ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability) - ตอนที่ 292 ศีลมหาสนิท
- Home
- All Mangas
- ราชันเร้นลับ 2 : วัฏจักรแห่งชะตา (Circle of Inevitability)
- ตอนที่ 292 ศีลมหาสนิท
ตอนที่ 292 ศีลมหาสนิท
เทอร์มีโพลอสเงียบไป มิได้ส่งเสียงใดต่อ
ลูเมี่ยนยังคงฟังบิชอปเทศนาและบอกเล่าภาพรวมของศาสนจักรเดอะฟูล
เด็กหนุ่มได้ทราบว่า ในโลกนี้ยังมีทวีปที่ชื่อ ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’ ซึ่งเป็นแผ่นดินที่ถูกเทพทอดทิ้งและสาปแช่ง
ทวยเทพละทิ้งทวีปผืนดังกล่าวไป แต่มิใช่กับมิสเตอร์ฟูล พระองค์ส่งเทวทูตไถ่ถอน เกอร์มัน·สแปร์โรว์ ไปช่วยนำทางผู้รอดชีวิตในเมืองที่หลงทางแต่ละแห่งออกจาก ‘ดินแดนเทพทอดทิ้ง’ และสร้างบ้านเรือนใหม่บนเกาะกลางทะเล
ดังนั้น สำนักงานใหญ่ของศาสนจักรเดอะฟูลในปัจจุบัน จึงตั้งอยู่ที่ ‘เมืองเงินพิสุทธิ์ใหม่’ ในทะเลโซเนีย
อีกสองวิหารศักดิ์สิทธิ์สำคัญๆ ก็ตั้งอยู่ในละแวกเดียวกัน ได้แก่ในเมืองจันทราใหม่ และในบายัม เมืองหลวงของหมู่เกาะรอสต์
ลูเมี่ยนฟังจบด้วยความตั้งใจ จนเริ่มมองเห็นภาพรวมของศาสนจักรเดอะฟูลแล้ว
หลังจบการเทศนา บิชอปและบาทหลวงบางท่านก็แจกจ่ายศีลมหาสนิท
เป็นของเหลวใสจางไร้สีในแก้ว กับเปลือกผลไม้แผ่นใหญ่ที่มีรอยไหม้ดำหลายจุด
ลูเมี่ยนยกแก้วขึ้นมาก่อน จิบเครื่องดื่มหนึ่งอึก รู้สึกเพียงว่าของเหลวด้านในมีรสชาติหวานเล็กน้อย คล้ายผลิตภัณฑ์นม แต่หอมสดชื่นกว่า
ต่อมา เขาใช้ช้อนไม้ตักอาหารที่วางอยู่บนเปลือกผลไม้ยักษ์
ทันทีที่ใส่อาหารเข้าปาก สีหน้าของลูเมี่ยนก็เผยความประหลาดใจ
เนื้อสัตว์!
หรูหราเกินไปไหม?
แม้แต่ศีลมหาสนิทของศาสนจักรสุริยันเจิดจรัส ก็ยังทำไม่ได้ขนาดนี้ มีเพียงไวน์แดงกับขนมปังไม่ฟู
ลูเมี่ยนกระปรี้กระเปร่า เคี้ยวอาหารในปากอย่างสนอกสนใจ รู้สึกว่ามันอร่อยสดและมีเนื้อสัมผัสของเนื้อสัตว์ ความหวานอ่อนๆ และความเปรี้ยวเล็กน้อยจากผลไม้ แถมยังมีกลิ่นหอมประหลาดๆ แตกต่างจากอาหารทั่วไปในทรีอาร์อย่างสิ้นเชิง
เขากินไปฟังบิชอปเล่าที่มาของศีลมหาสนิทไป
นี่คืออาหารโปรดของเทวทูตไถ่ถอน เกอร์มัน·สแปร์โรว์ สมัยที่ยังเดินดินอยู่ โดยท่านเป็นแตรสังข์แห่งพระองค์ คอยเผยแพร่พระบัญชาศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์
ของเหลวในแก้วมีชื่อว่า ‘เทียน่า’ นำมาจากชื่อผลไม้ยักษ์ซึ่งเป็นผลผลิตพิเศษบนหมู่เกาะรอสต์ คั้นจากเนื้อผลไม้
เปลือกผลเทียน่าที่เสียเนื้อส่วนใหญ่ไปแล้ว จะถูกยัดด้วยเนื้อแกะบดและเนื้อปลาบด สุดท้ายนำไปอบเป็นศีลมหาสนิท ‘เทียทีวา’
แน่นอน ศาสนจักรเดอะฟูลไม่มีทางส่งผลไม้ยักษ์ดังกล่าวจากหมู่เกาะรอสต์มาถึงทรีอาร์เพียงเพื่อแจกจ่ายศีลมหาสนิท เพราะต้องข้ามถึงสามห้วงสมุทร ต่อให้เป็นผลดิบก็จะสุกจนเน่าเปื่อย สิ้นเปลืองเงินทุนและทรัพยากรโดยเปล่าประโยชน์
อาศัยความช่วยเหลือจากนักพฤกษศาสตร์ท่านหนึ่ง ศาสนจักรเดอะฟูลได้เพาะพันธุ์ต้นเทียน่าสายพันธุ์ปรับปรุง ซึ่งสามารถเติบโตและออกผลได้ในภาคใต้ของอินทิส และมีกลิ่นนมเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม
“เป็นอาหารที่มีกลิ่นอายทะเลจริงๆ … หากมิใช่เพราะศาสนจักรเดอะฟูลถูกห้ามเผยแผ่ศาสนาและเทศนา ไม่อย่างนั้นด้วยศีลมหาสนิทระดับนี้ ไม่รู้ว่าจะมีคนเปลี่ยนมานับถือกี่คนต่อกี่คน… แต่แบบนั้นก็ไม่ดี ถ้ามีคนนับถือมิสเตอร์ฟูลมากเกินไป ค่าใช้จ่ายของศีลมหาสนิทจะกลายเป็นตัวเลขมหาศาล…” หลังจากกังวลแทนศาสนจักรเดอะฟูลอยู่สองสามวินาที ลูเมี่ยนผู้ยังไม่ได้รับประทานมื้อเย็นก็รีบกินเทียทีว่าจนเกลี้ยง สุดท้ายดื่มน้ำผลไม้เทียน่าจนหมด
“มิสเตอร์ฟูลจงเจริญ!” ลูเมี่ยนลุกขึ้นคำนับอย่างจริงใจเป็นพิเศษ เดินออกจากวิหารที่สว่างไสวด้วยแสงเทียนกลุ่มแล้วกลุ่มเล่าอย่างไม่รีบร้อน ก้าวสู่ความมืดมิดยามรัตติกาลด้านนอก
ใต้แสงจากโคมถนนแก๊สเป็นระยะ ลูเมี่ยนผู้สวมเสื้อลินินและเสื้อกั๊กสีดำ พับแขนเสื้อ เดินเลียบตามแนวท่าเรือ มุ่งหน้าไปยังอีกฟากของท่าเทียบเรือ ตั้งใจจะนั่งรถม้าสาธารณะไปยังเขตถนนหลวง
ยามนี้ลาวีนเงียบสงบลงมากแล้ว เหลือเพียงกลุ่มกะลาสีสามถึงห้าคนผ่านไปมาเป็นครั้งคราว บ้างร้องเพลงดังๆ บ้างก็ตะโกน
ทันใดนั้น ความวุ่นวายพลันบังเกิดในจุดที่ไม่ไกลออกไป มีใครสักคนส่งเสียงร้องโหยหวน
ท่ามกลางเสียงดังกล่าว ลูเมี่ยนเห็นร่างหนึ่งวิ่งมาทางตนด้วยความเร็วสูง
เด็กหนุ่มขยับตัวไปด้านข้าง เปิดทางให้ ทำท่าเหมือนเป็นเพียงคนผ่านทางที่ไม่เกี่ยวข้อง
ทว่า หากอีกฝ่ายทำตัวน่ารังเกียจหรือทำเรื่องไม่ดีมา และกำลังถูกผู้เสียหายไล่ตาม ลูเมี่ยนก็ไม่ถือสาที่จะยื่นเท้าขวาออกไป สะกิดเขาสักหน่อย ไม่ได้มีจุดประสงค์อื่น แค่อยากดูเรื่องตื่นเต้นก็เท่านั้น
ไม่กี่อึดใจถัดมา ร่างดังกล่าวก็วิ่งมาถึงขอบสว่างของโคมไฟถนน จนลูเมี่ยนต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย
วิ่งเร็วมาก!
ไม่เหมือนมนุษย์ธรรมดา!
ทันใดนั้นเอง อาศัยแสงสว่างจากโคมถนนแก๊ส เด็กหนุ่มเห็นรูปร่างแท้จริงของอีกฝ่ายชัดเจนขึ้น:
มันไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นสัตว์ประหลาด!
ส่วนเดียวที่ดูเหมือนมนุษย์คือศีรษะที่เต็มไปด้วยรอยย่น ลำตัวสวมเสื้อลินินและกางเกงขายาวสีน้ำตาลขาดวิ่น ส่วนที่เผยออกมานอกเสื้อผ้าขาดๆ คือเกล็ดสีเขียวเข้ม เท้าไม่ได้สวมรองเท้า ระหว่างนิ้วเท้ามีแผ่นหนังบางแต่ทนทานงอกออกมา มีสารเหนียวสีเขียวคล้ำไหลออกมา มือและปากเปื้อนเลือดสด
ลูเมี่ยนผู้เคยเห็นสัตว์ประหลาดมาไม่น้อยในซากปรักหักพังหมู่บ้านกอร์ตู ย่อมไม่ตื่นตระหนก เพียงแค่ขมวดคิ้วเบาๆ :
ดูเหมือนเมอร์ล็อคที่เคยอ่านเจอในนิตยสารศาสตร์เร้นลับ ถ้าจำไม่ผิด เกล็ดสีเขียวเข้มของมันจะมีพลังป้องกันสูงมาก…
ขณะลูเมี่ยนผุดความคิดแวบวาบ สัตว์ประหลาดดังกล่าวก็สังเกตเห็นเขาที่ถอยฉากมาอยู่ริมทาง ดวงตาโปนออกมาอย่างชัดเจน เผยความดุร้ายและบ้าคลั่งยิ่งกว่าเดิม
มันหันกายในพริบตาพร้อมกับพุ่งจู่โจมลูเมี่ยน
เด็กหนุ่มโค้งหลังตอบสนองทันที ไม่ถอยแต่กลับเข้าหา ก้าวไปข้างหน้าสัตว์ประหลาดที่สงสัยว่าเป็นเมอร์ล็อค
ปัง!
หมัดขวาของเขาพร้อมกับประกายไฟเล็กๆ กระแทกใส่ท้องของเป้าหมายอย่างหนักหน่วง
ถัดมา ลูเมี่ยนย่อตัวลง มุดผ่านใต้รักแร้ของสัตว์ประหลาดที่เต็มไปด้วยเกล็ดสีเขียวเข้มและของเหลวน่าขยะแขยง ทั้งหลบการโต้กลับจากอีกฝ่าย และสำเร็จในการเปลี่ยนตำแหน่ง มาอยู่ด้านหลังของผู้โจมตีได้
ลูเมี่ยนหมุนตัวกลับมารัวชกใส่ด้วยสองแขน กำปั้นที่ปล่อยประกายไฟเล็กๆ สลับกันกระแทกใส่หลังของสัตว์ประหลาด ตอกมันจนล้มคว่ำลงกับพื้น
เสียงกึกๆ ดังระงม ลูเมี่ยนเก็บมือ หยุดโจมตี เงียบมองร่างที่ยังดิ้นพล่าน ดูมันทิ้งรอยกัดกร่อนไว้บนพื้นไม่น้อย
เสียงระเบิด ‘เบาๆ’ แต่หนักแน่นดังตามมา สัตว์ประหลาดที่น่าจะเป็นเมอร์ล็อคพ่นประกายไฟสีแดงฉานออกจากตา จมูก หู และปากตามลำดับ ผิวหนังพองขึ้นนิดๆ แล้วยุบกลับเข้าไป เกล็ดสีเขียวเข้มหลุดร่วงไม่น้อย
หลังจากร่างของมันสั่นกระตุกอยู่สองสามหน ในที่สุดก็แน่นิ่งไปเอง
ลูเมี่ยนถอนสายตากลับ มองไปยังกลุ่มคนที่กำลังวิ่งตรงมา พลางสะบัดสองมือด้วยใบหน้าเฉยเมย เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดจากการถูกกัดกร่อนโดยของเหลวสีเขียวเข้ม
เด็กหนุ่มบาดเจ็บไม่มาก เพราะเมื่อครู่เป็นการรัวชกหมัดหนักอย่างว่องไว จึงสัมผัสกับเกล็ดสีเขียวเข้มและของเหลวเหนียวหนืดแค่ครู่เดียว
ผ่านไปไม่นาน คนกลุ่มหนึ่งก็วิ่งมาถึงเสาโคมไฟแก๊ส
ทุกคนแต่งกายแบบกะลาสี ผู้นำเป็นชายผิวสีน้ำตาลแดง ลูกครึ่งชาวทวีปใต้ที่ผูกผมเปียเส้นเล็ก
อายุราวสามสิบกว่า ริมฝีปากค่อนข้างหนา สายตากวาดมองสัตว์ประหลาดคล้ายเมอร์ล็อคที่นอนอยู่บนพื้นโดยไม่พูดไม่จา ก่อนจะหันมาทางลูเมี่ยนด้วยท่าทางตกใจ สงสัย และหวาดกลัว
หลังจากเงียบไปสองสามวินาที กะลาสีผมเปียเต็มหัวก็พูดเสียงนิ่งด้วยแววตาระแวดระวัง
“นี่คือเมอร์ล็อคที่พวกเราจับได้ในทะเล มันทำร้ายเพื่อนไปคนหนึ่ง แล้วหนีออกมา”
เมอร์ล็อคจริงๆ ด้วย… จับมาจริงหรือ? ทำไมไม่เปลี่ยนมันเป็นวัตถุดิบแล้วค่อยขนมาทรีอาร์ แต่กลับเสี่ยงขนมาแบบเป็นๆ? ลูเมี่ยนรำพันในใจสองสามคำ ยิ้มแล้วย้อนถาม
“พวกคุณตั้งใจจะขอโทษแทนมัน แล้วจ่ายค่าทำขวัญให้ผมหรือไง?”
กะลาสีที่เป็นหัวหน้าสบตากับเพื่อนร่วมทาง ยากที่จะเข้าใจความคิดเบื้องลึกของเด็กหนุ่มตรงหน้า
ทันใดนั้นเอง เสียงฝีเท้าวิ่งอย่างพร้อมเพรียงก็ดังมาแต่ไกล ปนเปกับเสียงอาวุธปืนกระทบเสียดสีกัน
เป็นกลุ่มทหารลาดตระเวนที่ได้ยินเสียงร้องโหยหวน จึงรีบวิ่งมาดูลาดเลา
กะลาสีผมเปียหัวใจเต้นแรงทันที พยายามฉวยซากศพสัตว์ประหลาดนั่นไป พลางคอยสังเกตปฏิกิริยาของลูเมี่ยน ตั้งใจว่าถ้าเด็กหนุ่มชักสีหน้า ก็จะหยุดความพยายามทันที
ระหว่างนั้นก็เอาแต่พูดว่า
“ก็ได้ ก็ได้ พวกเราไม่ขัดข้อง”
เจตนาของเขาคือ พวกเราจะจ่ายค่าทำขวัญให้
ลูเมี่ยนเชื่อว่าสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการคือตะกอนพลังจากเมอร์ล็อค แต่สัตว์ประหลาดตัวนี้อ่อนแอเกินไป เด็กหนุ่มไม่อยากเสี่ยงแบ่งปันผลประโยชน์กับพวกเขา
คนกลุ่มนี้ลงมือหยาบมาก ไม่สนใจการเก็บกวาดร่องรอย ถ้าพวกเขาโชคดีหนีจากการไล่ล่าของทางการมาได้ แล้วในอนาคตมีวาสนาได้พบกันใหม่ ถึงตอนนั้นค่อยเก็บค่าทำขวัญพอหอมปากหอมคอ
ลูเมี่ยนมองตามหลังกลุ่มกะลาสีที่แบกสัตว์ประหลาดเมอร์ล็อคหนีไป แล้วเดินตรงไปอย่างไม่รีบร้อนเช่นเคย
ไม่นานนัก ทหารลาดตระเวนบางคนก็ไล่ตามมาทัน สำรวจสภาพของเขา สอบถามว่าพบเห็นสิ่งผิดปกติบ้างหรือไม่
ลูเมี่ยนชี้ไปยังทิศที่กลุ่มกะลาสีหนีไป แล้วตอบอย่างซื่อสัตย์
“ผมได้ยินเสียงร้องโหยหวน เห็นกลุ่มคนวิ่งหนีไปทางนั้น ดูเหมือนจะแต่งตัวแบบกะลาสี”
นายทหารที่นำกองลาดตระเวนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ขอบคุณที่ให้ความร่วมมือครับ”
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกครับ นี่เป็นหน้าที่ของพลเมืองดี” ลูเมี่ยนตอบรับด้วยรอยยิ้ม
ถัดมา พวกทหารเริ่มพบรอยกัดกร่อนและเกล็ดจำนวนมากบนพื้น พบหยดของเหลวเหนียวหนืดที่ยังระเหยไม่หมด จึงไล่ตามร่องรอยเข้าไปในท่าเรือ
ลูเมี่ยน ‘หึ’ แล้วเดินต่อไปที่ป้ายรถม้าประจำทาง
แปะๆๆ เด็กหนุ่มได้ยินเสียงปรบมือที่ไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก
ลูเมี่ยนหันไปมองด้านข้างด้วยความตื่นตัว พบว่าบนกล่องสินค้าที่วางซ้อนกันอยู่ไม่ไกล มีใครบางคนกำลังนั่งอยู่ โดยที่เขาไม่รู้ตัวมาก่อน
อีกฝ่ายมีคิ้วสีบลอนด์อ่อน ผมก็สีเดียวกัน ดวงตาสีน้ำเงินเข้มแต่สว่างไสว สวมเสื้อลินินกับเสื้อกั๊กสีน้ำตาล รองเท้าบูตหนังสีดำคู่หนึ่งห้อยอยู่เหนือกางเกงขายาวสีน้ำตาลเข้ม
ลูเมี่ยนใจหายวาบ จำได้ว่าอีกฝ่ายคือใคร:
‘เพลิงพิโรธ’ เดนิส โจรสลัดผู้ยิ่งใหญ่ที่เป็นรองเพียงราชาโจรสลัดไม่กี่คนเท่านั้น!
ลูเมี่ยนสงบใจลงได้ทันที เพราะอีกฝ่ายยังมีอีกตัวตนหนึ่ง:
เขาไม่ได้เป็นโจรสลัดแล้ว ยามนี้คือผู้แจ้งสารของมิสเตอร์ฟูล!
ในฐานะผู้ถือไพ่อาร์คาน่าเล็ก ลูเมี่ยนเชื่อว่าตราบใดที่ตนแสดงตัวให้ชัดเจน อีกฝ่ายจะไม่หาเรื่องแน่นอน
‘เพลิงพิโรธ’ เดนิสมองลูเมี่ยนสองสามวินาที กระโดดลงมาจากกล่องไม้ด้วยท่าทีสบายๆ
เขาหัวเราะสองคำ พูดอย่างสบายอารมณ์
“เลือกใช้รูปแบบการโจมตีที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ตรงไปตรงมาที่สุด และมีแนวโน้มสูงสุดที่จะโค่นเหยื่อได้ภายในเวลาอันสั้น เป็นการตัดสินใจที่สมบูรณ์แบบโดยคำนึงถึงเกล็ดหนาๆ ของศัตรู… นับว่ามีกึ๋นการต่อสู้ไม่เบา ผมขอชื่นชม”
“ยังไงดี สนใจเข้าร่วมทีมของผมไหม มาเป็นลูกน้องผมน่ะ?”
………………………………………………..
.