cat2auto | นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย PDF
  • หน้าหลัก
  • อ่านมังงะ
  • เว็บอ่านมังงะ
  • นิยายวาย [Yaoi]
  • Nekopost
  • Niceoppai
  • รออัพเดท
  • มังงะ18+
  • แทงหวย24
  • manga
Advanced
  • หน้าหลัก
  • อ่านมังงะ
  • เว็บอ่านมังงะ
  • นิยายวาย [Yaoi]
  • Nekopost
  • Niceoppai
  • รออัพเดท
  • มังงะ18+
  • แทงหวย24
  • manga
  • Romance
  • Comedy
  • Shoujo
  • Drama
  • School Life
  • Shounen
  • Action
  • MORE
    • Adult
    • Adventure
    • Anime
    • Comic
    • Cooking
    • Doujinshi
    • Ecchi
    • Fantasy
    • Gender Bender
    • Harem
    • Historical
    • Horror
    • Josei
    • Live action
    • Manga
    • Manhua
    • Manhwa
    • Martial Arts
    • Mature
    • Mecha
    • Mystery
    • One shot
    • Psychological
    • Sci-fi
    • Seinen
    • Shoujo Ai
    • Shounen Ai
    • Slice of Life
    • Smut
    • Soft Yaoi
    • Soft Yuri
    • Sports
    • Tragedy
    • Supernatural
    • Webtoon
    • Yaoi
    • Yuri
Prev
Next

Chronology of Renewal | บันทึกสัญญาแห่งการเริ่มต้นใหม่ - ตอนที่ 15

  1. Home
  2. All Mangas
  3. Chronology of Renewal | บันทึกสัญญาแห่งการเริ่มต้นใหม่
  4. ตอนที่ 15
Prev
Next

แกร๊ก–

 

“อย่าคิดแม้แต่จะขยับเชียวล่ะ ไม่งั้นหัวของแกได้มีรูเพิ่มแน่…”

 

ในชั่วขณะที่มีเสียงของกิ่งไม้ถูกเหยียบจนหักดังขึ้นมานั้นก็ได้มีเสียงของหญิงสาวคนหนึ่งพูดเตือนขึ้นมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ พร้อมๆ กับที่มีอะไรบางอย่างถูกนำมาแนบเอาไว้ที่ด้านหลังศีรษะของนากาจนเขาต้องชะงักมือที่กำลังจะจิ้มไปที่เครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กไปเสียก่อน

 

“……..”

 

นากาที่ไม่ทันได้รู้ตัวว่ามีคนแอบลอบเข้ามาทางด้านหลังของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่และถูกข่มขู่ด้วยสิ่งที่น่าจะเป็นอาวุธปืนนั้นได้ตัดสินใจที่จะยอมอยู่เฉยๆ ตามที่อีกฝ่ายพูดสั่งขึ้นมาเอาไว้ก่อนเพื่อคอยหาจังหวะที่เหมาะสมสำหรับการขัดขืนหรือว่าเปิดใช้งานเครื่องมือสื่อสารเพื่อแจ้งให้เอริกะและเอริซาเบธรู้ตัว

 

“ถอดผ้าคลุมหัวนั่นออกแล้วค่อยๆ หันมาทางนี้ช้าๆ อย่าคิดจะทำอะไรตุกติกล่ะ”

 

นากาที่ได้ยินคำสั่งต่อไปของหญิงสาวปริศนาได้ชะงักไปเล็กน้อยเพราะว่าคำสั่งของอีกฝ่ายนั้นเหมาะที่เขาจะได้แอบใช้นิ้วจิ้มไปที่เครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กให้มันทำงานขึ้นมาในตอนที่เขาเลื่อนมือไปดึงเอาผ้าคลุมกันฝนของเขาออกจากหัวอย่างพอดิบพอดี และเมื่อนากาคิดได้แบบนั้นเขาก็ได้จัดการเลื่อนมือไปทำตามแผนการของตนในทันที

 

ปึก!

 

“ก็บอกว่าอย่าทำอะไรตุกติกไม่ใช่หรือไง… หรือว่าแกคิดจะอยากได้รูระบายอากาศเพิ่มที่หัวกันหะ?”

 

แต่แล้วแผนการของนากาก็กลับพังไม่เป็นท่าเมื่อหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขาได้ทิ่มสิ่งที่น่าจะเป็นปืนพกเข้ากับหลังหัวของนากาอย่างแรงพร้อมกับเอ่ยปากพูดเตือนขึ้นมาจนทำให้นากาต้องรีบทำเป็นไม่รู้เรื่องและพูดเถียงกลับไป

 

“ก็เธอบอกว่าให้เอาผ้าคลุมหัวออกไม่ใช่หรือไง ถ้าไม่ขยับมือแล้วจะให้ฉันทำยังไงละหะ?”

 

“ฉันบอกว่าให้แกเอาผ้าคลุมหัวออกก็จริง แต่ไม่ได้สั่งให้แกเปิดใช้งานไอ้เจ้าเครื่องที่หูนั่นไม่ใช่หรือไง… รีบๆ เอาผ้าคลุมนั่นออกได้แล้ว แล้วก็อย่าคิดจะทำอะไรตุกติกอีกล่ะ ยกเว้นแต่ว่าแกอยากจะมีรูเพิ่มที่หัวขึ้นมาจริงๆ น่ะ”

 

หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังของนากาได้เอ่ยปากพูดสั่งขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดพร้อมกับใช้ปืนพกในมือทิ่มเข้าไปที่หลังหัวของนากาอีกสองสามทีเพื่อเป็นการตักเตือนจนทำให้นากาต้องยอมเลื่อนผ้าคลุมกันฝนของเขาออกจากบริเวณศีรษะตามคำสั่งของเธอดีๆ ไปก่อน

 

ฟุบ…

 

“หือ… หัวดำๆ แบบนี้มัน…. ไหนแกลองหันมาด้านนี้หน่อยดิ๊”

 

ในทันทีที่หญิงสาวด้านหลังของนากาได้เห็นเส้นผมสีดำของเขาชัดๆ เธอก็ได้พูดพึมพำออกมาด้วยความแปลกใจก่อนจะพูดสั่งเขาออกมาอีกครั้งหนึ่งจนทำให้นากาต้องทำตามคำสั่งของเธออย่างเลี่ยงไม่ได้

 

“…….”

 

“อ้าว… แกมันเจ้าหนูที่ฉันเจอในป่าเมื่อวันก่อนนั่นไม่ใช่หรือไง?”

 

หญิงสาวคนที่กำลังใช้ปืนพกเล็งตรงมาที่นากานั้นก็คือหญิงสาวผมสีแดงคนที่มีดวงตาสีเหลืองอำพันที่นากาต่อสู้ด้วยในป่าข้างหมู่บ้านโมริโกะไปเมื่อสองวันก่อนนั่นเอง ซึ่งทางด้านหญิงสาวผมสีแดงเองที่ดูเหมือนว่าจะยังคงจำนากาได้นั้นก็ได้แสยะยิ้มพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงเอาไว้ด้วยความเสียดาย

 

“หึ น่าเสียดายนะที่ตอนนี้ฉันยังอยู่ในภารกิจน่ะ ไม่งั้นพวกเราก็คงจะได้ฟาดปากกันอีกรอบให้มันส์หยดแล้วล่ะนะ… เอาเป็นว่าก่อนอื่นแกปิดไอ้เจ้าเครื่องสื่อสารนั่นทิ้งไปก่อน แล้วก็บอกฉันมาซะว่าแกมีเป้าหมายอะไรกันแน่”

 

“ปิด..?”

 

“ก็จิ้มมันค้างเอาไว้สักสองสามวิไง คนที่ให้แกมาเขาไม่ได้สอนอะไรมาเลยหรือไง?”

 

“หะ? มันทำอะไรแบบนั้นได้ด้วยหรอ?”

 

“หุบปากแล้วก็เอานิ้วจิ้มมันไปซะ จิ้มมันค้างเอาไว้จนกว่ามันจะส่งเสียงยาวๆ ออกมานั่นล่ะ อ้อ… แล้วถ้าเกิดว่าแกเอานิ้วออกก่อนเวลาจนมันทำงานขึ้นมาล่ะก็ฉันยิงจริงๆ นะโว้ย”

 

ปิ๊บบบบบ—-

 

คำสั่งของหญิงสาวผมสีแดงได้ทำให้นากาเบ้ปากเล็กน้อยและยกมือขึ้นไปจิ้มที่ตัวเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กค้างเอาไว้จนมันส่งเสียงสัญญาณยาวๆ ออกมาท่ามกลางสายตาจับจ้องของหญิงสาวผมสีแดง

 

และเมื่อหญิงสาวผมสีแดงเห็นว่านากาไม่ได้คิดจะเล่นตุกติกอะไรและปิดการทำงานของเครื่องมือสื่อสารไปตามที่เธอพูดสั่งดีๆ แล้วเธอก็ได้เอ่ยปากพูดถามเด็กหนุ่มผมดำที่เธอเคยเจอเขาในป่าข้างหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองรีมินัสเกือบจะครึ่งค่อนทวีปเมื่อไม่กี่วันก่อนขึ้นมา

 

“เอาล่ะ ทีนี้ก็พูดออกมาซะว่าแกมาทำอะไรที่นี่กันแน่… แล้วก็อย่าสะเออะมาพูดว่าเป็นเพราะแกรู้สึกสนใจฉันขึ้นมาก็เลยแอบตามมาจากหมู่บ้านนั่นเพื่อมาสมัครเป็นลูกน้องล่ะ ฉันมีเจ้าพวกบ้าที่มาคอยตามติดไม่ปล่อยอยู่แล้วกลุ่มนึงเพราะงั้นคงจะไม่มีเวลามาสนใจแกหรอกนะโว้ย!”

 

“หา!? ใครจะไปสนใจเธอกันล่ะหะ!? พวกฉันแค่มีธุระกับคฤหาสน์นี่นิดหน่อยแค่นั้นเอง!”

 

“หืม? ‘พวกฉัน’ งั้นหรอ…? ถ้างั้นยัยจิ้งจอกสีแดงที่แอบย่องเข้าไปเมื่อกี้ก็เป็นพวกเดียวกับแกด้วยจริงๆ งั้นสินะ”

 

“อุ๊บ—”

 

นากาที่เผลอหลุดปากพูดขึ้นมาจนหญิงสาวผมสีแดงจับสังเกตได้ได้รีบปิดปากเงียบไปและนั่นก็ทำให้หญิงสาวผมสีแดงที่สังเกตเห็นแบบนั้นได้แสยะยิ้มเล็กๆ ออกมาพร้อมกับยกเอาเอริซาเบธที่แอบลอบเข้าคฤหาสน์ไปเมื่อสักครู่นี้มาเป็นหมากในการต่อรองในทันที

 

“หึ… เอาเป็นว่าถ้าแกยอมตอบคำถามของฉันมาดีๆ ว่าแกมีธุระอะไรกับคฤหาสน์นี่กันแน่ ฉันก็อาจจะรับปากว่าจะยอมปล่อยเพื่อนของแกไปก็ได้ดีมั้ยล่ะ?”

 

“…ขอปฏิเสธ”

 

“หา? นี่แกเข้าใจสถานการณ์บ้างหรือเปล่าเนี่ยหะ? ถึงปืนพกในมือฉันนี่จะหน้าตาไม่เหมือนกับปืนที่แกน่าจะเคยเห็นมาก่อนก็เถอะแต่ว่ามันก็เป็นปืนของจริงนะโว้ย!”

 

“เมื่อกี้นี้เธอบอกว่าเธออยู่ในระหว่างภารกิจไม่ใช่หรือไง งั้นถ้าเกิดเธอไม่กลัวว่าพวกอัศวินในคฤหาสน์ข้างหลังฉันนี่จะแห่ออกมากันหมดเพราะได้ยินเสียงปืนล่ะก็ยิงมาเลยสิ!”

 

“นี่แก…”

 

คำพูดของนากาที่ฟังดูไม่เกรงกลัวปืนพกที่กำลังจ่อหน้าของเขาอยู่เลยแม้แต่น้อยนั้นได้ทำให้หญิงสาวผมแดงต้องขมวดคิ้วจ้องมองเขาด้วยสีหน้าไม่พอใจอยู่สักพักหนึ่งก่อนที่เธอจะถอนหายใจออกมาแรงๆ พร้อมกับพูดสั่งนากาขึ้นมาอีกครั้ง

 

“เฮ้อ… ถ้างั้นก็หันหลังกลับไปซะ”

 

“ถ้าเธอคิดจะยิงก็ยิงใส่หน้าฉั—”

 

ผั่วะ! ผลั่ก!

 

หญิงสาวผมสีแดงไม่รอให้นากาพูดออกมาจนจบและเหวี่ยงกำปั้นเข้าใส่หน้าของนากาเต็มๆ จนสะบัดแล้วจึงกระชากแขนของนากาเข้ามาก่อนจะเหวี่ยงร่างของเขาลงไปนอนคว่ำหน้ากับพื้นอย่างแรงโดยที่นากาแทบจะตามสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วไม่ทันเลยแม้แต่น้อย

 

“นอนนิ่งๆ ไปตรงนั้นนั่นล่ะ!! ให้ตายสิ… แค่เรื่องพื้นฐานง่ายๆ แค่นี้ก็ยังไม่รู้ นี่ไม่มีใครสอนอะไรแกสักนิดนึงก่อนจะส่งออกมาลงสนามจริงเลยหรือไงกัน… น่าอับอายชะมัด…”

 

หญิงสาวผมสีแดงพูดสั่งเด็กหนุ่มขึ้นมาก่อนที่เธอจะเดินหายไปทางด้านหลังของต้นไม้ต้นหนึ่งพร้อมกับพูดบ่นออกมาไม่หยุด ในขณะที่ทางด้านนากาเองก็ได้ยกมือขึ้นมากุมหน้าของตัวเองที่ถูกต่อยไปจังๆ พร้อมกับแอบนินทาหญิงสาวผมสีแดงออกมาเบาๆ

 

“หมัดหนักชิบ…”

 

“อยากโดนกระทืบหรือไง!? หมอบกลับลงไป!!”

 

ทันใดนั้นเองหญิงสาวผมสีแดงที่เดินกลับออกมาจากหลังต้นไม้พร้อมกับเศษไม้ใบหญ้าจำนวนหนึ่งก็ได้พูดสั่งนากาขึ้นมาเสียงดังเมื่อเธอเห็นว่าเด็กหนุ่มกำลังยกมือขึ้นมากุมแก้มของตัวเองอยู่จนทำให้นากาต้องรีบขยับตัวกลับไปเป็นท่าเดิมในตอนที่เขาถูกทุ่มลงมากับพื้นในทันที

 

และเมื่อหญิงสาวผมสีแดงเห็นว่านากาได้กลับไปนอนหมอบกับพื้นนิ่งๆ ตามเดิมแล้วเธอก็ได้โปรยเศษไม้ใบหญ้าที่เธอหอบมาด้วยกลบทับร่างของนากาเอาไว้จนทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะพูดถามขึ้นมาด้วยความตกใจ

 

“น–นี่เธอทำอะไรของเธอเนี่ย?”

 

“ก็พรางตัวไงไอ้งั่ง! มันจะดูเหมือนอะไรไปได้อีกล่ะ? ทำกับข้าวเรอะ?”

 

“หา…?”

 

คำตอบของหญิงสาวผมสีได้ทำให้นากาหลุดปากออกมาด้วยความสงสัย แต่ว่าหญิงสาวผมสีแดงก็กลับไม่มีท่าทีว่าจะพูดอธิบายออกมาให้เขาฟังและทรุดตัวลงไปนั่งอยู่ข้างๆ นากาที่ถูกกลบไว้ด้วยเศษไม้ใบหญ้าก่อนจะพูดบ่นกระปอดกระแปดออกมา

 

“เฮ้อ… อุตส่าห์ได้เจอเจ้าลูกเจี๊ยบที่น่าจะโตไปได้เจ๋งๆ แท้ๆ ดันโดนเอามาใช้แบบนี้ซะได้ ให้ตายสิ…”

 

“เอ่อ… แล้วนี่เธอไม่กะจะยิงฉันแล้วหรือไงน่ะ?”

 

“…นี่แกอยากลองโดนยิงดูสักทีนักหรือไงหะ?”

 

“ไม่อยากครับ…”

 

คำพูดของหญิงสาวผมสีแดงที่ชักปืนออกมาจ่อกบาลนากาอีกครั้งนั้นได้ทำให้นากาต้องรีบพูดตอบเธอกลับไปอย่างรวดเร็วก่อนที่หัวของเขาจะได้มีรูระบายอากาศเพิ่มขึ้นมาจริงๆ จนทำให้หญิงสาวผมสีแดงที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ละความสนใจไปจากนากาอีกครั้งหนึ่งและล้วงเอาเนื้อตากแห้งชิ้นหนึ่งออกมานั่งเคี้ยวแทน

 

ซึ่งท่าทางของหญิงสาวผมสีแดงที่ไร้ซึ่งจิตสังหารและท่าทีสบายๆ ของอีกฝ่ายที่ดูแตกต่างจากในตอนที่เธอพูดข่มขู่นากาในทีแรกหรือในตอนที่นากาได้ต่อสู้กับเธอในป่าข้างหมู่บ้านนั้นก็ทำให้นากาอดไม่ได้ที่จะพูดถามเธอขึ้นมา

 

“เอ่อ…”

 

“เนื้อนี่ของฉัน แกอย่าหวังว่าจะได้ลองเลย”

 

“ไม่ใช่เรื่องนั้นสิ!! เอ่อ… ที่ฉันจะถามนั่นฉันหมายถึงว่าทำไมเธอถึงทำแบบนี้ล่ะ?”

 

นากาที่เผลอขึ้นเสียงกลับไปใส่หญิงสาวผมแดงได้รีบลดเสียงของตัวเองลงอย่างรวดเร็วและพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเกรงใจแทน และนั่นก็ทำให้หญิงสาวผมแดงเหลือบตากลับไปมองชิ้นเนื้อตากแห้งในมือเธออยู่ชั่วขณะก่อนจะพูดตอบนากากลับไป

 

“ก็ฉันหิวไง”

 

“ฉันหมายถึงว่าทำไมเธอถึงเอาใบไม้มากลบฉันแล้วนั่งกินอยู่อย่างงั้นต่างหากเล่า! ก่อนหน้านี้ในป่าข้างหมู่บ้านนั่นเธอยังจ้องจะเชือดฉันอยู่เลยไม่ใช่หรือไง!?”

 

“ก็รอบก่อนนั่นใครใช้ให้แกเข้ามายุ่มย่ามกับภารกิจของฉันกันล่ะ ส่วนรอบนี้ภารกิจของฉันมันเสร็จไปแล้วเพราะงั้นฉันจะทำยังไงกับแกมันก็เรื่องของฉันไม่ใช่หรือไง”

 

“เพราะงั้นเธอก็เลยเอาใบไม้มากลบฉันเล่นแล้วก็นั่งแทะเนื้อแห้งอยู่อย่างงั้นอะนะ?”

 

“เอาใบไม้มากลบแกเล่น…? เขาเรียกว่าพรางตัวต่างหากเล่าเจ้างั่ง!! วิธีการแอบซุ่มของแกมันขัดลูกตาแค่ไหนรู้บ้างมั้ยหะ!? ผ้าคลุมของแกก็สีตัดกับต้นไม้รอบๆ แถมแกยังยืนทึ่มเป็นตอไม้อยู่ริมชายป่าอีก ถ้าเกิดยังมีใครอยู่ในคฤหาสน์นั่นแล้วเขามองออกมานอกหน้าต่างสักหน่อยใครๆ เขาก็สังเกตเห็นแกตั้งแต่แวบแรกกันทั้งนั้นนั่นล่ะเจ้าโง่!!”

 

เสียงร้องด่าของหญิงสาวผมสีแดงนั้นถึงกับทำให้นากาต้องหดหัวด้วยความตกใจก่อนที่เขาจะกล้าพูดถามกลับไปอีกครั้งหนึ่งเมื่อเขาสังเกตเห็นว่าหญิงสาวผมสีแดงข้างกายดูเหมือนจะไม่มีความคิดอยากจะฆ่าเขาทิ้งแล้วเลยแม้แต่น้อยเลย

 

“ข…ขอโทษทีละกัน ก็ปกติแล้วฉันไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนนี่… ว่าแต่ในเมื่อเธอไม่คิดจะฆ่าฉันแล้วแบบนี้นี่เธอไม่กลัวว่าฉันจะเอาเรื่องที่ว่าเธอแอบมาทำอะไรลับๆ ล่อๆ แถวๆ คฤหาสน์ของขุนนางเขาไปบอกคนอื่นหรือไงน่ะ?”

 

“แล้วแกจะเอาเรื่องนี้ไปบอกใครล่ะ ทหารยามเรอะ? ทั้งๆ ที่ตัวแกเองก็แอบมาส่องดูบ้านของคนอื่นเขาแบบนี้เหมือนกันแถมยัยจิ้งจอกแดงที่มาด้วยกันกับแกก็แอบลอบเข้าไปข้างในนั้นด้วยแล้วน่ะนะ?”

 

“อุ้ย…”

 

“แล้วที่สำคัญแกจะไปแจ้งพวกทหารยามว่าอะไรล่ะ? ‘ตอนที่ผมไปดูลาดเลาให้กับเพื่อนที่แอบลอบเข้าไปในบ้านของท่านขุนนางอยู่ดีๆ ก็มีผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้เอาปืนมาจ่อหัวผมเสร็จแล้วก็จับผมทุ่มลงกับพื้นแถมยังนั่งคุยเล่นกินเนื้อแห้งสบายใจเฉิบอยู่ข้างๆ พี่ๆ ทหารยามช่วยผมด้วย’ อะไรงี้เรอะ?”

 

คำพูดสะดีดสะดิ้งด้วยน้ำเสียงล้อเลียนของหญิงสาวผมสีแดงนั้นถึงกับทำให้นากาต้องเบ้ปากเล็กน้อย เพราะถึงแม้ว่ามันจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ ก็ตามแต่ว่ามันก็ฟังดูประหลาดจนไม่น่าจะมีใครเชื่อสักเท่าไหร่

 

“แล้วนี่ยัยหัวขาวที่แกอุตส่าห์เข้าไปช่วยเอาไว้ในป่านั่นหายไปไหนซะแล้วล่ะ? ได้มาที่เมืองนี้ด้วยกันกับแกหรือเปล่า?”

 

“ก็มาด้วยกันนั่นล่ะ แต่บาดเจ็บหนักขนาดนั้นตอนนี้น่าจะอยู่ที่โรงพยาบาลในเมืองแล้วล่ะมั้ง”

 

นากาที่ได้ยินคำถามของหญิงสาวผมสีแดงได้พูดตอบเธอกลับไปแบบจงใจให้เธอเข้าใจผิดคิดว่าตัวเขากับอลิซเพียงเดินทางมาที่เมืองรีมินัสด้วยกันเฉยๆ แล้วจึงแยกย้ายกันไปแบบไม่ทราบจุดหมายของอีกฝ่าย

 

แต่ถึงอย่างนั้นทางด้านหญิงสาวผมสีแดงก็กลับไม่มีท่าทีว่าจะซักไซ้ถามเกี่ยวกับเรื่องของอลิซที่เธอเคยพูดเหมือนกับว่าเคยเป้าหมายของเธอในครั้งที่แล้วเลยแม้แต่น้อยและพูดพึมพำออกมาเบาๆ

 

“งั้นหรอ… ถ้างั้นก็ช่างเถอะ”

 

“แค่นั้นอะนะ…? ไม่ใช่ว่าตอนอยู่ในป่านั่นเธอจ้องจะจัดการพวกฉันให้ได้เลยหรือไงน่ะ? ทำไมตอนนี้เธอถึงทำท่าเหมือนกับว่าไม่สนใจจะจัดการพวกฉันแล้วล่ะ?”

 

คำพูดพึมพำเบาๆ ของหญิงสาวผมสีแดงที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ให้ความสนใจกับอลิซอีกต่อไปแล้วโดยสิ้นเชิงนั้นได้ทำให้นากาต้องพูดถามขึ้นมาด้วยความสงสัย ซึ่งหญิงสาวผมสีแดงก็ได้เหลือบไปมองหน้านากาเล็กน้อยก่อนที่เธอจะพูดปัดคำถามของเขาไป

 

“นั่นสินะ… แต่ว่าเรื่องนั้นมันก็คงจะไม่ได้สำคัญอะไรสักเท่าไหร่หรอกมั้ง…”

 

“………”

 

คำพูดของหญิงสาวผมสีแดงที่พูดขึ้นมาด้วยแววตาที่แฝงเอาไว้ด้วยความผิดหวังแตกต่างจากแววตาดุร้ายตามปกตินั้นได้ทำให้นากาชะงักไปเล็กน้อย เพราะว่าแววตาของอีกฝ่ายดูแล้วไม่ได้ต่างไปจากแววตาผิดหวังของพาเทียซ์ในตอนที่เขาพูดตอบเธอไปว่าเขานึกเรื่องอะไรก็ตามที่เธออยากจะให้เขานึกให้ออกไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

 

แต่ว่าก่อนที่นากาจะได้เอ่ยปากพูดอะไรออกมา หญิงสาวผมสีแดงก็ได้โยนชิ้นเนื้อตากแห้งที่เหลืออยู่ในมือเข้าปากไปทั้งชิ้นและหยัดตัวให้ลุกขึ้นมามองตรงไปยังตัวคฤหาสน์ก่อนจะพูดบ่นออกมาเบาๆ อีกครั้ง

 

“เฮ้อ… เสียเวลาเปล่าจริง…”

 

“อ้าว เธอจะไปแล้วหรอ?”

 

“ก็แหงสิ… ส่วนลูกเจี๊ยบอย่างแกน่ะก็กลับบ้านไปฝึกมาใหม่ก่อนไป๊ เผื่อว่าเจอกันครั้งหน้าแกจะได้ทำให้ฉันมีอารมณ์ขึ้นมาได้บ้างสักนิดก็ยังดี… หวังว่าพวกเราคงจะไม่ได้เจอกันอีกในเร็วๆ นี้ก็แล้วกัน”

 

หญิงสาวผมสีแดงเอ่ยปากพูดทิ้งท้ายเอาไว้และเดินมุ่งตรงเข้าผืนป่าที่ติดอยู่กับตัวคฤหาสน์ไปในทันที แต่ว่าทันใดนั้นเองเธอก็ต้องชะงักฝีเท้าลงด้วยความหงุดหงิดไม่ใช่น้อยเมื่อนากาได้เอ่ยปากพูดรั้งตัวเธอเอาไว้

 

“ด–เดี๋ยวก่อนสิ”

 

“อะไรอีก…? ถึงฉันจะไม่อยากฆ่าพวกลูกเจี๊ยบก็เถอะ แต่ถ้าพวกมันทำให้ฉันรำคาญมากๆ มันก็อีกเรื่องนึงนะ…”

 

คำพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดของหญิงสาวผมสีแดงและแววตาที่กลับไปเป็นดุร้ายของเธอนั้นได้ทำให้นากาถึงกับผงะไปก่อนที่เขาจะต้องรีบพูดขึ้นมาเมื่อสังเกตเห็นว่าอีกฝ่ายกำลังจะเลื่อนมือไปหยิบเอาปืนพกของเธอออกมาอีกครั้งหนึ่งแล้ว

 

“ธ–เธอชื่อว่าอะไรน่ะ เผื่อถ้าเกิดว่าได้เจอกันอีกทีนึงฉันจะได้เรียกได้ถูกไง…”

 

“…….”

 

คำถามของนากาได้ทำให้หญิงสาวผมสีแดงนิ่งเงียบไปสักพักใหญ่ๆ ก่อนที่เธอจะเอ่ยปากพูดตอบเขากลับไปพร้อมกับออกก้าวเดินตรงเข้าไปในป่าอีกครั้งหนึ่ง

 

“ทุกคนเรียกฉันว่า ‘ไคเลอร์’ … ถ้าเกิดแกคิดจะเรียกฉันก็เรียกตามนั้นก็แล้วกัน…”

 

“ไคเลอร์งั้นสินะ ส่วนฉันชื่—”

 

“เออ แล้วก็อย่าลืมเปิดเครื่องสื่อสารที่แกใส่เอาไว้ด้วยล่ะ จิ้มมันค้างเอาไว้เหมือนเดิมนั่นล่ะ…”

 

คำพูดของไคเลอร์ที่พูดเป็นทำนองว่าเธออนุญาตให้เขาเปิดเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กกลับขึ้นมาได้แล้วนั้นได้ทำให้นาการีบยื่นมือไปจิ้มเปิดมันกลับมาในทันทีและพยายามที่จะร้องเรียกอีกฝ่ายเอาไว้อีกครั้งเผื่อว่าเอริซาเบธและเอริกะจะได้ยินบทสนทนาของเขากับไคเลอร์บ้าง

 

“อ–อ่า ถ้างั้น— อ้าว ไปซะแล้วแฮะ…”

 

แต่แล้วในชั่วขณะที่นากาละสายตาจากไคเลอร์ไปเพียงแค่เล็กน้อยนั้นร่างของอีกฝ่ายก็ได้หายไปจากจุดเดิมโดยไม่เหลือทิ้งเอาไว้แม้แต่กระทั่งรอยเท้าเสียแล้วก่อนที่ทันใดนั้นเองเอริซาเบธจะโผล่ออกมาจากหลังต้นไม้ต้นหนึ่งทางฝั่งตัวคฤหาสน์และพูดทักทายนากาที่จมอยู่ภายใต้เศษไม้ใบหญ้าที่ไคเลอร์นำมากลบเอาไว้ให้เขาขึ้นมา

 

“อ่ะ— นากาคุงอยู่นี่นี่เอง แหม่~ ไม่เห็นจะต้องแอบขนาดนี้เลยก็ได้นี่นา~”

 

“เอ๋ะ… เอ่อ… คือแบบพอดีคิดว่าไหนๆ ก็ต้องซ่อนตัวแล้วก็เลยอยากจะลองอะไรนิดหน่อยน่ะ…”

 

“เห~ งั้นหรอๆ ก็รอบคอบดีนะ~”

 

เอริซาเบธที่ได้ยินคำตอบของนากาได้พูดตอบเขากลับไปแบบไม่ได้คิดอะไรมากนักโดยไม่ทันได้รู้ตัวเลยว่านากาเพียงแค่พูดอ้างไปเท่านั้นเพราะเขาอายไม่กล้าจะบอกใครว่าเพิ่งจะโดนไคเลอร์ที่เป็นเพียงแค่ผู้หญิงคนนึงหวดเข้าจนร่วงไปกองกับพื้นมา อีกทั้งตัวไคเลอร์เองก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ติดใจอะไรเขากับอลิซอีกต่อไปแล้วจนดูไม่น่าจะมีอันตรายอะไรกับพวกเขาแล้วนากาจึงไม่ได้มีความคิดจะบอกเรื่องที่เกิดขึ้นมาให้เอริซาเบธฟังเลยแม้แต่น้อย

 

“ว่าแต่ข้างในนั้นเป็นยังไงบ้างน่ะเอริ เธอเจอเป้าหมายของพวกเราหรือเปล่า?”

 

“ไม่อ่ะ ฉันลองสำรวจดูรอบๆ ตัวบ้านกับลองแอบส่องเข้าไปด้านในตัวคฤหาสน์ผ่านทางหน้าต่างดูแล้ว แต่ว่าข้างในนั่นมันมืดตื้อแถมยังเงียบสนิทเหมือนไม่มีใครอยู่เลยซะด้วยซ้ำน่ะ”

 

“อืม… แล้วอย่างงี้พวกเราจะเอายังไงกันดีล่ะเอริกะ เหมือนว่าข้างในนั้นจะไม่มีใครอยู่เลยนะ”

 

นากาที่ได้ยินคำตอบของเอริซาเบธเองก็ไม่รู้ว่าพวกเขาควรจะต้องทำยังไงกันต่อดีเขาจึงได้แต่ต้องลองพูดถามเอริกะผ่านเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กขึ้นมาดู ซึ่งทางด้านเอริกะก็ได้เงียบเสียงอยู่สักพักหนึ่งก่อนที่เธอจะพูดตอบเขากลับมา

 

“ไม่น่าจะเป็นไปได้นะ เพราะถ้าเกิดว่าพวกเขาจะออกไปข้างนอกกันหมดทุกคนแบบนั้นมันก็ควรจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สายของฉันไม่น่าจะลืมแจ้งมาก่อนได้หรอก…”

 

“อ่ะ— แต่จะว่าไปข้างในนั้นก็ยังมีคนอยู่นะคะคุณเอริกะ ตอนที่ฉันแอบส่องผ่านหน้าต่างเข้าไปฉันเห็นเงาของสาวใช้คนนึงนั่งทำอะไรก็ไม่รู้อยู่ที่โถงทางเดินด้วยน่ะค่ะ”

 

“นั่งอยู่ในโถงทางเดินมืดๆ แบบนั้นน่ะนะ? ไม่ใช่ว่าเขาล้มลงไปจนลุกไม่ไหวแล้วหรือไงน่ะ?”

 

คำพูดของเอริซาเบธได้ทำให้นากาต้องรีบพูดสอบถามขึ้นมาด้วยความเป็นห่วงในทันที แต่ว่าทางด้านเอริซาเบธก็กลับยักไหล่พูดตอบเขากลับมาแบบไม่ได้คิดอะไรมากนัก

 

“ก็ไม่รู้สิ เขาอาจจะทำอะไรหกก็เลยต้องรีบก้มลงไปเช็ดจนไม่มีเวลาจุดไฟก็ได้ล่ะมั้ง ฉันไม่ได้มีเวลาดูให้ชัดๆ น่ะเพราะว่าเขาอยู่ใกล้กับหน้าต่างมากด้วยเลยต้องรีบย้ายไปส่องดูที่จุดอื่นก่อน”

 

“อื้ม… แล้วสาวใช้คนนั้นเขาใช่เป้าหมายของพวกเราหรือเปล่าน่ะเอริ?”

 

“ไม่ใช่แน่นอนค่ะ ถึงฉันจะไม่ทันได้สังเกตดูสักเท่าไหร่แต่ว่าสีผมของสาวใช้คนนั้นไม่ใช่สีทองแน่นอนค่ะ”

 

“แต่ถ้ายังไงพวกเราก็แอบเข้าไปดูกันอีกสักรอบนึงก่อนน่าจะดีกว่ามั้ยน่ะเอริ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาจริงๆ ใครเขาจะนั่งอยู่ในที่มืดๆ แบบนั้นกันล่ะ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะเป็นลมล้มลงไปจนลุกไม่ไหวก็ได้นะ”

 

ถึงแม้ว่าเอริซาเบธจะยืนยันอย่างมั่นใจว่าสาวใช้คนที่เธอเจอไม่ใช่เป้าหมายอย่างแน่นอน แต่ว่านากาก็อดที่จะเป็นห่วงสาวใช้คนที่นั่งทำอะไรก็ไม่รู้อยู่ในโถงทางเดินมืดๆ ที่เอริซาเบธพูดขึ้นมาไม่ได้

 

เพราะว่าสำหรับคนปกติที่ใช้วิซได้นั้นขอแค่ส่งวิซออกไปกระตุ้นให้ตัวคริสตัลในตะเกียงที่น่าจะมีติดเอาไว้ตามโถงทางเดินทำงานมันก็จุดลูกไฟขึ้นมาส่องสว่างไปทั่วแล้วโดยไม่จำเป็นต้องเดินเข้าไปใกล้ตัวตะเกียงซะด้วยซ้ำ

 

ซึ่งคำพูดที่นากาพูดขึ้นมานั้นก็ได้ทำให้เอริซาเบธที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับแอบหลุดรอยยิ้มเล็กๆ ออกมาให้กับความไร้เดียงสาของนากาจนทำให้นากาต้องรีบพูดกลบเกลื่อนขึ้นมาในทันที

 

“อะไรของเธอเล่า เป็นห่วงคนอื่นแล้วมันผิดหรือไงกันล่ะ!?”

 

“จ้าๆ แล้วคุณเอริกะจะเอายังไงต่อดีล่ะคะ? จะให้ฉันแอบลอบเข้าไปดูอีกครั้งนึงหรือเปล่า?”

 

“อย่าเพิ่งดีกว่า… นี่นากา ตอนที่เอริซาเบธเขาอยู่ข้างในนั้นเธอเห็นใครอยู่ในคฤหาสน์นั่นบ้างหรือเปล่าน่ะ?”

 

“หือ? ฉันไม่เห็นใครสักคนเลยนะ… เอาจริงๆ ในคฤหาสน์นี่จะมีใครนอกจากสาวใช้คนที่เอริเขาเห็นหรือเปล่าเถอะ เพราะขนาดหน้าต่างบานนั้นที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ตรงนั้นก็ยังไม่มีใครไปปิดมันสักทีเลยนะนั่น”

 

นากาพูดตอบเอริกะกลับไปและหันไปมองหน้าต่างเพียงบานเดียวที่ถูกเปิดทิ้งค้างเอาไว้ตั้งแต่ตอนแรกที่พวกเขามาถึงจนทำให้เอริซาเบธที่หันไปมองเช่นเดียวกันต้องเอ่ยปากพูดยืนยันขึ้นมาด้วยอีกคน

 

“ใช่ค่ะ หน้าต่างบานนั้นฉันเองก็เห็นมันถูกเปิดทิ้งเอาไว้ตั้งแต่ตอนมาถึงอยู่แล้วเหมือนกัน”

 

“แปลกแฮะ… ถ้าเป็นวันที่อากาศแจ่มใสก็ว่าไปอย่าง แต่ว่าเปิดหน้าต่างทิ้งเอาไว้ในวันที่ฝนตกแบบนี้เนี่ยนะ… เอาเป็นว่าเดี๋ยวพวกเธอสองคนลองเข้าไปสำรวจดูตรงๆ เลยก็แล้วกัน”

 

“โอ้ ถ้างั้นฉันลุยเลยนะ”

 

“เดี๋ยวก่อนสินากาคุง! แล้วแผนว่ายังไงล่ะคะคุณเอริกะ จะให้ฉันแอบพานากาคุงลอบเข้าไปข้างในนั้นหรือว่ายังไงดี?”

 

เอริซาเบธที่เห็นว่านากาทำท่าเหมือนกับว่าจะออกเดินตรงไปที่ประตูหลังคฤหาสน์ได้ยื่นมือไปดึงคอเสื้อของเขาเอาไว้ก่อนและเอ่ยปากพูดขอแผนการจากคุณเอริกะของเธอขึ้นมา ซึ่งทางด้านเอริกะที่ดูเหมือนว่าจะมีแผนการอยู่ในใจแล้วก็ได้พูดตอบเอริซาเบธกลับมาอย่างรวดเร็ว

 

“พวกเธอไม่ต้องแอบลอบเข้าไปแล้วล่ะ คราวนี้พวกเธอเดินกลับไปที่ประตูหน้าแล้วก็กดกริ่งเรียกพวกเขาออกมาหาเลย บอกไปว่าพวกเธอมีข้อความด่วนจากฉันถึงคุณเวก้าที่จะต้องบอกให้เขาฟังต่อหน้าเท่านั้นไปเลย ถึงมันอาจจะดูเสียมารยาทไปบ้างแต่เอาไว้จบเรื่องแล้วก็ค่อยว่ากันอีกทีก็แล้วกัน”

 

“เอางั้นเลยหรอ?”

 

“นั่นสิคะ ทำแบบนั้นมันจะดีหรอคะคุณเอริกะ”

 

คำสั่งของเอริกะได้ทำให้เด็กๆ ทั้งสองคนของเธอต้องพูดถามกลับไปด้วยความสงสัย จนทำให้ทางด้านเอริกะที่ดูเหมือนว่าจะวางแผนอะไรเอาไว้แล้วต้องพูดอธิบายออกมาให้ทั้งสองคนฟัง

 

“อื้ม ไม่เป็นไรหรอก ตอนแรกที่ฉันให้พวกเธอแอบๆ กันก่อนเพราะฉันไม่อยากจะให้เขารู้ตัวถ้าไม่จำเป็นน่ะ แต่ว่าถ้าเกิดสาวใช้คนที่เธอไปเจอมาเขาเป็นลมล้มไปแบบที่นากาคุงพูดขึ้นมาจริงๆ พวกเราก็คงจะอยู่เฉยไม่ได้ใช่มั้ยล่ะ”

 

“แหม่ ถ้าคุณเอริกะว่าแบบนั้นฉันก็ไม่มีปัญหาหรอกค่ะ เนอะนากาคุง~”

 

“มันก็แน่อยู่แล้วสิ ถ้างั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”

 

คำตอบของเอริกะได้ทำให้บนใบหน้าของทั้งสองคนเกิดรอยยิ้มขึ้นมาก่อนที่พวกเขาจะเดินลัดเลาะไปตามแนวป่าเพื่อตรงไปทางประตูหน้าคฤหาสน์กัน

 

แต่แล้วในขณะเอริซาเบธกำลังจะก้าวขาออกไปยังถนนเส้นหลักที่เชื่อมต่อระหว่างหน้าประตูคฤหาสน์ตรงไปยังตัวเมืองรีมินัสนั้นเธอก็กลับชะงักไปเสียก่อนและหันซ้ายหันขวาเหมือนกับกำลังมองหาอะไรบางอย่างอยู่จนทำให้นากาต้องพูดถามหญิงสาวหูจิ้งจอกขึ้นมาด้วยความสงสัย

 

“เธอมองหาอะไรอยู่น่ะเอริ?”

 

“ก็พวกอัศวินเฝ้ายามของคุณเวก้าเขาน่ะสิ… พวกเขาหายไปไหนกันหมด…?”

 

“หือ?”

 

คำตอบของเอริซาเบธได้ทำให้นากาเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจก่อนที่เขาจะกวาดตามองดูตัวคฤหาสน์ที่ตั้งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลและได้พบว่าที่ด้านหน้าประตูรั้วที่ถ้าคิดตามปกติแล้วควรจะมีคนยืนเฝ้ายามอยู่ตลอดเวลานั้นกลับว่างเปล่าไปเสียอย่างนั้น แต่ถึงอย่างนั้นนากาก็กลับไม่ได้คิดอะไรมากนัก เพราะถ้าฟังจากที่คอนแนลคุยกับอลิซเมื่อวานนี้แล้วดูเหมือนว่าหน้าที่เฝ้ายามมันจะเป็นของคอนแนลที่เมื่อคืนนี้ไปนอนค้างที่บ้านของเอริกะแทน

 

“แต่เห็นว่าหน้าที่เฝ้าประตูหน้ามันเป็นของคอนแนลเขานี่ เพราะงั้นตอนนี้จะไม่มีคนยืนเฝ้ามันก็ไม่แปลกหรอกล่ะมั้ง”

 

“อื้ม… แต่ฉันว่ามันดูเหมือนจะมีอะไรแปลกๆ … เอาเถอะ คิดมากไปก็เท่านั้นแหล่ะเนอะ เอาเป็นว่าพวกเรารีบไปกันเถอะ~”

 

เอริซาเบธที่ได้ยินคำพูดของนากาได้ขมวดคิ้วอยู่ชั่วขณะก่อนที่เธอจะปล่อยวางและเดินนำนากาไปยังหน้าประตูรั้วของคฤหาสน์ก่อนจะดันหลังของนากาเป็นสัญญาณว่าให้เกียรติเขาเป็นคนกดกริ่งหน้าประตูไปซะอย่างงั้น

 

“เชิญเลยจ้ะ~”

 

“เฮ้อ… ให้ตายสิ ถ้างั้นเดี๋ยวฉันจะกดกริ่งเรียกพวกเขาออกมาเลยแล้วกันนะเอริกะ”

 

“เออใช่— ขอเวลาให้ฉันแป๊บนึงสินากาคุง ก่อนที่เธอจะเข้าไปข้างในนั้นฉันมีเรื่องที่จะต้องพูดเตือนเธอเอาไว้ก่อนน่ะ”

 

ในชั่วขณะที่นากากำลังจะยื่นมือไปกดที่กริ่งของตัวคฤหาสน์นั้นเอง เอริกะก็ได้เอ่ยปากพูดห้ามเขาขึ้นมาเสียก่อนจนทำให้นากาต้องชะงักมือของเขาไปและพูดถามเอริกะกลับไปด้วยความแปลกใจ

 

“หืม? ว่ามาสิ”

 

“คือฉันเองก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกนะถ้าเธออยากจะช่วยเหลือคนอื่นน่ะ แต่ถ้ายังไงก่อนที่เธอจะตัดสินใจช่วยเหลือใครฉันอยากจะให้เธอคิดให้ดีๆ ก่อนว่าการเข้าไปช่วยเหลือเขามันจะทำให้เธอตกที่นั่งลำบากซะเองหรือเปล่าน่ะ เพราะไม่อย่างนั้นนอกจากเธออาจจะช่วยอะไรใครเขาไม่ได้แล้วมันยังจะทำให้คนอื่นๆ ต้องเสี่ยงเข้าไปช่วยเธอเข้าอีกต่อนึงซะเปล่าๆ อีกด้วยน่ะเข้าใจหรือเปล่า”

 

“เอ๋ะ— เอ่อ… ก็เข้าใจอยู่ล่ะมั้ง…”

 

“ถ้าเธอยังไม่เข้าใจก็ไม่เป็นอะไรหรอก เอาเป็นว่าสำหรับภารกิจครั้งนี้เธอทำตามที่เอริซาเบธเขาแนะนำไปก่อนก็แล้วกัน ถ้ายังไงฉันฝากเธอดูแลนากาคุงเขาด้วยก็แล้วกันนะเอริ”

 

“รับทราบค่ะ เอาไว้ถ้าเกิดว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นมาจริงๆ เดี๋ยวฉันจะจัดการนากาคุงเขาก่อนที่เรื่องมันจะลุกลามใหญ่โตให้เอง~”

 

เอริซาเบธที่ได้ยินเอริกะพูดสั่งขึ้นมาผ่านเครื่องสื่อสารขนาดเล็กได้กระดิกหางจิ้งจอกฟูๆ ของเธอพูดตอบกลับไปอย่างขยันขันแข็งก่อนที่เธอจะเอื้อมมือไปกดที่กระดิ่งที่ติดอยู่ข้างๆ ประตูรั้วคฤหาสน์เพื่อเริ่มต้นแผนการในทันที

 

กริ๊งงงงงง!

 

“เข้าไปตรงๆ แบบนี้มันจะดีจริงๆ หรอเนี่ย…”

 

“จุ๊ๆ พูดแบบนั้นเดี๋ยวถ้าเกิดมีใครมาได้ยินเข้าเขาก็คิดว่าพวกเราน่าสงสัยกันพอดีสินากาคุง~ เอ้ายืดหลังตรงทำหน้านิ่งๆ ขึงขังๆ หน่อย~”

 

เอริซาเบธที่ได้ยินคำพูดที่แฝงเอาไว้ด้วยความกังวลของนากาได้ยิ้มแป้นและยื่นมือไปตบหลังนากาเบาๆ สองสามทีก่อนที่เธอจะหันกลับไปมองดูที่ประตูไม้ของตัวคฤหาสน์เพื่อเฝ้ารอสาวใช้หรือว่าหน่วยอัศวินของเวก้าที่น่าจะออกมาสอบถามพวกเธอในอีกไม่ช้านี้

 

แต่ว่าหลังจากที่เวลาผ่านไปสักพักใหญ่ๆ ท่ามกลางสายฝนที่ยังคงโปรยปรายลงมาอยู่ปรอยๆ ก็กลับไม่มีวี่แววว่าจะมีใครออกมาสอบถามพวกเขาเลยแม้แต่น้อยจนทำให้นากาอดไม่ได้ที่จะพูดบ่นออกมาเบาๆ

 

“อันนี้มันชักจะแปลกๆ จริงๆ แล้วล่ะมั้งเนี่ย”

 

“นั่นสิ… ปกติแล้วมันน่าจะมีพวกสาวใช้ที่ทำหน้าที่ต้อนรับแขกโดยเฉพาะอยู่นะ… อื้มมมม….”

 

เอริซาเบธที่ได้ยินคำพูดของนากาได้ขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัยก่อนที่เธอจะตัดสินใจลองยื่นมือไปผลักตัวประตูรั้วออกดู

 

แกร๊ก…..

 

“อ่ะ— ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ล็อกประตูด้วยล่ะ”

 

“เดี๋ยวสิๆ แบบนี้มันจะไม่แปลกเกินไปหน่อยแล้วหรอนั่น”

 

คำพูดของเอริซาเบธและประตูรั้วขนาดใหญ่ที่ถูกผลักจนเปิดออกได้อย่างง่ายดายนั้นถึงกับทำให้นากาผงะไปเล็กน้อย แต่ว่าทางด้านเอริซาเบธนั้นก็กลับพูดตอบนากากลับไปแบบส่งๆ แทน

 

“จะว่าแปลกมั้ยมันก็แปลกนั่นล่ะ แต่เอาเป็นว่าตอนนี้พวกเราก็มาทำตัวเป็นแขกที่มาหาแล้วเห็นว่าพวกเขาไม่ได้ล็อกประตูก็เลยเผลอเดินเข้ามาด้วยความเป็นห่วงก็แล้วกัน~”

 

ทันทีที่เอริซาเบธพูดจบเธอก็ก้าวเท้าเดินตรงไปยังประตูของตัวคฤหาสน์ที่อยู่ห่างออกไปพอสมควรในทันทีโดยไม่รอให้นากาได้มีโอกาสได้พูดอะไรออกมาอีกจนทำให้นากาต้องรีบเดินตามเธอไปด้วยเช่นกัน

 

แต่ว่าหลังจากที่พวกเขาเดินไปหยุดอยู่ที่หน้าประตูแล้วเอริซาเบธที่เดินนำหน้านากาอยู่ก็กลับชะงักเท้าของเธอไปและหันไปมามองซ้ายขวาด้วยท่าทีระแวดระวังพร้อมกับกระดิกหูจิ้งจอกฟูๆ ของเธอไปมาไปด้วยก่อนที่เธอจะพูดพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด

 

“แปลกมาก… ที่นี่มันเงียบเกินไป…”

 

“แต่ไม่ใช่เมื่อกี้นี้ตอนที่เธอแอบเข้ามาดูก่อนเธอก็พูดแบบนั้นเหมือนกันหรอกหรอน่ะ… เอาเป็นว่าพวกเราลองเคาะประตูดูก่อนก็แล้วกัน”

 

ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง!

 

“………….”

 

ถึงแม้ว่าจะมีเสียงเคาะประตูอย่างแรงของนากาดังขึ้นมาลั่นไปทั่วทั้งบริเวณ แต่ว่าหลังจากที่เวลาผ่านไปสักพักหนึ่งมันก็ยังไม่มีเสียงตอบรับอะไรดังออกมาจากด้านในตัวคฤหาสน์เลยแม้แต่น้อยจนทำให้ทั้งนากาและเอริซาเบธได้แต่หันมามองหน้ากันเล็กน้อยก่อนที่เอริซาเบธจะเป็นคนลองเคาะประตูดูบ้าง

 

ปึ้ง! ปึ้ง! ปึ้ง!

 

“………….”

 

“ก็ยังเงียบอยู่เหมือนเคย… แบบนี้สงสัยสาวใช้คนที่เธอเจอจะมีปัญหาจริงๆ แล้วล่ะมั้งนั่นเอริ… แบบนี้พวกเราจะเอายังไงกันดีล่ะ?”

 

“อื้ม… แบบนี้พวกเราลองเข้าไปด้านในดูเลยก็ได้ล่ะมั้ง… ถึงมันจะดูเหมือนกับเป็นการบุกรุกก็เถอะ แต่ว่าเรื่องของชีวิตคนมันรอไม่ได้จริงมั้ยล่ะ…”

 

เอริซาเบธที่ได้ยินคำถามของนากาได้นิ่งใช้ความคิดอยู่สักพักหนึ่งก่อนที่เธอจะพูดเสนอแผนการออกมาและเปิดประตูเดินนำนากาเข้าไปด้านในตัวคฤหาสน์หลังใหญ่ของเวก้าอย่างรวดเร็ว

 

ซึ่งที่ด้านในห้องโถงหลักของตัวคฤหาสน์นั้นก็เหมือนกับคฤหาสน์ทั่วๆ ไปที่นากาเคยเห็นจากในหนังสือเรียนคือเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่มีบันไดอยู่ตรงกลางและแยกออกไปทางซ้ายกับขวาสำหรับเดินไปทางปีกซ้ายกับขวาของตัวคฤหาสน์ และที่ตรงชานบันไดนั้นก็มีนาฬิกาโบราณขนาดใหญ่ที่มีลูกตุ้มแกว่งไปมาส่งเสียงฟันเฟืองตัดผ่านความเงียบเชียบและความมืดมิดภายในตัวคฤหาสน์มาให้พวกเขาได้ยิน

 

“มืดแบบนี้มองไม่ค่อยจะเห็นทางเลยแฮะ… นากาคุงหยิบตะเกียงตรงนั้นมาให้หน่อยสิ ที่เขาแขวนเอาไว้ตรงข้างประตูนั่นน่ะ”

 

“หือ? อ๋อ ไอ้เจ้านี่น่ะหรอ”

 

นากาที่ได้ยินคำสั่งของเอริซาเบธได้หันซ้ายหันขวาเพ่งตามองผ่านความมืดอยู่สักพักหนึ่งก่อนที่เขาจะเจอตะเกียงวิซจำนวนหนึ่งที่ถูกแขวนเอาไว้ที่ใกล้ๆ กับประตู เขาจึงได้หยิบมันส่งไปให้เอริซาเบธหนึ่งอันโดยไม่ได้มีคิดที่จะหยิบมันมาใช้เองเลยแม้แต่น้อย ส่วนทางด้านเอริซาเบธที่ได้รับมันไปนั้นก็ได้เอามันไปส่องดูสักพักหนึ่งก่อนที่เธอจะพูดขึ้นมาด้วยความตื่นตาตื่นใจ

 

“เห~ เดี๋ยวนี้พวกตะเกียงที่พวกคุณๆ ท่านๆ ขุนนางใช้กันนี่เขามีตัวแปรธาตุติดมาให้ด้วยแล้วหรอเนี่ย… ก็สะดวกดีล่ะนะ ถึงมันจะไม่จำเป็นสำหรับฉันสักเท่าไหร่ก็เถอะ~”

 

“เอ๋ะ? ปกติของใช้ทั่วไปเขาไม่มีตัวแปรธาตุติดมาให้ด้วยหรอน่ะ?”

 

หลังจากที่เอริซาเบธพูดจบแล้วตัวตะเกียงในมือของเธอก็ได้มีเปลวไฟลุกพรึบขึ้นมามอบแสงสว่างตัดผ่านความมืดภายในตัวคฤหาสน์ไปเป็นวงกว้าง ส่วนทางด้านนากาที่ได้ยินแบบนั้นก็ได้เอ่ยปากพูดขึ้นมาด้วยความสงสัย

 

เพราะว่าปกติแล้วพวกของใช้ต่างๆ ภายในบ้านของนากาที่หมู่บ้านโมริกะที่อารอนเป็นคนนำมาให้จากในเมืองมันมักจะมีตัวแปรธาตุติดมาให้อยู่ด้วยเสมอ เนื่องจากพรีมูล่าที่เป็นคนจัดการใช้งานพวกเครื่องเรือนที่ใช้วิซต่างๆ ไม่สามารถใช้วิซธาตุอื่นได้นอกจากธาตุน้ำแข็งอีกทั้งเจ้าตัวเองก็ยังไม่ยอมฝึกใช้งานวิซธาตุอื่นอีกด้วยเขาจึงนึกว่าตัวแปรธาตุที่เอริซาเบธพูดถึงมันเป็นเรื่องปกติเสียอีก

 

“ก็ปกติตะเกียงวิซพวกนี้เนี่ยเธอจะต้องหาคนที่ใช้วิซธาตุไฟได้มาจุดให้น่ะสิ แต่หลังๆ มานี่เห็นคุณเอริกะเขาบอกว่ามันเริ่มจะมีตัวแปรธาตุขนาดเล็กๆ ผลิตออกมาวางขายกันบ้างแล้วล่ะ ถึงราคามันจะยังโหดใช่ย่อยอยู่ก็เถอะนะ~”

 

“อ่าหะ…”

 

คำตอบของเอริซาเบธได้ทำให้นากากะพริบตาปริบๆ มองดูตะเกียงวิซติดตัวแปรธาตุในมือของเอริซาเบธด้วยความแปลกใจ เพราะว่าเมื่อมองดูผ่านๆ แล้วมันก็ไม่ได้มีหน้าตาต่างไปจากตะเกียงวิซในบ้านที่หมู่บ้านโมริโกะของเขาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งเขาเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนเลยด้วยว่าตะเกียงวิซที่พรีมูล่าชอบเอาไปแกว่งเล่นอยู่บ่อยๆ นั่นมันจะเป็นของแพงอะไรแบบนี้

 

แต่ว่าก่อนที่นากาจะได้พูดอะไรออกมาเอริซาเบธก็ได้ยกตะเกียงวิซในมือของเธอขึ้นเล็กน้อยก่อนที่ทันใดนั้นเองเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่ในตัวตะเกียงจะแบ่งตัวเองออกเป็นหลายๆ ลูกและพุ่งไปยังเชิงเทียนที่แขวนอยู่ตามโถงทางเดินจนทำให้เกิดเป็นแสงสว่างสาดส่องไปทั่วบริเวณจนทำให้นากาที่ไม่เคยเห็นวิธีการใช้วิซแบบนี้มาก่อนต้องมองตามมันไปด้วยความสนอกสนใจ

 

“เอาล่ะ ไปกันเถอะนากาคุง ทางด้านฝั่งขวาของคฤหาสน์นั่นน่ะที่ฉันเห็นสาวใช้คนนั้นนั่งอยู่น่ะ”

 

“อื้ม ถ้างั้นก็รีบไปกันเถอะ”

 

นากาพูดตอบเอริซาเบธกลับไปก่อนที่เขาจะรีบเดินตามหลังเธอไปตามโถงทางเดินทางด้านขวาของตัวคฤหาสน์ ซึ่งเอริซาเบธที่เดินนำหน้าเขาอยู่นั้นก็ได้แบ่งเปลวไฟของตะเกียงวิซในมือของเธอไปจุดเชิงเทียนที่แขวนเรียงรายเอาไว้ตามผนังอยู่ตลอดทางราวกับว่าเธอกำลังเล่นสนุกอยู่ ในขณะที่สายฝนเบื้องนอกที่โปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบาก็ได้ค่อยๆ ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะมีประกายแสงของสายฟ้าวูบวาบผ่านผ้าม่านที่ปิดสนิทเข้ามาเป็นระยะๆ จนทำให้เอริซาเบธอดไม่ได้ที่จะพูดบ่นขึ้นมา

 

“แหม่~ พอมีแสงฟ้าแลบฟ้าผ่าลอดผ่านผ้าม่านเข้ามาเรื่อยๆ แบบนี้นี่ดูๆ ไปแล้วก็น่ากลัวอยู่เหมือนกันนะ~”

 

“เอริ… ข้างหน้านั่น…”

 

“หืม? อะไรหรอนากาคุง”

 

ในขณะที่เอริซาเบธกำลังพูดบ่นขึ้นมาแบบทีเล่นทีจริงอยู่นั้น ทางด้านนากาก็ได้สะกิดเรียกเธอเบาๆ และชี้ไปทางโถงทางเดินเบื้องหน้าจนทำให้เอริซาเบธต้องหันไปมองด้วยความสงสัย

 

และนั่นก็ทำให้เธอได้พบเข้ากับเงาตะคุ่มๆ ของหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังนั่งพิงกำแพงอยู่อย่างเงียบๆ จนทำให้เธอถึงกับต้องเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจเพราะว่าหูจิ้งจอกฟูๆ ที่เธอมั่นใจไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่ว่าก่อนที่เอริซาเบธจะได้พูดอะไรออกมานากาก็ได้รีบวิ่งเข้าไปร้องถามสาวใช้เบื้องหน้าด้วยความเป็นห่วงเข้าซะก่อน

 

“นี่เธอ! เป็นอะไรหรือเปล่า!?”

 

“เดี๋ยวก่อนนากาคุง!!”

 

ถึงแม้ว่าเอริซาเบธจะพยายามร้องห้ามนากาเอาไว้เพราะเธอรู้สึกว่ามันมีอะไรแปลกๆ ที่เธอเองก็อธิบายไม่ถูกก็ตามที แต่ว่าเด็กหนุ่มก็กลับไม่สนใจเธอและรีบวิ่งตรงเข้าไปนั่งคุกเข่าดูอาการของสาวใช้คนนั้นคนที่นั่งพิงกำแพงอยู่อย่างรวดเร็วก่อนที่เขาจะนิ่งไปสักพักหนึ่งและเอ่ยปากเรียกเอริซาเบธขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ

 

“อ–เอริ…”

 

“……….”

 

เสียงร้องเรียกของนากานั้นไม่ได้รับการตอบรับจากเอริซาเบธที่ในขณะนี้กำลังขมวดคิ้วมองตรงไปยังโถงทางเดินเบื้องหน้าที่พวกเธอยังเดินไปไม่ถึงด้วยสายตาเคร่งเครียดจนทำให้นากาต้องร้องเรียกเธอขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 

“อ–เอริ… ธ—เธอมาดูนี่หน่อยสิ”

 

“แป๊บนึงนะนากาคุง… ข้างหน้านั่นมันมีอะไรสักอย่างอยู่…”

 

“เอริ!! เธอรีบมาดูอาการของเธอคนนี้เร็ว สาวใช้คนนี้เขาไม่หายใจแล้วนะ!!”

 

เปรี๊ยง!

 

“—!?”

 

ในชั่วขณะที่นากาได้ร้องตะโกนเรียกเอริซาเบธขึ้นมาเสียงดังนั้นเองก็ได้มีแสงสว่างวาบลอดผ่านผ้าม่านที่ปิดสนิทเข้ามาจนทำให้เอริซาเบธได้เห็นร่างของอัศวินและสาวใช้จำนวนหนึ่งที่นอนกองอยู่กับพื้นในส่วนของโถงทางเดินที่พวกเธอยังเดินไปไม่ถึง และนั่นก็ทำให้เอริซาเบธได้ตัดสินใจที่จะยื่นมือไปกระชากคอเสื้อของนากาเอาไว้และกระโดดถอยไปเบื้องหลังพร้อมกับร้องสั่งเด็กหนุ่มขึ้นมาเสียงดังในทันที

 

“นากาคุงเธอชักอาวุธออกมาเดี๋ยวนี้เลย!!”

Prev
Next
MY READING HISTORY
You don't have anything in histories
POPULAR MANGA
กระบี่จงมา
กระบี่จงมา
บทที่ 992.2 ดอกไม้แดงบนภูเขาเขียวดุจเพลิงลุกไหม้ 27 พฤศจิกายน 2024
บทที่ 992.1 ดอกไม้แดงบนภูเขาเขียวดุจเพลิงลุกไหม้ 27 พฤศจิกายน 2024
323r
ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ
ตอนที่ 2138 จะทำลายพวกเจ้า 27 พฤศจิกายน 2024
ตอนที่ 2137 เทือกเขาแห่งความตาย 27 พฤศจิกายน 2024
เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god)
เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god)
ตอนที่ 2528 - การตัดแขน 27 พฤศจิกายน 2024
ตอนที่ 2527 - ชำระหนี้แค้น 27 พฤศจิกายน 2024
61d44445LSpjhqcZ
เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ
บทที่ 869 ที่หลบภัย 27 พฤศจิกายน 2024
บทที่ 868 ผมซับเหงื่อให้ครับ 27 พฤศจิกายน 2024
Full-time-Artist-ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิ
Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอนที่ 775 อาภรณ์หลวมโพรกมิเสียดาย เพื่อเจ้าข้าผ่ายผอมยอมอิดโรย 27 พฤศจิกายน 2024
ตอนที่ 774 ผีเสื้อรักบุปผา 27 พฤศจิกายน 2024
นิยายแปล-~จ้าวนักสู้เกิดใหม่ทั้งทีดันเป็นนางร้าย-~-ลูน่าอยากรีไทร์แล้ว
[นิยายแปล] ~จ้าวนักสู้เกิดใหม่ทั้งทีดันเป็นนางร้าย ~ ลูน่าอยากรีไทร์แล้ว
ตอนที่ 53 - 030:แผนการฝึกนักบุญ⑦ ค้นหาศัตรู 27 พฤศจิกายน 2024
ตอนที่ 52 - 029:แผนการฝึกนักบุญ⑥ ก่อนการต่อสู้ 27 พฤศจิกายน 2024
Here for more Popular Manga

Comments for chapter "ตอนที่ 15"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

You must Register or Login to post a comment.

  • HOME
  • COOKIE POLICY

© 2026 Madara Inc. All rights reserved