Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 567 - หุบเขาคนแคระ
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 567 - หุบเขาคนแคระ
บทที่ 567 – หุบเขาคนแคระ
ในขณะที่เรือของพวกเขากําลังล่องไปตามแม่น้ํา พวกเขามองเห็นเรือลําใหญ่สองล่าแล่นไปพร้อมๆ กับพวกเขา ซึ่งเรือที่พวกเขาเห็นอยู่ตรงหน้ามันมีขนาดที่ใหญ่มาก ดูเหมือนว่าเรือเหล่านั้นจะเป็นเรือขนสินค้าที่สามารถขนสินค้าได้เป็นจํานวนมาก
ตอนนี้พวกเขาไม่ได้อยู่ไกลจากเรือขนสินค้าขนาดใหญ่นั้นมากเท่าไหร่ จากทิศทางการเดินเรือที่กําลังมุ่งหน้าไป ดูเหมือนว่าเรือทั้งสองลํากําลังขนเหล็กเป็นจํานวนมากอยู่บนเรือ
ถ้าหากว่ามีใครพูดถึงเหล็กของคนแคระพวกเขาก็จะนึกถึงอาวุธกันทุกคน แต่แท้จริงแล้วยังมีสิ่งของที่ทําจากเหล็กมากหมายที่มาจากคนแคระ สิ่งของที่ถูกสร้างขึ้นจากเหล็กคนแคระเหล่านั้นก็ท่าเหมือนกัน
ยิ่งไปกว่านั้นคนแคระเหล่านั้นไม่ได้สร้างแค่สิ่งของที่ทําจากเหล็กเท่านั้น แต่พวกเขายังสามารถใช้วัสดุต่างๆ ในการทําด้วย สินค้าที่สร้างขึ้นจากทองและเงินของพวกเขาก็มีชื่อเสียงเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้มากเท่าสิ่งของที่ทําจากเหล็ก
อาวุธที่คนแคระสร้างขึ้นั้นนอาจจะดูธรรมดาและดูเรียบง่าย แต่สินค้าที่พวกเขาทําจากเหล็กมีค่าและงดงามจนไม่มีเหตุผลเลย ราวกับว่ามันเป็นงานศิลปะ แม้แต่พวกแอลฟ์ก็ไม่ได้มีความสามารถในการสร้างสิ่งของจากเหล็กเท่ากับคนแคระ
เหมือนกับสิ่งที่เคยได้ยินมา คนแคระได้นําเอาของดีส่วนใหญ่ออกจากภูเขาออกมา ในขณะเดียวกันพวกเขาก็รู้ด้วยว่าเหล็กในภูเขากําลังจะหมด พวกเขาก็เลยเริ่มรีไซเคิลเหล็กบางส่วนมาใช้ เพราะเล็กสามารถเอากลับมาใช้ได้ใหม่ได้ง่าย ซึ่งคนแคระสามารถนําเอาเหล็กที่ไม่ได้ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ได้
ด้วยเหตุนี้ไม่ว่าเรือจะมุ่งหน้าไปหรือออกจากหุบเขาคนแคระ แต่เรือทุกๆล่าก็จะมีสินค้าที่ทํา
จากเหล็กทุกๆล่า
เจ่าไห่รู้ว่าฝีมือของคนแคระเหล่านั้นไม่ธรรมดาเลย แต่พวกเขาก็ไม่ได้ต้องการให้สินค้า
จํานวนมากกับใคร ตอนนี้พวกเขามีคู่ค้าหรือคนร่วมธุรกิจกับพวกเขาอยู่แล้ว ซึ่งก็แน่นอนว่าฝีมือของพวกเขาดีกว่าชนเผ่าในทุ่งหญ้ามากๆ
ไม่นานนักเรือของพวกเขาก็หยุดที่ท่าเรืออย่างช้าๆ ท่าเรือที่นี่ใหญ่มากๆ ตอนนี้มีเรือจอดอยู่เยอะมากๆ เจ่าไห่ยังสังเกตเห็นว่าเรือที่เทียบท่าอยู่นั้นเป็นเรือในจักรวรรดิพุทธ เขาไม่เห็นเรื่องที่มาจากจักรวรรดิอื่นเลย
แต่สิ่งที่ทําให้เจ่าไห่ทึ่งที่สุดเกี่ยวกับท่าเรือแห่งนี้ก็คือผู้จัดการท่าเรือ พวกเขาเป็นคนที่ตัวเตี้ยมากๆ ส่วนสูงของพวกเขาน่าจะประมาณ 1.5 เมตรเท่านั้น ถึงจะตัวเล็กแต่พวกเขาก็ดูแข็งแกร่งมากๆ พวกเขาสวมชุดเกราะเหล็ก ในขณะที่พวกเขามีค้อนอยู่ที่หลังของพวกเขา
แต่ค้อนนี้ก็ไม่ได้เหมือนกับอาวุธของจีนโบราณ ค้อนนี้เหมือนกับค้อนที่ใช้ตีเหล็ก ซึ่งมันมีขนาดที่ใหญ่มาก น่าจะหนักประมาณ 2-3 กิโล
นอกจากค้อนแล้วที่ดูหนักมากแล้ว คนแคระเหล่านั้นยังสวมชุดเกราะกันทุกคน ซึ่งน้ําหนักมันก็น่าจะประมาณ 100 กิโลกรัม แต่พวกเขาก็ไม่ได้ดูธรรมดาเลย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะตัวเล็กแต่ก็ไม่ได้ทําให้พวกเขาดูอ่อนแอเลย พวกเขาดูแข็งแกร่งเอามากๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่เจ่าไห่ได้เห็นคนแคระ คนเหล่านี้มีสีผมสีน้ําตาลและมีเคราเต็มหน้า พวกเขายังมีแก้มที่แดงเล็กน้อยแต่ก็เห็นได้ชัด ซึ่งมันอาจจะมาจากการดื่มไวน์ของพวกเขา
หลังจากที่พวกเขาจอดเทียบท่า เจ่าไห่ก็เดินลงจากเรือพร้อมกับชูโน ไม่นานนักคนแคระสองคนก็เดินเข้ามาหาพวกเขา คนแคระทั้งสองคํานับเจ่าไห่และชูโนและพูดว่า “ท่านทั้งสองต้องการท่าธุรกิจหรือเปล่า?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าคนนี้คือเจ่าไห่แห่งตระกูลบูดา การที่ข้ามาในครั้งนี้ก็เพื่อทําธุรกิจ และข้าคิดว่านี่เป็นครั้งแรกของข้า ข้าก็เลยพาผู้เฒ่าของตระกูลทาชิมาที่นี่พร้อมกับข้า”
เมื่อคนแคระได้ยินเจ่าไห่ว่าคนที่มาด้วยเป็นผู้เฒ่าของตระกูลทาชิ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป พวกเขามีสีหน้าที่แสดงออกถึงความเคารพทันที พวกเขาคํานับชูโน่และพูดว่า “ข้าต้องขออภัย
ด้วยผู้เฒ่าชูโน่ ขออภัยที่เสียมารยาทโปรดมากับพวกเรา”
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้สนใจกับการแนะนําตัวของเจ่าไห่ เจ่าไห่ทําได้แค่มองด้วยความว่างเปล่าสักพัก ก่อนที่เขาจะยิ้มออกมา
ตอนนี้ตระกูลบูดามีชื่อเสียงมากในทวีป แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นก็เถอะคนแคระเหล่านี้ดูเหมือนจะไม่รู้จักเขาเลย ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้มันอาจจะเป็นได้สองอย่าง หนึ่งคือพวกเขาอาจจะไม่เคยได้ยินเรื่องของเจ่าไห่มาก่อน หรือสองพวกเขาอาจจะไม่ชอบเจ่าไห่
ชูโน่มองไปที่คนแคระและพูดด้วยความใจเย็นว่า “ชายคนนี้คือเจ่าไห่แห่งตระกูลบูดา เขาเป็นมิตรกับขา”
คําพูดธรรมดาๆ แต่ทําให้คนแคระมองไปที่เจ่าไห่ คนแคระทั้งสองมองไปที่เจ่าไห่ด้วยท่าทางที่ไม่เป็นมิตรและพูดว่า “ตระกูลบูดา? ตระกูลบูดาแห่งจักรวรรดิโรเซ่นงั้นเหรอ?” เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ใช่ มีอะไรกันหรือเปล่า?”
คนแคระมองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “เป็นเวลานานแล้วที่คนจากจักรวรรดิโรเซ่นมาที่นี่ พ่อค้าคนสุดท้ายจากจักรวรรดิโรเซ่นขายข้าวไผ่ขึ้นราให้พวกเรา”
เมื่อเจ่าไห่ได้ยินเรื่องที่คนแคระบอก เจ่าไหก็มองอยู่แปปนึงก่อนที่เขาจะยิ้มออกมาและพูดว่า
“จริงเหรอ? แล้วพ่อค้าคนนั้นมาจากตระกูลบูดาของข้าหรือไม่?”
คนแคระทั้งสองไม่คิดว่านี่จะเป็นคําตอบของเจ่าไห่ พวกเขาเข้าใจด้วยว่าเจ่าไห่กําลังจะหมายถึงอะไร คนแคระอดไม่ได้ที่จะหัวเราะและพูดว่า “ข้าชอบท่านแล้ว เจ่าไห่ท่านพูดได้ดีมาก” ชูโน่พยักหน้าด้วยยินดีกับคําตอบของเจ่าไห่ ถ้าเจ่าไห่ปกป้องพ่อค้าของจักรวรรดิโรเซ่น เขาก็จะหมดสิทธิในการทําการค้ากับคนแคระไปเลย ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีมากที่เจ่าไห่สามารถทําให้คนแคระรู้สึกชอบเขาขึ้นมาได้
เจ่าไห่รู้ว่าคนแคระเหล่านี้ไม่ได้เหมือนกับชนเผ่าที่พวกเขาเป็นคนตรงไปตรงมา แต่พวกเขาไม่ได้ฉลาดเท่ากับคนแคระเหล่านี้ แม้ว่าคนแคระจะเป็นคนตรงไปตรงมา แต่พวกเขาก็สามารถท่าการค้ากับคนได้มากขึ้นและรู้วิธีเข้ากับทุกๆ คน ยังไม่พอเท่านั้นพวกเขายังใช้จิตวิทยากับคนเหล่านั้นด้วย
กลุ่มของเจ่าไห่ออกจากท่าเรือไปพร้อมกับคนแคระทั้งสอง จากนั้นคนแคระก็ได้เอารถม้ามารับพวกเขา รถม้าที่อยู่ตรงหน้าของเจ่าไห่มันใหญ่มาก ซึ่งรถม้าก็ถูกดึงโดยม้าเวทย์ที่เจ่าไห่ไม่เคยเห็นมันมาก่อนเลย ซึ่งล่าตัวของมันดูแข็งแรงมากๆ และหัวของมันก็ไม่ได้เหมือนม้าอย่างเดียวมันเหมือนกับหัวของม้าที่ผสมกับวัว
หลังจากที่รถม้าหยุดลงคนแคระทั้งสองก็เชิญพวกเขาของเจ่าไห่ขึ้นไปบนรถม้าทันที จากนั้นคนแคระก็พูดคุยกับพวกเขาในขณะที่กําลังอยู่ภายในรถม้า ซึ่งพวกเขาทั้งสองก็ดูเคารพชูโน่มากๆ เมื่อเห็นท่าทางที่คนแคระแสดงออกมา เจ่าไห่ก็ทําอะไรไม่ได้นอกจากยิ้มออกมา จากสิ่งที่เจ่าไห่ได้เห็นท่าทางของพวกเขา เจ่าไห่ก็รู้ทันทีว่าคนแคระเหล่านี้ให้ความเคารพกับชูโน่มากๆ
เมื่อชูโน่สังเกตเห็นว่าเจ่าไห่อยากรู้เกี่ยวกับม้าเวทย์ของคนแคระ เขาก็ยิ้มและพูดว่า “ม้าเวทย์ตัวนี้ได้รับชื่อว่าสัตว์เกราะเหล็ก ซึ่งเป็นสัตว์เวทย์ของเผ่าคนแคระ มันเป็นสิ่งที่สําคัญของพวกเขา เนื่องจากมันสามารถช่วยพวกเขาขุดดินและขุดผ่านภูเขาได้เก่งมากๆ ในขณะเดียวกัน ด้วยฝีมือของคนแคระมันก็เลยทําให้พวกเขาหาแร่เหล็กได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตามม้าเวทย์นี้ก็มีลักษณะเฉพาะเช่นกัน และนอกเหนือจากคนแคระเหล่านี้แล้วก็ไม่มีใครสามารถฝึกมันได้ ด้วยเหตุนี้คน
แคระจึงเชื่อมาโดยตลอดว่าสัตว์เวทย์ตัวนี้เป็นของขวัญสําหรับพวกเขา”
เจ่าไห่พยักหน้า เขาไม่คิดว่านี่จะเป็นเรื่องโกหก เพราะที่สุดแล้วยังมีสิ่งแปลกๆ มากมายในทวีปอาร์ค อาจจะมีพระเจ้าหรือเทพจริงๆ ที่กําลังมองพวกเขาจากที่อื่นอยู่
ม้าเวทย์เดินด้วยความแข็งแรงและมั่นคงยิ่งไปกว่านั้น มันไม่ได้เดินช้าเลย พวกเขาใช้เวลาไม่นานก่อนที่เจ่าไห่และคนอื่นๆ จะเห็นภูเขาจากในระยะไกลๆ ภูเขานี้แตกต่างจากดินแดนของตระกูลทาชิมาก มองย้อนกลับไปในดินแดนของตระกูลทาชิ ก็จะเห็นว่าที่นั่นมีต้นไผ่อยู่ในทุกๆที่ แต่ที่นี่เจ่าไห่มองเห็นต้นไม้เพียงต้นเดียวที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน
ต้นไม้ต้นนี้แปลกมากล่าต้นของมันตรงและด่ามาก อย่างไรก็ตามมันก็ไม่ได้ใหญ่มาก ด้านบนของต้นไม้มีกิ่งก้านเต็มไปหมด แต่ละกิ่งก็จะมีใบออกมาในทุกๆ กิ่งแต่ก็ยังมีอีกหลายกิ่งที่มีใบไม้มากกว่าสิบใบ ซึ่งใบแต่ละใบก็มีขนาดที่ใหญ่มากๆ มันมีความยาวประมาณหนึ่งเมตรและบางมาก
ต้นไม้ต้นนี้ทําให้รู้สึกถึงความแข็งแรงมากๆ
ในตอนนี้ชูโน่ก็พูดว่า “ต้นไม้ต้นนี้เรียกว่าต้นหอก กิ่งก้านใบและลําต้นสามารถสามารถเป็นหอกที่มีความแข็งแรงมาก ซึ่งมันก็มีน้ําหนักมากและหนักกว่าหอกทั่วไป อย่างไรก็ตามมันยังแข็ง
แรงมากและมันยังเป็นสินค้าที่พิเศษมากในหุบคนแคระ”
เจ่าไห่พยักหน้า แต่ภายในใจเขารู้สึกตื่นเต้นมาก เจ่าไห่รู้สึกได้ทันทีเลยว่าเขาไม่ได้เสียเวลาเลยที่มาที่นี่ สิ่งที่เจ่าไห่ได้เห็นที่นี่ทําให้เขาตื่นเต้นมาก ถ้าแม้ว่าเจ่าไห่จะรู้ว่าเขาไม่สามารถใช้มันในการอัพเกรดมิติได้ แต่เจ่าไห่เองก็รู้ดีว่าเขาสามารถใช้มันในอนาคตได้
ตอนนี้เจ่าไห่ยังไม่ได้ไปที่ป่าของเอลฟ์ ถ้าหากว่าคนแคระที่มีชื่อเสียงในเรื่องเหล็กมีพืชและ
สัตว์ที่เป็นสิ่งอัศจรรย์เหล่านี้อยู่ แล้วเอลฟ์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องพืชจะมีอะไรน่าสนใจบ้าง ซึ่งมันก็ไม่แปลกเลยที่เจ่าไห่อยากที่จะมาที่นี่
ภูเขาในหุบเขาคนแคระนั้นสูงมาก ซึ่งมันก็ไม่ได้แย่ไปกว่าภูเขาอื่นๆ ในทวีปเลย ภูเขานี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาที่ยาวมากเทียบได้กับภูเขาเอฟเวอร์เรดในโลกจริงๆ
ไม่นานนักรถม้าก็เข้าสู่ภูเขา เมื่อเข้ามาเจ่าไห่ก็อดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง ขนาดของสถานที่นี้ เหมือนกับความใหญ่ของทะเลสาบ แต่ก็ไม่ได้มีน้ําเลย มันกับเป็นเหมือนโรงงานขนาดใหญ่ เมื่อมองไปจะเห็นช่างตีเหล็กและเตาหลอมทุกที่ คนแคระไม่ได้ใส่เสื้อทุกคนทํางานหนัก ใช้ค้อนทุบเหล็กและก่อให้เกินเสียงดังตลอดเวลา ซึ่งเสียงของมันก็ทําให้พวกเขาจะต้องตะโกนคุยกัน แม้พวกเขาจะอยู่ใกล้ๆ กันก็ตาม
ภายในภูเขาจะมองเห็นอาวุธและสินค้าต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ยังมีการสร้างชุดเกราะเต็มชุดทุกชนิดและสามารถเห็นคนแคระหลายคนกําลังส่งสินค้าเมื่อเสร็จแล้วไปยังคนแคระอีกคน
อย่างไรก็ตามไม่มีพ่อค้าที่เป็นคนเข้ามาที่นี่เลย
เจ่าไห่ไม่ชอบเสียงข้างในเลยจริงๆ เขารู้สึกเหมือนหัวของเขากําลังจะระเบิด แต่โชคดีที่รถ ม้าใช้เวลาไม่นานนักก่อนที่รถม้าจะออกจากภูเขาไป และพาพวกเขากลับไปยังสถานที่ที่เงียบอีกครั้ง
เจ่าไห่ถอนหายใจออกมายาวมาก และพูดว่า “นั่นมันเป็นสิ่งที่ข้าไม่ชอบเลย ถ้าข้าอยู่ในนั้นสัก วันสองวันข้าอาจจะต้องเพราะเสียงดังก็ได้ คนแคระเหล่านั้นทนได้ยังไง?”
ชูโน่ยิ้มและพูดว่า “พวกเขาไม่ได้ต้องทนกับเสียงดัง เจ้าไม่เห็นเหรอว่าพวกเขาทุกคนมีที่อุดหู เพราะแบบนี้เองที่ทําให้พวกเขาไม่ได้ยินเสียงดังๆ ข้างในนั้นพวกเขาไม่ต้องพูดอะไรกันเลย พวกเขาจะใช้สัญญาณมือในการสื่อสารกัน”เลย”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “เป็นแบบนี้นี่เอง แต่สิ่งที่ข้ายังเห็นว่ามันแปลกทําไม่มีพ่อค้าที่นี่
ชูโน่ยิ้มและพูดว่า “มีสถานที่หลายแห่งในภูเขาที่ไม่มีใครสามารถเข้าไปได้ถ้าไม่มีเหล่าคนแคระไปด้วย หลังจากที่พวกเขาต้องการจะทําการค้าด้วย พวกคนแคระจะทําการค้าและให้พวกเขากลับไป ไม่งั้นคนแคระเหล่านี้ก็จะไม่ปล่อยพวกเขาไปอีกเลย ซึ่งมันก็จะทําให้คนกลายเป็นบ้าได้”
เจ่าไห่พยักหน้าจากนั้นเขาก็หันหน้าไปมองข้างนอกต่อ พวกเขากําลังออกจากภูเขาแล้ว สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเจ่าไห่คือภูเขาอีกเป็นจํานวนมาก ที่ทอดยาวจนสุดสายตาของเขา บนภูเขาจะมองเห็นต้นหอกที่กําลังเติบโตขึ้นเต็มไปหมด
เจ่าไห่รู้ว่านี่คือภูเขาคนแคระจริงๆ พื้นที่ของภูเขานี้มีขนาดใหญ่มากซึ่งมองๆ ดูแล้วมันไม่ได้เล็กไปกว่าทุ่งหญ้าเลย
ชูโน่มองไปที่ภูเขาที่ทอดยาวแล้วพูดว่า “ทุกคนรู้เกี่ยวกับภูเขาคนแคระ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้เกี่ยวกับดินแดนคนแคระที่แท้จริง มีเพียงคนที่เป็นมิตรกับคนแคระเท่านั้นที่จะได้เห็นดินแดน
ทั้งหมดเช่นนี้ หากไม่ใช่คนที่คนแคระไว้ใจพวกเขาจะได้เข้ามาแค่ข้างนอกเท่านั้น” เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ครั้งนี้ข้าโชคดีมากที่มีคุณปู่ชูโน่อยู่ด้วย ไม่งั้นข้าคงไม่ได้มาเห็นสถานที่แบบนี้”
ชูโน่ยิ้มและพูดว่า “เจ้าไม่จําเป็นต้องพูดถึงขนาดนั้น ถ้าหากว่าข้าไม่เห็นว่าเจ้าเป็นพ่อค้าที่ดี ข้าก็คงไม่พาเจ้ามาที่นี่ ถึงแม้ว่าเจ้าจะเคยช่วยชีวิตหลานของข้า ข้าก็ไม่คิดที่จะพาเจ้ามาที่นี่ถ้าเจ้าไม่ใช่คนดี ข้าทําเหมือนกับคนแคระเป็นมิตรที่ดีและข้าจะไม่ทําให้พวกเขาเสียหายเด็ดขาด” เจ่าไห่พยักหน้า ลอร่าและคนอื่นๆพวกเธอชอบทิวทัศน์ภายนอกมากๆ และพวกเธอดูตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับเด็ก ครั้งนี้ชูโน่พาคนในตระกูลของเขามาไม่มากนัก พวกเขาอยู่รถม้าข้างหลังกับชูและชิวที่เป็นคนของเจ่าไห่
พวกเขาใช้เวลาไม่นานก่อนที่พวกเขาจะเข้าสู่ภูเขาลูกที่สอง ภูเขาลูกนี้ก็ใหญ่มากเช่นกัน มีคนแคระจํานวนมากกําลังทํางานอยู่ข้างใน แต่ที่นี่ก็ไม่ได้มีอาวุธเหมือนกับเขาลูกแรก ที่นี่ส่วนใหญ่จะมีเป็นแร่เหล็ก
รถม้ายังคงเดินต่อไปเรื่อยตามเทือกเขา เจ่าไห่ยังรู้สึกว่าภูเขาแต่ละลูกที่พวกเขาผ่านมาความสูงค่อยๆ ต่ําลงเรื่อยๆ และเส้นทางที่พวกเขาใช้อยู่ค่อนข้างชันมาก
ไม่นานม้าเวทย์ก็หยุดลง จากนั้นชูโน่ก็หันหน้าไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “เราจะต้องนั่งเรือเพื่อไปต่อ”
เมื่อลงจากรถม้าเจ่าไห่มองไปรอบๆ แปปนึงสถานที่แห่งนี้อยู่ข้างภูเขา มีคนแคระจํานวนมาก อยู่ที่นี่กําลังขนถ่ายสินค้าไปยังรถม้าที่จอดอยู่
ด้านข้างของภูเขานี้เป็นท่าเรือที่มีเรือเทียบท่าอยู่ด้านข้าง อย่างไรก็ตามเรือเหล่านี้ก็ไม่ได้ใหญ่มากนัก แต่ก็สามารถจุคนได้เป็นจํานวนมาก
คนแคระที่ควบคุมรถม้าเดินมาข้างๆ ของชูโน่และพูดว่า “ท่านชูโน่โปรดมากับข้าด้วยเถอะ” ชูโน่พยักหน้าจากนั้นเขาก็พาเจ่าไห่และคนอื่นๆ เดินไปที่ท่าเรือ
หลังจากดูเรือที่ท่าเรือแล้ว เจ่าไห่ก็เห็นว่าเรือบางลําเต็มไปด้วยแร่เหล็กในขณะที่บางลําไม่มีอะไรอยู่บนเรือเลย ซึ่งก็แน่นอนว่าเรือที่ไม่มีอะไรเลยคือเรือที่มีไว้เพื่อโดยสาร
สวัสดีครับ นี่ผู้แปลเองนะครับ ถ้ามีตรงไหนไม่ชอบสามารถบอกได้เลยนะครับ ผมจะพยายามเอามาแก้ไขและปรับปรุงการแปลนะครับ หากชอบก็กดไลค์กดแชร์ด้วยนะครับ