Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 599 วัวน้ําแข็ง ( ปลาย )
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 599 วัวน้ําแข็ง ( ปลาย )
บทที่ 599 วัวน้ําแข็ง ( ปลาย )
เจ่าไห่มองไปที่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าด้วยความสงสัย เขาไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นน้ําแข็งที่เดินได้เช่นนี้ หากไม่ได้เจอกับผู้เฒ่าเทส เจ่าไห่ก็อาจจะคิดว่ามันเกิดจากคนที่มีพลังน้ําแข็ง ถ้าไม่ใช่เช่นนั้น เรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น ถ้าหากว่ามีคนควบคุมอยู่จริง ๆ ก็อาจจะมีการโจมตีที่น่ากลัวกว่านี้เข้ามา และผู้เฒ่าเทสก็จะต้องเจอกับมัน แต่ผู้เฒ่าเทสบอกว่าไม่เคยเจออะไรแบบนั้น แสดงว่าสัตว์เหล่านี้ไม่ได้ถูกควบคุมโดยใครเลยก็ได้
ถ้าไม่ได้อยู่ในการควบคุมมันก็น่าจะถูกสร้างขึ้นมาโดยธรรมชาติ แต่ธรรมชาติจะสร้างสัตว์แบบนี้ขึ้นมาได้จริง ๆ งั้นเหรอ? ความคิดนี้มันทําให้เจ่าไห่ประหลาดใจมาก สภาพแวดล้อมไหน ๆ ก็ไม่น่าจะทําให้เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นเองได้ เรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องที่สมเหตุสมผลเลย
เจ่าไห่หันไปหาผู้เฒ่าเทสและพูดว่า “ผู้เฒ่าเทส ทําไมท่านไม่ใช้การโจมตีแบบระยะไกลล่ะ?” ผู้เฒ่าเทสส่ายหัวและพูดว่า “มันไม่มีประโยชน์ ถ้าเจ้าไม่ทําลายหัวของพวกมัน มันก็จะไม่มีวันตาย พวกมันสามารถฟื้นตัวเองขึ้นมาได้”
เจ่าไห่มอง แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องยากสําหรับเขา เขาขยับมือขณะที่ปล่อยโกเลมหินหลายตัวออกจากมิติให้ไปอยู่นอกเมือง ร่างของโกเลมของเจ่าไห่สูงประมาณ 10 เมตร ร่างกายของพวกมันเป็นสีแดง พวกมันดูเหมือนกับโกเลมทั่วไป
ในอดีตโกเลมของเจ่าไห่เป็นสีเขียวเข้ม แต่เนื่องจากมิติได้ดูดเลือดของเทพเข้าไป และอัพเกรดเพิ่ม มันทําให้โกเลมของเจ่าไห่กลายเป็นสีแดงเลือด นอกจากนี้ความแข็งแกร่งของพวกมันก็เพิ่มขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อด้วย โกเลมแต่ละตัวมีความแข็งแกร่งมาก ๆ
หลังจากที่โกเลมปรากฏออกมา พวกมันก็พุ่งเข้าไปหาวัวน้ําแข็งทันที เจ่าไห่เห็นว่าการเคลื่อนไหวของโกเลมมีความเร็วมากขึ้น และความแข็งแกร่งของพวกมันก็เพิ่มขึ้นมาเยอะมาก ๆด้วย
โกเลมเหล่านี้ทําให้ผู้คนรู้สึกว่าพวกมันตัวใหญ่เทอะทะมาก แต่เมื่อโกเลมของเจ่าไห่ เคลื่อนไหว พวกมันดูน่ากลัวและไม่ได้ดูน่าโง่เลย
ชนเผ่าลิงในเมืองมองด้วยสายตาเดียวกัน แม้ว่าพวกเขาจะรู้เกี่ยวกับการมีอยู่ของนักเวทย์ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นการต่อสู้แบบนักเวทย์ เมื่อพวกเขาเห็นว่าโกเลมต่อสู้กับวัวน้ําแข็งได้ พวกเขารู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
แต่เมื่อพวกเขาเห็นโกเลมต่อสู้ พวกเขาสัมพันธ์ได้ถึงความแข็งแกร่งที่น่ากลัว โกเลมเหล่านี้มีหมัดที่สามารถส่งคนไปได้หลายพันไมล์ การต่อยของโกเลมแต่ละครั้งสามารถจัดการกับวัวน้ําแข็งได้ ดูเหมือนว่าพวกมันจะรู้ถึงจุดอ่อนของวัวน้ําแข็งเหล่านี้ โกเลมของเจ่าไห่เล็งไปที่หัวของวัวน้ําแข็งทุก ๆ ตัวที่โจมตี
ในทางกลับกันเจ่าไห่ก็มองวัวน้ําแข็งตลอดเวลา จากสิ่งที่เขาได้ยินมาจากผู้เฒ่าเทส หากไม่โจมตีที่หัวของมัน พวกมันก็สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ตลอดเวลา เจ่าไห่มองเห็นวัวน้ําแข็งที่ถูกโกเลมโจมตี แต่ไม่ได้โดนหัว เมื่อพวกมันเดินผ่านน้ํา ๆ ก็ไหลเข้าไปในร่างกายของพวกมันและคืนสภาพเหมือนเดิมพร้อมที่จะต่อสู้ต่อ
หลังจากเห็นสิ่งนี้แล้ว เจ่าไห่ก็ขมวดคิ้ว เจ่าไห่เห็นแล้วว่าวัวน้ําแข็งเหล่านี้รับมือยากแค่ไหน แม้ว่าโกเลมจะโจมตีไปที่หัวได้ 1-2 ตัว ก็ยังไม่พอที่จะจัดการพวกมันทั้งหมด
อย่างไรก็ตามวัวน้ําแข็งเหล่านี้ไม่สามารถทําอะไรโกเลมได้ ในตอนนี้ร่างกายของโกเลมนั้นแข็งแกร่งมาก ถึงแม้ว่าจํานวนจะเยอะแต่ความแข็งแกร่งก็ไม่ได้เยอะเท่ากับโกเลมของเจ่าไห่เลย
แม้ว่าการโจมตีของพวกมันจะไม่สามารถทําอะไรได้ แต่จํานวนและความสามารถในการฟื้นฟูของพวกมันก็เป็นเรื่องที่ยากต่อการก่าจัด
เจ่าไห่ไม่ได้ใช้พลังเวทย์ไฟ แม้ว่ามันจะได้ผลดี แต่พื้นที่การต่อสู้ก็เป็นป่า ถ้าเจ่าไห่โจมตีด้วยไฟ เขาอาจจะเผาทั้งภูเขานี้เลยก็ได้
โลเลมเป็นเหมือนกําแพงที่อยู่นอกเมือง วัวน้ําแข็งเหล่านั้นไม่สามารถผ่านเข้ามาได้ ซึ่งทําให้ผู้เฒ่าเทสประหลาดใจมาก โกเลมเหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวมาก
เจ่าไห่ยืนอยู่บนกําแพงเมือง มองดูการต่อสู้ด้วยความสงบ หลังจากนั้นเขาก็หันไปหาผู้เฒ่าเทสและพูดว่า “ผู้เฒ่าเทสปกติแล้ววัวน้ําแข็งที่มาโจมตีมีมาประมาณกี่ตัว และพวกมันโจมตีนานแค่ไหนในแต่ละครั้ง?”
ผู้เฒ่าเทสมองไปที่วัวน้ําแข็งก่อนจะตอบเจ่าไห่ “การโจมตีของวัวน้ําแข็งเหล่านี้ ในแต่ละครั้งมีมาประมาณ 100,000 ตัว ยิ่งไปกว่านั้นพวกมันไม่ได้สู้จนตายหมด พวกมันจะถอยกลับไปตลอดทุกครั้ง”
จํานวนของพวกมันทําให้เจ่าไห่ประหลาดใจ เจ่าไห่ไม่คิดว่าวัวน้ําแข็งจะเกิดมาได้เองถึง 100,000 ตัว นี่มันไม่ใช่จ่านวนที่น้อยเลย
กลับมาที่โลก เจ่าไห่เห็นคนทําสถิติเกี่ยวกับการต่อสู้รบทางทหาร มีการสูญเสียร้อยละหนึ่ง ก่อนที่กองทัพจะถอนกําลัง ถ้ามีมากว่า 20% ที่เสียชีวิตพวกเขาจะถอนกําลังเลยโดยไม่ต้องคิด แต่ถ้าเสียชีวิตไป 25% นั่นก็หมายความว่าพวกเขาจะต้องยอมแพ้ หรือต้องหนีให้ไวที่สุด