Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 575 - ดินแดนต้องห้าม
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 575 - ดินแดนต้องห้าม
บทที่ 575 – ดินแดนต้องห้าม
หลังจากที่ทุกคนมาถึงที่ห้องอาหาร เจ่าไห่เห็นว่าตอนนี้มีคนอยู่ในห้องอาหารแล้ว แต่มันก็ไม่ได้เยอะเท่าเมื่อวาน เมื่อวานในห้องอาหารมีคนแคระหลายวัยมากๆ ทั้งเด็ก วัยรุ่น และคนแก่ แต่ในตอนนี้ภาพที่เจ่าไห่มองเห็นน่าจะมีแต่คนแคระที่แก่แล้วเท่านั้น
หลังจากที่บิลลี่ได้แนะนําคนเหล่านี้ให้กับเจ่าไห่ เจ่าไห่ก็รู้ได้ทันทีว่าพวกขาเป็นผู้เฒ่าของเผ่าคนแคระ เจ่าไห่ไม่ได้ละเลย เขาก้มค่านับก่อนทันที
ผู้เฒ่าเหล่านั้นก็รับคํานับเจ่าไห่ด้วยเช่นกัน ตอนนี้พวกเขานั่งอยู่ที่โต๊ะเดียวกัน เช่นเคยตอนนี้ ลอร่าและคนอื่นๆก็นั่งอยู่โต๊ะข้างๆพวกเขา ซึ่งโต๊ะของพวกเธอก็มีคนแคระแก่ที่เป็นผู้หญิงนั่งอยู่ด้วย
วัฒนธรรมของคนแคระ พวกเขาจะต้องเชิญแขกที่มาหาพวกเขามาร่วมกินเลี้ยงอาหารค่ําเป็นประจํา ซึ่งมันก็ทําให้เจ่าไห่ชอบสิ่งนี้มากๆ
ในขณะที่พวกเขากําลังกินอาหารกันอยู่นั้น ผู้เฒ่าคนหนึ่งก็บอกให้เจ่าไห่ดื่มไวน์ อย่างไรก็ตามตอนนี้เจ่าไห่เองไม่ได้ต้องการอยากจะดื่มเลย แต่เขาก็ไม่สามารถทําเช่นนั้นได้เพราะนี่เป็นค่าเชิญของผู้เฒ่า
ชูโน่มองท่าทีของเจ่าไห่ที่มีต่อผู้เฒ่าคนแคระ แม้ว่าพวกเขาจะคุยกันถูกคอ แต่เจ่าไห่เองก็ไม่ได้มีท่าทีเปลี่ยนไปเลย พวกเขายังมีความเกรงใจคนแคระเหล่านี้อยู่
เรื่องที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้านี้ทําให้เขามั่นใจในตัวของเจ่าไห่มาก มีไม่กี่คนหรอกที่จะเป็น
เหมือนกับเจ่าไห่ ใครๆก็รู้ว่าเผ่าคนแคระถูกคนอื่นมองว่าพวกเขาเองไม่ใช่คนทั่วไป เพราะเช่นนี้เองพวกเขาจึงชอบที่จะทําการค้ากับคนแคระเพื่อผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับ และพวกเขาเองก็ชอบดูถูกคนแคระเหล่านี้ คนทั่วไปต้องการที่จะทําการค้ากับคนแคระแล้วก็จากไป ซึ่งมันไม่ได้เหมือนกับสิ่งที่เจ่าไห่กําลังทําอยู่เลย
หลังจากมื้ออาหาร เจ่าไห่ไม่ได้ไปดินแดนต้องห้ามเลย เขากลับไปที่ห้องของเขาก่อน และดื่มน้ําแห่งชีวิตในมิติ เพื่อที่สติของเขาจะกลับมา หลังจากนั้นเขาก็ออกมาจากห้องของเขา
ตอนนี้บิลลี่และชูโน่นั่งอยู่ในถ้ําของบิลลี่ เมื่อเจ่าไห่ไปที่ถ้ําของบิลลี่ ทั้งสองคนที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นยืนทันที
เจ่าไหรีบบอกให้ทั้งสองคนนั่งลง ก่อนที่จะพูดว่า “ข้าจะพูดกับท่านทั้งสองด้วยความตรงไปตรงมา ข้าเป็นคนที่เมาง่ายมากๆ ข้าเลยต้องกลับไปที่ห้องเพื่อดื่มอะไรสักอย่างเพื่อให้ข้าได้สติกลับมา”
ทุกที่ล้วนแต่มีงานเลี้ยงฉลอง และข้าเองก็จําเป็นต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงเหล่านั้น แต่ท่านก็เห็นว่าข้าเป็นคนที่เมาง่ายมาก ข้าเลยให้หมดยาที่มีความสามารถปรุงยาแก้เมาให้ข้า และมันก็เป็นทางเลือกที่ดีกับข้ามาก มันเป็นสิ่งที่สามารถทําให้สติของข้ากลับมากได้
บิลลี่เองไม่ได้สนใจเรื่องที่เจ่าไห่พูด เขายิ้มและพูดว่า “มันไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย พวกเราคนแคระติดมันมากๆ ฮ่าๆๆๆ นายน้อยเจ่าไห่วันนี้เราไปที่ดินแดนต้องห้ามกันเถอะ” เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ได้สิ ไปกันเลย”
บิลลี่พยักหน้าจากนั้นเขาก็ลุกขึ้น ชูโน่ก็ลุกขึ้นด้วยเช่นกัน ดูเหมือนว่าชูโน่ก็อยากจะไปพร้อมกับเจ่าไห่ บิลลี่เองก็ไว้ใจชูโน่มากๆ เขาเลยไม่ได้มีปัญหาอะไรที่เขาจะไปด้วย ซึ่งมันก็จะเป็นผลดีต่อชูโน่มากๆ หากว่าเขาไม่ได้ไปบอกเรื่องเหล่านี้กับใคร
บิลลี่พาเจ่าไห่และคนอื่นๆ ออกจากถ้ําไป จากนั้นพวกเขาก็เดินทางไปทางแม่น้ําใต้ดินอีกทางหนึ่ง พวกเขานั่งบนเรือเดินทางไปตามเทือกเขา
หุบเขาของคนแคระค่อนข้างใหญ่มากๆ แต่คนแคระก็ฉลาดมาก พวกเขาค้นพบแม่น้ําใต้ดินนี้ และใช้มันในการขนส่งของพวกเขา เมื่อพวกเขารู้ว่าแม่น้ําใต้ดินนี้มันสามารถไปได้ทั่วหุบเขา ซึ่งมันก็กลายเป็นเส้นทางหลักของพวกเขาทันที และมันก็ทําให้การเดินทางของพวกเขาสะดวกมากขึ้นอีกด้วย
ความเรือของเรือที่กําลังเดินหน้าไปมันเร็วมาก หลังจากผ่านไปประมาณสองชั่วโมง พวกเขาก็ลงจากเรือ ท่าเรือที่พวกเขาอยู่นี้ไม่ค่อยจะมีอะไรเลย แม้แต่คนแคระก็ไม่มีเลยไม่เหมือนกับที่อื่นๆที่มีเรือไปมาๆ หลังจากที่บิลลี่ลงจากเรือแล้ว ตอนนี้มีคนแคระสองคนออกมาต้อนรับพวกเขา
ท่าเรือที่พวกเขาอยู่ตอนนี้มันก็คล้ายๆ กับท่าอื่นๆ แต่ไม่มีคนแคระเลย ดูเหมือนว่าที่แห่งนี้จะเป็นดินแดนต้องห้ามจริงๆ มันงั้นก็คงต้องมีคนแคระเดินไป เดินมาบ้างแล้ว
ตอนนี้เจ่าไห่รู้สึกแปลกใจมากที่ยังมีคนแคระอยู่ที่นี่ ตอนนี้แผนที่ของหุบเขาคนแคระก็อยู่ในมิติของเจ่าไห่บางส่วนแล้ว การที่เจ่าไห่ได้มาในครั้งนี้มันทําให้เขารู้สึกว่าการเดินทางครั้งนี้ของเขามันชั่งพิเศษมาก
ด้วยระยะเวลาที่คนแคระอาศัยอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ ดูเหมือนว่าที่นี่จะกลายเป็นโลกใต้ดินของพวกเขาเองไปซะแล้ว แม่น้ําใต้ดินมีลักษณะเหมือนใยแมงมุมขมาดใหญ่เชื่อมต่อกันจากภูเขาลูก หนึ่งไปยังอีกลูกหนึ่ง พวกเขาต้องทํางานมากขนาดไหนถึงจะได้ขนาดนี้? ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็เถอะ พวกเขาก็ยังท่ามันต่อไปเรื่อยๆ
พวกเขาได้จัดการสร้างทุกอย่างเพื่อไม่ให้คนจากภายนอกเขาไปรบกวนพวกเขา และก็ดู เหมือนว่าพวกเขาเองก็ไม่ได้ชอบให้ผู้คนเข้าไปยุ่งกับพวกเขาในหุบเขา
เจ่าไห่สํารวจหุบเขา เขาเองก็รู้ว่าที่นี่มันใหญ่มากๆ กลางหุบเขานี้เป็นสระน้ําขนาดใหญ่มากๆ แท้จริงแล้วน้ําในสระนั้นเป็นสีแดงเหมือนกับเลือด ยิ่งไปกว่านั้นบริเวณนี้ก็ไม่ได้มีต้นไม้เลย เขาตรงนี้ยังเป็นสีแดงอีกด้วย ซึ่งมันก็น่าจะเป็นเพราะเลือดที่อยู่ในน้ํา
ไม่ว่าจะเป็นเจ่าไห่หรือชูโน่ตอนนี้ทั้งสองรู้สึกถึงแรงกดดันจากสระที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขา เจ่าไห่รู้สึกได้ว่ามันแข็งแกร่งค้อนเหล็ก ฮะซีมาก
บิลลี่ยืนอยู่ที่ปากถ้ําของภูเขา และมองไปที่หุบเขาก่อนที่เขาจะถอนหายในและพูดว่า “ข้าไม่รู้ว่าที่แห่งนี้มันเกิดขึ้นมาตอนไหน เมื่อพวกเราคนแคระมาที่นี่สถานที่แห่งนี้มันก็มีมาอยู่แล้ว พวกเราได้ตั้งชื่อที่นี่ทันทีว่าเป็นสถานที่ต้องห้ามไม่ใช่แค่สระน้ําเท่านั้น แต่มันยังรวมไปถึงหินสีแดง เหล่านี้ด้วย เมื่อมีคนไปจับหินเหล่านั้น ร่างกายของพวกเขาก็ระเบิดทันที มันทําให้พวกเขาตาย ในทันที เราตั้งใจที่จะศึกษาสถานที่แห่งนี้เหมือนกัน แต่มันก็ไม่ได้มีอะไรให้เราศึกษาเลย” หลังจากที่แนะนําสถานที่แล้ว บิลลี่ก็หันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ข้าจะบอกให้นะ พวก เราได้ขุดสถานที่รอบๆ หุบเขาแห่งนี้และพบว่ามีแร่เหล็กที่ให้ผลตอบแทนสูงอยู่เป็นจํานวนมาก อยู่ที่นี่ ซึ่งมันก็เพียงพอกับเผ่าของเราที่จะใช้มันหลายร้อยปี แต่เนื่องจากสถานที่แห่งนี้พวกเรา
เลยไม่กล้าที่จะใช้แร่เหล่านั้น”
เจ่าไหมอง เขาไม่คิดว่าเลือดของจอมเวทย์ที่ได้รับอันดับเป็นเทพเจ้าจะมีพลังมากขนาดนี้ แม้แต่ก้อนหินก็ไม่สามารถจับต้องได้ เจ่าไห่พูดขึ้นทันทีว่า “ดีมากๆ นี่มันเป้นเรื่องที่ดีจริงๆ” เจ่าไห่เดินเข้าไปทันที บิลลี่เดินตามหลังเจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ ตราบใดที่เจ้าไม่ได้จับต้องหินเหล่านั้นตรงๆ เจ้าก็จะไม่เป็นอะไร อย่างไรก็ตามการลงไปในสระน้ํามันก็ไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ แม้ว่าจะมีการป้องกันก็ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย ข้าอยากจะให้เจ้าระวังให้มากๆด้วย” เจ่าไห่พยักหน้าเขายืนอยู่ที่หุบเขาและมองไปรอบๆ จุดที่เขายืนอยู่ตอนนี้มันเหมือนกับจุดตาย หากก้าวไปอีกก้าวหนึ่งเขาจะเหนียบหินสีแดง แต่ตราบในที่เจ่าไห่ไม่จับมันโดยตรงก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง
เจ่าไห่หายใจเข้า และจากนั้นด้วยความตั้งใจของเขา เจ่าไห่ดูดเอาดินและหินตรงหน้าของเขาเข้าไปในมิติ เจ่าไห่ได้ขุดลงไปลึกประมาณหนึ่งเมตร เพื่อไม่ให้เป็นผลต่อคนรอบข้างของเขา เนื่องจากหุบเขานี้ส่วนมากประกอบไปด้วยแร่แหล็ก เขาจึงไม่กล้าขุดลึกลงไปมาก เมื่อเห็นว่าไม่มีหินสีแดงบนพื้นดินเจ่าไห่ก็พยักหน้าด้วยความพอใจ
ในทางกลับกันบิลลี่และชูโน่ก็มองไปที่เจ่าไห่ด้วยความตกใจ พวกเขาไม่คิดว่าเจ่าไห่จะสามารถหาเช่นนี้ได้ ทั้งสองได้เห็นความสามารถที่เจ่าไห่มีเกี่ยวกับมิติ
ซึ่งมันก็เป็นที่แน่นอนว่าความสามารถที่เจ่าไห่มีนั้นมันเป็นสิ่งที่ประหลาดมากในจักรวรรดิ มันเป็นพลังหรือความสามารถที่ต่างจากคนอื่นๆ มาก ความสามารถที่เจ่าไห่มีนั่นมันไม่ใช่สิ่งที่จะศึกษาได้เลย
บิลลี่และชูโน่มองหน้ากัน และมองเจ่าไห่ด้วยความตกใจ ในทางกลับกันเจ่าไห่ไม่ได้สนใจทั้งสองเลย แท้จริงแล้วเจ่าไห่มีความสามารถที่จะดูดเอาหุบเขาไปทั้งหมดในครั้งเดียว แต่เขาเองก็ไม่อยากให้มันดูเกินตัวไป เขาจึงต้องการที่ดูดไปเป็นบางส่วนเท่านั้น
หลังจากที่ดูส่วนหนึ่งเข้าไปแล้ว เจ่าไห่เดินไปอีกสองสามก้าวและดูดเข้าไปอีก เจ่าไห่ทําอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ
หลังจากที่ดูดพื้นดินและหินมาสักพัก ในที่สุดเจ่าไห่ก็มาถึงสระน้ําสีแดง เจ่าไห่มองดูสระน้ําตรงหน้าเขา เขาเห็นว่ามันก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก ยิ่งไปกว่านั้นมันก็ไม่ได้ลึกอีกด้วย ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นมันก็ทําให้เจ่าไห่รู้สึกว่ามันมีแรงกดดันเป้นอย่างมาก เจ่าไห่หายใจเขาก่อนที่เขาจะโบกมืออีกครั้ง ก่อนที่จะมีรอยแยกมิติปรากฏขึ้นมา สระน้ํารวมทั้งพื้นดินถูกดูดเข้าไป เจ่าไห่ใช้เวลาอยู่กับสระน้ํามากพอสมควร เขาดูดพื้นดินรอบๆ ไปประมาณสองเมตร แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็เถอะเจ่าไห่ ก็ยังมองเห็นหินสีแดงก้นสระน้ําหลังจากที่ดูดไปอีกหนึ่งเมตรเจ่าไห่ก็มองไม่เห็นหินอีกต่อไป ในที่สุดเจ่าไห่ก็ดูดสระน้ํา พื้นดิน และหินในหุบเขาไป ตอนนี้ที่นี่ต่างจากเมื่อก่อนมาก ดูเหมือนว่าเจ่าไห่จะเป็นคนทําความสะอาดที่แห่งนี้เลย ตอนนี้ที่แห่งนี้ไม่มีสีแดงเหลืออยู่แล้ว จบแล้วนะครับ ขอบคุณที่ตามอ่านนะครับ ช่วงนี้ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ ถ้าไม่มีอะไรทําก็มาอ่านนิยายได้นะครับ