนหายใจออกมาและหันไปพูดกับกัปตันอเมริกาว่า “เป็นยังไงบ้าง”
กัปตันอเมริกาส่ายหัวเบา ๆ แล้วพูดว่า “เขาบอกผมว่าจะมีวิกฤตมากมายเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นเขาจึงก่อตั้งทีมของเขาขึ้นมาและเขายังบอกอีกด้วยว่า เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ทุกอย่างเอง … และผมก็คิดว่าเขาไม่ได้โกหก!”
“เฮ้อ!”
นิค ฟิวรี่ ถอนหายใจออกมา
…
…
หมู่บ้านร้างแห่งหนึ่ง ณ ลอนดอน
มีกลุ่มก้อนเปลวเพลิงขนาดใหญ่กำลังตกลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว เมื่อลงถึงพื้นเปลวเพลิงก็ค่อย ๆ หายไป ปรากฏเป็นตัวของซู่เจินที่กำลังมองสำรวจไปรอบ ๆ
มันมีรถบรรทุกเก่า ๆ อยู่มากมาย และตู้คอนเทนเนอร์หลายตู้อยู่บริเวณรอบ ๆ ซึ่งมันแปลกมาก
ซู่เจินเดินเข้ามาด้านในและเห็นรถบรรทุกคันหนึ่งที่แปลกตา เขาเอื้อมมือไปยกมันโดยใช้แรงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ทำให้รถบรรทุกค่อย ๆ ลอยขึ้นมาราวกับว่ามันเป็นลูกโปร่ง
“ มันน่าจะอยู่ตรงนี้!”
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ซู่เจินก็ไม่ได้แปลกใจเลยสักนิด แต่เขาค่อนข้างจะดีใจซะมากกว่า
เขาเดินขึ้นไปบนไดเพชั้นบนตามขั้นตอนเมื่อคุณมาถึงตรงกลางคุณเพิ่งเคลื่อนไปยังช่องว่างในบันไดหินตกลงมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็หายไปจากนั้นมันก็ตกลงมาจากด้านบนและเมื่อถึงสถานที่แห่งหนึ่งมันก็ปรากฏขึ้นจากด้านบนอีกครั้ง และมันก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าวนซ้ำไม่มีที่สิ้นสุด ซู่เจินพยายามล็อคหินด้วยพลังความคิดของเขา แต่เมื่อหินล้มลงพลังความคิดของเขาก็หายไปด้วย!
เขาเดินไปที่บันไดเพื่อขึ้นไปชั้นบนอย่างรวดเร็ว และพอเขาเดินมาได้ครึ่งหนึ่งของบันได เขาก็ขยับไปที่ช่องว่างระหว่างบันได และโยนก้อนหินลงไป เมื่อมันตกมาได้สักพักหนึ่งอยู่ดี ๆ มันก็หายไป และไปโผล่อยู่ด้านบนสุดของชั้นบันไดและตกลงมาใหม่ วนลูปอยู่อย่างงี้เรื่อย ๆ โดยที่ครั้งนี้ซู่เจินพยายามลองเอาพลังจิตของเขาห่อหุ้มก้อนหินเอาไว้ และเมื่อหินมันตกถึงจุดนั้น และวนลูปใหม่พลังจิตของเขาก็หายไปด้วยเช่นกัน!
“ น่าสนใจ!”
ซู่เจินพูดขึ้นมาเบา ๆ และเดินขึ้นไปชั้นด้านบนและไม่นานเขาก็มาถึงชั้นบนสุด
เขารู้สึกได้ว่าห้องทางซ้ายมือของเขามันดูผิดปกติเล็กน้อย และดูเหมือนว่า … มันจะเป็นต้นตอของการวนลูปของก้อนหินเมื่อกี้
ทันทีที่เขากำลังจะเดินเข้าไปห้องด้านซ้ายมือของเขา มันก็เกิดลมกระโชกขึ้นอย่างรุนแรงจากอากาศบาง ๆ รอบตัวเขาทำให้ฝุ่นบนพื้นและสิ่งของภายห้องปลิ้วไปมาทันที หลังจากนั้นมันก็เริ่มกลายเป็นหลุมดำขนาดใหญ่ และเริ่มดูดตัวของซู่เจินเข้าไปด้านในนั้นทันที
ฟูม!
ซู่เจินถูกดูดเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว และไม่นานฉากเบื้องหน้าของซู่เจินก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดูเหมือนว่าเขาจะถูกส่งมาที่อื่นซะแล้ว!