Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 574 - มิตรนิรันดร์
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 574 - มิตรนิรันดร์
บทที่ 574 – มิตรนิรันดร์
ฮะ พยักหน้าและพูดว่า “นายน้อยเจ่าไห่ ข้าเข้าใจแล้ว”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “เจ้าจงปกป้องคนแคระเหล่านั้นให้เต็มที่ อย่าให้พวกเขาต้องเจอกับปัญหา และข้าเองก็ไม่อยากเป็นห่วงบอกพวกเขาว่าเทพเจ้าส่งเจ้ามาเพื่อปกป้องพวกเขา และเจ้าไม่จําเป็นต้องบอกอะไรเกี่ยวกับเทพเจ้าเข้าใจไหม?”
ฮะซีพยักหน้าและพูดว่า “นายน้อยเจ่าไห่สบายใจได้เลย ข้าจะไม่บอกเรื่องนี้ให้ใครรู้อย่างแน่นอน”
เจ่าไห่พยักหน้าจากนั้นเขาก็เรียกมูซันออกมาและพูดว่า “ตอนนี้ข้าจะไปพักผ่อน มูซันเจ้าจงอยู่กับฮะซีและพาเขาไปดูสถานที่พร้อมกับแนะนํามิติให้เขาได้รู้จักที
มูซันทําตามสิ่งที่เจ่าไห่พูดทันที จากนั้นเจ่าไห่และคนอื่นๆ กันกลับไปที่บ้านเพื่อพักผ่อน เจ่าไห่ไม่ได้เป็นห่วงเลยว่าฮะซีจะบอกเรื่องมิติกับคนอื่นๆ
ค่ําคืนผ่านไปโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ขณะที่เจ่าไห่และคนอื่นๆ พักผ่อนกันด้วยความสบายใจในมิติ ในทางกลับกันบิลลี่และคนอื่นๆ ต่างก็ตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลาพวกเขาเฝ้าดูแลถ้ําของเจ่าไห่เป็นอย่างดี พวกเขาไม่ยอมให้ใครเข้าไปในถ้ําเลย พวกเขากลัวว่าอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นหากว่ามีคนเข้าไปกวนเจ่าไห่
เพราะเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่สําคัญกับเผ่าคนแคระของพวกเขามาก
เช้าวันรุ่งขึ้นเจ่าไห่และคนอื่นๆ ก็ตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตาก่อนที่พวกเขาจะกลับไปในถ้ํา หลังจากที่พวกเขากลับมายังถ้ําแล้ว เจ่าไห่ก็เดินไปเปิดประตูและบอกให้บิลลี่และคนอื่นๆ เข้ามา เมื่อเข้าไปในถ้ําแล้วพวกคนแคระก็มองไปที่เจ่าไห่ด้วยความตื่นเต้น
เจ่าไห่ยิ้มขณะที่เขาถือค้อนอยู่ในมือด้วยมือทั้งสองข้างของเขาและพูดว่า “โชคเข้าข้างเผ่าคนแคระแล้ว ข้าอยากให้ท่านบิลลี่ได้ดูนี่”
มือของบิลลี่สั่นมากขณะที่เขากําลังจะจับค้อน จากนั้นเขาก็ค่านับเจ่าไห่และพูดว่า “ด้วยความช่วยเหลือของเจ้า มันจําทําให้เผ่าคนแคระของพวกเราได้รับการยอมรับอย่างแน่นอน ข้าอยากให้เจ้าไปพักผ่อนเสียก่อนเดี๋ยวที่เหลือพวกข้าดูแลต่อเอง” เจ่าไห่พยักหน้า จากนั้นบิลลี่และคนอื่นๆก็ออกจากห้องไป
ตอนนี้ค้อนอยู่ในมือของบิลลี่แล้ว บิลลี่พร้อมกับผู้เฒ่าคนอื่นๆ น่าค้อนกลับไปยังวิหาร ศักดิ์สิทธิ์ เมื่อไปถึงบิลลี่ไม่ได้รอช้า เขานําเอาค้อนไปวางที่วางของค้อน และบอกให้คนที่ไม่ เกี่ยวข้องออกไปบิลลี่เดินไปที่ค้อนและพูดว่า “ข้าขอให้วิญญาณในค้อนออกมา!!”
หลังจากที่บิลลี่พูดจบฮะซีก็ค่อยๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าคนแคระและพูดว่า “ผู้เฒ่าคนแคระข้ารู้สึกตัวมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นข้าจึงรู้เรื่องทั้งหมดของคนแคระ อย่างไรก็ตามข้าไม่สามารถแสดงตัวของข้าออกมาได้จริงๆ ข้าจะบอกว่าข้าเองเป็นอาวุธที่ถูกเทพเจ้าที่เป็นช่างฝีมือสร้างขึ้นมาเมื่อหลายหมื่นปีก่อน ตอนนั้นเขาเป็นห่วงเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของเผ่าเทพเจ้าจึงทิ้งข้าไว้ที่นี่ เพื่อปกป้องคนแคระ แต่ข้าได้รับบาดเจ็บจากสงคราม ดังนั้นข้าจึงไม่สามารถออกมาเป็นรูปร่างได้ แต่ข้าก็โชคดีที่มีคนที่มีความสามารถช่วยเหลือข้าได้ แต่สิ่งที่ข้าทําได้ก็คือปกป้องคนแคระเท่านั้น ข้าไม่สามารถทําอย่างอื่นให้เจ้าได้”
สาเหตุที่ฮะซีกล้าพูดเช่นนี้เป็นเพราะในสงครามเมื่อหลายหมื่นปีก่อนกับเทพเจ้าที่สืบเชื้อสายมา คําภีร์ของหลายที่ได้หายไป นี่เป็นเหตุผลว่าทําไมคนแคระถึงไม่มีบันทึกการปรากฏตัวของฮะซีในเผ่าของพวกเขา สิ่งเดียวที่พวกเขารู้คืออาวุธที่พวกเขามีนั่นเป็นผู้ดูแลพวกเขา ฮะซีจึงบอกความจริงนี้กับบิลลี่ ซึ่งมันก็จะทําให้พวกเขาไม่ถามเกี่ยวกับเรื่องอื่นเกี่ยวกับเขา
ฮะซีสามารถบอกบิลลี่ได้ว่าเขามาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ แต่เขาก็ไม่ได้ต้องการบอกบิลลี่และคนอื่นๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ในเวลาเดียวกันบิลลี่และคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อไป ฮะซีเป็นอาวุธที่ถูกสร้างด้วยเทพเจ้า พวกเขาเคารพฮะซีเหมือนกับเป็นคนปกป้องพวกเขา และพวกเขาก็ไม่กล้าถามอะไรมากกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์
บิลลี่และคนอื่นๆ พยักหน้าด้วยความเคารพ จากนั้นฮะซีก็บอกว่า “ข้าได้คุยเรื่องต่อไปนี้กับนายน้อยเจ่าไห่แล้ว ครั้งนี้เขาได้ช่วยข้าครั้งใหญ่มาก ข้าจึงตัดสินใจให้ของขวัญกับพวกเขา ข้าขอมอบของในดินแดนต้องห้ามกับเจ่าไห่”
บิลลี่มองฮะซีเขารู้เกี่ยวกับดินแดนต้องห้ามในภูเขากาซา สถานที่แห่งนั้นเป็นแอ่งน้ําสีแดง ซึ่งมีกลิ่นเหม็นเหมือนกับเลือด หากว่ามีใครไปสัมผัสกับของเหลวในแอ่งนั้นพวกเขาจะตายในทันที ที่แห่งนั้นจึงถูกจัดเป็นดินแดนต้องห้าม แล้วฮะซีจะให้สถานที่นี้กับเจ่าไห่ได้ยังไง?
ฮะซีมองไปที่บิลลี่และพูดว่า “สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับคนแคระ แต่นายน้อยเจ่าไห่จะได้ใช่มันอย่างแน่นอน ข้าก็เลยตัดสินใจที่จะให้มันกับเขา นายน้อยเจ่าไห่ยังต้องการสัตว์เวทย์และพืชบางอย่าง และเผ่าคนแคระของเราจะต้องช่วยเหลือพวกเขาได้บ้างในอนาคต
ไม่มีทางอื่นเลยที่พวกเราจะตอบแทนพวกเขาได้”
หลังจากที่ฮะซีบอกพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้เขาก็มองไปที่บิลลี่และพูดว่า “เอาล่ะ เรายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทําในฐานะผู้ปกครอง ตราบใดที่เผ่าคนแคระไม่เจอกับความลําบากมากข้าก็จะไม่ออกไป ตอนนี้พวกเขาเจ้ากลับกันไปได้แล้ว ข้าจะเข้าไปพักผ่อนแล้ว” จากนั้นร่างของฮะซีก็ค่อยๆหายเข้าไปในค้อน
บิลลี่และคนอื่นๆ เชื่อฟังฮะซีมากๆ พวกเขาจึงหันหลังเพื่อเดินออกไป แม้ว่าพวกเขาจะมีความสุขมาก แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะที่จะให้คนหลายคนรู้ เพราะว่ามันจะไม่เป็นผลดีต่อฮะซี บิลลี่และคนอื่นๆกลับไปที่ห้องเพื่อทํางานของพวกเขา บิลลี่กําชับผู้เฒ่าคนอื่นๆว่าห้ามบอกเรื่องนี้กับคนอื่นโดยเด็ดขาด
หลังจากพูดคุยเรื่องนี้บิลลี่ก็นั่งที่นั่นและมองไปที่ผู้เฒ่าและพูดว่า “สําหรับเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเราจะต้องขอบคุณนายน้อยเจ่าไห่จริง พวกเราควรเก็บเรื่องเหล่านี้ไว้ไม่ให้คนอื่นรู้ไม่งั้นมันอาจจะทําให้นายน้อยเจ่าไห่ต้องเสียชื่อเสียงได้ และยิ่งไปกว่านั้นข้าจะประกาศบอกทุกคนในภายหลังว่านายน้อยเจ่าไห่เป็นมิตรของเผ่าคนแคระ ทุกคนควรให้ความเคารพแก่เขา มีใครคิดแบบอื่น
บ้างไหม?”
ผู้เฒ่าคนอื่นๆ ส่ายหัว พวกเขาไม่ได้มีความคิดต่างไปจากบิลลี่เลย เจ่าไห่เป็นคนที่ช่วยเหลือพวกเขาอย่างแท้จริง พวกเขาเห็นว่าเจ่าไห่เป็นมิตรของพวกเขาอยู่แล้ว
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครไม่เห็นด้วย บิลลี่ก็พูดต่อว่า “ดีเลย ข้าจะได้กระจายข่าวต่อไป จริงสิ ให้คนสะสมสัตว์เวทย์และพืชเวทย์ด้วย เนื่องจากนายน้อยเจ่าไห่ต้องการสิ่งเหล่านี้ พวกเขาควรที่จะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือเจ่าไห่”
ผู้เฒ่าคนอื่นๆ เห็นด้วยจากนั้นพวกเขาก็หันกลับไป บิลลี่เปลี่ยนชุดและออกไปยังถ้ําที่เจ่าไห่กําลังพักอยู่ เมื่อเขาอยู่หน้าถ้ําของเจ่าไห่ บิลลี่รู้สึกลังเลเขาคิดว่าเจ่าไห่เหนื่อยมากดับสิ่งที่เขาพึ่งได้ทําไป มันจึงเป็นไปได้ว่าเจ่าไห่กําลังพักอยู่ เขาไม่คิดว่าการที่จะมาหาเจ่าไห่ในครั้งนี้จะเป็นการดีและไม่ได้รบกวนเขาจนเกินไป
ในขณะที่เจ่าไห่เปิดห้องและเดินออกมา เขามองไปที่บิลลี่และพูดว่า “ผู้เฒ่าได้โปรดเข้ามาก่อนเถอะ”
บิลลี่พยักหน้าก่อนที่จะเข้าไปในห้องของเจ่าไห่ เมื่อเข้ามาแล้วบิลลี่กําลังจะมอบของขอบคุณให้กับเจ่าไห่ เจ่าไห่หยุดเขาก่อนจะพูดว่า “ผู้เฒ่าบิลลี่ท่านไม่จําเป็นต้องทําเช่นนั้นเลย บิลลี่มองไปที่เจ่าไห่ด้วยความขอบคุณและพูดว่า “ครั้งนี้ข้าโชคดีมากเพราะได้รับความช่วยเหลือจากนายน้อยเจ่าไห่ ไม่งั้นฮะซีคงไม่ได้ปรากฏออกมาได้ เผ่าคนแคระอย่างพวกเราต้องขอบคุณนายน้อยเจ่าไห่ไปตลอดอย่างแน่นอน”
หลังจากที่เจ่าไห่เชิญให้บิลลี่นั่งลงเขาก็ยิ้มและพูดว่า “ผู้เฒ่าเป็นคนที่จริงจังมากเลย ข้าเองก็พึ่งมีความสามารถเช่นนี้ หากว่าข้าช่วยได้ข้าก็ไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่ข้าจะไม่ทําเช่นนั้น ผู้เฒ่าบิลลี่ไม่จําเป็นต้องให้ความสําคัญกับเรื่องนี้มากหรอก ข้าเองก็เห็นว่าคนแคระเห็นมิตรกับข้า การที่ช่วยเหลือมิตรที่แท้จริงมันไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย”
บิลลี่มองไปที่เจ่าไห่ด้วยความตื้นตันใจ ขณะที่เขาพูดว่า “นายน้อยเจ่าไห่ เจ้าเป็นมิตรของเผ่าคนแคระจริงๆ เจ้ามั่นใจได้เลยว่าตระกูลบูดาจะเป็นมิตรกับเผ่าคนแคระตลอดไป ข้าอยากจะชวนเจ้าไปกินข้าว หลังจากกินอาหารเสร็จข้าจะพาเจ้าไปยังดินแดนต้องห้ามของคนแคระ ฮะซีบอกให้เรามอบของในดินแดนต้องห้ามให้กับเจ่าไห่”
เจ่าไห่พนักหน้าและพูดว่า “ข้าดีใจจริงๆ ที่ได้อยู่ต่อหน้าผู้เฒ่า ข้าเองก็อยากจะรู้ว่าในดินแดนต้องห้ามนั้นมีอะไร และเนื่องจากข้ามีมิติข้าจึงสามารถจัดการกับสิ่งเหล่านั้นได้ ฮะซีได้บอกข้าว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์กับคนแคระเลยข้าจึงตั้งใจที่จะข้าสิ่งเหล่านี้กับท่าน”
บิลลี่ยิ้มและพูดว่า “เจ่าไห่ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว แอ่งน้ําสีแดงในดินแดนต้องห้ามมีพิษ เมื่อใด เมื่อสัมผัสกับมันร่างกายของพวกเขาก็จะระเบิดทันที การที่จะเก็บสิ่งนั้นไว้ที่นี่ก็เป็นเหมือนความหายนะกับพวกเขาได้ เพียงแค่เจ้าช่วยเหลือพวกเรา พวกเราก็มีความสุขมากๆ แล้วคนที่ไม่ได้อะไรเลยน่าจะเป็นเจ้ามากกว่า หากว่าเจ้าต้องการความช่วยเหลือจากเราในอนาคต จงอย่างลังเลที่จะบอกพวกเรา”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะยอมรับคําพูดของผู้เฒ่าด้วยความเกรงใจ”
บิลลี่หัวเราะและพูดว่า “เจ้าไม่ต้องเกรงใจข้าเลย เจ้าไปกินอาหารกับข้าก่อนเถอะ หลังจากนั้น เราก็จะไปแอ่งสีแดงกัน ข้ายังให้คนอื่นๆ ในเผ่าของข้าไปรวบรวมสัตว์เวทย์และพืชเพื่อเอามาให้เจ้า ข้าเชื่อว่าพวกเขาสามารถหามันมาให้ได้เร็วๆ นี้อย่างแน่นอน นี่เป็นสิ่งที่พวกเราจะทําเพื่อเจ้าได๋”
เจ่าไห่ยังรู้ว่าหากเขาปฏิเสธหรือต้องการให้ของตอบแทนมันจะทําให้บิลลี่ไม่มีความสุข นี่เป็นหนึ่งในความแตกต่างระหว่างคนและคนแคระ เจ่าไห่ก็เลยไม่ปฏิเสธ เขาทําได้แค่ยิ้มและพูดว่า
“ข้าต้องขอขอบคุณผู้เฒ่ามากๆ”
เมื่อเห็นเจ่าไห่ได้รับของขวัญแล้ว บิลลี่ก็ดีใจมากและพูดว่า “เจ้าเป็นคนที่ขี้เกรงใจมาก ไปกินอาหารกันเถอะ” จากนั้นเขาก็พาเจ่าไห่ไปที่ห้องอาหาร
ลอร่าและคนอื่นๆ ก็ตามพวกเขาไปด้วย ในเวลาเดียวกันพวกเขายังได้พบกับชูโน่ด้วย บิลลี่ ชวนชูโน่ไปกินอาหารด้วย แม้ว่าเจ่าไห่จะเป็นเพื่อนที่พึ่งรู้จักของเขา แต่เพื่อนที่เป็นมาหลายปี อย่างชูโน่พวกเขาไม่อาจจะลืมมันได้
เมื่อเห็นท่าทางของบิลลี่ ชูโน่ก็รู้ว่าเรื่องเมื่อวานเป็นไปด้วยดี ชูโน่อดไม่ได้ที่จะประหลาดใจกับตัวของเจ่าไห่ เจ่าไห่ดูเป็นคนที่ลึกลับมากๆ ในความคิดของเขา ในเวลาเดียวกันชูโน่ก็ตัดสินใจที่จะสร้างความสัมพันธ์กับเจ่าไห่ไม่เพียงเพราะเขาช่วยคริสเตนเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะความสามารถของเจ่าไห่ด้วย
ตระกูลทาชิแข็งแกร่งด้วยความสามารถของตัวเอง แต่สาเหตุที่พวกเขามีอิทธิพลก็เป็นเพราะพวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่นๆ พวกเขาไม่เคยทําให้คนอื่นไม่ชอบพวกเขาไม่ว่าจะเป็น คนในจักรวรรดิพุทธหรือผู้เฒ่าของตระกูลอื่นๆ พวกเขาทั้งหมดมีความสัมพันธ์ที่ดีกับตระกูลอื่นๆ
นี่คือเหตุผลที่ตระกูลทาชิสามารถอยู่ด้วยตัวเองได้จนถึงปัจจุบัน
และเนื่องจากเจ่าไห่เป็นผู้นําของตระกูลบูดาที่กําลังเกิดขึ้นใหม่ และมีอํานาจและอิทธิพลของจักรวรรดิ เขาเป็นคนที่ชูโน่ไม่อยากจะปล่อยเลยผ่านไป
จบแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ ช่วงนี้ดูแลตัวเองกันด้วยนะครับ