Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 572 - ขอความช่วยเหลือ
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 572 - ขอความช่วยเหลือ
บทที่ 572 – ขอความช่วยเหลือ
อาวุธที่มีพลังจนทําให้คนสัมผัสถึงมันได้มันเป็นอะไรที่น่าตกใจมาก ตอนนี้ชูโน่ก็อยู่ในอาการตกใจมาก เขาไม่เคยเจออะไรแบบนี้มาก่อนเลย
แตกต่างจากบิลลี่เขามองแส้ของเจ่าไห่ที่อยู่ในมือด้วยความตื่นเต้น และหลังจากมองไม่นานนัก เขาก็ส่งมันกลับไปให้เจ่าไห่ และพูดว่า “ข้าจะไม่พูดแบบอ้อมๆ แล้วแส้นี้มีพลังของเทพใช่ไหม?”
เจ่าไห่มองไปที่บิลลี่ เขาไม่รู้ว่าบิลลี่จะรู้ถึงเรื่องพลังของเทพเจ้าที่อยู่ในอาวุธ แต่เจ่าไห่เองก็รู้ดีว่ามันไม่ได้มีประโยชน์เลยที่เขาจะพูดโกหก เขาพยักหน้าและพูดว่า “ใช่”
บิลลี่รู้สึกเป็นกังวลเขาลุกขึ้นยืนและดึงเจ่าไห่ออกไปข้างนอก ก่อนที่เขาจะเดินไปสั่งคนแคระคนอื่นๆว่า “พวกเจ้านําอาหารไปที่ห้องของข้า ข้ามีเรื่องที่จะต้องคุยกับนายน้อยเจ่าไห่ ชูโน่ เพื่อนเก่าของข้าเจ้าก็ต้องไปด้วยเช่นกัน”
ชูโน่และเจ่าไห่เดินตามบิลลี่ไป ทั้งสองคนอย่างรู้เหมือนกันว่ามันจะมีอะไรที่น่าตื่นเต้นไหม ลอร่าและคนอื่นๆ งงกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก พวกเธอมองไปที่ทั้งสามคน แต่พวกเธอก็ไม่ได้เดินตามไป ไม่นานมากนักทั้งสามคนก็มาถึงห้องของบิลลี่ นี่คือห้องส่วนตัวของบิลลี่ ที่นี่ไม่ใช่ห้องทํางาน
ซึ่งมันก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก ภายในมีห้องนั่งเล่นแล้วก็มีห้องครัวอยู่เล็กๆ
หลังจากที่ทั้งสามคนนั่งอยู่ในห้องนั่งเล่น บิลลี่ก็มองไปที่เจ่าไห่ทันที และพูดว่า “พลังของเทพเจ้าที่อยู่ในอาวุธมันสามารถปรากฏให้คนเห็นได้ไหม?”
เจ่าไห่มองไปที่บิลลี่ ข้าเคยใช้พลังของแส้ แต่ข้าเองก็ไม่เคยเห็นว่ามันจะมีร่างของเทพเจ้าออกมาให้เห็นเลย บิลลี่เองก็ไม่แน่ใจ แต่เขาเคยได้ยินมาว่าอาวุธเหล่านี้ไม่ได้มีเพียงพลังเท่านั้น
แต่ยังสามารถแสดงร่างของเทพเจ้าได้ด้วย
หลังจากคิดอยู่พักใหญ่เจ่าไห่ก็ตัดสินใจที่จะทําให้บิลลี่ดู บิลลี่รีบพาเจ่าไห่ไปที่ห้องของเขาทันที บิลลี่รู้ว่าเทพเจ้าที่อยู่ในอาวุธนั้นไม่ได้ต้องการให้คนๆ ก็ได้เห็นมัน และเจ่าไห่เองก็เชื่อใจชูโน่ด้วยเช่นกัน เพราะเขาเองไม่ใช่คนที่จะเปิดเผยความลับของคนอื่น
เจ่าไห่มองทั้งสองคนและพูดว่า “ใช่”
ท่าทางของบิลลี่ดูจริงจังมากๆ จากนั้นเขาก็มองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “นายน้อยเจ่าไห่ข้าอยากให้เจ้าแสดงพลังนั้นออกมาให้ข้าเห็นจะได้ไหม” บิลลี่พูดด้วยน้ําเสียงที่จริงจังมากๆ
เจ่าไห่ไม่เข้าใจว่าทําไมบิลลี่ถึงต้องการที่จะเห็นมันมากขนาดนี้ แต่เขาก็รู้ดีว่าบิลลี่เป็นคนที่จริงจังมาก เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “เอาล่ะ” จากนั้นเจ่าไห่ก็ถือแส้และพูดว่า “มูซันจงออกมา” หลังจากที่เจ่าไห่พูดจบ ก็มีร่างๆหนึ่งออกมา ซึ่งมันก็เป็นที่แน่นอนว่ามูซันมีหน้าตาเหมือนกับเด็กตัวเล็กๆ หลังจากที่ปรากฏออกมาแล้วเขาก็คํานับเจ่าไห่ทันทีพร้อมกับพูดว่า “นายท่านเรียกหาขาใช่ไหม?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ชายคนนี้คือบิลลี่ผู้นําของเผ่าคนแคระ และนี่ก็คือชูโน่แห่งตระกูลทาชิ เจ้าจงให้ความเคารพกับพวกเขาด้วย”
มูซันหันไปมองบิลลี่และชูโน่จากนั้นก็โค้งค่านับและพูดว่า “ข้ามูซันยินดีที่ได้พบกับท่านทั้งสอง”
บิลลี่และชูโน่มองไปที่มูซันพวกเขาไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนเลย พวกเขาตกใจมากเขาไม่ได้คิดว่ามูซันจะเป็นคนฉลาด การที่มูซันพูดภาษาคนได้นี่มันก็เป็นอะไรที่เกินความคิดของพวกเขาไปแล้ว
ในคัมภีร์ของคนแคระมีเรื่องราวเกี่ยวกับพลังของเทพอีกมากมาย แต่ก็ไม่ได้มีส่วนไหนบอกไว้เลยว่ามันสามารถพูดคุยกับพวกเขาได้ มันเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจมากๆ มันก็เลยทําให้การปรากฏตัวของมูซันทําให้พวกเขาได้รู้อะไรใหม่และตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นมาก
หลังจากนั้นไม่นานบิลลี่ก็หายตกใจ แต่เขาก็ไม่ได้ละสายตาจากมูซันเลยแม้แต่น้อย ปากของบิลลี่เปิดและปิดเหมือนกับว่าเขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไร
ในขณะเดียวกันชูโน่ก็ตกใจที่มูซันปรากฏออกมา เขาไม่คิดว่าแส้จะพูดกับพวกเขาได้จริงๆ เขาไม่คิดเลยว่ามันจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริง
เจ่าไห่มองไปที่บิลลี่ด้วยรอยยิ้ม “บิลลี่ทําไมท่านถึงไม่พูดอะไรเลยมีอะไรหรือเปล่า?” ตอนนี้มีเสียงเคาะดังมาจากข้างนอก เจ่าไห่เรียกมูซันกลับเข้าไปในแส้ทันที ขณะที่บิลลี่และชูโน่ร้องออกมา จากนั้นบิลลี่ก็พูด “เข้ามาได้
จากนั้นคนแคระก็เข้ามาและนําอาหารและจานมาให้กับเจ่าไห่และคนอื่นๆ ก่อนที่พวกเขาจะค่านับและเดินออกไป
หลังจากที่คนแคระออกไปแล้ว บิลลี่ก็คุมสติตัวเองได้แล้ว เมื่อทั้งสามคนนั่งลงบิลลี่ก็ดื่มไวน์ทันที ก่อนที่เขาะหันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “พลังของเทพมีอยู่แล้วตั้งแต่ที่เจ้าได้แส้มาใช่ไหม?” เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “มันเป็นอย่างที่ท่านว่าเลย แต่ตอนที่ได้มาแส้นี้ก็ไม่ได้มีความสามารถขนาดนี้แต่ข้าเองเป็นคนที่ฝึกจนมันมีความสามารถมาก และก็ฉลาดมากด้วย” เมื่อบิลลี่ได้ยินสิ่งที่เจ่าไห่พูดมือของเขาก็อ่อนแรงลง แก้วที่อยู่ในมือของเขาตกลงบนพื้น เขามองไปที่ตาของเจ่าไห่ด้วยความไม่เชื่อ และพูดว่า “เจ้ากําลังจะบอกว่าเจ้ามีวิธีลับที่สามารถปลุก หรือฝึกอาวุธเหล่านี้ได้งั้นหรอ?”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ใช่แล้ว มูซันไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ตอนแรก แต่หลังจากที่ข้าได้ใช้วิธีลับของข้า เขาก็สามารถปรากฏตัวและสามารถเป็นแส้ได้”
บิลลี่ลุกขึ้นจากนั้นเขาก็เดินไปๆมาๆ เขาหันไปพูดกับเจ่าไห่ว่า “ข้าขอความช่วยเหลือจากเจ้าได้ไหม?”
เจ่าไห่มองด้วยความสงสัยและถามขึ้นมาว่า “ท่านต้องการให้ข้าช่วยอะไรงั้นหรอ?”
บิลลี่นั่งลงและมองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “เจ้าได้เห็นค้อนของเผ่าคนแคระแล้ว ข้าอยากรู้ว่าพลังของเทพเจ้าที่อยู่ในค้อนของข้าเป็นแบบไหน ข้าอยากจะรู้ว่าเจ้าทํายังไงแส้ของเจ้าถึงแสดงพลังออกมาได้ขนาดนี้ เจ้าจะทําให้ข้าได้ไหม?”
เจ่าไห่มองบิลลี่ เขาไม่คิดว่าบิลลี่จะขอเข้าในเรื่องนี้ เจ่าไห่คิดอยู่พักหนึ่งก่อนที่จะพูดว่า “ข้าไม่สามารถบอกได้ว่าข้าจะทํามันได้ไหม แต่ข้าจะลองทําดู แต่ถ้าหากว่าข้าทําไม่สําเร็จ ข้าหวังว่าท่านจะไม่โกรธไม่เกียจบ้า”
บิลลี่ดีใจมาก เขาตอบทันทีว่า “ไม่ต้องเป็นห่วงข้าจะไม่โกรธหรือเกียจเจ้า ข้าว่าเจ้าจะต้องหาได้อย่างแน่นอน”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “คืนนี้ท่านต้องเอาค้อนมาที่บ้านของข้า และอย่าให้ใครมารบกวนข้า ถ้าหากว่าข้าทําสําเร็จในวันพรุ่งนี้มันก็เป็นเรื่องที่ดี ถ้าข้าทําไม่ได้ไม่ว่ามันจะใช้เวลามากแค่ไหนข้าก็ไม่สามารถหามันได้
บิลลี่ดีใจมากและพูดว่า “เจ้าไปพักผ่อนได้เลย ข้าจะเตรียมทุกอย่างให้ทันที” จากนั้นเขาก็ไม่ได้พูดอะไรต่อในขณะที่เขาออกไปข้างนอก
เมื่อเห็นบิลลี่ตื่นเต้นชูโน่ก็หันไปหาเจ่าไห่ด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “เจ่าไห่ เจ้าเก่งมากๆ เจ้าช่วยเหลือคนแคระได้เยอะมาก แต่วิญญาณในอาวุธหรือพลังของเทพเจ้ามันคืออะไรงั้นหรอ?” เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “วิญญาณที่อยู่ในอาวุธนั้นเป็นเหมือนจิตที่สถิตอยู่ในอาวุธหรือพลังที่เทพเจ้าได้ให้ไว้ ซึ่งอาวุธแต่ละชิ้นมีพลังที่แตกต่างกัน”
ชูโน่พยักหน้า เจ่าไห่บอกในสิ่งที่เขารู้ แต่เขาเองก็ยังไม่มั่นใจว่าพลังหรือวิญญาณสถิต มันมีความน่ากลัวมากแค่ไหน ทั้งสองพักและเริ่มดื่มพร้อมกับคุยกันไปด้วย ในขณะเดียวกันบิลลี่ก็ยุ่งมาก เขารีบจัดเตรียมอาวุธของเผ่าคนแคระ ถ้าหากว่าเจ่าไห่ทําสําเร็จ เผ่าคนแคระจะได้รับความสามารถอีกมากมายจากค้อนของเผ่า
คนแคระหลายคนเห็นด้วยกับแผนของบิลลี่ พวกเขาเชื่อว่าบิลลี่ไม่ได้โกหกพวกเขาในเรื่องนี้ เมื่อทุกคนเห็นด้วยกับบิลลี่พวกเขาก็ไปที่วิหารทันที พวกเขาเตรียมส่งมอบอาวุธให้กับเจ่าไห่แล้ว
เจ่าไห่ไม่ได้รู้เรื่องเหล่านี้เลย หลังจากที่ทานอาหารกับชูโน่แล้วเขาก็หลับไปที่ห้องทันที ในตอนนี้ลอร่าและคนอื่นๆ ก็กลับมาแล้ว เมื่อพวกเธอเห็นเจ่าไห่หพวกเธอก็ถามจ่าไห่ทันที “พี่ไห่ เกิดอะไรขึ้นงั้นหรอ? ผู้เฒ่าของเผ่าคนแคระเรียกพี่ไห่ไปทําอะไร? ทําไมพี่ถึงดูเป็นกังวลมากเลย”
เจ่าไห่พยักหน้าด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับค้อนในวิหารของพวกเขา ค้อนของพวกเขาเป็นเหมือนแส้ของข้า ที่มีพลังของมูซันอยู่ แต่ตอนนี้พลังในค้อนของพวกเขาอ่อนแอมาก พวกเขาต้องการให้ข้าเพิ่มพลังให้กับค้อนของพวกเขา”
ลอร่าพยักหน้าและพูดว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้น แล้วพี่ไร่มั่นใจเรื่องนี้งั้นเหรอ?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าไม่รู้เลยว่าผลมันจะออกมาเป็นยังไง แต่ข้าคิดว่ามิติจะสามารถเพิ่มพลังของค้อนได้แน่นอน เมื่อพวกเราต้องการติดต่อกับเอลฟ์พวกเขาจะสามารถช่วยเหลือพวกเราได้”
เมแกนยิ้มและพูดว่า “ดีจริงๆ ฉันอยากไปเจอกับพวกเอลฟ์แล้ว ฉันเคยได้ยินมาว่าพวกเขาทุกคนมีความน่ารัก ฉันอยากจะเห็นพวกเขาแล้ว ฉันอยากรู้ว่าพวกเขาเป็นยังไง”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ตอนนี้พวกเราไปพักกันก่อนเถอะ ข้าคิดว่าคนแคระกําลังเตรียมพร้อมอยู่ ในตอนนี้ ข้าบอกพวกเขาว่าวันนี้ห้ามมารบกวน ข้าไม่อยากให้พวกเขาคิดว่าข้าทํามันได้ง่ายๆ ลิซซี่ขมวดคิ้ว และพูดว่า “แต่..พี่ไห่แล้วชูโน่รู้เรื่องนี้ไหม?”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “เขารู้ แต่ไม่เป็นไรหรอก ด้วยความสัมพันธ์ของเขากับคนแคระ พี่ไม่คิดว่าเขาจะบอกใคร ถ้าเขาเปิดเผยเรื่องของมูซันและพลังของอาวุธของคนแคระ เขาก็จะเป็นศัตรูกับเหล่าคนแคระ เขาคงไม่คิดที่จะทําเรื่องแบบนี้แน่นอน แต่ถึงแม้ว่าคนอื่นๆจะรู้เรื่อง พวกเขาก็ไม่สามารถทําอะไรได้อยู่ดีเพราะความแข็งแกร่งของตระกูลบูดาของเรา”
ลอร่าพยักหน้าและพูดว่า “พี่ไห่พูดถูก การช่วยเหลือคนแคระและผูกมิตรกับพวกเขานั้นเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ฉันขอสนับสนุนพี่ไห่”
ลิซซี่ก็พยักหน้าเช่นกัน เธอรู้ดีว่าแม้ว่าคนอาจจะรู้แต่ก็ไม่สามารถทําอะไรตระกูลบูดาได้
จบแล้วนะครับ ขอบคุณที่สนับสนุนนะครับผม ช่วงนี้ก็ดูแลสุขภาพกันด้วยนะครับ