Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 568 - ค้อน
บทที่ 568 – ค้อน
จากคําขอของเหล่าคนแคระเจ่าไห่และคนอื่นๆ ก็เดินไปขึ้นเรือทันที ตอนนี้มีคนแคระเดินน่า พวกของเจ่าไห่ไปและก็มีคนแคระอีกคนที่ไปที่เรือแล้ว ดูเหมือนว่าคนแคระอีกคนจะเป็นคนขับเรือ
พวกเขาขึ้นเรือกันไปที่ละคน และในขณะที่พวกเขากําลังเดินทางอยู่นั่น เจ่าไห่ก็มองเห็นแสงเวทย์ที่อยู่ภายในน้ําตลอดทั้งทางที่เขากําลังนั่งเรืออยู่
ในแม่น้ํานั่นพวกเขาสามารถมองเห็นได้ทุกทิศทาง และตอนนี้ก็มีเรือสองลํากําลังแล่นอยู่ข้างๆ ของพวกเขา เรือที่พวกเขาเห็นไปเร็วมากๆ ซึ่งคนที่ขับเรืออยู่นั้นก็คือคนแคระนี่เอง ด้วยไฟจากตะเกียงเวทย์เจ่าไห่ก็ไม่สามารถเห็นทุกอย่างได้อย่างชัดเจน แต่เขาก็พอเห็นว่า
เรือเหล่านั้นกําลังบรรทุกแร่เหล็ก และเรือบางล่าก็กําลังบรรทุกอาวุธและชุดเกราะอยู่ด้วย ตอนนี้เจ่าไห่กําลังตื่นเต้นกับเหล่าคนแคระ พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่น่ากลัวมากๆ หากว่าจะต้องเป็นศัตรูด้วย ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเขาจะเข้ามาในถ้ําอีกลูกแล้ว จากสิ่งที่เจ่าไห่คิดตอนนี้เลยก็คือเมื่อพวกเขาออกจากถ้ํานี้พวกเขาจะเจอกับเมืองของคนแคระ
ชูโน่ที่กําลังนั่งอยู่บนเรือเขามองไปรอบๆ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจออกมาและพูดว่า “เมื่อก่อนที่ข้าเคยมาที่นี่มันก็เหมือนจะไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนไปเลยนะ แต่เท่าที่ข้าจะได้ก็คือเมื่อก่อนไม่ได้มีตะเกียงเวทย์มากขนาดนี้ ส่วนมากจะเป็นคบเพลิงซะมากกว่านะ”
คนแคระยิ้มให้กับชูโน่ “ท่านชูโน่คบเพลิงเหล่านี้ไม่ได้ถูกเปลี่ยนมาเป็นสิบปีแล้ว แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาพวกเราไปเจอกับอัญมณีเวทย์ที่อยู่ไม่ไกลจากภูเขา พวกเขาก็คงต้องใช้คบเพลิงไปตลอดอย่างแน่นอน”
ถ้าหากว่าไม่ไปเจออัญมณีเวทย์นี้
ชูโน่พยักหน้าและพูดว่า “มันช่างเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ แต่ทําไมกันหล่ะ พวกเจ้าเจอสิ่งที่ดีมากๆ แต่ทําไม่ถึงไม่น่าสิ่งเหล่านี้ไปขาย?”
คนแคระส่ายหัวและพูดว่า “เราทําเช่นนั้น เพราะว่าอัญมณีเวทย์มันไม่ได้มีมากนัก ที่เรามีมันก็แค่เพียงพอต่อการใช้งานของพวกเราเท่านั้น”
ชูโน่พยักหน้า หลังจากล่องเรือในแม่น้ําในถ้ําไปสักพัก ตอนนี้พวกเขาหยุดอยู่ที่ท่าเรือแห่งหนึ่ง จากนั้นคนแคระก็ลงจากเรือและบอกให้พวกเขาลงจากเรือด้วยเช่นกัน และดูเหมือนว่าพวกเขาจะต้องนั่งรถม้าเวทย์เพื่อไปต่ออีก ซึ่งมันก็รอพวกเขาอยู่แล้ว
หลังจากนั้นไม่นานพวกเขาก็ขึ้นรถม้าเวทย์เพื่อเดินทางต่อ ตอนนี้พวกเขาเดินทางไปตามแนวของเทือกเขาอีกครั้ง จากท่าทางของชูโน่ที่เจ่าไห่เห็นเขารู้สึกได้ว่าสถานที่ที่พวกเขากําลังจะไป นั่นมันเป็นสถานที่ที่วิเศษมากๆ
หลังจากที่พวกเขาออกมาจากถ้ําในภูเขา พวกขเาก็เห็นเหมือนทางเดินหลักของเหล่าคนแคระ เส้นทางนี้กว้างมากๆ ข้างๆทางเต็มไปด้วยหินตลอดทาง และสิ่งที่เจ่าไห่เห็นตรงหน้าของเขาตอนนี้ถ้ําที่สามารถมองทะลุไปอีกฝั่งได้
เมื่อเข้าไปในถ้ําเจ่าไห่ก็รู้ทันทีว่ามันไม่ได้เป็นเหมือนที่เขาคิดเลย ถ้ําที่เขาเข้าไปนั้นมันใหญ่เอามากๆ ยิ่งไปกับนั้นก็ยังมีคนแคระที่เป็นผู้หญิงจํานวนมากกําลังทํางานอยู่ภายในนั้นอีกด้วย
เมื่อมองดูก็จะเห็นว่ามีเครื่องมือสําหรับประกอบชุดเกราะอยู่มากมาย ชุดเกราะเหล่านั้นเหมือนกับชุดเกราะเกร็ดปลาที่ทหารส่วนมากใช้ และก็ยังมีชุดที่รอประกอบเข้าด้วยกันอยู่อีกมาก หลังจากที่ออกจากถ้ํา ก็มีเหมือนสิ่งปลูกสร้างอยู่ไม่ไกลจากพวกเขา มันถูกสร้างขึ้นเหมือนวิหารขนาดใหญ่มาก ซึ่งมันถูกสร้างจากเหล็กทั้งหมด มีความสูงประมาณ 20 เมตรมีเสาหินขนาดใหญ่ 18 ต้นเสานั้นมีความหนามากซึ่งแต่ละต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 เมตร มีพื้นที่ว่างหน้าวิหารเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10,000 เมตร ที่พื้นก็ถูกปูด้วยเหล็กเหมือนกัน เจ่าไห่เห็นว่ามีคนแคระกําาลังทําความสะอาดอยู่ตลอดเวลา
ชูโน่ถอนหายใจและพูดว่า “ที่นี่คือเดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าคนแคระวิหารแห่งช่างฝีมือ เดิมทีที่นี่เป็นเพียงภูเขาลูกเล็กๆ แต่ก็ถูกคนแคระขุดเอาไว้ หากจากภูเขาถูกใช้เป็นพื้นของวิหารแห่งนี้ ทุกๆปีคนแคระทุกคนจะมาที่สถานที่แห่งนี้เพื่อบูชาเทพแห่งช่างฝีมือซึ่งเป็นพิธีที่พวกเขาให้ความเคารพมาก”
ตอนนี้รถม้าของพวกเขาหยุดอยู่ที่หน้าวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ จากนั้นชูโน่ก็หันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “เราออกไปกันเถอะ ที่นี่ห้ามเอารถม้าเข้าไปภายใน ซึ่งเราจะต้องให้ความเคารพต่อเทพเจ้าของพวกเขาด้วย ก่อนที่พวกเราจะได้ไปเจอกับเพื่อนเก่าของข้า”
เจ่าไห่พยักหน้าแล้วก็เดินตามชูโน่ไป ตอนนี้คนแคระที่นําทางพวกเขามาก็อยู่กับพวกเขาเหมือนกัน ตอนนี้พวกเขาเดินเข้าไปยังวิหารอย่างช้าๆ เจ่าไห่มองเห็นคนแคระจํานวนมากที่กําลังทําความสะอาดอยู่ พวกเขาเหล่านั้นดูแก่เอามากๆ สังเกตุได้จากสีผมของพวกเขาขาวไปหมดแล้ว
แม้ว่าคนแคระเหล่านั้นจะมองเห็นพวกเขาของเจ่าไห่ แต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้สนใจเลยสักนิด พวกเขายังทํางานของพวกเขาต่อไปเรื่อยๆ ไม่นานเจ่าไห่และคนอื่นๆ ก็อยู่หน้าห้องโถงใหญ่ของวิหารแล้ว
ยิ่งเข้าใกล้ห้องโถงมากเท่าไหร่มันก็ยิ่งทําให้รู้สึกถึงความยิ่งใหญ่มากขึ้นเท่านั้น เจ่าไห่ไม่รู้ว่า มันเป็นภาพลวงตาหรือเปล่า แต่เจ่าไห่รู้สึกได้ถึงแรงกดดันมากจากในห้องโถง ซึ่งมันทําให้เจ่าไห่รู้สึกอึดอัดมากๆ
จากนั้นเจ่าไห่และคนอื่นๆ ก็เข้าไปในห้องโถงใหญ่ ซึ่งพวกเขาได้รับการต้อนรับ ด้วยการตกแต่งภายในที่สวยงามมาก ซึ่งมันเกิดจากงานแกะสลักและงานศิลปะที่สามารถมองเห็นได้ทุกมุม
อย่างไรก็ตามในห้องโถงใหญ่นี้ก็ไม่ได้มีรูปปั้นที่พิเศษอะไร แต่สิ่งที่ทําให้เจ่าไห่หและคนอื่นๆประหลาดใจก็คือภายในห้องโถงมีเพียงสิ่งเดียวเลยคือค้อน
ซึ่งสิ่งที่พวกเขาเห็นมันเป็นเรื่องจริงๆ มันเป็นค้อนสีแดง ซึ่งมันก็เหมือนกับค้อนที่เหล่าคนแคระใช้ แต่มันก็ไม่ได้มีขนาดเท่าค้อนที่พวกเขาเห็นอยู่ในตอนนี้ ซึ่งก็เห็นได้ชัดว่าค้อนที่คนแคระใช้อยู่มันน่าจะใหญ่กว่าสองเท่า
ค้อนนี้เล็กเกินกว่าที่คนแคระจะใช้ มันเล็กจนสามารถเรียกว่าค้อนจิ๋วได้เลย แต่สิ่งที่ทําให้เจ่าไห่สับสนก็คือค้อนที่อยู่ตรงหน้าเขาสร้างความอึดอัดกับเขาได้ ความอึดอัดนี้มันมากกว่าตอนที่
เขาเจอกับจอมเวทย์ที่มีพลังระดับที่เก้าเสียอีก
เมื่อชูโน่เห็นว่าเจ่าไห่ไม่ได้เคลื่อนไหว ขณะที่เจ่าไห่กําลังมองค้อนอยู่เขาก็มองเจ่าไห่แต่ก็ไม่อาจจะทําอะไรได้ เขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทําไมเจ่าไห่ถึงมองค้อนด้วยสายตาเช่นนั้น ชูโน่เคยมาที่นี่เป็นร้อยๆ ครั้งและเขาก็เห็นค้อนนี้มาตลอด อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้เห็นว่าค้อนนี้มันพิเศษอะไรเลย
คนแคระที่พาพวกเขามาเห็นท่าทางของเจ่าไห่ ซึ่งมันก็ทําให้พวกเขาอ้าปากค้างแล้วตาทั้งสองของพวกเขาก็มีเหมือนแสงสว่างออกมา อย่างไรก็ตามคนแคระไม่ได้พูดอะไรและเดินเข้าไปที่ค้อนพร้อมกับชูโน่และเจ่าไห่
คนแคระคํานับต่อก้อนที่อยู่ตรงหน้าและคนอื่นๆ ก็ทําตามคนแคระทั้งสอง ก่อนที่พวกเขาจะออกจากห้องโถงใหญ่ไป หลังจากออกมาแล้วชูโน่มองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ทําไมเจ้าถึงมองไปที่ค้อนนั้น? เจ้าเห็นอะไรงั้นเหรอ?”
เจ่าไห่ส่ายหัวและพูดว่า “ข้ารู้สึกถึงแรงกดดันจากค้อนอย่างแรง ข้าเคยเจอกับจอมเวทย์ระดับเก้ามาก่อน แต่ข้าก็ยังไม่อาจจะรู้สึกได้ถึงความกดดันมาขนาดนี้ ซึ่งข้าก็พูดได้เลยว่าค้อนอันนั้นจะต้องมีพลังมากว่าจอมเวทย์ระดับเก้าหลายเท่าอย่างแน่นอน”
หลังจากที่เจ่าไห่พูดจบ คนแคระที่อยู่ข้างหน้าก็หันกลับมาและมองหน้าเจ่าไห่ด้วยความตกใจ
คนแคระมองไปที่เจ่าไห่อยู่พักหนึ่งก่อนที่เขาจะหันกลับไปและเดินไปต่อ เจ่าไห่และชูโน่มองหน้ากันด้วยความสงสัย ก่อนที่พวกเขาจะเดินตามคนแคระไป
หลังจากที่พวกเขาเดินผ่านห้องโถงใหญ่ไปแล้วนั้น พวกเขาก็ได้เจอกับห้องขนาดใหญ่อีกห้อง เมื่อพวกเขาเข้ามาเจ่าไห่ก็รู้สึกประหลาดใจกับจํานวนคนที่อยู่ข้างในมาก คนเหล่านี้ไม่ได้มา
ทํางานหรือการค้าเกี่ยวกับเหล็ก จากสิ่งที่เห็นดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นสถานที่พักอาศัยของคนแคระ ชูโน่มองไปที่เจ่าไห่ด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องตกใจที่นี่เป็นที่ที่คนแคระอาศัยอยู่ มันเหมือนกับหมู่บ้านที่อยู่หลังบ้านอีกทีนึง”
เจ่าไห่พยักหน้า แต่เขาก็ยังตกใจเมื่อเห็นคนแคระจํานวนมากที่นี่ คนแคระที่อายุเยอะคนแคระที่อยู่ในวัยกลางคน คนแคระเด็กคนแคระเหล่านี้ไม่ได้มีความแตกต่างกันเลย คนแคระเด็กก็เหมือนกับเด็กที่เล่นไปทั่ว ซึ่งคนแคระในวัยอื่นก็ทําเหมือนกับคนทั่วไปเลย
เหมือนกับที่ชูโน่เคยพูดไว้ว่าที่นี่นั้นไม่ได้ต่างจากที่อื่นๆ ในเมืองมนุษย์เลย เพียงแค่พวกเขาไม่ใช่มนุษย์เท่านั้น
จากนั้นคนแคระก็พาเจ่าไห่และคนอื่นๆ เข้าไปในหมู่บ้าน แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เข้าไปพวกเขาถูกสั่งให้หยุดโดยทหารที่ทางเข้า คนแคระที่พาพวกเขามาพูดว่า “โปรดแจ้งผู้เฒ่าว่า ท่านชูโน่แห่งตระกูลทาชิมาหา
หลังจากที่พูดจบ จู่ๆ ก็มีเสียงออกมา “อะไรนะ? ชูโน่คนนั้นมาที่นี่หรือ? ให้เขาเข้าไปด่วนเลย” หลังจากนั้นก็มีคนแคระมาอยู่ตรงหน้าของพวกเขา คนแคระนี้อายุยังน้อยมาก เขามีเคราอยู่ที่หน้า คนแคระมีความสูงประมาณ 1.5 เมตร และเนื่องจากเขาเป็นคนแคระงานสร้างของพวกเขาจึงมีความแข็งแกร่งมากๆ เขามีมือที่ดูเหมือนกิ่งไม้ที่พร้อมจะสร้างทุกอย่าง
เมื่อคนแคระคนนี้เห็นชูโน่เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ขณะที่กอดเพื่อนเก่าของเขา “เจ้าแก่มากขึ้นนะ ข้าคิดว่าเจ้าตายไปแล้ว ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะมาที่นี่ในวันนี้ ฮ่า ๆ ๆ ๆๆ เห็นได้ชัดว่าชูโน่สนทิกับคนแคระคนนี้มากไม่งั้นเขาคงไม่ออกมาต้อนรับเช่นนี้แน่นอน ชูโน่ก็พูดกลับบ้าง “เจ้าก็เช่นกัน เจ้ายังมีชีวิตอยู่งั้นหเหรอ?”
เจ่าไห่อยู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ มองชายแก่สองคนคุยกันอยู่ พวกเขาดูเหมือนเด็กสองคนที่กําลัง ทะเลาะกันอยู่ในขณะที่คุยกัน แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็เถอะเจ่ไห่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความสนิทกันของทั้งสอง
หลังจากพูดคุยกันสักพัก ชูโน่ก็มองไปทางเจ่าไห่และพูดว่า “นี่คือเจ่าไห่แห่งตระกูลบูดา ที่ข้ามากับเขาในครั้งนี้ก็เพื่อขอให้เจ้าทําการค้ากับเขา”
จากนั้นชูโน่ก็หันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “นี่คือผู้เฒ่าของเหล่าคนแคระ บิลลี่”
เจ่าไห่ค่านับและพูดว่า “ข้ายินดีที่ได้พบกับผู้เฒ่าบิลลี่”
บิลลี่จับเจ่าไห่ขึ้น จากนั้นเขาก็มองไปที่ลอร่าและคนอื่นๆ ที่อยู่ข้างหลังก่อนที่เขาจะพยักหน้า และพูดว่า “ขณะที่เจ้ามากับชูโน่เจ้าก็ไม่ต้องทําเช่นนี้แล้ว เด็กมานี่หน่อย พาพวกเขาไปที่พักเสียก่อน”
เจ่าไห่ไม่ได้ปฏิเสธ จากนั้นเขาก็หันไปพยักหน้าให้ลอร่าและคนอื่นๆ จากนั้นพวกเธอก็ค่านับบิลลี่ก่อนที่จะเดินไปพร้อมกับคนแคระที่พาพวกเขามา
จบไปอีกบทแล้วนะครับ ยังไงหากมาตรงไหนไม่ชอบสามารถบอกกันได้นะครับ และก็กดไลค์