Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 577 อัพเกรด
บทที่ 577 อัพเกรด
จะกําจัดเผ่าพันธุ์อื่นๆ
เจ่าไห่คิดถึงเรื่องที่กิลแห่งความสว่างได้ทําไว้เมื่อก่อน และก็เห็นว่ากิลแห่งความสว่างตั้งใจที่พวกเขาสร้างอิทธิพลเพื่อควบคุมขุนนาง สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่คนดีๆ เขาท่ากัน ยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่พวกเขาทํานั้นพวกเขาทําด้วยตัวเองไม่ได้รับความช่วยเหลือจากจากใครเลย ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ยากมากที่พวกเขาจะทําสําเร็จ
ไม่ว่าใครๆ ก็มีความเชื่อเป็นของตัวเอง แต่ทุกคนก็รู้ว่าความคิดนั้นมันไม่สามารถจําต้องได๋ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หากว่าไม่มีผู้คนความเชื่อเหล่านั้นก็ไม่ได้มีประโยชน์ บางเรื่องที่เจ่าไห่ได้รู้มา
เขาก็ไม่สามารถบอกกับชูโน่และบิลลี่ได้ เนื่องจากมันก็ไม่ได้สําคัญอะไรมานัก
ในเวลาเดียวกันบิลลี่และชูโน่ก็พูดคุยกันเกี่ยวกับกิลแห่งความสว่างๆ แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้ฟังเรื่องที่พวกเขาพูดแล้ว เจ่าไห่ต้องการคุยบางอย่างกับลอร่าและคนอื่นๆ ให้เร็วที่สุดเพื่อที่เจ่าไห่จะได้
ฟังความคิดเห็นของพวกเธอด้วย
บิลลี่และชูโน่เห็นว่าเจ่าไห่ดูแปลกๆ ไปบิลลี่เลยถามเจาไห่ทันทีว่า “เจ่าไห่มีอะไรหรือเปล่า?” เจ่าไห่มองไปที่ทั้งสองก่อนที่เขาจะยิ้มออกมาพร้อมกับพูดว่า “ไม่มีอะไร ข้าแค่รู้สึกเหนื่อยๆ
ข้าจะกลับไปที่ถ้ําเพื่อพักผ่อนก่อน ถ้ามีอะไรท่านทั้งสองก็ให้คนไปตามข้าได้เลย”
บิลลี่และชูโน่ก็คิดเช่นกันว่าตั้งแต่ที่เจ่าไห่ใช้ความสามารถของเขาเขาก็น่าจะเหนื่อยมากในตอนนี้ บิลลี่รีบตอบเจ่าไห่ทันทีว่า “เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า ให้หมอไปตรวจดูหน่อยไหม?” เจ่าไห่ส่ายหัวและพูดว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงข้าสบายดี เมื่อวานนี้ข้านอนไม่ค่อยหลับ ข้ายังได้ดื่มไวน์เข้าไปอีกและก็ยังต้องใช้พลังอีก ตอนนี้ข้าเหนื่อยมากพอสมควรข้าแค่อยากไปพักเฉยๆ”
บิลลี่และชูโน่พยักหน้าจากนั้นเจ่าไห่ก็หันหลังและเดินออกจากห้องไป ลอร่าและคนอื่นๆ ไม่ได้อยู่ในห้องของเจ่าไห่ เจ่าไห่ไม่รอช้าเขาเปิดมิติและเข้าไปในทันที จากนั้นเจ่าฉินอี้ก็เรียกเขาไป
ลอร่าและคนอื่นๆ ไม่ได้อยู่ในมิติ ตอนนี้พวกเธออยู่กับคนแคระกําลังเดินไปรอบๆ สถานที่ในหุบเขาคนแคระอยู่
เจ่าไห่นั่งอยู่ในมิติ เขาได้คิดถึงคําพูดของบิลลี่และชูโน่ด้วยความใจเย็น นอกจากนี้เจ่าไห่ยังให้เจ่าฉินอี้เก็บข้อมูลที่เขาพึ่งได้มาเกี่ยวกัลกิลแห่งความสว่าง
พวกเขารู้มาว่าแม้ว่ากิลแห่งความสว่างจะเป็นเหมือนกองสมบัติที่มีมากมายตลอดหลายปีที่
ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้มีใครในกิลแห่งความสว่างได้รับมันเลย พวกเขาอาจใช้เงินเหล่านั้นควบคุมขุนนางต่างๆ บ้างครั้งพวกเขาตายไปโดยไม่ได้ใช้เงินสักนิดเลย
สิ่งที่กิลแห่งความสว่างทํานั้นมันอยู่เหนือสามัญสํานึกมากไปแล้วพวกเขาตั้งใจให้ทั้งโลกเหลือแค่คนที่เชื่อฟังพวกเขาเท่านั้น เผ่าพันธุ์อื่นๆที่ไม่เชื่อฟังพวกเขาก็ต้องหายไปให้หมด ในขณะที่เจ่าไห่คิดสิ่งเหล่านี้อยู่ ลอร่าและคนอื่นๆก็กลับมาที่ห้องแล้ว เจ่าฉินอี้ก็พาพวกเธอมายังมิติทันที เมื่อพวกเธอเห็นว่าเจ่าไห่อยู่ในบ้านพร้อมกับกระดาษจํานวนมาก พวกเธอมองด้วยความสงสัย เพราะปกติแล้วเจ่าไห่จะไม่ได้สนใจข้อมูลต่างๆเหล่านี้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น
ลอร่าเดินเข้าไปทันที จากนั้นเธอก็มองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “พี่ไห่ เกิดอะไรขึ้นงั้ยเหรอ? พี่กําลังหาอะไรอยู่? เดี๋ยวนะนี่มันเป็นข้อมูลของกิลแห่งความสว่างไม่ใช่เหรอ? มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า?”
เจ่าไห่ส่ายหัว และบอกให้พวกเธอนั่งลงก่อน จากนั้นเจ่าไห่ก็พูดกับลอร่าและคนอื่นๆ ถึงสิ่งที่เขาได้ยินมาจากบิลลี่และชูโน่พร้อมกับบอกเรื่องที่เขากําลังสงสัยอยู่
ในขณะที่ลอร่าและคนอื่นๆ กําลังฟังเรื่องของเจ่าไห่อยู่นั้น พวกเธอก็ขมวดคิ้ว หลังจากนั้นไม่นานลอร่าก็พูดว่า “พี่ไห่เรื่องที่พี่สงสัยอาจจะเป็นจริงก็ได้ แล้วพวกเราจะทํายังไงต่อไป?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “สิ่งเดียวที่เราทําได้ในตอนนี้ก็คือพัฒนาจุดแข็งของพวกเรา หากเราพูดเรื่องนี้ออกไปคนจะสงสัยเอาได้เกี่ยวกับกิลแห่งความสว่างและเทพเจ้าในสวรรค์ และถ้าหากคนเหล่านั้นรู้ว่าพวกเราได้รู้เรื่องเหล่านี้แล้ว พี่เกรงว่าพวกเขาจะต้องส่งคนที่พลังระดับเทพเจ้ามา
จัดการกับพวกเราอย่างแน่นอนในขณะที่พวกเรากําลังอ่อนแออยู่
ลอร่าพยักหน้าจากนั้นเธอก็พูดว่า “จริงสิ พี่ไร่วันนี้พี่ไม่ได้เลือดของเทพเจ้ามาบ้างเหรอ?” เจ่าไห่ตีหัวตัวเอง จากนั้นเขาก็ยิ้มและพูดว่า “จริงสิ พี่ลืมมันไปแล้วนะเนี้ย พี่จะต้องเอามันเข้ามาในมิติตอนนี้เลย” จากนั้นเจ่าไห่ได้เอาเลือดของเทพเจ้าเข้ามาในมิติ
ในเวลาเดียวกันที่เลือดเข้ามาในมิติ มิติก็มีเสียงดังขึ้นทันที “ค้นพบของเหลวที่มีพลังอย่างมาก ทําให้น้ําและดินพัฒนาขึ้นอย่างมาก รวมไปถึงความสามารถของมิติด้วย พื้นที่เพาะปลูกได้รับการอัพเกดแล้ว นอกจากนี้น้ําแห่งมิติหรือน้ําแห่งความว่างเปล่าก็ได้พัฒนาไปอีกขั้นแล้ว” ของเหลวนี้ยังเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับผู้ใช้มิติด้วย ในตอนนี้ พลังทั้งเจ็ดของเจ่าไห่ ได้แก่ โลหะ ไม้ น้ํา ไฟ ดิน เพชร และมิติได้รับการอัพเกรดเป็นระดับสูงแล้ว
ซอมบี้ สัตว์เวทย์ และพืชในมิติได้รับการพัฒนาด้วยเหมือนกัน ตอนนี้โลหะในมิติสามารถเพิ่มผลผลิตได้แล้ว
คนดูแลมิติอย่างเจ้าฉินอี้ และมูซันก็ได้รับการอัพเกรดไปด้วย ไม้เท้าของเจ่าไห่ก็เช่นกัน ตอนนี้เจ่าไห่สามารถเปลี่ยนไม้เท้าให้เป็นอะไรก็ได้และยังสามารถใช้ไม้เท้าในการบินได้ด้วย
เจ่าไห่ยังจะได้รับสิทธิพิเศษจากมิติด้วย เจ่าไห่สามารถเลือกเสื้อคลุมเวทย์ได้หนึ่งตัวจากสิ่งที่มิติได้เตรียมไว้ให้ เจ่าไห่ควรเลือกมันให้ดีๆ
การอัพเกรดในครั้งนี้ทําให้เจ่าไห่พูดไม่ออกเลย เขาได้เรียกเจ่าฉินอี้และมูซันมาทันที ร่างกายใหม่ของเจ่าฉินอี้ทําให้เจ่าไห่มองอยู่พักหนึ่ง ก่อนหน้านี้เจ้าฉินอี้มีขนาดตัวที่ใหญ่เท่าฝ่ามือ
เท่านั้น แต่ตอนนี้เธอมีขนาดเท่าแขนและเธอก็ดูน่ารักมากขึ้นด้วย การปรากฏตัวของมูซันก็ทําให้เจ่าไห่ตกใจเหมือนกัน แม้ว่าเขาจะยังเป็นแส้อยู่ แต่ตอนนี้เขาก็แข็งแกร่งขึ้นมากเมื่อเทียบกับเมื่อก่อนและตอนนี้ตัวเขาก็ใหญ่ขึ้นมาก
เจ่าไห่รู้ว่าทําไมพวกเขาถึงได้เปลี่ยนไปขนาดนี้นั่นก็เป็นเพราะการอัพเกรดของมิติ เจ่าไห่มองไปที่เจ่าฉินอี้และถามทันทีว่า “เจ้าฉินอี้ตอนนี้อันดับของเจ้าอยู่ที่เท่าไหร่?”
เจ่าฉินอี้คิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะพูดว่า “ฉันเองก็ไม่รู้จริงๆ แต่ถ้าฉันพูดในความคิดของฉันตอนนี้ แม้แต่ปีศาจสวรรค์ก็ไม่สามารถเอาชนะฉันได้และมันก็น่าจะเป็นไปได้ที่ฉันจะฆ่าพวกมัน!!”
เจ่าไห่ถามทันที “ปีศาจสวรรค์คืออะไร? มันเป็นยังไงกัน?”
เจ่าฉินอี้ตอบทันที “ปีศาจสวรรค์เป็นสิ่งมีชีวิจที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรปีศาจ ความแข็งแกร่งของพวกมันน่ากลัวว่าจอมเวทย์ระดับเก้ามาก ดูเหมือนว่าในจักรวรรดิอาร์คจะไม่มีพวกมันอยู่ แต่ฉันก็รู้สึกได้ว่าพวกมันไม่ได้อนุญาตให้มาที่นี่ แต่เนื่องจากร่างกายจริงๆของฉันอยู่ในมิติของนายน้อยเจ่าไห่ ฉันก็เลยสามารถไปไหนมาไหนก็ได้”
เจ่าไห่รู้ถึงความแข็งแกร่งของเจ่าฉินอี้ทันที เธอไม่น่าจะมีพลังน้อยกว่าคนที่อยู่ในระดับเทพเจ้ามากนัก ปีศาจสวรรค์ที่เธอพูดถึงนั่นอาจจะเป็นเทพเจ้าจริงๆก็ได้ หลังจากที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้หัวใจของเจ่าไห่มันก็เริ่มรู้สึกหวั่นๆ จากนั้นเจ่าไห่ก็พูดทันทีว่า
“เจ้าฉินอี้ตอนนี้เธอเห็นข้าอยู่ในระดับไหน?”
เจ่าฉินอี้มองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “นายน้อยตอนนี้ความแข็งแกร่งของท่านอยู่ในระดับเก้าแล้ว แต่ท่านก็ยังไม่สามารถเอาชนะปีศาจสวรรค์ได้” เจ่าไห่พยักหน้า การที่เขาแข็งแกร่งพอๆกับ จอมเวทย์ระดับเก้ามันก็ดีอยู่ แต่ถ้าหากว่าเขาไปถึงระดับเทพเจ้าได้ก็น่าจะไม่มีใครสามารถไล่เขาไปได้
จากนั้นเจ่าไห่ก็หันหน้าไปหามูซันและพูดว่า “มูซันแล้วเจ้าหล่ะความแข็งแกร่งเหมือนกับเจ่าฉินอี้หรือไม่?”
มูซันไม่ทันพูด เจ่าฉินอี้ก็พูดขึ้นมาก่อนว่า “เขาต้องรออีกนิด เขาแข็งแกร่งแต่ไม่แข็งแกร่งเท่าฉัน แต่การต่อสู้กับจอมเวทย์ระดับเก้าหลายคนก็ไม่ใช่ปัญหาสําหรับเขา” จากนั้นเจ่าไห่ก็คิดเกี่ยวกับสัตว์เวทย์ระดับเก้าในมิติและถามขึ้นมาว่า “แล้วสัตว์เวทย์ในมิติที่อยู่ระดับเก้าแล้ว ตอนนี้พวกมันอยู่ในระดับไหนกัน?”
เจ่าฉินอี้ยิ้มและพูดว่า “ความแข็งแกร่งของพวกมันก็ยังไม่มากนัก แม้ว่าพวกมันจะแข็งแกร่งกว่าเดิมแต่ก็ยังไม่แข็งแกร่งเท่ามูซันอยู่ดี”
เมื่อเจ่าไห่ได้ยินเรื่องที่เจ่าฉินอี้พูดเขาก็รู้สึกสบายใจขึ้น เขากลัวว่าถ้าต้องเจอกับเทพเจ้ามันจะเป็นเรื่องที่ทําให้เขาต้องละบากมาก
แต่เจ่าไห่เองก็เข้าใจดีว่าทําไมสัตว์เหล่านั้นถึงไม่ได้อัพเกรดอะไรมากขนัก เพราะว่ามิติจะให้ความสําคัญกับตัวมันเองและผู้ใช้เท่านั้น สําหรับสิ่งอื่นๆ ที่อยู่ในมิติก็ไม่แปลกที่จะได้รับการพัฒนาเพื่อเท่านั้น
จบแล้วนะครับ ขอบคุณมากๆ นะครับที่ติดตาม หากมีอะไรไม่ชอบบอกกันได้เลยนะครับ จะได้นําไปปรับแก้ครับ ดูแลตัวเองกันด้วยนะครับช่วงนี้