Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 582 – เอ็นกาวา
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 582 – เอ็นกาวา
บทที่ 582 – เอ็นกาวา
ลิซซี่พยักหน้า เธอรู้ว่าเรื่องที่เจ่าไห่พูดนั้นเป็นความจริง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่มีความลับใดที่จักรพรรดิสามารถเก็บไว้เป็นความลับได้ ดังนั้นการที่จะบอกท่านพ่อของลิซซี่มันไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย
เจ่าไห่ถอนหายใจและพูดว่า “เหมือนว่าตอนนี้พวกเราไม่มีอะไรที่จะต้องทําเลย พวกเรากลับไปที่ภูเขาเหล็กกันเถอะ ไปหาปู่กรีนและยายเมอร์รินทําให้พวกเขาทั้งสองมีพลังอยู่ในระดับเก้ากัน หลังจากนั้นก็ให้คนอื่นๆ ได้พลังเช่นกัน”
ลอร่าพยักหน้าและพูดว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงเลย อย่างไรก็ตามเราก็ยังมีเทพผู้มีพลังระดับเก้าอยู่เป็นจํานวนมากในมิติ จริงสิพี่ไร่ฉันคิดว่าเราควรไปดูเครื่องจักรแปรรูป และดูว่ามันสามารถสร้างยาที่สามารถทําให้คนที่มีพลังระดับเก่ากลายเป็นคนที่มีพลังระดับเทพเจ้าได้ไหม มันจะเป็นเรื่องที่ดีสําหรับเรามากถ้าหากว่ามันเป็นไปได้
เจ่าไห่มองลอร่า เขาลืมคิดเรื่องนี้ไปเลย เจ่าไห่พูดขึ้นทันทีว่า “พี่ได๋ให้เจ้าฉินอี้ไปดูแล้วเมื่อวาน” จากนั้นจากนั้นเจ่าไห่ก็พูดขึ้นมาอีกว่า “เจ้าฉินอี้เป็นยังไงบ้าง?”
หลังจากที่เจ่าไห่พูดจบลง เจ้าฉินอี้ก็มาอยู่ตรงหน้าเจ่าไห่ทันที เจ้าฉินอี้ยิ้มและพูดว่า “นายน้อยโปรดวางใจเถอะ ฉันได้ปลูกต้นไม้บางชนิดในมิติของเราแล้ว ซึ่งมันสามารถทําให้มีพลังอยู่ในระดับเทพเจ้าได้ แต่อย่างไรก็ตามยังขาดพืชชนิดอื่นที่ยังเป็นส่วนประกอบอยู่ซึ่งมันไม่สามารถปลูกที่นี่ได้ เนื่องจากมิติยังอยู่ในระดับที่ 52 ฉันทําได้แค่เก็บเมล็ดของพืชเหล่านั้นเอาไว้ เมื่อมิติอัพเกรดไปถึง 55 ฉันจะปลูกพวกมันทันที นายน้อยไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้เดี๋ยวฉันจะจัดการให้เอง”
เมื่อได้ยินเจ้าฉินอี้ เจ่าไห่ก็หัวเราะและพยักหน้าพร้อมกับพูดว่า “ดีมาก เจ้าฉินอี้เจ้าทําให้ข้าหายห่วงไปเรื่องหนึ่งเลย”
เจ่าฉินอี้ยิ้มและพูดว่า “ขอขอบคุณนายน้อย ตอนนี้ฉันกินได้แล้ว ครั้งหน้านายน้อยเอาอาหารอร่อยมาให้ฉันบ้าง”
เจ่าไห่หัวเราะและตอบว่า “นั่นมันไม่ใช่ปัญหาเลย แค่บอกข้าว่าเจ้าอยากกินอะไร นายน้อยของเจ้าจะให้ความสบายแก่เจ้า แต่เจ้าเองไม่ต้องกินอะไรก็ได้ใช่ไหม?”
เจ่าฉินอี้ยิ้มและพูดว่า “บางครั้งฉันก็อิจฉาคนอื่นๆ แม้ว่าฉันจะไม่กินอะไรก็ได้ แต่ก็ไม่ได้ หมายความว่าฉันไม่อยากกิน”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ใจเย็นๆ ครั้งหน้าข้าจะพาไปกินแน่นอน จริงสิข้าคิดว่ายังมีของอร่อยอยู่ในโกดังอีกมากเลย ในระหว่างนี้เจ้าสามารถกินขนมจากที่นั่นได้เลย” จากนั้นเจ่าไห่ก็โบกมือของเขาในขณะที่เขาเอาขนมออกมาจากโกดังและให้กับเจ้าฉินอี้
แม้ว่าเจ่าฉินอี้จะเป็นผู้ดูแลมิติ แต่เธอก็ไม่สามารถสัมผัสโกดังได้ ที่นั่นอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ่าไห่แต่เพียงผู้เดียว เธอไม่มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปที่นั่น
เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้ที่เธอไม่เคยกินมาก่อน เจ้าฉินอี้เริ่มกินขนมเหมือนเด็กน้อยที่มีความสุข ล อร่าและคนอื่นๆก็ยิ้ม พวกเธอมองสิ่งที่เจ้าฉินอี้ท่า มันดูน่ารักมากๆ
เมื่อเห็นเจ้าฉินอี้กินขนมอย่างมีความสุข เจ่าไห่ก็มีความสุขเหมือนกัน จากนั้นเจ่าไห่ก็หันไปหาลอร่าและพูดว่า “ดูเหมือนว่ามิติจะต้องอัพเกรดไปให้ถึงระดับ 55 โดยเร็วที่สุด ไม่งั้นเราจะต้องเสียเปรียบในการทําสงครามกับเทพเจ้าอย่างแน่นอน”
ลอร่าถอนหายใจและพูดว่า “เราอยู่ในจุดที่ดีมากแล้ว ถ้าเราไปที่ป่าของเอลฟ์และดินแดนต้องห้ามทั้งสี่ด้วย เราจะต้องอัพเกรดไปถึงระดับที่ 55 อย่างแน่นอน”
เจ่าไห่ยิ้ม เขาไม่คิดว่ามันจะง่ายขนาดนั้น เราต้องรู้ว่ายิ่งระดับของมิติสูงเท่าไหร่ ครั้งต่อๆไป มันก็จะยิ่งยากขึ้นเท่านั้น ตอนนี้มิติอยู่ในระดับที่ 52 แล้วการอัพเกรดไปให้ถึงระดับที่ 55 มันเป็นอะไรที่ยากมากๆ
ครั้งนี้เราได้ใช้เลือดของเทพเจ้าแต่สามารถอัพเกรดมิติได้แค่สามระดับเท่านั้น เราจะต้องหาสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าเลือดได้จากที่ไหนในอนาคต?
แต่อย่างน้อยตอนนี้พวกเราก็มีเป้าหมายซึ่งมันเป็นสิ่งที่ดี เจ่าไห่ยิ้มขณะที่เขาหันไปหาลอร่าและพูดว่า “ไปสํารวจพื้นที่ใหม่ในมิติกันเถอะ พวกเรายังไม่ได้ไปดูที่แห่งนั้นเลย”
ลอร่าและคนอื่นๆ พยักหน้า พวกเขาอยากที่จะไปดูพื้นที่เหล่านั้นแล้ว พวกเขาทั้งหมดเจอกับเรื่องที่ต้องทําให้คิดมากมาเยอะแล้ว พวกเขาอยากจะมีเวลาสั้นๆ ก็ยังดีได้พักผ่อนไปกับสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะตอนนี้หลังจากที่ได้รู้เรื่องเกี่ยวกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้วพวกเขารู้สึกว่าเส้นประสาทที่อยู่ในหัวมันจะแตกออกมา
พวกเขาเดินเล่นไปรอบๆ อยู่พักหนึ่ง พวกเขาก็เจอกับบ้านและที่พัก ที่นั่นดีมาก มันดูทันสมัยมากจริงๆ ซึ่งมันทําให้เจ่าไห่และคนอื่นๆ เพลิดเพลินกับการเข้าไปพักผ่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น เจ่าไห่และคนอื่นๆ ก็ไปที่ห้องบนภูเขาที่บิลลี่เตรียมไว้สําหรับพวกเขา ขณะที่พวกเขาออกมา คนแคระก็มาถึงและโค้งคํานับไปที่ประตูของเจ่าไห่ทันทีและพูดว่า “ผู้เฒ่าเจ่าไห่ ผู้เฒ่าบิลลี่เชิญท่านไปที่ห้องอาหารเพื่อรับประทานอาหาร”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ขอบคุณจริงๆ” จากนั้นคนแคระก็ยิ้มก่อนที่จะหันหลังกลับไปด้วย ความเขินอาย เจ่าไห่ยิ้มก่อนที่จะพาลอร่าและคนอื่นๆ ไปที่ห้องอาหาร เมื่อไปถึงนอกจากบิลลี่และชูโน่ก็ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลย
เจ่าไห่ไม่ได้สนใจเรื่องนี้ เขานั่งลงที่โต๊ะอาหารที่มีบิลลี่และชูโน่กําลังนั่งอยู่ ลอร่าและคนอื่นๆก็นั่งลงที่โต๊ะข้างๆ เมื่อนั่งแล้วคนแคระก็เริ่มเสิร์ฟอาหารให้พวกเขาทันที ก่อนที่จะเดินออกไป หลังจากเจ่าไห่นั่งลง ชูโน่ก็ยิ้มและพูดว่า “เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง? เมื่อวานเจ้าดื่มไวน์พอๆกับพวกคนแคระเลย”
เจ่าไห่ยิ้มและตอบว่า “โชคดีที่พวกเราสามารถตื่นขึ้นมาได้หลังจากที่นอนหลับฝันดี แต่ข้าก็ไม่คิดว่าจะต้องดื่มมากขนาดนั้นแล้ว”
ชูโน่และบิลลี่หัวเราะ บิลลี่มองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “เมื่อวานนี้ ข้าได้ส่งคนแคระไปเก็บต้นไม้ และสัตว์เวทย์มาให้เจ้า เรายังได้เก็บแร่หายากเก็บไว้ด้วย ข้าหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อเจ้า พวกเราได้จัดของเหล่านั้นไว้ข้างนอกแล้ว เจ้าสามารถเอาไปได้เลย เมื่อเอาไปแล้วเจ้าจะเดินทางเลยไหม?”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “หลังจากที่ได้รับสิ่งเหล่านั้นแล้ว ข้าวางแผนที่จะออกเดินทางและไปยังทุ่งหญ้าเพื่อไปดูอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา ท่านควรเตรียมที่เก็บไวน์ให้ข้า ข้าจะส่งไวน์ให้กับท่านในทุกๆ เดือนซึ่งมันต้องไม่น้อยกว่า 1 ล้านขวด เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะแลกเปลี่ยนมันเพื่อซื้อเหล็กซึ่งข้าจะระบุในจดหมายพร้อมกับการจัดส่งไวน์นมของข้า ท่านสามารถใสสิ่งเหล่านั้นลงไปในโกดังได้เลย และข้าจะมาที่นี่เพื่อรับมันกลับไป”
บิลลี่พยักหน้าและพูดว่า “เอาล่ะ นี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลย ข้าจะเตรียมโกดังรอเจ้าเลย อีกอย่าง ข้าจะไม่บอกความลับของเจ้าให้ใครรู้เลย เจ้าสบายใจได้
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “เอาล่ะ ข้ายังต้องการเวลาศึกษาเลือดของเทพเจ้า หากเราประสบความสําเร็จเราจะสามารถทําให้คนที่มีพลังระดับเก้าเป็นคนที่มีพลังระดับเทพเจ้าได้ ดังนั้นเมื่อคนที่มีพลังระดับเทพเจ้ามา เราจะมีกําลังที่จะต่อสู้พวกเขาได้
บิลลี่ขมวดคิ้วและตอบว่า “ข้าเกรงว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่คนมีพลังระดับเก้าแล้วพวกเขาจะขึ้นไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทันที และถ้าหากว่าเราสร้างคนที่มีพลังระดับเทพเจ้าได้ ข้าเกรงว่าเราจะไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพวกเขาได้
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ข้ารู้เรื่องนี้ดี แต่ถึงแม้เราจะไม่มีคนที่มีพลังระดับเทพเจ้า อย่างน้อยที่สุดเราก็ยังสามารถมีคนที่มีพลังระดับเก้าได้จํานวนมาก เราไม่ควรลืมว่ามันเป็นเวลาหลายหมื่นปีก่อนการทําสงครามกับเทพเจ้า แต่ในช่วงหลายหมื่นปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีในทวีปนี้ไม่ได้
คืบหน้าไปไกลมากนัก อย่างไรก็ตาม ข้าคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะไม่สามารถคิดสิ่งใหม่ได้ พวกเขาอาจจะทําให้คนในทวีปอ่อนแอลงและเมื่อพวกเขาลงมาโจมตีพวกเขาเรา
มันก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป”
บิลลี่ถอนหายใจและพูดว่า “ไม่ใช่แค่เทพเจ้าเท่านั้น ข้ายังเป็นห่วงกับเหล่าอสูรด้วย เหล่าคนที่มีพลังระดับเทพเจ้าอาจจะใช้เวลานานกว่าที่จะมาถึง อย่างไรก็ตามเหล่าอสูรก็เช่นกันข้าได้ยินมาว่าดินแดนต้องห้ามน่าจะเกี่ยวข้องกับเหล่าอสูรมากที่สุด หากเจ้าไปยังดินแดนต้องห้ามเหล่านั้น อย่าลืมที่จะมองหาอสูรด้วย จริงสิตั้งแต่ที่เจ้าสํารวจบึงซากศพแล้วที่นั่นอยู่ในการควบคุมของเจ้าแล้วใช่ไหม?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “มั่นใจได้เลยว่าสถานที่นั้นอยู่ในการควบคุมของข้าแล้ว จากสิ่งที่ข้าได้ยินเกี่ยวกับการทําสงครามกับคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์มันทําให้บาเรียอ่อนแอลง ทําใหอสูรเข้ามาในทวีปอาร์คได้ อย่างไรก็ตามข้าไม่เห็นความเกี่ยวข้องกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในบึงซากศพ ดังนั้นท่านไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้เลย”
ชูโน่รู้สึงถึงความเชื่อมโยงในขณะที่เขาพูดว่า “จริงสิ ทําไมข้าถึงคิดว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น เชื่อมโยงกับดินแดนอสูร? ดูเหมือนพวกมันจะไม่ได้เป็นเหมือนกับกิลแห่งความสว่างที่ต้องการควบคุมทวีปนี้ ในทางกลับกัน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะตั้งใจทําลายมัน นี่ไม่ใช่เป้าหมายหลังของพวกอสูรงั้นหรอ?”
เจ่าไห่มอง เขาไม่ได้คิดถึงความเป็นไปได้นี้เลย แต่ชูโน่ก็พูดออกมาแล้ว จุดประสงค์ของกิล
แห่งความสว่างในการทําลายเผ่าพันธุ์ของทวีปเหมือนจะเชื่อมโยงกับเป้าหมายของดินแดนศักดิ์สิทธิ์จริงๆ
เทพเจ้าแตกต่างจากอสูร แม้ว่าเทพเจ้าจะทําสงครามกับเผ่าพันธุ์อื่นๆ พวกเขาก็ยังคงเลือกว่าจะจัดการกับพวกไหน ในขณะที่พวกเขาเข้าข้างมนุษย์ ถ้ามนุษย์ยอมเป็นพวกเขา ก็จะทําให้พวกเขามีความสามารถในการต่อสู้มากขึ้น ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อาจจะทําให้คนในทวีปอาร์คมีพลังระดับเทพเจ้าเป็นจํานวนมาก็ได้
แต่อสูรนั้นต่างกัน สิ่งที่พวกเขาต้องการคือทวีปอาร์ค จากสิ่งที่ได้ยินจากเจ่าฉินอี้มากนั้น สภาพแวดล้อมในดินแดนอสูรนั้นแย่มาก ดังนั้นพวกเขาจึงอยากที่จะได้ทวีปอาร์คจนไม่ได้คิดถึง คนที่อยู่ที่นี่เลย พวกเขาเลยไม่ได้สนใจคนอื่นๆ เพื่อการอยู่รอดของพวกเขา อสูรต่างจากเทพเจ้าที่พวกเขาต้องการอยู่เหนือทุกอย่าง พวกอสูรต้องการจัดการทั้งหมด
เมื่อเห็นเจ่าไห่เงียบ ชูโน่ก็รู้ว่าอาจมีบางสิ่งที่เจ่าไห่เก็บไว้เป็นความลับจากพวกเขา ชูโน่และบิลลี่ไม่รบกวนความคิดของเจ่าไห่ พวกเขาเงียบและปล่อยให้เจ่าไห่คิดกับตัวเอง
หลังจากคิดเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้สักพัก เจ่าไห่ก็เชื่อว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์มีความเกี่ยวข้องกับ
เหล่าอสูร แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงปัญหาของทวีปต้องเพิ่มขึ้นมากอีกอย่างแน่นอน เมื่อเห็นว่าเจ่าไห่เลิกคิดแล้ว บิลลี่ก็พูดทันทีว่า “เกิดอะไรขึ้น? เจ้าคิดอะไรออกหรือเปล่า?” เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าเพิ่งคิดอะไรบางอย่างได้ ข้ากลัวว่าต้องมีอะไนบ้างอย่างมีความสัมพันธ์กับอสูร ตอนี้ข้าได้สํารวจบึงซากศพในตอนนั้น ข้าได้พบบันทึกโบราณที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับเผ่าอสูร เมื่อบาเรียได้รับความเสียหาย ผู้คนในทวีปอาร์คก็จะได้รู้ถึงการมีอยู่ของดินแดนอสูร ในขณะเดียวกันพวกอสูรก็จะมาที่ทวีปอาร์คด้วย เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าดินแดนของอสูรนั้นมันไม่น่าอยู่เลย สําหรับอสูรแล้วทวีปอาร์คเป็นเหมือนกับสวรรค์ มันกลายเป็นเป้าหมายของอสูรที่อยากมาที่นี่พวกอสูรเลยต้องการที่จะครอบครองทวีปแห่งนี้ และด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่สนใจทุกชีวิตที่อยู่นี่นี่เลย ข้าคิดว่าเป็นไปได้สูงว่าการกระทําของเทพเจ้าก็เพื่อสิ่งนี้ พวกเขาต้องใจทําให้มาเรียอ่อนแอลง เพื่อที่เหล่าอสูรจะสามารถมายังทวีปอาร์คได้
เมื่อชูโน่และบิลลี่ได้ยินความคิดของเจ่าไห่ สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปแย่ลง ความคิดของชูโน่ก่อนหน้านี้เป็นเพียงการคาดเดา เขาไม่มั่นใจว่ามันจะเป็นจริง อย่างไรก็ตามหลังจากที่ได้ยิน
เจ่าไห่พูด เขารู้ได้ทันทีว่าเรื่องเหล่านี้เป็นไปได้สูงมากๆ
บิลลี่ขมวดคิ้วและพูดว่า “นั่นไม่ถูกต้อง ทําไมถึงมีคนบ้างส่วนในทวีปอาร์คถึงต้องช่วงอสูรเหล่านั้น? ทุกคนในทวีปน่าจะเกลียดอสูรเหล่านั้นสิ”
เจ่าไห่ยิ้มและตอบว่า “อย่าลืมว่าคนโลภมากสามารถทําอะไรก็ได้ พวกเขาจะทําทุกอย่างเพื่อเติมเต็มความทะเยอทะยานของพวกเขา หากกิลแห่งความสว่างสามารถล้างสมองคนเหล่านั้นได้ แล้วใครจะบอกได้ว่าอสูรจะทําแบบนั้นไม่ได้? ซึ่งมันก็ไม่แปลกเลยเกี่ยวกับการมีอยู่ของคนเหล่านั่น”
สีหน้าของชูโน่เปลี่ยนไปอีกครั้ง คนอื่นๆ อาจไม่รู้แต่เขารู้ว่ากิลแห่งความสว่างมีดีแค่ไหนในการล้างสมองคน ตระกูลของเขาได้รับความเดือดร้อนเพราะเรื่องแบบนี้มาแล้ว หากกิลแห่งความสว่างไม่มีวิธีล้างสมองที่ดีพวกเขาตงไม่สามารถมาไกลขนาดนี้ได้ ถ้าคนเหล่านั้นเป็นกลุ่มคนที่ถูกอสูรตั้งขึ้นจริงๆ การคาดเดาของเจ่าไห่ก็อาจจะเป็นจริงได้เลย
บิลลี่พยักหน้าและพูดว่า “ความลับของเผ่าพันธุ์อสูรนี้ลึกลับมากกว่ากิลแห่งความสว่างมาก ดูเหมือนว่าเราต้องระวังพวกเขาให้มากกว่านี้แล้ว”
เจ่าไห่ส่ายหัว “ไม่จําเป็นเหตุผลที่กิลแห่งความสว่างหันไปทําแบบนี้เพราะข้าคอยขัดขวาง แผนการของพวกเขาอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากพวกมันอยู่ในแสงสว่าง พวกมันจึงมีพื้นที่สําหรับการพัฒนามาก ในทางกลับกันกลุ่มเอ็นกาวาที่มีความลึกลับมากนั้นก็หมายความว่าพวกเขายังมีคนไม่กี่คน หากเป็นแบบนี้ภัยที่จะเกิดจากกิลแห่งความสว่างน่าจะน่ากลัวมากกว่า”
ชูโน่พูดต่อว่า “ไม่ว่าจะอันนั้นก็รับมือได้ยากมากๆ จากสิ่งที่เจ่าไห่ได้ทําต่อกิลแห่งความสว่าง พวกเขาถึงผลักออกไป ในขณะที่เอ็นกาวาอยู่ในเงามืด นี่ป็นสถานการณ์ที่น่ากลัวมาก อาจเป็นไปได้ที่พวกเขาจะร่วมมือกันจัดการกับเจ่าไห่ เจ้าก็ต้องระวังตัวด้วยเช่นกัน”
เจ่าไห่ยิ้มออกมาและพูดว่า “นี่มันน่าตลกจริงๆ ด้านหนึ่งเป็นเทพ ด้านหนึ่งเป็นอสูร หากพวกมันร่วมมือกันเพื่อจัดการกับเรา เราก็พร้อมแล้ว”
***จากสิ่งที่เข้าใจง่ายๆ ดูเหมือนว่าเทพเจ้าในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นคนเหมือนกัน*** จบแล้วนะครับ ขอบคุณมากๆนะครับที่ติดตามกันมา หากมีตรงไหนไม่ชอบบอกกันมาได้เลยนะครับ พร้อมแก้ไขครับ ช่วงนี้ก็ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ