Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 608 ความร่วมมือ
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 608 ความร่วมมือ
บทที่ 608 – ความร่วมมือ
“ตอนนี้เจ่าไห่แห่งตระกูลบูดาได้เป็นเจ้าชายจากต่างแดนแล้ว!”
ประกาศนี้ถูกติดไปทั่วทุกที่ในทุ่งหญ้า ทุกคนรู้เรื่องนี้ทั้งหมด เมื่อเห็นเช่นนี้ทุกคนก็ตกใจกับเรื่องที่พวกเขาเห็นมาก
ชนเผ่าและคนในทวีปอื่น ๆ เพิ่งจะมีสงครามต่อกัน แต่ในตอนนี้ ข่าวของเจ่าไห่กับกระจายไปเร็วมาก ๆ การที่คนจากทวีปอื่นได้เป็นเจ้าชายแห่งจากต่างแดนมันเป็นเรื่องที่น่าตกใจสําหรับพวกเขามาก
เจ่าไห่ที่เงียบหายไป 2 เดือน จู่ ๆ เขาก็มีชื่อที่ถูกกล่าวไปทั่วทั้งทุ่งหญ้า และทวีปอื่น ๆ ทุกคนเริ่มที่จะหาความเป็นมาเป็นไปของตระกูลบูดา ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเจ่าไห่แห่งตระกูลบูดาเคยช่วยเหลือชนเผ่าในทุ่งหญ้าไว้หลายครั้งแล้ว
ในตอนนี้เจ่าไห่กําลังตามหาแรนดอล์ฟในป้อมแห่งความมืดเจ่าไห่บอกแรนดอล์ฟเกี่ยวกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และเรื่องที่เกิดขึ้นในทุ่งน้ําแข็ง เมื่อเทียมกับจักรพรรดิ เจ่าไห่วางใจแรนดอล์ฟมากที่สุด เจ่าไห่เชื่อว่าแรนดอล์ฟ จะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกกับใคร
หลังจากฟังเจ่าไห่พูด ท่าทางที่แสดงออกมาของแรนดอล์ฟก็ทําให้เห็นว่าเขาหนักใจมาก และหลังจากที่เจ่าไห่กลับไป เขาได้ปรับแผนการในอนาคตของตระกูลแคลซีทันที การเปลี่ยนแผนในครั้งนี้ทําให้ใครหลายคนงงมากับเรื่องที่เกิดขึ้น
จากนั้นเจ่าไห่ก็ไปที่ตระกูลครูน ถึงแม้จะไปหา แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้บอกเจสซีเกี่ยวกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และก็เรื่องหอกแห่งชนเผ่าด้วย เขาบอกเจสซีให้ปรับแผนในอนาคตของตระกูลครูบ แม้ว่าเจสซีจะไม่เข้าใจสิ่งที่เจ่าไห่ต้องการ แต่เขาก็เชื่อว่าพันธมิตรของพวกเขาจะไม่ทําร้ายกัน ทําให้พวกเขาเริ่มที่จะปรับแบบแผนทันที
แน่นอนว่าการปรับเปลี่ยนอะไรแบบนี้จะไม่ทําให้คนนอกสังเกตุเห็นได้ เพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ แผนการพวกเขาจะต้องทําให้คนอื่น ๆ เห็นว่านี่มันเป็นเรื่องทั่ว ๆ ไป และท่าเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย
และแม้ว่าเจ่าไห่จะไปยังวังอิมพีเรียลเพื่อไปพบกับจักรพรรดิ แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้บอกอะไรมากนัก เจ่าไห่เห็นว่ามีทหารที่ติดตามอยู่ไม่ได้ออกไปข้างนอก เจ่าไห่ก็เลยไม่ได้บอกอะไรที่กลัวว่าคนอื่นจะรู้กับจักรพรรดิไป
หลังจากจัดการเรื่องของเขาที่จักรวรรดิโรเซ่นแล้ว เจ่าไห่ก็ไปที่จักรวรรดิพุทธ วัวกระทิงที่ถูกส่งไปยังจักรวรรดิพุทธมาถึงแล้ว เจ่าไห่ได้มอบให้กับจักรพรรดิของจักรวรรดิแล้ว สิ่งนี้ทําให้จักรพรรดิพอใจกับเจ่าไห่มาก
ที่เจ่าไห่ส่งวัวกระทิงให้พวกเขา นั่นก็เป็นเพราะว่ามันเป็นสัตว์ที่แข็งแรง สําหรับพวกเขาแล้วนี่น่าจะช่วยพวกเขาในการขนส่งได้ ซึ่งมันเป็นเรื่องที่สําคัญกับพวกเขามาก
เจ่าไห่เดินทางโดยเรือไปยังอีกเมืองของจักรววรดิพุทธ เจ่าไห่ไปที่เมมืองหลวงเพื่อหารือกับจักรพรรดิในเรื่องของม้าที่เจ้าทํามาให้
เมื่อเจ่าไห่กลับมาที่เรือ อวี้ชานก็รอเจ่าไห่อยู่แล้ว อวี้ชานยิ้มและพูดว่า “นายน้อยเจ่าไห่ ข้ากําลังรอท่านอยู่พอดีเลย”
เจ่าไห่โค้งคํานับและพูดว่า “ข้ายินดีที่ได้พบท่านอวี้ชาน หวังว่าท่านจะให้อภัยกับข้าที่ปล่อยให้รอ” อวี้ชาน หัวเราะพูดว่า “เจ้าไม่ต้องเกรงใจข้าเลย ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทกันเถอะ” เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าพร้อมแล้ว” จากนั้นพวกเขาก็ขึ้นรถม้าเพื่อไปยังเมือง และเนื่องจากรถม้าที่พวกเขานั่งเป็นของวังหลวง พวกเขาก็เลยได้รับการดูแลเป็นพิเศษระหว่างเดินทาง หลังจากที่พวกเขามาถึงเมืองแล้ว อวี้ชานก็ต้มชาให้กับเจ่าไห่ และพูดว่า “สัตว์เวทย์ที่เจ้าส่งมาครั้งล่าสุดทําให้พระองค์พอพระทัยมาก ตั้งแต่นั่นมาท่านก็ถามหาแต่เจ้ามาโดยตลอด เมื่อพระองค์รู้ว่าท่านมาที่นี่ก็ให้ข้ามาหาท่านโดยเร็วที่สุด”
เจ่าไห่ตอบทันที “ข้าเกรงใจมาก ๆ เลย ข้าเป็นเพียงพ่อค้า การทําการค้าร่วมกัน คือเรื่องดี อย่างยิ่งของข้า ในเมื่อข้าได้ทําข้อตกลงแล้ว มันก็แน่นอนว่าข้าจะต้องทําตามสัญญาที่ให้ไว้” อวี้ชานหัวเราะและพูดว่า “เจ้าไม่ใช่พ่อค้าธรรมดาทั่ว ๆ ไป พูดตามตรงเลยข้าคนนี้ขอชื่นชมเจ้ามา ๆ ข้าไม่ได้คิดเลยว่าเจ้าจะได้เป็นเจ้าชายจากต่างแดนของทุ่งหญ้า นั่นถือเป็นความสําเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก ในช่วงสหัสวรรษที่ผ่านมา เจ้าเป็นคนแรกเลยที่ได้เป็นเจ้าชายจากต่างแดนของทุ่งหญ้า”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “มันไม่ได้พิเศษอะไรขนาดนั้นเหรอ ข้าช่วยเหลือพวกเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พวกเขาต้องการที่จะขอบคุณข้า ราชาแห่งชนเผ่าก็เลยให้ตําแหน่งนี้กับข้า อันที่จริงข้าไม่ได้มีอานาจอะไรกับพวกเขาเลย”
อวี้ซานยิ้มและพูดว่า “เจ้าก็พูดเช่นนี้มาตลอด ข้าได้ยินมาว่าการเป็นเจ้าชายจากต่างแดนของชนเผ่า มันคงเป็นมากกว่าค่าขอบคุณที่พวกเขาต้องการจะมอบให้กับเจ่าไห่ เจ้าน่าจะช่วยเหลือพวกเขามามากเลยสินะ”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าทําเช่นนั้นจริง ๆ แต่พูดตามตรง พวกเขายังให้ข้าทําสิ่งที่พวกเขาทําไม่ได้ด้วย แต่ข้าเองก็มองว่าข้าเหมาะกับงานนี้มาก”
เมื่ออวี้ซานได้ยินเจ่าไห่พูด เขารู้ตัวเองเลยว่าเจ่าไห่ไม่ต้องการบอกเรื่องนี้กับเขา เขาเลยไม่ถามอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขาทําได้แค่ยิ้มและพูดว่า “ตั้งแต่ที่เจ้าได้เป็นเจ้าชายของชนเผ่า พวกเขาก็น่าจะหาสัตว์เวทย์มาให้เจ้าเป็นจํานวนมากอย่างแน่นอน”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “มันก็ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น อารมณ์ของพวกเขาเปลี่ยนแปลงบ่อย แม้แต่ราชาแห่งชนเผ่า ก็ไม่สามารถสั่งพวกเขาได้ทุกอย่าง ไม่ต้องพูดถึงข้าเลย ทุ่งหญ้ามีสัตว์เวทย์อยู่มากมาย แต่ข้าก็มีเพียงกระทิงเท่านั้นที่สามารถส่งไปได้ และเมื่อไม่นานมานี้ข้าได้ไปพูดคุยที่จะขอทําการค้าน้า ซึ่งมันจะเป็นเรื่องที่ดีมากถ้าได้ทําการค้าด้วยกันจริง ๆ”
นัยน์ตาของอวี้ซานเป็นประกาย ม้าเป็นสิ่งที่สําคัญมากในการเดินทาง พวกเขาต้องการเอาไว้ขี่ ถ้าพวกเขามีม้า กองทัพที่ต้องใช้ม้าก็จะมีความแข็งแกร่งและความเร็วเพิ่มมากขึ้น
ไม่นานนักรถม้าก็มาถึงวังอิมพีเรียลแล้ว จากนั้นเขาก็ถูกพาไปยังห้องเล็ก ๆ ที่องค์จักรพรรดิรออยู่
หลังจากที่ค่านับแล้ว และได้นั่งแล้ว จักรพรรดิก็ยิ้มและพูดว่า “เจ่าไห่ ข้าทําให้เจ้าลําบากใจมาก ข้าซึ่งเป็นตัวแทนของจักรวรรดิพุทธ ขอขอบคุณในความพยายามของเจ้ามาก” เจ่าไห่ตอบกลับทันที “ข้าน้อยคนนี้ไม่อาจจะคิดเช่นนั้น ข้าทําในสิ่งที่ข้าต้องทํา”
จักรพรรดิมองที่เจ่าไห่และพูดว่า “ถ้าแม้ว่าครั้งที่แล้วจะไม่ได้มีสัตว์เวทย์จํานวนมากมาให้ข้า แต่เจ้าก็ยังให้ความหวังแก่ข้าที่ได้ร่วมมือกับเจ้าในอนาคต”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “การร่วมมือในระยะยาวกับองค์จักรพรรดิมันจะเป็นเรื่องที่ดี มันจ่าทําผลกําไรมากมายแก่ข้า และที่ข้ามาในครั้งนี้ก็เพื่อที่จะบอกท่านว่า ข้าสามารถติดต่อกับเผ่าที่มีม้าเป็นจํานวนมาได้แล้ว พวกเขาตกลงกับข้อตกลงของข้า แต่พวกเขาต้องการที่จะแลกม้ากับเหล็ก องค์จักรพรรดิคิดยังไงกับเรื่องนี้?”
เมื่อจักรพรรดิได้ยินเจ่าไห่พูด เขาก็ขมวดคิ้ว เหล็กของจักรวรรดิพุทธมีคุณภาพที่สูงมาก เพราะเครื่องเหล็กเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นโดยเผ่าคนแคระ มันไม่ใช่ปัญหาเลยที่จะขายหรือแลกเปลี่ยนมันออกไป แต่ข้าก็กลัวว่าพวกชนเผ่าจะใช้เหล็กเพื่อเข้าโจมตีคนในทวีปอื่น หากว่าเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นจริง ๆ ทุกอย่างอาจจะไม่ดีนัก
หลังจากคิดเรื่องนี้แล้ว จักรพรรดิก็หันไปหาเจ่าไห่และถามว่า “นายน้อยเจ่าไห่ เจ้าคือเจ้าชายจากต่างแดนของชนเผ่า เจ้าบอกข้าหน่อยได้ไหมว่าพวกเขาตั้งใจจะทําอะไรกับเหล็กเหล่านี้?”
เมื่อเจ่าไห่ได้ยินเช่นนี้ เขาก็ยิ้มและพูดว่า “ข้าเข้าใจที่ท่านเป็นห่วง ฝ่าบาทแม้ว่าข้าจะไม่มีอํานาจมากในทุ่งหญ้า แต่ข้าก็สามารถเข้าถึงเรื่องสําคัญ ๆ ของพวกเขาได้ ท่านเป็นห่วงที่พวกเขาจะไปโจมตีทวีปอื่น ๆ ใช่ไหม? ข้าอยากจะบอกว่าท่านไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนี้เลย ข้าได้ยินมาว่าพวกเขาจะเลิกที่จะทําเช่นนั้นแล้ว”
องค์จักรพรรดิตกใจมาก เมื่อเขารู้ว่าชนเผ่าในทุ่งหญ้าจะไม่ออกไปทําสงครามกับคนในทวีปอื่น ๆ แล้ว แต่หันกับมาสร้างความแข็งแกร่งให้พวกเขาเอง ถ้าหากว่าคําสั่งนี้ถูกประกาศไปคงไม่มีเผ่าไหนกล้าที่จะทําสงคราม ไม่ว่าจะเป็นในทุ่งหญ้าหรือทวีปอื่น ๆ แต่ถ้าหากว่าพวกเขาถูกเริ่มก่อนพวกเขาก็จะไม่รอช้าที่จะโต้กลับ พูดง่าย ๆ ว่าถ้าไม่ไปทําอะไรพวกเขาก่อนพวกเขาก็จะอยู่แบบเฉย ๆ
องค์จักรพรรดิมองไปที่เจ่าไห่ และพูดว่า “เจ้าพูดจริง ๆ ใช่ไหม?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าไม่กล้าหลอกท่านหรอก วางใจข้าได้เลย ข้าค่อนข้างมั่นใจว่าพวกเขาจะไม่ชัดค่าสั่งของราชาชนเผ่า”
จักรพรรดิพยักหน้า เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงก็ถือว่าเป็นข่าวดี เมื่อเขาท่าเช่นนั้น ชนเผ่าที่มีม้าเป็นจํานวนมาก พวกเขาก็จะยอมทําการค้าและแลกเปลี่ยนอย่างแน่นอน”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “มั่นใจได้เลยว่าพวกเขาจะประกาศออกมาในไม่กี่วันนี้ แค่ประกาศออกมาที่เหลือก็ปล่อยเป็นหน้าที่ข้าได้เลย
เหตุผลที่เจ่าไห่พูดเช่นนั้นก็เพราะเขาต้องการที่จะให้จักรพรรดิยอมที่จะตกลงทําการค้าและร่วมมือกับเขา เพื่อที่จะเข้าไปหาคนแคระโดยที่ไม่ต้องเกรงใจ แม้ว่าเจ่าไห่จะเข้าไปหาคนแคระ
เหล่านั้นได้โดยที่จักรพรรดิไม่รู้ได้ก็ตาม แต่เจ่าไห่ก็ไม่ต้องการให้เกิดปัญหาต่อกันระหว่างเผ่าคนแคระและจักรวรรดิพุทธ พวกคนแคระต้องการใช้สมาธิในการสร้างเหล็กและอาวุธที่แข็งแกร่งออกมา เพื่อไว้ต่อสู้กับคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่กําลังจะเกิดขึ้น ซึ่งพวกเขาต้องเร่งทําอาวุธแล้ว เจ่าไห่เชื่อว่าจักรพรรดิจะเห็นด้วยกับการร่วมมือของเจ่าไห่และคนแคระ เหตุผลที่พวกเขายึดเอาเหล็กคนแคระไว้ ก็เป็นเพราะจักรพรรดิไม่อยากให้เหล็กเหล่านี้ถูกเอาไปทําเพื่อก่อสงคราม
เขาจึงไม่ยอมให้ใครน่าเหล็กเหล่านี้ออกไป แต่เจ่าไห่ก็มีความคิดว่าการที่นําเอาเหล็กไปขายให้กับชนเผ่ามันก็น่าจะเป็นเรื่องดีที่พวกเขาจะไม่มาโจมตีจักรวรรดิพุทธอย่างแน่นอน เนื่องจากการที่จะมาที่นี่ต้องใช้เวลานานมาก
ข้าตกลงเกิดขึ้นได้เพราะเจ่าไห่เป็นคนเก่ง และพูดเป็น ครั้งสุดท้ายที่เจ่าไห่ไปหาคนแคระเขาบอกจักรพรรดิว่าเขาจะไม่ขายเหล็กให้จักรวรรดิโรเซ่นแน่นอน แต่เจ่าไห่ก็ท่าจริง ๆ เพราะเขาไม่ได้น่าเอาเหล็กเหล่านี้ไปยังจักรวรรดิโรเซ่น เพราะแบบนี้เองที่ทําให้องค์จักรพรรดิไว้ใจในตัวของเจ่าไห่มาก
จบแล้วนะคร้บ ขอบคุณมาก ๆ นะครับผม