[นิยายแปล] I’m the Evil Lord of an Intergalactic Empire! - ตอนที่ 3
บทที่ 3 สำนักหนึ่งดาบประกายแสง
ยังไงก็ตามแต่ลุงที่ดูมีเปร่งออร่ายอดฝีมือก็มาถึง
ที่ปลายสวนในคฤหาศน์ที่กำลังสร้างใหม่ อาจารย์ ยาสุชิ ก็นั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าชั้น
เขาสวมเสื้อกิโมโนดูมอซอแล้วก็ไว้เครา
ถึงจะดูเหมือนพวกโรนิน แต่บรรยากาศรอบตัวเขานี้ของจริงแน่นอน
อาจาร์ยต้องเป็นคนที่บรรลุถึงวิธีแห่งดาบแล้วแน่ๆ
“…ท่านเลียม”
เขาเรียกชื่อชั้นช้าๆและสงบเงียบ
“คะ-ครับ”
เพราะเห็นว่าชั้นสั่นอยู่ละมั้งเขาก็เริ่มยิ้มขึ้นมา
“ท่านไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นก็ได้ขอรับ ก่อนจะเริ่มกันก็ต้องขอให้ข้าน้อยแสดงถึงวิชาดาบจากสำนักของข้าน้อยให้ดูก่อนละนะ”
แล้วเขายื่นดาบคาตานะออกมา
ในโลกฝั่งนี้ก็มีคาตานะอยู่ ก็ถ้าจะเรียนทั้งที่ชั้นก็คิดว่าต้องไอ้นี้แหละ
ถึงจะดูเป็นคาตานะธรรมดาแต่มันขึ้นอยู่กับคนใช้เพราะชั้นสัมผัสได้ถึงความไม่ธรรมดาออกมาจากตัวเขา ถ้าให้ชั้นพูดละก็โชคดีเลยที่ได้คนคนนี้มาสอน
“ท่านเลียม ที่ข้าน้อยจะโชว์ให้ดูต่อจากนี้เป็นเคล็ดวิชาลับของสำนักข้าน้อย ถึงจะไม่ใช่อะไรที่น่าเอามาโชว์สุ่มสี่สุ่มห้า แต่เพราะนี้เป็นกรณีพิเศษข้าน้อยก็จะให้ท่านได้เห็นว่าถ้าเรียนวิชาดาบกับข้าน้อยท่านจะได้รับอะไรไปบ้าง และเพราะเช่นนั้นจะรู้สึกเป็นพระคุณมากที่จะให้ท่านเห็นคนเดียว”
นี่มันเยี่ยมไปเลย
ไม่นึกเลยว่าจะได้เห็นเคล็ดวิชาลับเร็วขนาดนี้
อามากิที่ยืนด้านหลังชั้น ก็มองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเคลือบแคลงใจ
“เนื่องด้วยเหตุด้านความปลอดภัยของท่านเลียม จึงไม่อาจกระทำเช่นนั้นได้ค่ะ”
แล้วเขาก็ตอบกลับอย่างหนักแน่น
“เช่นนั้นข้าน้อยก็ไม่อาจรับงานนี้ได้หรอกขอรับ”
ชั้นก็เลยออกคำสั่งกับอามากิทันที
“อามากิ ไม่เป็นไรถอยไปเถอะ”
เธอขมวดขิ้วและด้วยท่าทางลังเลเล็กน้อย
“…ถ้ามีปัญหาอะไรก็โปรดเรียกชั้นได้ค่ะ”
พูดเสร็จเธอก็จากไป
พอเหลือแค่สองคน เขาก็หยิบท่อนไม้ที่เขาเตรียมไว้ออกมา
แล้วก็มอบพวกมันมาให้ชั้น
“จะฟันมันงั้นเหรอครับ”
“เช่นนั้นแหละขอรับ ท่านเลียมจะวางไว้ที่ไหนก็ได้เลยแต่จะให้พูดข้าน้อยขอให้วางไว้ให้ไกลออกไปจากระยะดาบของข้าน้อยด้วยนะขอรับ”
พอชั้นเลือกที่จะวางได้อาจาร์ยก็บอกให้ตั้งไปบนพื้นได้เลย
พอถยอยวางเสร็จอาจาร์ยก็ตั้งท่าชักดาบจากระยะที่ไม่น่าจะมีทางฟันถึง
ดาบยังเก็บอยู่ในฝัก
“ท่านเลียม วิชาลับดาบประกายแสง นั้นเป็นกระบวนท่าที่ผสานทั้งวิชาดาบขั้นสูงและเวทย์มนต์เข้าด้วยกันวิชาลับนะแค่กระบวนท่าเดียวก็พอที่เหลือแค่มีพื้นฐานก็เหลือเฟือแล้วขอรับ”
ชั้นนั้นใจหายกับบรรยากาศรอบตัวของชายตรงหน้า
“วิชาลับนี้นั้นเวลาใช้ต้องรวดเร็วให้ไม่มีใครจับทางได้ ถ้าจับได้ก็ไร้ค่านั่นแหละคือเคล็ดลับของดาบประกายแสง”
พูดจบ เขาก็เอานิ้วหัวแม่มือด้านซ้ายดันซึบะ ให้ตัวดาบออกมาจากฝักเล็กน้อยแล้วก็ดันกลับเข้าไปจนเกิดเสียงกระทบกันดัง -ชิ้ง-
มือขวาเขาไม่แม้แต่จะจับดาบ
นี้ถ้าเขาไม่อธิบายมาก่อนชั้นคงคิดแล้วว่าไม่ได้ทำอะไรเลย
“ต้องล้อกันเล่นแน่ๆ”
ท่อนไม้ที่ชั้นวางไว้ถูกผ่าออกเป็นสองท่อนทันที
ทุกท่อนนั้นโดนตัดออกอย่างสวยงามและวิธีตัดแต่ล่ะท่อนก็ต่างกันออกไปด้วย
ไม่มีทางแน่ๆที่ระยะดาบจะมาไกลได้ขนาดนี้หรือว่าวิชานี้มันจะเหมือนกับวิชาอิไอ รึเปล่านะ
เขาผ่อนลมหายใจยาวออกมาแล้วหันมามองชั้นที่กำลังงุนงง
“นี้แหละขอรับวิชาลับ ดาบประกายแสง”
“ฟันไปเมื่อไหร่กันเหรอครับ”
ขณะที่ชั้นกำลังทึ่งอยู่ เขาก็ชักดาบออกมาแล้วสะบัดมันเบาๆอีกที
แล้วท่อนไม้ที่ชั้นไม่ได้เอามาตั้งไว้ก็โดนผ่าออกอีกทีแต่คราวนี้มันอยู่ด้านหลังของเขา
“ท่านจะเข้าใจเองเมื่อได้ร่ำเรียนกับข้าน้อยขอรับแต่ก็ต่อเมื่อท่านต้องตั้งมั่นต่อตัวเองอย่างแน่วแน่เท่านั้นถึงจะไปถึงแก่นแท้ของวิชานี้ได้นะขอรับ เช่นนั้นแล้วท่านเลียมอยากเรียนไหมละขอรับ”
ชั้นพยักหน้าอย่างรวดเร็ว
“ครับอาจารย์”
โลกแนวแฟนตาซีนี้มันเยี่ยมยอดจริงๆไม่คิดไม่ฝันไปเลยว่ามันจะมีวิชาดาบแบบนี้อยู่ด้วย
***
เวลาผ่านไปหลายปีตั้งแต่เลียมเริ่มฝึกดาบ
เขาตอนนี้นั้นอายุก็ 10ปี แล้ว
โดยที่ฝึกพื้นฐานศิลปะป้องกันตัวจากยาสุฮิในทุกๆวันด้วย
ยาสุชินั้นก็มองเขาอยู่อย่างห่างๆ
“เด็กๆนี้เรียนรู้กันเร็วจริงน้อ แล้วต่อจากนี้จะสอนอะไรต่อล่ะเนี้ย”
เขาไม่ได้สอนแค่พื้นฐานดาบ แต่รวมไปทั้งวิชาหอก การต่อสู้ด้วยมือเปล่า การใช้มีด แล้วก็อีกเยอะแยะ
อันที่จริงตั้งแต่แรก ยาสุชิ ก็ไม่ได้มีอะไรจะมาสอนมากอยู่แล้ว
แม้แต่เวลาสอนพวกพื้นฐานให้เลียมก็ยังมีอยู่หลายครั้งที่เขาสอนดีๆก็ยังไม่ได้
เขายืนพักอยู่ใต้ร่มไม้พลางมองคฤหาสน์ที่ถูกสร้างชึ้นใหม่
คฤหาสน์พิลึกกึกกือโดนถอนทิ้งแล้วแทนที่ด้วยคฤหาสน์ที่ดูปรกติทั่วไป
“ตระกูลบลันฟิลด์ ได้ชื่อว่าเป็นพวกมีเซนต์ด้านสิ่งก่อสร้างตลกๆอยู่มากแต่ไอ้หนูนี้ดูปรกติดีอยู่ละนะ”
ยาสุชิก็ไม่คิดว่าเลียมทำอะไรแปลกหรอกแต่ถ้าเทียบกับพวกขุนนางคนอื่นๆเขาคิดว่าไอ้หนูนี้ดูติดดินอยู่มาก
และในวันนี้เลียมก็ยังฝึกวิชาขั้นพื้นฐานอยู่
พูดได้ว่าเพียง 3ปี ยาสุชินั้นก็ไม่เหลืออะไรจะสอนเลียมแล้ว
ตอนนี้เขาก็เลยได้แต่ยืนดู
“ก็สบายดีอยู่หรอกที่ไม่ต้องทำอะไรก็ได้เงิน แต่บางทีแม่ตุ๊กตานั้นจะมาจับตามองเป็นระยะๆเนี้ยสิแต่ว่าทำไมไอ้หนูนั้นถึงเอาของแบบนั้นไว้ใกล้ๆตัวกันละ”
พวกขุนนางโดนทั้งหมดนั้นจะหลีกเลี่ยงการใช้แอนดรอยเท่าที่จะทำได้
และด้วยเหตุนั้นเองก็ยิ่งทำให้ยาสุฮิมองว่าเลียมนั้นเป็นคนประหลาดมาก
“…สังคมขุนนางนี้ก็แปลกจริงน้อ ยัดเยียดดาวทั้งดวงให้เด็กมาปกครองเนี่ย”
ถึงจะเป็นดาวที่ไม่มีอะไรแต่มันก็นับได้ว่าดีขึ้นกว่าเมื่อสามปีก่อนหน้านี้มาก
ทหารที่ปลดประจำการหรือพวกเจ้าหน้าที่ ที่ได้รับการฝึกอบรมการศีกษาด้านอาชีพใหม่อีกครั้งก็เริ่มกันพัฒนาดินแดนกันอย่างเต็มที่
การพัฒนานั้นในช่วงแรกก็แค่ภายในตัวเมืองหลักแล้วก็ค่อยขยายไปตามพื้นที่ส่วนต่างๆก็เริ่มขับเคลื่นตามไปด้วย ทั้งนี้ก็เพราะการใช้เงินภาษีและการผลิตสินข้าที่เป็นประสิทธิภาพขึ้นอย่างที่ไม่เคยเห็นกันมาก่อนในดาวนี้
แต่เขาก็รู้ดีว่าแค่นี้มันไม่ช่วยให้หนี้ก้อนโตของตระกูลบลันฟิลด์หายไปได้
ถึงจะมีพัฒนาขึ้นมาบ้างแต่เดี๋ยวสุดท้ายก็โดนเอาไปใช้หนี้จนเกลี้ยงอยู่ดี
“ที่ทำตัวติดดินเพราะไอ้หนูนี้มันจนแหละมั้ง”
ถึงจะรู้สึกเห็นใจนิดๆต่อเลียม
แต่ก็แค่นั้น
ถ้าเด็กนั้นยังคิดว่าเขามีอะไรให้สอนอยู่เขาก็ตั้งใจจะอยู่สูบเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะได้
ยังไงก็ตามมันก็มีอยู่อย่างหนึ่งที่กังวลใจตัวเขาอยู่
“ยังไงก็เหอะ…ไอ้หนูนั้นมันเกลียดพวกขี้โกงเข้าไส้ แล้วถ้ามันจับได้ว่าเราเป็นแค่พวกลวงโลกนี้หัวชั้นจะไม่หลุดจากบ่าเอาเหรอ…”
***
เวลาผ่านไปสักพักแล้วละตั้งแต่ที่ชั้นเริ่มฝึกวิชาดาบ
คฤหาสน์ใหม่ก็สร้างเสร็จแล้ว
“แค่นี้ก็พอแล้วมั้งเนี้ย”
ความประทับใจแรกที่ได้หลังจากคฤหาสน์ชั่วคราวเสร็จก็ขนาดนั้นเลยแหละ
หลังก็นับว่าใหญ่มาก
เพดานก็สูงสุดๆ ให้ความรู้สึกประมาณ ‘นี้สิคฤหาสน์’
ไม่แปลกประหลาดเกินไปหรือให้ความรู้สึกโดดเด่นมากแถมยังสะดวกสะบายสุดๆ
อามากิก็พูดขึ้นกับชั้นระหว่างที่กำลังเซ็นต์เอกสารอยู่ในห้องทำงาน
“นายท่านจะมีกำหนดเข้าแคปซูลเรียนรู้อีกเมื่อไหร่เหรอคะ”
“ถึงเวลานั้นแล้วเหรอ”
การจะเข้าแคมปซูลเรียนรู้นั้นก็มีเวลากำหนดไว้อยู่
ด้วยการที่มีเวลาจำกัดในทำเรื่องต่างๆก็เลยไม่มีเวลามานั่งเรียนเอาวันต่อวัน
ชั้นก็เลยต้องเข้าแคปซูลหลายๆครั้งต่อกันจนขึ้นเป็นผู้ใหญ่แทน
“ให้เข้าไปใช้เมื่อไหร่ถึงจะดีละ”
“นายท่านสะดวกเข้าเมื่อไหร่ก็สามารถทำได้ค่ะ เพราะพวกเราก็ได้วางแผนพัฒนาเมืองไว้ล่วงหน้าครึ่งปีแล้วค่ะ”
“เข้าใจะแล้วงั้นชั้นจะใช้เร็วๆนี้แหละ”
ให้พูดตรงๆเลยนะไอ้งานบริหารบ้างเมืองนี้ให้คนไม่กี่คนทำมันไม่ไหวหรอก
นั้นก็เพราะปัญหาที่มันมาแทบจะเป็นรายวันเนี้ยแหละ
ชั้นคนเดียวรับมือไม่ไหวหรอก
ดังนั้นก็เลยต้องมีพวกเจ้าหน้าที่เก่งๆไปบริหารในทวีปต่างๆ
อามากิที่ทำงานอยู่ก็หยุดมือหลังจากอ่านเอกสารฉบับหนึ่ง
“มีอะไรเหรอ”
“โปรดดูเอกสารนี่สิค่ะ”
ถึงจะเป็นเอกสารรายงานธรรมดาแต่เนื้อหามันไม่ธรรมดาเนี้ยสิ
พออ่านดูดีๆก็พบว่าคนที่เขียนมันส่งมานั้นโกงรายรับเอาโต้งๆเลย
“เรียกไอ้คนที่ส่งเอกสารนี้มาหาชั้นเดี๋ยวนี้”
“รับทราบค่ะ”
หลังจากอามากิทำการติดต่อเขา ไม่กี่ชั่วโมงคนที่นับว่ามีอำนาจในหมู่เจ้าหน้าที่ทั้งหลายก็มาถึงที่คฤหาสน์
***
ชายสูงสวมสูทที่มาเยือนคฤหาสน์นั้นดูลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด
แต่เขาก็พยายามปั้นหน้ายิ้มอย่างถึงที่สุดตอนพูดกับชั้น
“ท่านเคานต์ ผมเกรงว่าท่านอาจจะไม่เข้าใจแต่ว่าเงินพวกนี้มันจำเป็นสำหรับการบริหารในพื้นที่ของผมนะครับ”
เขาก็ว่ามางั้น
แต่ชั้นนั้นอ่านรายงานจากอามากิมาเรียบร้อยไปแล้ว
ก็เป็นอีกครั้งที่ทำให้ชั้นเห็นเลยว่า AI นี่สุดยอดสุดๆไปเลย
“ชั้นได้ตรวจดูและยึนยันเรียบร้อยไปแล้วทั้งการโยกย้ายเงินราชการอย่างไม่ชอบ รวมไปถึงทุกการกดขี่ข่มเหงคนในพื้นที่แกก่อไว้อีกด้วย”
ชั้นเริ่มทำการยืนยันสิ่งที่มันทำทั้งหมดไปพลางดูเอกสารอันต่อๆไป
สำหรับมันที่ทำเรื่องชั่วๆมาเพียบแต่ยังมาปั้นหน้ายิ้มต่อหน้าชั้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น..
ก็มีทั้งยักยอกเงิน ยัดเงินใต้โต๊ะ แล้วก็ลากพวกเจ้าหน้าที่คนอื่นมาร่วมหัวจมท้าย
ทั้งหมดนี้ก็มีอยู่อย่างหนึ่งที่มันเตะตาชั้นมาก
มันขับรถชนคนแต่ก็ไม่โดนข้อหาอะไรเลย
ส่วนพวกครอบครัวที่ไปฟ้องร้องก็โดนเก็บหมดยกครัว
ยิ่งไปกว่านั้นมันยังย่ำยีภรรยาเขาก่อนจะโยนทิ้ง
แล้วมันยังเสล่อหน้ามาแก้ตัวต่อหน้าชั้นอีก
“ท่านเคานต์ อย่าไปเชื่อที่ไอ้หุ่นแอนดรอยนั้นมันโม้นักสิครับ มันเป็นพวกที่ทำลายวัฒนธรรมยุคก่อนหน้าเราเลยนะครับ เป็นภัยร้ายแรงต่อมนุษย์ชาติทั้งปวงเลยนะครับ ถึงยังไงก็ได้โปรดยกโทษให้ผมคนนี้ด้วยเถอะครับ ก็จริงที่ผมทำผิดนิดๆหน่อยๆแต่ใครๆเขาก็ทำกันนะครับแล้วเงินพวกนั้นก็จำเป็นสำหรับให้ผมทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ”
ก่อนที่มันจะพล่ามเรื่องไร้สาระออกมามากกว่านี้ ชั้นก็หยิบคาตานะข้างตัวขึ้น
อามากิก็พยายามจะหยุดชั้นไว้
“นายท่าน ไม่ได้นะคะ”
ขณะที่ชั้นกำลังชักดาบออกจากฝักมันก็เริ่มตื่นตระหนกมากขึ้น
“อะ ไอ้หนูอย่ามาตลกกันนะที่แกยังอยู่รอดได้ทุกวันนี้ก็เพราะมีพวกเรา มีชั้นคอยหนุนหลั—”
ชั้นวาดดาบลงแล้วหั่นมันออกเป็นสองส่วน
เลือดก็สาดกระจายไปทั่วทั้งห้องจนเป็นสีแดงฉาน
“…หุบปากไป”
อามากิก็เริ่มฉีดเสปรย์บางอย่างใส่ชั้น
แล้วฟองที่ออกมาก็ค่อยๆล้างเลือดที่ติดอยู่บนตัวชั้น
“นายท่าน เขาตายแล้วนะคะ”
ชั้นมองลงไปยังร่างที่โดนหั่นเป็นส่วนแล้วก็เริ่มมองมันซ้อนกับชายชู้ในชาติก่อนของชั้น
ไอ้คนที่มันเอาทุกอย่างไปจากชีวิตชั้น
มีครั้งหนึ่งที่ทนายของมันมาหาชั้นยันที่ทำงานแล้วก็กล่าวหาชั้นไปเรื่อยว่าผิดอย่างงั้นอย่างงี้
ชั้นที่กำลังงงแล้วทำอะไรไม่ได้เลยก็โดนไล่ออกจากบริษัทที่ทำแล้วก็เริ่มต้นชีวิตที่ต้องราวกับดิ้นอยู่ในนรก
“มันเป็นอำนาจของชั้น สิทธิของชั้นคนเดียว ขยะอย่างแกนอนตายตรงนั้นไปก็พอแล้ว …อามากิตอนนี้ชั้นเริ่มโมโหแล้ว ขุดข้อมูลไอ้พวกเจ้าหน้าที่ที่มันโกงกินมันมาให้หมดทุกซอกทุกมุม ชั้นจะไม่เก็บพวกมันไม่ให้เหลือสักคน”
ถึงชั้นจะดูแล เมตตาลูกน้องที่ติดตามชั้นแต่ชั้นจะไม่โชว์ความเมตตานั่นให้ไอ้พวกที่มันจะหลอกใช้ประโยชน์จากชั้นเด็ดขาด
ชั้นแค่คนเดียวเท่านั้นที่จะกดขี่คนที่ชั้นปกครองได้
“นายท่านคะโปรดปล่อยมือออกจากดาบก่อนเถอะค่ะ”
อามากิจับไปที่มือที่กำลังกำดาบของชั้นอยู่
ถึงชั้นจะพยายามปล่อยแต่นิ้วมันก็ไม่ยอมขยับ
“อะ- เอ๊ะ”
“ไม่ต้องห่วงคะชั้นจะอยู่ข้างๆเพื่อคอยช่วยนายท่านเองค่ะ”
อย่างช้าๆและอ่อนโยน อามากิค่อยๆคลายมือที่กำดาบของชั้นออก
ชั้นเหงื่อไหล่เป็นน้ำเลยตอนที่คลายมือออกได้
-นี้ชั้นรู้สึกผิดที่ฆ่าคนเป็นครั้งแรกงั้นเหรอ โคตรน่าสมเพชเลยสำหรับคนที่จะมุ่งหน้าเป็นจอมวายร้ายนะ
อามากิเก็บดาบที่ยังมีเลือดไหลอยู่เข้าฝักดาบไป
“อย่างที่คิด ชั้นทำคนเดียวไม่ได้แล้วจริงๆ ถึงจะไม่ต้องสแปคสูงเท่าอามากิก็ได้ แต่เริ่มเตรียมแอนดรอย์แล้วก็ AI ที่ทำงานด้านบริหารไว้ให้พร้อมด้วย”
AI ยังมีประโยชน์กว่าขยะอย่างแกเลย
นั่นคือความคิดที่เข้ามาในหัวตอนที่มองศพของเจ้าหน้าที่ตรงหน้า
จะมีปัญหาก็แค่ด้านความมั่นใจของผู้คนละมั้ง
ไบรอันเคยบอกว่าการใช้ AI นั้นเป็นเรื่องที่โดนรังเกียจเป็นอย่างมากในจักรวรรดิ์แต่มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับชั้น
ชั้นยอมรับความเสี่ยงนั้นอยู่แล้ว
“เราสามารถเตรียมได้มากแค่ไหน”
อามากิก็ตอบกลับมาอย่างทันที
“ชั้นคิดว่า ถ้าเรามองที่ว่าจำเป็นที่จะต้องมีคนคอยจัดการคฤหาสน์เค้าไปรวมอยู่ด้วยละก็…ตามงบประมาณตอนนี้ของเรานั้นสามารถเตรียมเมดแบบชั้นได้เป็นจำนวน 12 ตัวค่ะ โดยเฉพาะถ้าทั้งหมดนั้นชำนาญด้านการบริหารบ้านเมืองอยู่ด้วยแล้วและเราเตรียมความพร้อมไว้ก่อนก็ไม่มีปัญหาค่ะ”
“อะไรจำเป็นก็ทำไป”
“เช่นนั้นจะดำเนินการจัดซื้อทันทีนะคะ”
ชั้นจ้องมองไปที่ศพมันอีกครั้งแล้วเยาะเย้ยมัน
“…อามากิยังมีประโยชน์กว่าแกเลย”
***
ไบรอันนั้นกำลังฝึกคนรับใช้ใหม่อยู่ภายในคฤหาสน์
พวกคนรับใช้ทั้งหมดต่างมีสีหน้าที่หวาดกลัว
เพราะไม่นานนี้เลียมเพิ่งจะทำกานจัดการประหารเจ้าหน้าที่เลวทั้งหมดทีเดียวพร้อมกัน
เรียกได้ว่าเลียมนั้นจัดการพื้นที่ที่มีการโกงกินทั้งหมดในคราวเดียว
ผลก็เลยทำให้เกิดข่าวลือต่างๆนาๆเกี่ยวกับตัว เคานต์เลียม อย่างรวดเร็ว
หนึ่งในนั้นก็คือเลียมจะฆ่าคนใช้ที่ไปทำให้เขาโกรธทั้งหมด
ไบรอันเลยกะใช้เวลานี้แก้ข้อข้องใจทั้งหมดในทีเดียว
“เป็นเรื่องจริงที่พวกเธอทุกคนควรระวังกริยาต่อหน้าท่านเลียม แต่ท่านนั้นใจดีต่อคนที่ทำงานหนักน่ะ ดังนั้นไม่ต้องกลัวเกินความจำเป็นไปหรอก”
หนึ่งในเมดก็ยกมือขึ้นอย่างกล้าๆกลัว
“มีอะไรงั้นเหรอ”
“อะ อืม คะ คือว่า ชั้นได้ยินมาว่าท่านเลียมเรียกคนใช้ไปปรณิบัติเขาในทางอย่างว่านะคะ…”
เจ้าของบ้านที่ไปล่วงเกินคนใช้ของตัวเอง
เรื่องพวกนั้นถือเป็นเรื่องปรกติทั่วไปของพวกขุนนาง
ในบางทีพวกผู้หญิงก็จะใช้ประโยชน์จากข่าวลือพวกนั้นเพื่อเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในตระกูลของเจ้าบ้าน
แต่ดูเหมือนเมดที่ถามจะดูเกรงกลัวและกังวลเป็นอย่างมากเวลาที่ได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเลียม
“ท่านเลียมนั้นยังเด็กอยู่แล้วท่านก็นำแค่อามากิอยู่ข้างกายเท่านั้น ดังนั้นไม่ต้องกังวลไปหรอก”
ตอนนั้นเองก็มีคนเผลอหลุดปากออกมา
“…เอาแอนดรอยไว้ใกล้ตัวเหรอ”
แต่ไบรอันก็ไม่พลาดให้คำพูดลอยๆนั้นหลุดไป
“ชั้นจะทำเป็นไม่ได้ยินไปนะแต่อย่าให้คำพูดทำนองนั้นหลุดออกมาอีกละตั้งแต่นี้ต่อไป”
ถึงอามากิจะเป็นต้นตอปัญหาหนักใจหลายๆอย่างสำหรับไบรอัน
แต่ในช่วงหลายปีมานั้นก็ทำให้พ่อบ้านมั่นใจได้ว่าเลียมนั้นเชื่อใจนั้นตัวอามากิอย่างมากเกินจำเป็นเลยก็ว่าได้
ราวกับเขาจะอ้อนอามากิอยู่ตลอด … ถึงจะเป็นเช่นนั้นจริงๆก็ตาม
เทียบกับอายุแล้วเลียมนั้นดูจะมีความมุ่งมั่นและบ้าระห่ำเกินวัย แต่มันก็ต้องมีบางส่วนในใจของเลียมแน่ๆที่โหยหาความรักจากคนเป็นแม่
(ท่านเลียมนั้นฉลาดเกินวัย…เขาคงเข้าใจแล้วแหละว่าตัวเขานั้นโดนครอบครัวตัวเองทิ้ง …ท่านคลิฟทำไมถึงไม่ยอมเลี้ยงลูกตัวเองด้วยความรักมากกว่านี้กันนะ)
“อามากินั้นเป็นตัวตนที่พิเศษสำหรับท่านเลียมดังนั้นระหวังเวลาอยู่ต่อหน้าเธอด้วย เพราะถ้าท่านเลียมเห็นเข้าละก็ไม่มีอะไรที่ชั้นจะช่วยพวกเธอได้หรอกนะ”
ถึงท่านเลียมจะยังเด็กแต่ก็ได้รับความยำเกรงต่อคนใต้ปกครองแล้ว
(ดาวเราก็มีการพัฒนาขึ้นจริงๆ ถ้าเป็นท่านเลียมละก็ ไบรอันคนนี้ไม่สงสัยเลยว่าจะต้องทำให้ตระกูลบลันฟิลด์กลับมารุ่งเรืองได้เหมือนเมื่อก่อนแน่นอน)
ถึงจะเป็นที่ยำเกรงแต่ท่านเลียมก็ยังได้รับความนิยมมาบ้างจากการกำจัดพวกเจ้าหน้าที่ที่คอยโกงกินอยู่บ้าง
พอคิดได้แบบนั้นพ่อบ้านไบรอันก็ตั้งมั่นในใจเลยว่าจะภักดีต่อเลียมยิ่งขึ้น