Almighty Coach – โค้ชอหังการ - ตอนที่ 137
ในเมืองชายฝั่งทางตอนเหนือนั้น ตอนเดือนตุลาคมเป็นช่วงที่อากาศค่อนข้างเย็น ช่วงนี้เวลานี้ของเมืองนี้ปรกติแล้วจะไม่ใช่บาร์บีคิวแล้วกินเบียร์ แต่จะเป็นกินอาหารทะเลสดๆ
ไอ้คำว่าอาหารทะเลสดๆของคนพื้นที่เมืองฉิงนั้นหมายถึงอาหารทะเลจากทะเลจับในทะเลจริงๆไม่ใช่เลี้ยงในกระชังปลา คนปรกติส่วนมากจะหาความต่างของมันไม่ได้แต่คนที่เกิดแล้วโตที่นี้ คนที่คุ้นเคยกับทะเลนี้มาตลอดชีวิต พวกเขาเชื่อว่าอาหารทะเลจริงๆสดๆนั้นรสชาติดีกว่า
5เดือนหลังจากหมดช่วงที่ห้ามจับปลา ก็มีคนจำนวนมากเดินทางมาเเถวๆท่าเรือนี้เพื่อมาหาอาหารทะเลที่สดที่สุดในตลาด ทำให้ช่วงที่เป็นช่วงที่ยุ่งที่สุดสำหรับพ่อค้าขายอาหารทะเล มันจะไม่ได้อยู่เเบบนี้นานหรอก ทุกๆปีเมื่อช่วงที่ห้ามจับปลาจบลง จะมีเรือประมงหลายลำออกจับปลาหลังจากนั้นเเค่2-3เดือน ก็เเทบจะไม่มีปลาเหลือให้จับเเล้วถึงเเม้ว่าจะออกทะเลเกือบตลอดก็ตาม ตลอดช่วงเวลาหลาย10ปีมานี้ การจับปลาเยอะเกินไปทำให้หลายๆสายพันธ์สูญพันธ์ไป ถ้าเกิดยังจับกันอย่างนี้ต่อไปคนรุ่นลูกรุ่นหลานคงไม่มีอาหารทะเลเหลือให้กินกันเเล้ว
“รีบๆกินมันตอนที่ยังมีให้กินกันเถอะ! ถ้าไม่กินตอนนี้ เดี๋ยวต่อไปก็ไม่มีให้กินเเล้วนะ”ซูฮงหยีพูด
หลี่ไต้ในขณะเดียวกันไม่ได้สนใจอาหารอร่อยๆมากนัก กลับกัน เขาซัดเบียร์ไปเต็มที่แล้วปลดปล่อยความรู้สึกแย่ๆเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เขาเข้าไปอยู่ตอนนี้รัวๆ
ในตอนที่หลี่ไต้พูดจบ อาหารเกือบทุกจานถูกกวาดเรียบโดยซูฮงหยี แต่ดูเหมือนซูฮงหยียังหิวอยู่ แต่ดูเหมือนว่าอาหารในจานจะไม่ค่อยเหลือแล้ว เขาเลยวางตะเกียบแล้วยับยั้งความหิวของเขา
ซูฮงหยีมองไปที่หลี่ไต้ หลี่ไต้ตอนนี้เมาหน่อยๆแล้ว เขาดูเลวร้ายมาก
“นายก็มีทรัพยากรอยู่นี้ ทำไมนายไม่ใช่มันละ? ฉวงซูฉีอะไรนั้นก็ใช่เส้นสายที่มีชิงเอาโอกาสมา แต่นายก็ทำได้เหมือนกันนี้!”ซูฮงหยีหยิบแก้วแล้วดื่ม รสชาติดีทีเดียว
“ผมหน่ะเป็นแค่คนธรรมดาเอง ผมไม่ได้มีเส้นสายอะไรหรอก!” หลี่ไต้โงหัวขึ้นแล้วมองซูฮงหยีงงๆ
ซูฮงหยีพูด “ฉันรู้ว่าโครงการฝึกกรีฑารุ่นใหม่ มันเป็นโครงการฝึกแบบคล้ายๆกับของว่ายน้ำ สำหรับทีมกรีฑาแล้ว มันไม่ได้เกี่ยวกับคนหรอก เงินตั่งหากละ!”
“ทำไมถึงได้มีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้องได้ละเนี่ย?”หลี่ไต้ตอบด้วยคำถาม
“ไม่ว่าจะเป็นทีมชาติ ทีมเขต หรือแม้กระทั้งทีมเมือง พวกเขาก็ยังต้องการงบประมาณที่จัดสรรให้กับพวกเขาผ่านทางรัฐบาล พวกเขาไม่ค่อยได้ในจำนวนเงินที่พวกเขาต้องการเท่าไรหรอก แต่พวกเขาก็ยังต้องทำเอกสารกับงานประเมินผลบ้าบอมากมายเพื่อให้ได้เงินมาอยู่ดี ทุกๆปีพวกเขาต้องส่งรายละเอียดของทุกๆแดงที่จ่ายไป ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารค่าหมอ ค่าเข้าแข่ง ค่าใช้จ่ายรายวันและอื่นๆของทุกๆคน ทุกๆการใช้จ่ายจะถูกจดบันทึกไว้อย่างละเอียด จากนั้นก็จะถูกรายงานไปเบื้องบน ฝ่ายการเงินก็จะส่งเงินให้เรามาตามที่เราจ่ายไปแต่ปรกติแล้วก็จะได้น้อยกว่าที่ขอไปตลอดแหล่ะ อย่างเช่นถ้าขอไป100000หยวน พวกเขาอาจจะให้กลับมาซัก50000หรือ60000หยวน”
“โครงการฝึกคนรุ่นใหม่ก็เป็นโครงการที่มุ่งเน้นเรื่องเงินเหมือนกันแล้วมันก็ง่ายที่จะหาตังด้วย ด้วยโครงการนี้ ทางทีมกรีฑาจะได้งบประมาณเพิ่มขึ้นเพราะว่าการฝึกโค้ชเป็นขั้นตอนที่ยาวนาน โค้ชที่ยอดเยี่ยมนั้นต้องใช้เวลาฝึกถึง3-5ปี ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมโครงการฝึกโค้ชถึงใช้เวลา-5ปีกว่าจะจบ แล้วมันถึงจัดทุกๆ5ปี แล้วก็จะได้งบมา5ปีในการจัดโครงการนี้ คุ้มไหมละ ยังไงก็คุ้ม”
ซูฮงหยีเล่าอีกมุมมองหนึ่งของโครงการฝึกโค้ชนี้ให้หลี่ไต้ฟัง มันกระจ่างกว่าคำอธิบายจากบิ่นหลูเยอะ หลี่ไต้ถอนหายใจ หลังจากที่รู้ว่าข้อมูลนั้นมันต่างกันมากแค่ไหน
ซูฮงหยีเป็น1ในโค้ชที่ดีที่สุด ยังไงซะเขาก็ต้องรู้เบื้องลึกเบื้องหลังมากกว่าอยู่แล้ว ส่วนบิ่นหลูเป็นแค่โค้ชทีมกรีฑาเยาวชนคงไม่รู้อะไรมาก
ซูฮงหยีพูดต่อ “ทีมกรีฑาชาติมีสิทธิ์โหวตในโครงการฝึกนั้น ถึงแม้ว่าทีมของเราจะเลือกหลานของผอ.ไป แต่ถ้าทีมชาติบอกไปว่า พวกเขาต้องการนาย พวกเขาก็ต้องได้นาย ทีมเขตมีหน้าที่แค่บอกเสนอว่าใคร”ควร”จะได้ตำแหน่งนั้นไป ไม่ใช่คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ
หลี่ไต้ยังคงงงอยู่ ซูฮงหยีหยิบตะเกียบอีกครั้งแล้วยื่นไปที่อาหาร พร้อมพูดว่า “นายได้เคยไปอยู่กับโค้ชติ้งแล้วนี้ ทำไมนายไม่ลองให้เขาช่วยดูละ? โทรหาเขาแล้วก็ให้เขาช่วยเอาชื่อนายไปใส่ในรายชื่อ นายไม่ได้ขออะไรเขาเยอะไปหรอก เอาจริงๆมันเป็นเรื่องกล้วยๆสำหรับเขาเลยละ เส้นสายที่มีกับโค้ชติ้งอะเอามาใช้ซะ เยอะๆเลย!”
“มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอครับ?”หลี่ไต้ถาม สร่างเมาในทันที
“มันก็ง่ายอย่างงั้นอะแหล่ะ นั้นเป็นเหตุผลที่ฉันถามไง ว่าทำไมนายถึงไม่ใช้ทรัพยากรของนายที่มีตั้งแต่แรก”ซูพูดต่อ”อย่าคิดแม้แต่วินาทีเดียวเลยนะว่าโค้ชติ้งจะช่วยนายไม่ได้อะ เขามีอะไรที่มากกว่าแค่ชื่อเสียงเยอะ ถ้านายอยากจะเป็นโค้ชกรีฑาในอนาคต นายต้องผูกมิตรกับโค้ชติ้งเอาไว้”
“มันมีโค้ชอยู่เยอะอะแหล่ะในทีมกรีฑา แต่ในสถานการณ์ที่มันยุ่งยากแบบนี้หัวหน้าโค้ชอย่างฮาวชูเหล็นก็เป็นคนที่รู้ทฤษฏีเยอะ แต่เขาไม่ใช่นักกีฬาที่มีประสบการณ์มาก่อน เพราะว่าการปฏิวัติทางวัฒนธรรมเขาเลยไม่ได้มีโอกาสที่จะฝึกแบบจริงๆจังๆเท่าไร พอตอนที่มหาลัยเปิดให้สอบเข้า เขาผ่านแล้วก็เป็นคนแรกๆในน้อยคนที่จะได้เข้ามหาลัย และในตอนนั้นเอง เขาก็เรียนจบปริญญาโท เขาเขียนเอกสารมากมายเกี่ยวกับงานกรีฑา ซึ่งตอนนี้หลายๆงานก็เป็นถึงเอกสารที่ต้องรู้ในวงการการศึกษาโลก โค้ชอย่างเขาคนที่มีความรู้และปริญญา คงอยู่แบบนั้นไม่ได้ทั้งชีวิตหรอก ไม่ช้าไม่นาน เขาก็ต้องถูกส่งไปเป็นเจ้าหน้าที่กรมการกีฬาประเทศอยู่ดี มันขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
ส่วนคนที่ใหญ่เป็นอันดับต่อมาในทีมชาติก็คือ ผู้ช่วยหัวหน้าโค้ชอย่าง ซูหลี่ เขาเดิมที่เป็นนักวิ่งเร็วแล้วก็ถือครองสถิติ200เมตรชายอยู่ เขาเป็นคนที่เป็นมืออาชีพและมีพรสวรรค์มากๆ แต่เขาก็อายุเกือบๆ60แล้ว ใกล้จะเกษียรแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะมีทางที่จะจ้างต่อหลังจากเกษียรแล้ว แต่เขาก็คงมาแค่คุมการฝึกเฉยๆ คงไม่สามารถมีสิทธิ์โหวตอีกแล้ว
“ฮาวชูเหล็นจะถูกแต่งตั้งเมื่อซูหลี่เกษียณอายุ และสมาชิกในกลุ่มหัวหน้าทีมกรีฑาก็จะเปลี่ยนไป แล้วจะเกิดอะไรขึ้นงั้นเหรอ ทางกรมการกีฬาก็จะส่งผู้นำคนใหม่มา แล้วให้เราเลือกรองหัวหน้ากันเอง หรือไม่ก็ให้เราเลือกหัวหน้ากันเองในกลุ่มนั้นละแล้วเขาจะส่งรองหัวหน้ามา แต่ไม่ว่าจะเป็นยังไง ติ้งจีไหก็จะถูกเลือกแน่ๆ ทุกคนรู้ดีอยู่แล้ว นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไมโค้ชติ้งถึงมีอิทธิพลในทีมกรีฑามากนัก”
หลี่ไต้เข้าใจที่ซูฮงหยีพูดอธิบายทันที
มันมีรหัสลับทางสังคมในการจัดการองกรณ์ในระบบอยู่ เพื่อที่จะไม่ให้เกิดการคอรัปชั่นหรือสถานการณ์เเง่ลบทั้งหลาย หัวหน้าเเละรองหัวหน้าจึงจำเป็นจะต้องมาจากคนละที่กัน ในขณะเดียวกันเพื่อที่จะรักษาสมดุลในกลุ่มเเละป้องการอากาศที่หัวหน้าทีมจะทำอะไรโง่ๆไปเนื่องจากการไม่คุ้นชินกับทีม ปรกติเเล้วจะให้คนในทีม1คนเข้ารับตำเเหน่งซักตำเเหน่ง ส่วนอีกคนก็รับอีกตำเเหน่ง
ง่ายๆว่าถ้าหัวหน้าทีมมาจากทีมอื่น รองหัวหน้าก็จะมาจากทีมดั่งเดิมนั้นละ ถ้าทั้งคู่มาจากต่างที่กันทั้งคู่ ก็จะเกิดอาการเอ๋อเเดกซึ่งไม่ดีกับงานเลยทั้งในมุมของเบื้องบนเเละในระดับคนกันเอง
ถ้าตามกฎลับๆนั้นกับเรื่องของเส้นสายแล้ว โค้ชติ้งอย่างน้อยก็จะเป็นถึงรองหัวหน้าโค้ช หรือบางทีเขาอาจจะได้เป็นถึงหัวหน้าโค้ชเลยก็ได้ถ้าดวงดี
เพราะงั้นทุกคนในทีมกรีฑาถึงคิดถึงโค้ชติ้งเสมอหรือไม่ก็ประจบเขาบ่อยๆ ถ้าโค้ชติ้งอยากที่จะช่วยหลี่ไต้แล้วละก็ แค่คำพูดของเขาก็ทำให้มีผลเกิดขึ้นได้
พอคิดอย่างนั้นแล้วหลี่ไต้ก็ได้แต่หัวเราะ อารมณ์เสียของเขาหายไปทันที
ตอนแรกฉันว่าตัวเองไม่มีเส้นนะ แต่ดูเหมือนเอาจริงๆแล้วฉันมีวะ เส้นใหญ่ด้วย