Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 570 - ค่าหานาย
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 570 - ค่าหานาย
ตอนที่ 570 – ค่าหานาย
เจ่าไหไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเหล่าคนแคระเคยทําการค้ากับชนเผ่าในทุ่งหญ้ามาในอดีต เจ่าไห่ยิ้มออกมาและพูดว่า “มันก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย ข้าเองแค่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับชนเผ่าก็เท่านั้น แต่เมื่อไม่นานมากนักเมื่อข้าไปที่นั่นราชาแห่งชนเผ่าได้เชิญให้ข้าเข้าไปกินอาหารกับ
พวกเขาเพราะพวกเขาคิดถึงข้ามาก และเมื่อกําลังกินอาหารกันอยู่นั่นข้าก็ได้บอกพวกเขาด้วย เช่นกันว่าข้าจะมาที่นี่ พวกเขาก็เลยขอให้ข้าเอาเตารีดไปด้วยเมื่อกลับไปที่นั่นอีก ซึ่งข้าเองก็จะต้องเอามันกลับไปฝากพวกเขาให้ได
ถึงแม้ว่าเจ่าไห่จะพูดเหมือนไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น แต่ชูโน่และบิลลี่ก็ไม่ได้ใช้น้ําเสียงที่เหมือนกับเจ่าไห่เลย พวกเขาทั้งสองรู้ถึงความสัมพันธ์ของคนทั่วไปและชนเผ่าเป็นอย่างดี พวกเขารู้ว่ามีคนจํานวนมากที่สามารถเข้าออกทุ่งหญ้าได้เพื่อทําการค้าหรือธุรกิจของพวกเขา แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ใครจะสามารถเข้าไปกินอาหารกับราชาแห่งชนเผ่าได้
ที่สําคัญเลย ดูเหมือนว่าจากคําพูดที่เจ่าไห่ได้พูดออกมานั้นมันเหมือนจะเป็นความจริง ถึงแม้ว่าคนในแผ่นดินใหญ่กับชนเผ่าพึ่งมีสงครามต่อกันแต่เจ่าไห่ก็ถูกเชิญเพื่อไปกินอาหารกับราชาแห่งชนเผ่า แต่มันก็เป็นอะไรที่เพียงพอแล้วที่ทําไม่เจ่าไห่ถึงสามารถอยู่ในทุ่งหญ้าได้โดยไม่เกิดอะไรขึ้น
ชูโน่มองไปที่เจ่าไห่ “เจ่าไห่ เจ้าได้ไปกินอาหารกับราชาแห่งชนเผ่าจริงๆ งั้นหรอ?” เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าเองไม่อาจจะโกหกเรื่องนี้ได้ อีกไม่นานคนจากแผ่นดินใหญ่ก็จะสามารถเข้ามาทําการค้าหรือธุรกิจที่ทุ่งหญ้าได้ ซึ่งมันก็แน่นอนว่าพวกเขาก็จะรู้เรื่องนี้ เหตุผลที่ข้าสามารถทําการค้าไวน์นมกับชนเผ่าทั้งหมดได้ก็เป็นเพราะราชาแห่งชนเผ่าช่วยเหลือข้า ราชาได้ส่งข่าวไปทั่วทุ่งหญ้าเพื่อให้พวกเขาเชื่อในตัวของข้า”
ชูโน่และบิลลี่ตกใจกับสิ่งที่เจ่าไห่พูดมาก พวกเขาถามขึ้นทันที “ราชาแห่งชนเผ่างั้นหรอ?” เจ่าไห่พยักหน้า “ใช่ข้าเองไม่คิดว่ามันจะเป็นเพราะเหตุผลอื่นเลย เพราะข้าเองได้ขอความช่วยเหลือจากราชาแห่งชนเผ่า ซึ่งเขาก็ไม่ได้พูดอะไรและทํามันเลย”
ชูโน่และบิลลี่มองไปที่เจ่าไห่พักหนึ่ง ก่อนที่บิลลี่จะพูดว่า “เด็กน้อย เจ้ารู้ตัวใช่ไหมว่ากําลังพูดถึงอะไร?”
เจ่าไหมอง “ขาคิดว่าข้าเข้าใจดี หรือขาอาจจะไม่เข้าใจเลยก็ได้
ชูโน่ยิ้มและพูดว่า “ข้าคิดว่าเจ้าเองก็อาจจะไม่ได้รู้เรื่องบางอย่างไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาจะต้องช่วยเหลือเจ้า ซึ่งจดหมายที่เจ้าพูดถึงมันก็ไม่ได้ถูกส่งออกไปด้วยความบังเอิญแน่นอน ไม่งั้นชนเผ่าในทุ่งหญ้าคงไม่ทําตามจดหมายที่ได้รับ
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าเองก็คิดว่ามันอาจจะเป็นเพราะไวน์นมของข้า มันเป็นอะไรที่พวกเขาต้องการ และข้าเองก็ต้องการเผ่าไลเกอร์เพื่อรวบรวมไวน์นมจํานวนมาก ไม่งั้นการผลิตที่ข้าจะต้องหามันจะล่าช้าไปมาก”
ชูโน่ขมวดคิ้วและพูดว่า “ข้าไม่เข้าใจเลยว่าทําไมพวกเขาถึงเชื่อเจ้าง่ายจัง? ชนเผ่าเหล่านั้น หนีออกจากคนจากแผ่นดินใหญ่มาโดยตลอด ข้าไม่เข้าใจทําไมพวกเขาถึงยอมที่จะเชื่อใจเจ้า?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “นอกจากข้าจะเป็นพ่อค้าแล้วข้าเองก็ยังได้เป็นเจ้าชายของเผ่าเฮคัสอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นข้าก็ยังมีธงที่เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรจากสองเผ่าใหญ่อีกด้วย จึงไม่เป็นเรื่องยากที่พวกเขาจะเชื่อในตัวข้า”
ชูโน่ไม่เข้าใจเรื่องนี้เลย เขาสับสนมากพร้อมกับถามว่า “ธงแห่งมิตรภาพงั้นหรอ มันคืออะไรงั้นหรอ?”
ถึงแม้ว่าชูโนจะดูตกใจกับเรื่องที่เจ่าไห่ได้เล่าแล้ว แต่คนที่ตกใจมากกว่าคือบิลลี่ เขาถามเจ่าไห่ทันทีว่า “เจ่าไห่เจ้าได้รับธงแห่งมิตรภาพจากชนเผ่าเหล่านั้นจริงๆ หรอ? มันเป็นไปได้ยังไง” ชูโน่งงมาขึ้นเรื่อยๆ “มันเกิดอะไรขึ้น แล้วธงมิตรภาพมันคืออะไร?”
บิลลี่ยิ้มและพูดว่า “ธงมิตรภาพของชนเผ่านั้นแบ่งออกเป็นหลายแบบ คนที่ทําการค้าหรือ ธุรกิจกับชนเผ่าพวกเขาจะได้รับธงที่เป็นสัญลักษณ์ของเผ่านั้น อย่างไรก็ตามธงนั้นก็ไม่ได้มีค่าอะไร ธงแห่งมิตรภาพมันแตกจากธงสงครามที่เป็นตราของเผ่า ธงแห่งมิตรภาพมันจะหมายถึงการเป็นเพื่อนหรือเป็นมิตรที่ดีต่อกัน มันแสดงให้เห็นถึงความเสียสละไม่ว่าใครจะพบเจอเรื่องไม่ดี อีกคนต้องมาช่วยเหลือ ตอนนี้เจ้ารู้หรือยังว่าธงนั่นมันมีความสําคัญยังไง?
แห่งเผ่าเฮคัสมันเกี่ยวอะไรกับเจ่าไห่กันหล่ะ?”
นอกจากนี้แล้วเจ้าชาย
เจ่าไห่ยิ้ม “ข้าได้เข้าไปช่วยเผ่าเฮคัสในช่วงที่พวกเขากําลังพบกับเรื่องที่ลําบากมากๆ
นอกจากนี้ผู้นําของเผ่าเฮคัสคนล่าสุดยังเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับข้าด้วย ข้าก็เลยได้เป็นเจ้าชายจากแตกแดนที่พวกเขาให้ความเคารพ”
บิลลี่ยิ้มออกมา “เด็กน้อย เจ้าเป็นคนที่โชคดีมากจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่ราชาแห่งชนเผ่าจะต้องการพบกับเจ้า และก็ยังได๋ใช้จดหมายเพื่อส่งเสริมธุรกิจของเจ้าอีก ถ้าหากว่าพวกเขาไม่สนใจไวน์นมของเจ้าทุกอย่างที่เจ้าวางไว้มันก็จะไม่เป็นไปตามที่เจ้าคิด และมันก็จะไม่ผ่านมาด้วยดีเช่นนี้”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าเองเป็นคนที่ตรงไปตรงมาเสมอในเรื่องของการซื้อขายกับชนเผ่าราคาที่ข้าได้ขายให้กับพวกเขามันถูกกว่าพ่อค้าคนอื่นๆมาก ซึ่งมันก็น่าจะบอกได้แล้วว่าทําไมความสัมพันธ์ของข้ากับชนเผ่าในทุ่งหญ้าถึงดีนัก”
บิลลี่พยักหน้า “ตอนนี้ข้าเชื่อเจ้าแล้ว เจ้าเป็นคนที่ดีจริงๆ ข้าหวังว่าการทําธุรกิจของเจ้าและพวกเราคนแคระจะเหมือนกับที่เจ้าได้ทําเอาไว้ในทุ่งหญ้า”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “โปรดวางใจได้เลย ข้าจะทําให้มันเป็ฯเช่นนั้นอย่างแน่นอน”
บิลลี่ยิ้มและพูดว่า “ข้าก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น จริงสิเจ้าเอาไวน์นมมาเยอะแค่ไหน? ข้าต้องการ มันเป็นจํานวนมาก
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้ามีมากพอเท่าที่ท่านต้องการเลย ข้ากลับว่าความต้องการของท่านมันจะไม่เท่ากับของที่ข้ามี”
บิลลี่หัวเราะ “เด็กน้อย เจ้าไม่น่าคิดเช่นนั้นเลย เจ้าประเมินการดื่มของพวกเราน้อยเกินไป ถ้าให้บอกจ่านวนข้าก็บอกได้เลยว่าต้องการหนึ่งล้านขวด”
เจ่าไห่ยิ้มออกมาทันที เขาไม่คิดว่าคนแคระจะต้องการไวน์นมมากมายขนาดนี้ ดูเหมือนว่าเขาจะมั่นใจในตัวเองมากเกินไป อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ได้สําคัญอะไรเพราะตอนนี้เจ่าไห่เองก็มีไวน์นมอยู่แล้วหนึ่งแสนขวดในมิติ เจ่าไห่มองไปที่บิลลี่พร้อมกับเสียงหัวเราะ “ข้าไม่คิดว่าท่านจะต้องการมันมากมายขนาดนี้ แต่ข้าเองก็สามารถนํามาส่งที่นี่ได้ในอนาคต ท่านคิดเช่นไรกับเรื่องนี้?”
บิลลี่หัวเราะ “เอาล่ะ หนึ่งแสนขวดก็เพียงพอแล้ว จริงสิเจ้าอาจจะต้องรอสักสองสามวัน ให้ข้าได้ไปเตรียมของที่เจ้าต้องการ เจ้าอยู่ที่นี่ก่อนได้ไหม ข้าเองก็อยากจะพูดคุยกับชูโน่เพื่อนเก่าด้วย พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าไปดูรอบๆ หากว่าเจ้าต้องการอะไรก็โปรดจงบอกเราข้าจะจัดการดูแลให้เป็นอย่างดี”
เจ่าไห่มีความสุขมากก่อนที่เขาจะพูดว่า “ดีจัง ข้าขอขอบคุณท่านมากจริงๆ”
บิลลี่โบกมือและพูดว่า “ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก เจ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะสั่งคนให้เตรียมอาหารไว้ให้และจะให้คนไปเชิญเมื่อถึงเวลากินอาหาร”
จากนั้นเขาก็หันออกไปข้างนอกและพูดว่า “มีคนมาที่นี่!!” เมื่อสิ้นเสียงของเขาก็มีคนแคระเข้ามาจากข้างนอกและโค้งค่านับบิลลี่
บิลลี่พยักหน้าและพูดว่า “พาเจ่าไห่และภรรยาไปที่พักของพวกเขาให้ที และจงเตรียมห้องที่ดีให้พวกเขา พวกเขาเป็นเพื่อนของพวกเขาดูแลเขาให้ดี”
คนแคระทําตามทันที จากนั้นเขาก็พาเจ่าไห่และคนอื่นๆ ออกไป เมื่อเห็นว่าเจ่าไห่และคนอื่นๆออกไปแล้วบิลลี่ก็หันไปหาชูโน่และพูดว่า “เพื่อนเก่าของข้าคนที่เจ้าพามาในครั้งนี้เป็นคนที่ดีมากจริงๆ จักรวรรดิพุทธส่วนมากไม่ชอบพวกเรา ถ้าหากว่าพวกเราสามารถทําการค้ากับเจ่าไห่ได้พวกเราก็จะไม่ต้องกลัวอะไรพวกเขาอีกแล้ว”
ชูโน่ยิ้มและพูดว่า “จริงๆแล้วข้าเองก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะมีสถานะที่ดีแบบนี้ ดูเหมือนว่าการเติบโตของตระกูลบูดาในหนึ่งปีที่ผ่านมามันจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว”
บิลลี่หัวเราะและพูดว่า “ข้าบอกได้เลยว่าครั้งนี้เจ้าเป็นคนที่พาสิ่งดีๆ มาให้พวกเรา จริงสิทําไมเจ้าถึงพาเขามาที่นี่กัน เขามีความสัมพันธ์ที่กับเจ้าไหม? จากที่ข้าได้รู้ว่าตระกูลทาชิของเจ้าและตระกูลบูดาของเจ่าไห่จะไม่ได้มีความสัมพันธ์กันเลยไม่ใช่งั้นหรอ?”
ชูโน่หัวเราะ “ใช่อย่างที่เจ้าพูด ตระกูลทาชิของเราและตระกูลบูดาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรเลยในอดีต เจ้าอาจจะไม่ได้รู้เรื่องนี้มาก่อน ตอนนี้คริสเตนไปทําการค้าที่จักรวรรดิโรเซ่น เธอถูกโจมตีโดยคนของกิลแห่งความสว่างขณะที่เธอกําลังเดินทางกลับมาที่ตระกูลของเรา ถ้าไม่ใช่เพราะเจ่าไห่ช่วยไว้ เรือของคริสเตนก็น่าจะถูกจมไปแล้ว”
บิลลี่มองอยู่พักหนึ่งก่อนที่ดวงตาของเจ้าจะเปลี่ยนไป “กิลแห่งความสว่าง? ทําไมพวกเขาถึงท่าเรื่องเช่นนั้นกัน? ไม่แปลกใจเลยที่ข้าเคยได้ยินมาว่าพวกเขาถูกจักรวรรดิพุทธไล่ออกไปแล้ว เจ้าจะหาอะไรต่อไปไหม?”
ชูโน่พูดด้วยเนื้อเสียงที่เย็นชา “ตระกูลทาชิของเรารักสงบ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ทําอะไรเลย ถ้าหากว่าข้าปล่อยกิลแห่งความสว่างไปตระกูลของข้าก็จะต้องอับอายไปอีกนาน และในอนาคตพวกเราก็ไม่สมควรที่จะเป็นผู้นําของจักรวรรดิได้”
บิลลี่หัวเราะกับสิ่งที่ชูโน่ตอบเขา “ดีมาก ข้ารู้จักเจ้ามานานมากข้าเข้าใจว่าไม่มีใครไม่โกรธหรอก ไม่แปลกใจเลยที่ทําไม่คริสเตนถึงไม่มาที่นี่เลย เจ้าส่งเธอไปที่จักรวรรดิโรเซ่นนี่เอง มันไม่ไกลมากใช่ไหม?”
ชูโน่ยิ้มและพูดว่า “นั่นคือเหตุผลที่ต้องส่งเธอไป โชคดีที่เธอไม่ยอมแพ้ศัตรู ถ้าเธอเป็นอะไรไปข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะต้องทําเช่นไรเหมือนกัน”
บิลลี่พูดทันทีว่า “ตอนนี้กิลแห่งความสว่างค่อนข้างอ่อนแอมาก แต่พวกเขาก็ยังกล้าที่จะเคลื่อนไหวแบบนี้ ข้าคิดว่าต้องให้บนเรียนกับพวกมัน พวกมันเคยมาที่นี่แต่ข้าไม่ชอบก็เลยไล่พวกมันออกไป
ชูโน่พูดทันที “กิลแห่งความสว่างมาที่นี่งั้นหรอ? ทําไมข้าถึงไม่รู้ ไม่มีข่าวเรื่องนี้ในจักรวรรดิเลย”
บิลลี่หัวเราะ “พวกมันได้ลักพาตัวคนแคระไปสองสามคน พวกมันต้องการใช้พวกเขาเพื่อให้มาที่นี่และชวนทุกคนไปตามมัน แต่เมื่อพวกเขาได้เคารพค้อนในวิหารพวกเขาก็ถูกสังหารทันที และหลังจากนั้นก็รู้ว่าพวกเขาเป็นคนของกิลแห่งความสว่าง”
ชูโน่พูดต่อว่า “มีแบบนั้นด้วยงั้นหรอ? ข้าคิดว่าค้อนในวิหารมันเป็นค้อนธรรมดา ค้อนนั่นวิเศษจริงๆ ใช่ไหม?”
บิลลี่มองไปที่ชูโน่และพูดว่า “ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วว่าค้อนนั้นเป็นของที่ได้มาจากพระเจ้า แต่เจ้าก็ไม่เชื่อข้า”
หลังจากที่บิลลี่พูดอย่างนั้น ก็มีเสียงของคนแคระจากข้างนอกพูดว่า “ข้ามีเรื่องจะบอกท่านผู้เฒ่า”
บิลลี่ตอบทันที “เข้ามาได้”
จากนั้นคนแคระก็เข้ามาและมองไปที่ชูโน่ บิลลี่ขมวดคิ้วและพูดว่า “มีอะไรเกิดขึ้นงั้นหรอ?
บอกมาได้เลย ไม่ต้องห่วงชูโน่เขาเป็นเพื่อนของเรา เราไม่จําเป็นต้องปิดบังอะไรเขา
คนแคระพูดทันทีว่า “ขออภัยด้วยครับท่านชูโน่” จากนั้นเขาก็โค้งคํานับชูโน่ จากนั้นเขาก็หันไปหาบิลลี่และพูดว่า “ผู้เฒ่าข้ามีเรื่องจะบอกท่านเกี่ยวกับเจ่าไห่ เมื่อชูโน่และเจ่าไห่ไปที่วิหารค้อนเพื่อเคารพเจ่าไห่ก็พูดขึ้นมาว่าเขารู้สึกได้ถึงแรงกดดันจากค้อน เจ่าไห่ได้บอกว่าค้อนที่อยู่ตรงหน้าเขาเป็นสิ่งที่น่ากลัวกว่านักเวทย์ที่มีพลังระดับเก้า และดูเหมือนว่าพลังจะมากกว่าด้วยซ้ํา” ชูโน่ได้ยินเรื่องนี้จากปากของเจ่าไห่แล้ว เขาก็เลยไม่ได้ตกใจกับเรื่องนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อบิล ลี่ได้ยินเรื่องนี้สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เขาลุกขึ้นยืนและมองไปที่คนแคระและพูดว่า “จริงงั้นหรอ? เจ่าไห่พูดเช่นนั้นจริงๆใช่ไหม?”
คนแคระคนนั้นพนักหน้า “ใช่จริงๆ ถ้าหากว่าท่านผู้เฒ่าไม่เชื่อข้าท่านก็ลองถามท่านชูโน่ได้เลย ท่านชูโน่ก็อยู่ที่นั่นด้วยเช่นกัน”
บิลลี่หัวหน้าไปที่ชูโน่ ชูโน่เองก็ไม่เข้าใจว่าทําไมบิลลี่ถึงดูเครียดมากๆ แต่เขาก็รู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าทันทีและพูดว่า “เจ่าไห่พูดเช่นนั้นจริงๆ แต่ข้าคิดว่าเขาแค่พูดเล่นๆ แต่จากสิ่งที่ข้าได้เห็นท่าทางของเจ่าไห่ ข้าเองก็คิดว่าเขาพูดเรื่องจริง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น บิลลี่ก็นั่งลงบนเก้าอี้ของเขาขณะที่เขายิ้มและพูดว่า “ตํานานมันจะเป็นจริงงั้นหรอ? ข้าไม่คิดว่าวันนี้จะมาถึง”
ชูโน่สับสนมากเขามองไปที่บิลลี่และพูดว่า “เป็นอะไรไป? มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาใช่ไหม?”
บิลลี่บอกให้ทหารของเขาออกไปก่อน จากนั้นเขาก็พูดว่า “มันไม่ใช่เรื่องธรรมดาจริงๆ เจ้าเองก็เคยเห็นค้อนนั่นมาก่อนแล้ว แต่ก็ไม่ได้รู้ถึงพลังของมันเลยใช่ไหม?”
ชูโน่ส่ายหัวและพูดว่า “ข้าไม่ได้รู้สึกถึงอะไรเลย ข้าไม่รู้ด้วยซ้ําว่ามันเป็นของที่ได้มาจาก พระเจ้ามีอะไรผิดไปหรือเปล่าที่เจ่าไห่รู้สึกถึงพลังของค้อนนั่น?”
บิลลี่พยักหน้าและพูดว่า “มีตํานานในเผ่าคนแคระของเราที่เกี่ยวกับสิ่งของที่มาจากพระเจ้า
นอกจากเผ่าคนแคระของเราก็ไม่มีเผ่าไหนรู้ว่าค้อนนั่นมาจากพระเจ้า แต่จริงๆแล้วตํานานเรื่องนี้ของเผ่าเรามันเป็นเหมือนแค่คําทํานายเท่านั้น คําทํานายเคยบอกไว้ว่าเมื่อคนที่ไม่ใช่คนของเผ่า
คนแคระได้เจอกับค้อนนั่นจะทําให้ทั้งทวีปต้องเจอกับหายนะ อย่างไรก็ตามจะมีคนที่เจอค้อนและคนๆนั้นจะเป็นคนที่ช่วยทั้งทวีปได้ เขาคือราชาแห่งราชา”
ชูโน่มองไปที่บิลลี่ เขาไม่อาจจะทําให้ตัวเองเชื่อเรื่องนี้ได้ แต่เมื่อเห็นท่าทางของชูโน่บิลลี่ก็ยิ้มและพูดว่า “นอกจากคนแคระแล้วไม่มีใครรู้ถึงพลังของค้อนเลย ข้าคิดว่าเจ่าไห่อาจจะเป็นคนๆนั้นก็ได้”
ชูโน่ตกใจกับเรื่องที่ได้ยินจากบิลลี่เขาพูดต่อทันที “ของขวัญจากพระเจ้า? ต้นไม้แห่งชีวิตจะตาย? พิชิตหาพื้นที่ต้องห้าม? เจ้ากําลังจะบอกว่าเจ่าไห่เป็นคนจากค่าทํานายงั้นหรอ? แล้วเจ้าได้ติดต่อกับเอลฟ์แล้วรู้ไหมว่าต้นไม้แห่งชีวิตเป็นยังไงบ้าง?”
บิลลี่ส่ายหัวและพูดว่า “ข้าไม่รู้เรื่องนั้นเลย แต่คําทํานายนี้มาพร้อมกับค้อนนั่น เมื่อก้อนนั่นถูกเจอ คนเฒ่าคนแก่ของเราก็เล่าเรื่องนี้ต่อๆกันมาและข้าเองก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้จะถูกแต่งขึ้นมา” เมื่อได้ยินเช่นนั้นชูโน่ก็พูดอะไรไม่ออกเลย เขารู้ดีว่าประวัติของเหล่าคนแคระนั้นยาวนานมากกว่าตระกูลทาชิของเขาเสียอีก แม้ว่าพวกเขาจะเกิดการทะเลาะกันอยู่หลายครั้งแต่ความเป็นน้ําหนึ่งใจเดียวกันของพวกเขาก็ไม่ได้หายไป แน่นอนว่าประวัติของพวกเขาไม่น่าจะถูกเขียนขึ้นมาอย่างผิดๆ
จบบทแล้วน้าคร้าบบบบบ ฝากกดไลค์ กดติดตามเพจเพื่อเป็นกําลังใจด้วยนะครับ หากมีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยนะครับ หากมีอะไรให้แก้ไขสามารถแจ้งเข้ามาได้เลยนะคร้าบบบบ