Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 573 - วิหารศักดิ์สิทธิ์
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 573 - วิหารศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 573 – วิหารศักดิ์สิทธิ์
ท้องฟ้าข้างนอกค่อยๆมืดลง ในขณะที่คนแคระคนอื่นกําลังเดินกลับไปยังบ้านของตัวเอง พวกเขาไม่ได้รู้เลยว่าบิลลี่กําลังวางแผนที่จะทําอะไร บิลลี่เองไม่ได้ต้องการให้ทุกคนรู้เขาจึงไม่ได้ประกาศเรื่องนี้ออกไป
เจ่าไห่เองก็ไม่ได้ออกไปข้างนอกเลย เจ่าไห่อยู่แต่ในห้องรอจนกว่าบิลลี่จะมาหาเขา เมื่อท้องฟ้ามืดสนิทบิลลี่และผู้เฒ่าคนอื่นๆ ก็มาที่ห้องของเจ่าไห่
หลังจากที่ทุกคนมาที่บ้านของเจ่าไห่ เจ่าไห่ก็ให้พวกเขาเข้าไปในบ้าน บิลลี่น่าค้อนมาด้วยความระวังมากๆ เขาวางลงที่โต๊ะด้วยความระวังเป็นอย่างมาก จากนั้นเขาก็หันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “นายน้อยเจ่าไห่นี่เป็นอาวุธที่เป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าคนแคระ ข้าต้องขอความช่วยเหลือจากเจ้าในเรื่องนี้จริงๆ”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าจะทําให้ดีที่สุด แต่ท่านจะต้องดูแลห้ามไม่ให้ใครเข้ามารบกวนข้า ลอร่าและพวกเธอทุกคนก็เข้ามาช่วยพี่ด้วย”
ลอร่าและคนอื่นๆ ทําตามที่เจ่าไห่พูดทันที พวกเธอจัดการทําความสะอาดโต๊ะเหลือไว้แค่ค้อนเท่านั้น เมื่อเห็นว่าเจ่าไห่กําลังจะเริ่ม บิลลี่และคนอื่นๆ ก็บอกกับเจ่าไห่ว่า “ขอให้สําเร็จด้วย ข้าจะออกไปข้างนอกแล้ว” แต่พวกเขาเองก็ไม่ได้ออกไปไหนไกลพวกเขาอยู่ใกล้ปากถ้ําหรือบ้านที่เจ่าไห่อยู่ออกไปไม่ไกลนัก พวกเขาทําได้แค่รอจนเจ่าไห่ออกมา คืนนี้พวกเขาเตรียมตัวมาพร้อมมากที่จะดูแลที่นี่ตอนนี้
หลังจากที่พวกของบิลลี่ออกไป เจ่าไห่ก็ยกค้อนขึ้นมาทันที ขณะที่เจ่าไห่เข้าไปในมิติพร้อมกับลอร่าและคนอื่นๆ เมื่อเข้ามายังมิติแล้วก็มีเสียงจากมิติดังขึ้นมาทันที “พบอาวุธที่มีพลังอ่อนแอจะปรับปรุงและเสริมพลังให้อาวุธเดี๋ยวนี้” จากนั้นเจ่าไห่ก็เห็นว่าค้อนที่เขาถืออยู่นั้นมีแสงสีแดงพุ่งออกมาจากค้อน แสงนั่นค่อยๆ ปรากฏเป็นเหมือนร่างคนต่อหน้าพวกเขาอย่างช้าๆ
เจ่าไห่มองไปยังร่างที่ปรากฏขึ้นและตอนนี้ก็ดูเหมือนว่ามิติของเขาจะได้รับการอัพเกรดไปหลายเลเวลมากมันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก การอัพเกรดในครั้งนี้มันมากกว่าตอนที่ได้นําเอามูซันเข้ามาเสียอีก
ดูเหมือนว่าเสียงของมิติจะเปลี่ยนไป การพูดเหมือนกับเมื่อก่อนเลย แต่ตอนนี้การพูดดูมีความสมดุลมากขึ้น นี่เป็นสิ่งที่ดีต่อเจ่าไห่มาก ตอนนี้เขาเลิกคิดแล้วว่ามิตินั้นอัพเกรดยากเกินไป
หากว่าพบเจอสิ่งที่แปลกใหม่และมีพลังมันก็สามารถทําให้อัพเกรดได้ไวมากๆ
ในตอนนี้ร่างที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาก็เกือบจะสมบูรณ์แล้ว ดูเหมือนว่าวิญญาณที่สถิตอยู่ในค้อนนั้นจะเป็นเหมือนคนแคระ
วิญญาณคนแคระที่ออกมาจากค้อนมองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “เจ้าเป็นใครกัน? เจ้าไม่ใช่คนแคระทําไมถึงปลุกพลังของข้าขึ้นมาได้?”
เจ่าไห่มองที่คนแคระ เขาเข้าใจทันทีว่าคนแคระนี้มีพลังที่เหนือกว่ามูซัน ซึ่งก็ไม่มั่นใจว่าคนแคระที่ออกมาจากค้อนจะรู้อะไรบ้างอย่าง เจ่าไห่พูดขึ้นมาทันที “สวัสดีข้าเป็นมิตรกับคนแคระ ข้ามีวิธีที่จะปลุกพลังของเจ้าได้ พวกเขาจึงขอให้ข้าช่วยปลุกเจ้าขึ้นมา”
คนแคระพยักหน้า และในทันใดนั้นก็มีเสียงจากมิติว่า “วิญญาณไม่เต็มใจให้ส่งไปยังมิติจะต้องทําลายมัน!!” เมื่อสิ้นเสียงก็มีแสงสีขาวพุ่งไปล้อมคนแคระเอาไว้ คนแคระตะโกนออกมาก่อนที่จะหยุดลง หลังจากที่แสงสีขาวหายไปแล้ว ตอนนี้คนแคระยืนอยู่ตรงหน้าของเจ่าไห่ และเขาก็ค่านับแก่เจ่าไห่
เจ่าไห่ตกใจมากเมื่อได้ยินเสียงเตือนจากมิติ เจ่าไห่ไม่ได้คิดเลยว่ามิติจะช่วยเขาจัดการคนแคระด้วย เจ่าไห่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความสับสน ตอนนี้เขาทําได้เพียงแค่รอจนมิติจะจัดการตัวเองเสร็จ
เจ่าไห่มองไปที่คนแคระที่คํานับต่อหน้าเขา เจ่าไห่อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา ถ้าเหล่าคนแคระรู้ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาถูกทําลายไปมันเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะไม่โกรธเจ่าไห่
ในขณะที่เจ่าไห่กําลังยิ้มอยู่นั้น เจ่าไห่ก็มองไปที่คนแคระและพูดว่า “เจ้าชื่ออะไรงั้นเหรอ? เจ้าจําอะไรได้บ้างไหม?”
คนแคระตอบเจ่าไหด้วยความเกรงใจ “ข้าชื่อฮะซี เจ้านายของข้าคือช่างฝีมือเทพพระเจ้าฮาชิ ข้าถูกส่งมาที่นี่เพื่อปกป้องเหล่าคนแคระ จากจักรวรรดิที่ต่ํากว่า”
เจ่าไห่มองด้วยความสับสน พร้อมกับพูดขึ้นมาว่า “จักรวรรดิที่ต่ํากว่ามันคืออะไรงั้นเหรอ?” ฮะซีตอบกลับทันทีว่า “จักรวรรดิที่ต่ํากว่าก็คือโลกที่มีคนอาศัยอยู่เป็นจํานวนมากเช่นจักรวรรดิอาร์ค ตัวข้าเองมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อนเจ้านายของข้าเป็นนักรบที่ทรงพลังที่สุดและเป็นช่างฝีมือที่มีความเชี่ยวชาญในเผ่าคนแคระ เมื่อเขาสามารถไปถึงระดับพระเจ้าได้ เขาก็ไปยังสวรรค์ แต่เพื่อให้คนแคระมีชีวิตที่ดี เขาส่งข้ากลับมาเพื่อปกป้องเหล่าคนแคระเหล่านี้”
เจ่าไห่ตกใจกับเรื่องที่เขาได้ยินมาก เขาไม่คิดว่าจักรวาลนี้จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่จริง ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเทพเจ้าอยู่ด้วย
หลังจากนั้นไม่นานเจ่าไห่ก็มองไปที่ฮะซีจากนั้นเจ่าไห่ก็พูดว่า “มันมีอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จริงๆงั้นเหรอ? ดินแดนแห่งนั้นมีเทพเจ้าอยู่จริงๆ ใช่ไหม?”
ฮะซีพยักหน้าและพูดว่า “ความแข็งแกร่งทั่วโลกในตอนนี้มันต่ํามาก เมื่อหลายหมื่นปีก่อนมีเทพและจอมเวทย์ที่แข็งแกร่งอยู่เป็นจํานวนมาก หลังจากที่ผ่านการชิงตําแหน่งระดับเก้าแล้วก็จะได้ไปต่อในระดับเทพเจ้า คนที่สามารถเป็นถึงระดับเทพเจ้าได้แล้วก็สามารถไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้ แต่จะต้องมีพลังเวทย์อยู่ในร่างกายเป็นจํานวนมากด้วย ทั้งนี้ยังมีคนที่เกิดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย เมื่อเขายังเด็กพวกเขาจะมีพลังอยู่ในระดับที่ห้า และเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้วพลังของพวกเขาจะอยู่ในระดับที่เก้าทันทีพวกเขาไม่จําเป็นต้องฝึกฝนเยอะ พวกเขาก็สามารถมีความแข็งแกร่งเท่าระดับของเทพได้”
เจ่าไห่ฟังสิ่งที่คนแคระเล่าออกมาทั้งหมด เขาไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะมีอยู่จริงๆ จากนั้นคนแคระก็พูดขึ้นมาอีกว่า “ในตอนแรกคนที่อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ดูถูกคนที่มาจากจักรวรรดิอาร์ค
ทําให้ทั้งสองฝ่ายเริ่มทําสงครามกันเองซ้ําแล้วซ้ําเล่า ในท้ายที่สุดจอมเวทย์ที่มีพลังจากจักรวรรดิอาร์คก็เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกันและค่อยๆ สร้างรากของพวกเขาในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ต่อมากพวกเขาติดต่อกับคนที่อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ผ่านการแต่งงานของพวกเขา พวกเขาได้เข้าร่วมกัน อย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามก็เกิดยุดขึ้นมาอีกยุคหนึ่ง พวกเขามีความขัดแย้งการในเรื่องของการ นับถือเทพเจ้า พวกเขาต้องการที่จะนับถือพระเจ้าของตนเองและจัดการสังหารคนที่ไม่ได้เชื่อ เหมือนเชื้อสายของตัวเอง แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่พระเจ้าจะต้องลงมาจัดการเรื่องทั้งหมดนี้ด้วยตัวเอง เทพเจ้าจัดการทุกอย่างด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์ จัดการพวกเขาแย่งออกจากกัน แต่เทพเจ้าไม่สามารถลงมาด้วยตัวเองได้ เขาจึงเหลือที่จะส่งอาวุธที่สามารถติดต่อกับเทพเจ้านั้นลงมาแทน ดังนั้นอาวุธทั้งสามจึงถูกส่งไปยังสถานที่ต่างๆ พวกเราทั้งสามถูกส่งมาเพื่อจอมเวทย์ที่คิดว่าตัวเองเป็นเทพเจ้า พวกเขาต่อสู้จัดพลังหมดและไม่สามารถกลับไปยังดินแดนของพวกเราได้ และถูกสั่งให้กับไปปกป้องเผ่าของตัวเอง”
เจ่าไห่และคนอื่นๆ ตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก พวกเขาไม่คิดเลยว่ามันจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในโลกเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน
เจ่าไห่พูดขึ้นมาทันทีว่า “แล้วดินแดนต้องห้ามทั้งห้าและแดนอสูรล่ะ? เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ไหม?”
ฮะซีพนักหน้าและพูดว่า “ข้ารู้ ดินแดนต้องห้ามทั้งห้าเดิมเป็นที่อยู่อาศัยที่สําคัญของเผ่าพันธุ์ในจักรวรรดิ พวกเขายังปกป้องพลังเวทย์ เมื่อเทพเจ้าลงมาสู่ดินแดนที่ต่ํากว่าเมืองที่มีเผ่าพันธุ์ที่คิดจะใช้พลังเวทย์ต่อต้านเทพเจ้าถูกทําลายลง และสร้างเมืองที่งดงามขึ้นมาเพื่อให้แก่คนที่เชื่อในเทพเจ้า แต่ที่แต่ละสถานที่เห็นเช่นนั้นก็เพราะว่าอสูรที่รู้ว่าจักรวรรดิอาร์คน่าอยู่พวกมันจึงต้องการที่จะยึดครองที่แห่งนี้ แต่พวกเขามันก็ถูกขับไล่ออกไปจนได้ แต่เมืองก็ได้พังเสียหายไป มากผู้คนที่อยู่ที่นั่นจึงต้องย้ายที่อยู่อาศัยใหม่ทําให้อสูรเข้ามาอยู่ในสถานที่เหล่านั้น”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ถ้าหากว่ากําแพงกั้นระหว่างดินแดนอสูรและโลกมันถูกพังไปง่ายๆ
แต่ทําให้กําแพงที่กั้นดินแดนศักดิ์สิทธิ์จึงทําลายยากนัก?”
คนแคระตอบทันที “ไม่หรอกทุกสิ่งทุกอย่างมีเหตุและผลของมันซึ่งข้าเองก็ไม่อาจจะบอกมันแก่เจ้าได้ เจ้าเพียงแค่รู้ไว้ว่าดินแดนอสูรไม่ได้เหมือนกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์”
เจ่าไห่พยักหน้า “ถึงแม้จะพูดเช่นนั้นก็เถอะ ในเมื่อเจ้าบอกว่าจักรวรรดิอาร์คไม่ต้องการให้เทพเจ้าที่มีพลังอยู่แล้วทําไมเจ้าถึงยังอยู่ที่นี่?”
ฮะ ตอบกลับทันที “ข้าเป็นเพียงอาวุธไม่ใช่เทพเจ้าเหมือนแต่ก่อนจะต้องมีคนใช้ข้าก่อนพลังของข้าจึงจะออกมา ยิ่งคนใช้แข็งแกร่งมากแค่ไหนพลังของข้าก็จะยิ่งมากเท่านั้นในช่วงสงครามจอมเวทย์ผู้มีพลังระดับเก้า ข้าเป็นสิ่งที่จําเป็นเพื่อต่อสู้กับคนที่มีพลังระดับเทพเจ้า” เจ่าไห่พยักหน้า ตอนนี้เขาเริ่มเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้นแล้ว เจ่าไห่มองไปที่ฮาซีและพูกว่า “เจ้ามีเรื่องของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถบอกกับข้าได้ไหม?”
ฮะซีพยักหน้าและพูดว่า “นายน้อยดินแดนศักดิ์สิทธิ์แบ่งออกเป็น 13 ส่วน ซึ่งส่วนใหญ่ที่สุด คือตอนกลาง จากนั้นเหลืออีก 12 ส่วนถูกวางไว้รอบๆ ตอนกลางและได้รับการตั้งชื่อราศีเมษราศี พฤษภราศีเมถุนมะเร็งราศีสิงห์ราศีกันย์ราศีตุลย์ราศีพิจิกราศีมังกรราศีกุมภ์และทวีปราศีมีน วิธีการที่ผู้คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ฝึกฝนนั้นแตกต่างจากจักรวรรดิอาร์คมาก การฝึกฝนของจักรวรรดิ
อาร์คจะเป็นการฝึกพลังเวทย์ แต่การฝึกในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นการฝึกฝนแบบกําเนิดพลัง มันเป็นการฝึกที่โหดว่าการฝึกของจักรวรรดิอาร์คมากๆ และอาวุธที่อยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธินั้นล้วนแต่มีวิญญาณของผู้สร้างอยู่ด้วย ซึ่งมันทําให้ควบคุมได้ในระยะไกลๆ”
เจ่าไห่พยักหน้าพวกเขาความกลัว ดูเหมือนว่าคนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะมีความน่ากลัวมาก แล้วถ้าคนเหล่านั้นต้องการที่จะรุกรานเขาจะทํายังไงดี?
ตอนนี้เจ่าไห่เป็นกังวลมาก ถ้าเขาไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในอนาคตมิติจะยังปกป้องเขาได้อยู่ไหม?
หลังจากคิดถึงเรื่องนี้เจ่าไห่รู้สึกว่าเขาจําเป็นต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้มากขึ้น เขามองไปที่ฮะซีทันที และพูดว่า “ฮะซี เมื่อเจ้าอยู่ในจักรวรรดินี้เจ้ามีอะไรดีจะบอกข้าบ้างไหม?”
ฮะซีพยักหน้าและพูดว่า “มีสิ การต่อสู้ครั้งสุดท้ายที่เกิดขึ้นในหุบเขาคนแคระมีสถานที่ลึกลับอยู่ ลึกเข้าไปในหุบเขาซึ่งในตอนนี้มีเทพเจ้าได้รับบาดเจ็บและมีเลือดไหลออกมาเลือกของ
เทพเจ้านั้นเต็มไปด้วยพลัง ถ้าหากว่าคนธรรมดาสัมผัสมันจะทําให้มีพลังเพิ่มมากขึ้นเป็นจํานวนมาก ดังนั้นสถานที่แห่งนั้นจึงกลายเป็นสถานที่ต้องห้ามสําหรับเหล่าคนแคระ”
สีหน้าของเจ่าไห่เปลี่ยนไปทันที ถ้าหากว่าคนสัมผัสเลือดก็สามารถมีพลังได้แล้วถ้ามิติได้เลือดนั้นมามันจะเป็นยังไง?
มิติจําเป็นต้องอัพเกรดอีกหลายอย่าง เจ่าไห่ยังไม่แน่ใจว่าเลือดของเทพเจ้าจะสามารถอัพเกรดมิติได้ แต่ถ้าหากว่ามันไม่ได้ มันก็น่าจะทําอะไรได้บ้าง
ยิ่งไปกว่านั้นหลังจากที่เจ่าไห่ได้ฟังเรื่องที่ฮะซีพูดเขาก็จําได้ถึงตอนนี้เจ่าหวั่นเข้ามาในมิติเป็นครั้งแรกได้เป็นอย่างดี เจ่าหวั่นบอกว่าเธอกลายเป็นเทพผู้มีพลังระดับเก้า ไม่นานหลังจากที่เธอกินน้ําสีแดงเข้าไป น้ําสีแดงที่เจ่าหวั่นกินเข้าไปอาจจะเป็นเลือดของเทพเจ้าก็ได้
ยิ่งเจ่าไหคิดมากเท่าไหร่เขาก็เชื่อมั่นว่ามันจะเป็นเหมือนกับที่เขาคิด ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงเขาก็ยิ่งอยากจะได้รับเลือดของเทพเจ้ามากขึ้น บางทีเจ่าไห่อาจจะหาวิธีสร้างเทพผู้มีพลังระดับเก้าได้ด้วยวิธีนี้ก็ได้
หลังจากที่คิดเรื่องนี้เจ่าไห่ก็หันไปหาฮะซีและพูดว่า “ฮะซีเจ้าจงอยู่ที่นี่และปกป้องเหล่าคนแคระเถอะ พวกเขายังไม่รู้ว่าเจ้าบอกเรื่องเหล่านี้กับข้า จริงสิอย่าบอกเรื่องเหล่านี้ให้เหล่าคนแคระรู้เด็ดขาด ตอนนี้น่าจะยังไม่เหมาะที่พวกเขาจะรู้”
จบแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ จะพยายามพัฒนาการแปลไปเรื่อยนะครับ อย่าพึ่งเบื่อกันนะครับ ดูและสุขภาพกันด้วยนะคร้บ