จอมเวทอหังการ - ตอนที่ 198
บทที่ 198: คนของใจ
“โม่ฝาน โม่ฝาน…” เสี่ยวหลิงหลิงวิ่งเข้ามาบนเวทีด้วยความกังวลใจอย่างมาก
“เฮ้ๆ ฉันอยู่ตรงนี้” โม่ฝานยังคงนอนอยู่บนเวทีพร้อมกับพยายามจะโบกไม้โบกมือของตนกับเธออย่างอ่อนล้า
โม่ฝานไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงที่จะส่งต่อข้อมูลให้กับหลิงหลิงอีกต่อไปเมื่อการต่อสู้ทั้งหมดจบลง บาดแผลทุกที่บนร่างกายพร้อมใจกันเผยความเจ็บปวดออกมาราวกับไฟร้อนแรงกำลังลุกไหม้อยู่บนแผลพวกนั้นตลอดเวลา มันเจ็บปวดจนเขาไม่สามารถจะหยัดยืนได้ไหวอีกครั้ง
“นาย… เลือดนายออกเยอะเกินไป!” หลิงหลิงเห็นว่าทั้งใบหน้าและร่างกายของโม่ฝานนั้นถูกฉาบไปด้วยบาดแผลและโลหิตมากมายกำลังพลั่งพรูออกมาจากบาดแผล เธอไม่สามารถอดกลั้นน้ำตาได้ไหว ดวงตากลมโตคู่นั้นแดงเรื่ออย่างไม่อาจควบคุมได้
ก่อนที่โม่ฝานจะเข้ามาในโรงยิมแห่งนี้ เขาวิ่งไปมาด้านนอกราวกับเป็นวีรบุรุษ อย่างไรก็ตามใครเล่าจะรู้ว่าเมื่อเขาเข้ามาด้านในแล้วร่างกายของเขาจะยับเยินได้มากถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะแผลที่แก้มทั้งสองข้างของเขา อีกทั้งยังมีแผลที่ตัดผ่านจากหน้าผากลงมาถึงจมูกอย่างโหดเหี้ยม รวมไปถึงแผลบนหน้าอกที่ลากยาวมาตั้งแต่ต้นคอของเขาอีก หลิงหลิงสามารถเดาได้ว่าการต่อสู้นี้อันตรายมากแค่ไหน การที่โม่ฝานจำเป็นจะต้องต่อสู้กับราชินีอสูรตนนั้นอันตรายเกินไป! ถ้าหากว่าบาดแผลเหล่านี้ลึกกว่านี้สักหน่อยแน่นอนว่ามีเพียงงานศพเท่านั้นที่เธอจะทำให้เขาได้!!!
สายตาของโม่ฝานจับจ้องไปที่หลิงหลิงผู้เย่อหยิ่งตลอดเวลา ในเวลานี้เธอกำลังร้องไห้ราวกับเด็กน้อย โม่ฝานอดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มอบอุ่นออกมา
ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยเท่านั้นแหละนะ…
ทีมกู้ภัยรีบส่งนักเวทรักษามาในพื้นที่อย่างรวดเร็ว
“เอ่อ บาดแผลเหล่านี้จะทำให้ใบหน้าของผมเสียโฉมไหม?” โม่ฝานรีบถามออกไปในขณะที่ทีมนักเวทรักษาเข้ามาถึงตัวของเขา
“ไม่หรอก มันจะหายไป ใช้เวลาไม่นานนักหรอก” นักเวทสาวธาตุรักษากล่าวกับโม่ฝานด้วยรอยยิ้มจาง
แน่นอนว่าพลังในการรักษาเช่นนี้โม่ฝานเคยได้ประสบพบเจอมาก่อนแล้ว ทุกสิ่งเหมือนเดิมเป็นไปตามที่เขาคาดไว้ไม่มีผิด บาดแผลลึกเมื่อครู่ค่อยๆฟื้นตัวตื้นขึ้นมา ชั้นผิวหนังและเส้นเลือดของเขาทั้งหมดกำลังเชื่อมต่อกันด้วยความเร็วที่สายตาสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน!
“นายยังไม่ตายจริงๆด้วย ฉันล่ะรู้สึกประทับใจจริงๆ!!!” จ้าวหม่าหยันเดินเข้ามายืนมองโม่ฝานที่กำลังรักษาบาดแผลอยู่
สภาพร่างกายของจ้าวหม่าหยันก็ไม่ได้ดีมากกว่าโม่ฝานนัก ในขณะที่เขาจัดการกับอสูรกายเกล็ดเขียวทั้งยี่สิบตัวบนชั้นสามเพียงคนเดียว จากบากแผลที่เขาได้รับนั้นเรียกได้ว่าเขาก็ได้ผ่านนาทีแห่งความเป็นและตายมาด้วยเช่นกัน
“เหอะๆ รีบไปรับความสำเร็จของนายซะเถอะ แล้วก็อย่าลืมเมล็ดอสนีวิญญาณของฉันด้วยล่ะ” โม่ฝานกล่าวออกมาอย่างแผ่วเบาแต่หนักแน่น
“ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะไม่สุภาพแล้วล่ะนะ” จ้าวหม่าหยันพยักหน้าพร้อมกับมองไปที่สนามกว้างใหญ่แห่งนี้ “เมื่อนายได้รับเมล็ดอสนีวิญญาณแล้ว ฉันคิดว่านายคงจะได้เข้าสู่คณะหลักของสถาบันได้อย่างภาคภูมิล่ะนะ”
“คณะหลักของสถาบันงั้นเหรอ?” โม่ฝานถามออกไปอย่างไม่เข้าใจ
“นายไม่รู้งั้นเหรอ? ความจริงแล้วในตอนนี้พวกเรานั้นอยู่ในลานด้านนอกของสถาบันเมิงจู่เท่านั้นแหละนะ ซึ่งมันเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยนักเวทจำนวนมากที่ได้รับการยอมรับจากสถาบันแห่งนี้ก็จริง แต่ทว่าความแข็งแกร่งของพวกเรานั้นยังน้อยนิดเกินไป ซึ่งทั้งหมดนี้จะมีระยะเวลาเพียงสี่ปีเท่านั้นที่จะได้ยืนอยู่ตรงนี้ ถ้าหากว่าพวกเขาสามารถจัดการกับความแข็งแกร่งของตนเองได้ ทั้งหมดจะได้เข้าสู่คณะหลักของสถาบันยังไงล่ะ ซึ่งในคณะหลักมีนักเรียนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถฝึกฝนความแข็งแกร่งจนไปยืนอยู่ที่จุดนั้นได้ นายลองไปถามนักเรียนที่อยู่ในคณะรองทั้งสามหมื่นคนนั้นเถิดว่าพวกเขาต้องพยายามมากแค่ไหนจึงจะได้เข้าไปอยู่ในคณะหลักของสถาบัน” จ้าวหม่าหยันอธิบายให้โม่ฝานฟังอย่างไม่รีบร้อนที่จะไปรับรางวัลของตนเองแต่อย่างใด
จ้าวหม่าหยันกำลังตกอยู่ในความสับสนว่าโม่ฝานนั้นสามารถช่วยเหลือหญิงสาวที่ติดเชื้อในครั้งนี้ได้อย่างไรกัน แน่นอนว่าโม่ฝานจะต้องใช้พลังกายพลังใจทั้งหมดเพื่อเอาชนะสิ่งเหล่านี้ให้ได้ หลังจากที่เขากลายเป็นวีรบุรุษในครั้งนี้แล้ว หญิงสาวทั้งหมดควรที่จะพุ่งเข้ามาเพื่อขอบคุณเขา แน่นอนว่าผลประโยชน์เหล่านี้ทั้งหมดควรจะเป็นของโม่ฝาน จ้าวหม่าหยันรู้สึกผิดเล็กน้อยที่เขากำลังจะฉกฉวยสิ่งนี้…
อย่างไรก็ตามแม้ว่าเขาจะรู้สึกผิดแต่ทว่าเขาก็ไม่ได้ยกเลิกการแลกเปลี่ยนในครั้งนี้แต่อย่างใด
เขารู้ถึงความตั้งใจของโม่ฝานเป็นอย่างดี แน่นอนว่าเมล็ดอสนีวิญญาณนั้นจะเป็นประโยชน์กับโม่ฝานเสียยิ่งกว่าชื่อเสียงในคราวนี้เป็นไหนๆ
โม่ฝานยินดีที่จะขายสิ่งนี้ให้กับเขาและตระกูลของจ้าวหม่าหยันนั้นมีความสามารถที่จะจ่ายราคาที่โม่ฝานพึงพอใจ เช่นนี้หมายความว่าทั้งสองคนนั้นได้รับผลประโยชน์อย่างไม่มีใครเสียเปรียบ!
หลังจากที่จ้าวหม่าหยันจากไปแล้ว หลิงหลิงมองโม่ฝานด้วยความไม่เข้าใจพร้อมถามออกไปทันที “เป็นที่ชัดเจนว่านายคือคนที่ปลิดวิญญาณของราชินีบ้านั่น ทำไมถึงมอบตำแหน่งนั้นให้กับเขาไปล่ะ? นายได้ทำประโยชน์และเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือคนอื่นตั้งมากมาย นายไม่รู้งั้นเหรอว่าชื่อเสียงมากมายที่ผู้คนโหยหามันจะมากองอยู่ตรงนี้น่ะ บ้าจริง!”
“ไม่ว่าอย่างไรการฝึกฝนให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นเป็นเรื่องทีสำคัญที่สุดสำหรับฉัน เมล็ดอสนีวิญญาณนั้นแพงเกินไป ฉันไม่สามารถจับจ่ายเพื่อซื้อมันมาครอบครองได้ ถ้าหากในตอนนี้ฉันไม่พยายามใช้พลังของตนเองเพื่อหาเงินเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตัวเองล่ะก็… ฉันเกรงว่าอีกสองปีฉันจะไม่มีความสามารถที่จะเข้าสู่การประลองของสมาคมนักล่าน่ะนะ”
“แต่… ทำไมนายต้องให้เขาล่ะ? เพราะว่าเขาเป็นศิษย์ของตระกูลใหญ่งั้นเหรอ?” หลิงหลิงกัดปากตนเองอย่างไม่ชอบใจในการกระทำของโม่ฝาน
เธอนั้นรู้ดีว่าเรื่องราวทั้งหมดนี้โม่ฝานเป็นคนจัดการมันตั้งแต่ต้นจนจบ คนที่ควรจะสำลักความสุขล้นควรจะเป็นโม่ฝานเท่านั้น! แต่ทำไมเรื่องราวทั้งหมดนี้กลายเป็นจ้าวหม่าหยันที่ได้รับความดีความชอบไปทั้งหมด? นั่นเป็นเพราะว่าจ้าวหม่าหยันเป็นศิษย์ของตระกูลใหญ่งั้นเหรอ? เขาเป็นเพียงคนคอยสนับสนุนโม่ฝานในภารกิจเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง!!!
“มันเป็นข้อเสนอที่ฉันยินยอมแล้ว อย่าพยายามขัดแย้งเลย ในตอนนี้ฉันต้องการเมล็ดอสนีวิญาณจริงๆ การที่บอกทุกคนว่าจ้าวหม่าหยันคือคนสังหารราชินีอสูรนั่นก็เพื่อเหตุผลนี้… แค่นั้นก็พอ!” โม่ฝานกล่าวอย่างเขร่งขรึม
“เอาล่ะ!” เห็นได้ชัดว่าหลิงหลิงไม่ได้มีความสุขกับคำพูดและการตัดสินใจของโม่ฝานแม้แต่น้อย แก้มสองข้างของเธอโป่งออกอย่างไม่พอใจ “เมื่อครู่นายบอกว่าการประลองคัดเลือกของสมาคมนักล่างั้นเหรอ… นายมีแผนที่จะเข้าร่วมกับสมาคม?”
“ใช่แล้ว ฉันจะเข้าร่วมสมาคมนี้แน่นอน! นอกจากนั้นฉันยังคิดไว้ว่าฉันจะมุ่งหน้าไปที่นั่นเป็นสถานที่แรก!” โม่ฝานพยักหน้ารับ
“การคัดเลือกของสมาคมนักล่านั้นยากเย็นเกินไปที่จะเป็นสถานที่แรกที่นายหมายปอง เหล่านักเวททั่วประเทศที่มีความสามารถโดดเด่นและความรู้เปี่ยมล้น พวกเขาผ่านศึกมานับไม่ถ้วนก่อนที่จะเลือกเดินบนเส้นทางนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่นายจะผ่านการคัดเลือก!” หลิงหลิงกล่าวกับเขา
“นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจะต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองให้มากกว่านี้ภายในเวลาสองปีสั้นๆนี้ไงล่ะ” โม่ฝานกล่าวออกมาชัดเจน
เรื่องการคัดเลือกเข้าสู่สมาคมนักล่านั้นโม่ฝานได้ยินมาจากหลิงหลิงที่เธอได้พูดคุยกับพี่สาวของเธอเมื่อวันก่อนเท่านั้น เช่นนี้มันทำให้เขารู้สึกสนใจเรื่องราวอย่างมาก
ในคราวแรกหลิงหลิงคิดว่าโม่ฝานต้องการที่จะต่อสู้เพียงสองถึงสามครั้งเท่านั้น ถ้าหากว่าไม่ได้รับเลือกก็ไม่เป็นอะไรมาก แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าเขาจะทุ่มเทให้กับการประลองในคราวนี้อย่างมาก เช่นนี้เขาจึงยอมสละชื่อเสียงและรางวัลทั้งหมดที่จะได้รับเพื่อแลกกับเมล็ดอสนีวิญญาณเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของตน!
การประลองเพื่อคัดเลือกนักล่านั้นจัดขึ้นทุกสี่ปี
รางวัลที่จะเป็นของผู้ชนะในปีนั้นๆเรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่ล้ำค่าและพลิกชะตาชีวิตได้อย่างง่ายดาย!
นักล่าหนุ่มจากทั่วทุกมุมในประเทศล้วนแต่ต้องการเข้ามาประลองในสถานที่แห่งนี้เพื่อคว้าชัยชนะกลับไปทั้งสิ้น
หลิงหลิงรู้สึกมึนงงอย่างมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาคิดว่าการที่โม่ฝานจะเข้าร่วมประลองในศึกหน้าที่จะเกิดขึ้นในอีกสองปีนั้นยังค่อนข้างเร็วไปด้วยซ้ำ!
“เอ่อ… นายจะใช้มันเป็นสถานที่แห่งแรกจริงๆงั้นเหรอ?” หลิงหลิงถามอีกครั้งเพื่อย้ำความมั่นใจ
“ใช่!”
“ถ้าฉันจำไม่ผิดล่ะก็… ของรางวัลในครั้งนี้คือปีกเวทมนตร์ แน่นอนว่าปีกเวทมนตร์เหล่านี้มีราคาสูงมาก อย่างไรก็ตามนายยังไม่จำเป็นที่จะต้องใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ในตอนนี้ไม่ใช่เหรอ? ฉันคิดว่าเกราะเวทมนตร์นั้นน่าจะสำคัญมากกว่าปีกเวทมนตร์เป็นไหนๆ อีกทั้งในตอนนี้อุปกรณ์เวทมนตร์ของนายน้อยนิดเกินไปในเรื่องของการป้องกันน่ะนะ” หลิงหลิงกล่าว
หลิงหลิงเคยพบเจอกับศิษย์จากตระกูลใหญ่มาแล้วมากมาย ตระกูลของพวกเขานั้นมักจะโยนอุปกรณ์เวทมนตร์มาให้อยู่เสมอ โดยส่วนมากแล้วพวกเขาจะใช้งานอุปกรณ์เวทมนตร์มากเสียยิ่งกว่าการร่ายคาถาเสียอีก
ในตอนนี้เธอมองไปที่โม่ฝานตรงหน้า แม้ว่าพลังของเขาจะไม่ด้อยไปกว่าศิษย์ในตระกูลใหญ่ต่างๆ แต่ทว่าอุปกรณ์ที่เขามีนั้นน้อยนิดอย่างมาก เขาทำได้เพียงเรียกหาบูทโลหิตเท่านั้น สำหรับโล่ห์เคียวกระดูกนั้นก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นอุปกรณ์ป้องกันอีกต่อไป ความสามารถของศัตรูในตอนนี้เหนือกว่าพลังป้องกันของมันอย่างมาก ระดับของพวกเขาทั้งหมดต่างกัน!
หลิงหลิงคิดว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับโม่ฝานที่สุดในตอนนี้ควรจะเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ประเภทเกราะ โล่ห์หรืออุปกรณ์เวทสังหาร ในตอนนี้เขาควรจะลืมเรื่องปีกเวทมนตร์ไปซะก่อน มันยังไม่จำเป็น
โม่ฝานฟังหลิงหลิงอย่างตั้งใจและเขาก็รู้ถึงความห่วงใยของเธอเป็นอย่างดี แต่ทว่าเขาก็ไม่ได้โต้แย้งหรือกล่าวอะไรเพิ่มเติม
“ลืมมันไปเถอะ ฉันคงพูดอะไรไม่ได้แล้วล่ะ” หลิงหลิงยอมแพ้ที่จะเปลี่ยนความคิดของโม่ฝาน สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือยอมรับมันเท่านั้น
โม่ฝานจับจ้องไปที่ใบหน้าของเธออย่างฉงน
เด็กหญิงตัวน้อยทำหน้าไม่พอใจเล็กน้อยก่อนจะกล่าวออกมาว่า “ทุกคนมีเหตุผลของตัวเองที่จะแข็งแกร่งให้มากขึ้น”
ใบหน้าของโม่ฝานโง่งมทันที แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มน้อยๆออกมา
—
ใช่แล้ว… ทุกคนนั้นมีเหตุผลที่จะแข็งแกร่งขึ้น หลายคนนั้นมีเหตุผลง่ายๆที่จะนำพาให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น…
เหตุผลของโม่ฝานนั้นง่ายมาก… เขาจำเป็นจะต้องแข็งแกร่ง
ภายในหัวใจของเขามีหญิงสาวที่เปรียบได้กับนางสวรรค์จุติลงมายืนเคียงข้างเขา… แล้วทำไมเขาจะปล่อยให้เธอไม่มีปีกได้ล่ะ?
—
ขณะนี้ร่างกายของโม่ฝานถูกหามขึ้นเปลนอน เขาเหยียดร่างกายยาวเหยียดพร้อมกับมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
หลังคาทั้งหมดได้หายไปแล้วจากปีศาจเกล็ดเขียวที่ทะลุล่วงหล่นลงมา ท้องฟ้าที่งดงามปรากฏสู่สายตาของเขาอย่างง่ายดาย
โม่ฝานอดไม่ได้ที่จะหลับตาลงจากความเหนื่อยล้า แต่อย่างไรก็ตามเขาไม่สามารถหยุดความคิดของตนเองได้เลย… ใบหน้าของเธอคนนั้น… เมื่อได้เห็นปีกเวทมนตร์… ใบหน้านั้นจะต้องเผยความงดงามเสียยิ่งกว่าท้องฟ้าในคืนนี้อย่างแน่นอน!
••••••••••••••••••••