Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 565 - พักร้อน
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 565 - พักร้อน
บทที่ 565 – พักร้อน
ลอร่าและคนอื่นๆ เข้าใจความรู้สึกของเจ่าไห่ในตอนนี้ดี เจ่าไห่เป็นชายที่ไม่ได้เป็นคนที่ชอบความทะเยอทะยาน แต่ถ้าหากว่าเจ่าไห่ไม่พยายามที่จะอัพเกรดมิติพวกเขาก็คงมาไม่ถึงตอนนี้
และในตอนนี้ก็มีเสียงเคาะจากประตูเจ่าไห่จึงให้เมแกนไปเปิดประตูทันที และคนที่พวกเขาเห็นเลยก็คือคริสเตนที่มาพร้อมกับคนอีกสองคนที่อยู่ข้างๆ เธอ
คริสเตนยืนอยู่ตรงหน้าของทั้งสองคน ซึ่งทําตัวเหมือนกับเด็กเอาแต่ใจ เจ่าไห่คิดได้เลยว่าทั้งสองคนอาจจะเป็นพ่อและแม่ของคริสเตน
เมื่อคริสเตนเห็นเจ่าไห่ เธอก็พูดบางอย่างกับทั้งสองคน ทั้งสองมองไปที่เจ่าไห่และเดินไปพร้อมกัน พวกเขาพูดทันทีว่า “พวกเราทั้งสองขอขอบคุณนายน้อยเจ่าไห่หมากจริงๆที่ช่วยชีวิต ลูกสาวของเราไว้ ข้าทั้งสองขอขอบคุณท่านจากใจจริง”
เจ่าไห่แสดงท่าทางด้วยความเคารพออกมาทันที “ไม่เป็นไรหรอก ข้าแค่เข้าไปช่วยโดย
บังเอิญเท่านั้น และมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย”
เมื่อพูดคุยกันอยู่นั้น ชูโน่ก็เดินเข้ามา และเห็นคริสเตนและพ่อแม่ของเธออยู่ที่นี่ด้วย “ดีจริงๆ ที่อยู่ที่นี่กันหมด ไปกันเถอะพวกเราไปกินอาหารค่ํากันเถอะ”
พ่อของคริสเตนพยักหน้า จากนั้นเขาก็หันหน้าไปมองเจ่าไห่ “รับคําเชิญและไปกินอาหารค่ํากับตระกูลทาชิของเราหน่อย นายน้อยเจ่าไห่และคุณผู้หญิงได้โปรดรับคําเชิญ” เจ่าไห่รับคําเชิญ จากนั้นเขาก็พาลอร่าและคนอื่นๆ ตามตระกูลทาชิไปที่ห้องอาหาร
แม้ว่าบ้านของคริสเตนจะไม่ใช่ปราสาท แต่ก็ยังมีสถานที่สําหรับกินอาหารอยู่ อย่างไรก็ตามโต๊ะและเก้าอี้ที่นี่ไม่ได้เหมือนกับตระกูลอื่นๆ เลยที่ใหม่อยู่ตลอด เก้าอี้และโต๊ะที่นี่ดูเก่ามากๆ ซึ่งมันน่าจะถูกใช่มาหลายปีแล้ว แม้ว่ามันจะดีกว่าบ้านคนทั่วไป แต่เมื่อเทียบกับตระกูลอื่นแล้วมันก็ดูธรรมดามากๆ
ชูโน่รอเจ่าไห่และคนอื่นๆ ในห้องอาหาร และหลังจากที่พวกเขานั่งลงพร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว ภรรยาของชูโน่ก็ให้เสิร์ฟอาหารทันที
หลังจากเห็นอาหารแล้วเจ่าไห่หก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ตระกูลทาชิเป็นตระกูลที่น่าสนใจมาก พวกเขาเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่แบบธรรมดามีเก้าอี้และโต๊ะเก่าๆ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็ยังมีวิธีการต้อนรับแขกที่เหมือนกับตระกูลอื่นๆ ทั่วไป
เมื่อตระกูลอื่นๆ เลี้ยงแขกพวกเขาจะเลือกอาหารที่มีราคาแพง เพราะว่าเมื่อมันแพงมันก็ยิ่งดีเท่านั้น แต่คนที่ใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายพวกเขาจะมองว่าแค่ผัก ปลา และเนื้อมันก็เป็นอาหารที่ดีแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าตระกูลทาชิก็ใช้ความคิดแบบนั้นอยู่
นี่เป็นครั้งแรกที่ลอร่าและคนอื่นๆ ได้กินอาหารแบบนี้ พวกเขาตื่นเต้นกับอาหารที่อยู่ตรงหน้ามาก แต่เจ่าไห่เองไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย เจ่าไห่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่น เมื่อคิดย้อนกลับไปตอนที่เขาอยู่บนโลกเขาก็กินอาหารแบบนี้มาตลอด
ชูโน่แนะนําอาหารให้กับเจ่าไห่ทุกอย่าง และเจ่าไห่ก็ไม่ได้ปฏิเสธอาหารเลย เจ่าไห่กินอาหาร พร้อมกับคุยเรื่องต่างๆกับชูโน่ ซึ่งมันทําให้เขารู้สึกสบายใจและผ่อนคลายมาก
เจ่าไห่รู้ได้ทันทีเลยว่าตระกูลทาชิเป็นคนที่พูดเก่งมาก ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาไม่ได้คุยเหมือนกับคนจากตระกูลอื่นๆ คุยทุกอย่างได้เลยโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าพวกเขาจะไม่พอใจกับคําพูด พวกเขาไม่ได้ต้องการที่จะรู้เรื่องความหลังของใคร พวกเขาคุยเกี่ยวกับเรื่องในชีวิตประจําวันเท่านั้น หลังจากที่พวกเขากินอาหารกันเสร็จแล้ว พวกเขาทั้งหมดก็ไปนั่งที่ห้องนั่งเล่น เมื่อนั่งลงแล้ว แม่ของคริสเตนก็ให้คนเสิร์ฟน้ําแก่พวกเขาทุกคน คริสเตนและผู้หญิงทั้งหมด รวมทั้งย่าของเธอ
ด้วยทุกคนออกจากห้องไป เหลือเพียงเจ่าไห่และชูโน่ที่อยู่ในห้อง
หลังจากยกแก้วดื่ม เจ่าไห่มองไปที่ชูโน่ “ท่านปู่ข้ามีเรื่องอยากจะถาม ท่านจะทํายังไงเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น
เรื่องที่เจ่าไห่กําลังหมายถึงเป็นเรื่องที่เรือของคริสเตนถูกโจมตี โดยปกติแล้วเจ่าไห่ก็รู้อยู่ว่าชูโน่จะจัดการกับเรื่องนี้ยังไง หากว่าชูโน่ไม่อยากจะทําอะไรเลย มันก็ไม่จําเป็นที่เจ่าไห่จะต้องบอกว่าใครเป็นคนท่า แต่ถึงแม้จะบอกไปพวกเขาก็คงไม่ท่าอะไรอยู่ดี
แต่ถ้าหากว่าพวกเขาอยากที่จะจัดการกับกิลแห่งความสว่างเจ่าไห่ก็สามารถเข้าไปช่วยได้ทันที และประกาศข่าวนี้ออกไปให้ทุกคนในทวีปได้รู้เรื่องนี้
หลังจากที่ชูโน่ได้ฟังเรื่องที่เจ่าไห่พูด ดวงตาของเขาก็เป็นประกาย “นายน้อยหมายถึงคนที่โจมตีคริสเคนหรือเปล่า? ข้าไม่แน่ใจเลยว่าเป็นใคร แต่แน่นอนว่าข้าจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไป
นายน้อยเจ่าไห่ต้องเข้าใจด้วยว่าแม้ว่าจักรวรรดิพุทธของเราจะไม่ได้ถูกควบคุมโดยกิลแห่งความสว่าง แต่กิลแห่งความสว่างก็ยังมีอยู่ในจักรวรรดิอยู่ดี ถ้าเราจัดการกับพวกเขาในตอนนี้ พวกเขาจะต้องตอบโต้พวกเรากลับอย่างแน่นอน และนั่นคงไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่”
เจ่าไห่พยักหน้า เขารู้ดีว่าชขูโน่พูดถูก เมื่อเห็นเจ่าไห่พยักหน้า ชูโน่ก็พูดต่อ “ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ได้ทําอะไรแต่ข้าก็ได้กระจายข่าวไปเพื่อให้ทุกคนระวังตัวจากกิลแห่งความสว่าง ข้าคิดว่าถ้าหากคนในทวีปรู้เรื่องนี้พวกเขาก็จะคิดวิธีที่จะจัดการกับกิลแห่งความสว่างอย่างแน่นอน”
เจ่าไห่พยักหน้าด้วยความเข้าใจอีกครั้ง “สิ่งที่คุณปู่ท่ามันก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน การที่จะจัดการกับกิลแห่งความสว่างมันไม่ใช่แค่วันเดียวแน่ๆ หากว่าเรื่องที่คริสเตนถูกกิลแห่งความสว่าง โจมตีมันก็จะทําให้ผู้คนจํานวนมากหวาดกลัวพวกเขา ซึ่งมันก็จะทําให้พวกเขาทําอะไรๆได้ยากขึ้นมาก ยิ่งไปกว่านั้นตระกูลหลายๆ ตระกูลจะเริ่มขับไล่กิลแห่งความสว่างด้วยตัวของพวกเขาเอง
อีกไม่นานกิลแห่งความสว่างจะไม่สามารถหาอะไรได้อีกเลย”
ชูโน่พยักหน้า “นี่เป็นสิ่งเดียวที่เราทําได้ในตอนนี้ แต่ข้าเองก็มั่นใจว่าพวกมันจะไม่หยุดทําเรื่องแบบนี้กับตระกูลทาชิของข้า แม้ว่าตระกูลทาชิของข้าจะไม่ได้มีศัตรู แต่มันก็ไม่ได้ หมายความว่าพวกข้าจะไม่ถูกแกล้ง”
เจ่าไห่ยิ้ม “ท่านปู่ท่านก็อาจจะรู้เรื่องมาบ้างแล้วเกี่ยวกับตระกูลบูดาของข้ากับกิลแห่งความสว่างที่มีเรื่องกันมา หากว่าท่านปู่ต้องการอะไรจากพวกข้าก็ขอจงบอกสิ่งนั้นกับข้าได้เลย อย่าเก็บมันเอาไว้”
ชูโน่หัวเราะ “เอาล่ะเลิกพูดเรื่องนี้กันเถอะ ถ้าหากว่าตระกูลทาชิของข้าจะต้องทําสงครามกับกิลแห่งความสว่างจริงๆ ข้าจะขอความช่วยเหลือจากเจ้าเอง”
เมื่อเจ่าไห่ได้ยินสิ่งที่ชูโน่พูด เจ่าไห่อดไม่ได้ที่จะรู้สึกสบายใจ เหมือนว่าตอนนี้ชูโน่ได้มองว่าตระกูลบูดาเป็นพันธมิตรแล้ว ซึ่งเรื่องนี้สําหรับเจ่าไห่มันก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก
ถึงแม้จะรู้สึกได้ แต่ชูโน่ก็ยังไม่ได้ทําให้เขาเห็นอย่างชันเจนว่าจะเป็นพันธมิตรกัน แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้สนใจเขามีความสุขมากเพราะนี่เป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ
หลายวันต่อมา เจ่าไห่และคนอื่นๆ ก็ยังอยู่ที่บ้านของชูโน่ พวกเขาทุกคนเห็นเหมือนชาวนา พวกเขาตื่นเช้ากันมาก แม้ว่าเจ่าไห่และคนอื่นๆ จะไม่ใช่คนที่ตื่นสาย แต่ก็ยังตื่นช้ากว่าพวกเขามาก
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา เจ่าไห่ยังสัมผัสบ้างเรื่องได้ ตระกูลทาชิส่วนใหญ่ไม่ได้สนใจพวกของเจ่าไห่เลย หรืออาจจะเป็นเพราะพวกของเจ่าไห่เองอยู่แต่ในบ้านแต่ก็ได้ออกไป ข้างนอกบ่อยเช่นกัน เจ่าไห่มองเห็นทุกคนให้ความสนใจกับข้าวไผ่ด้วยความเอาใจใส่ แต่คนที่อยู่ข้างๆบ้านก็ทักทายพวกของเจ่าไห่หทุกวัน เห็นได้ชัดเลยว่านี่อาจจะเป็นชีวิตประจําวันของพวกเขาจริงๆ
หลังจากสังเกตมาหลายวันเจ่าไห่เห็นว่าตระกูลทาชิเป็นตระกูลที่อยู่กันอย่างสบายๆ และพวกเขาเองก็จะอยู่ด้วยตัวเองกันทั้งนั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะอยู่ในตระกูลเดียวกัน แต่พวกเขาเองก็จะแยกไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว แม้ว่าพวกเขาจะมีผู้นํา แต่อํานาจในการสั่งการของเขาก็ไม่ได้แข็งแกร่งเหมือนกับตระกูลอื่นๆ ทุกปีผู้เฒ่าของตระกูลจะออกมาเก็บภาษีพวกเขา แต่ภาษีนี้ก็จะกลับคืนสู่ทุกคนในตระกูลอยู่ดี
ถ้าเทียบกับตระกูลอื่นๆ แล้วตําแหน่งผู้เฒ่าของตระกูลก็เหมือนคนในตระกูล ไม่ได้มีอํานาจอะไรมากนัก
อย่างไรก็ตามหากจะบอกว่าพวกเขากําลังจะแตกแยกกัน มันเป็นความคิดที่ผิดมาก พวกเขามีความเชื่อในเทพแห่งสายลม และพวกเขาทุกๆคนทุ่มเทให้กับความเชื่อนี้ แม้ว่าพวกเขาจะอยู่แยกกัน แต่เมื่อถึงเวลาที่พวกเขาต้องทําพิธีพวกเขาจะมารวมเป็นหนึ่งเดียวแท้จริงแล้วพวกเขา
แข็งแกร่งกว่าตระกูลอื่นๆมาก
ตอนนี้เจ่าไห่อยู่ที่บ้านของชูโน่เป็นเวลาห้าวันแล้ว และเจ่าไห่ใช้เวลาที่อยู่ที่นี่ออกไปสํารวจภูเขาและมองดูข้าวไผ่ของพวกเขา เจ่าไห่ยังได้คุยกับพวกชาวบ้านหรือชาวนาด้วย จึงทําให้เจ่าไห่ไรู้จักคนหลายๆคน
สิ่งที่เจ่าไห่ได้ทําไปนั้น ชูโน่แปลกใจกับสิ่งที่ได้เห็นมาก ชูโน่เคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของเจ่าไห่มา เขาเป็นเพลย์บอยตั้งแต่ยังเล็ก แต่เมื่อหลานสาวของเขาเจอกับเรื่องอันตรายกับมีใครที่ไหนก็ไม่รู้แม้เพียงชื่อก็ยังไม่รู้จักเขามาช่วยไว้ ซึ่งมันก็ทําให้เขาคิดใหม่กับสิ่งที่เขาเคยได้ยินมาทันที
อย่างไรก็ตามชูโน่ก็ยังคิดว่าเจ่าไห่อาจจะไม่เคยเจอกับหมู่บ้านที่เป็นแบบนี้ เพราะเมื่อก่อนเขาเคยอยู่แต่ในเมืองใหญ่ๆ เจ่าไห่อาจออกมาข้างนอกอย่างมากที่สุดปีละครั้งเท่านั้น ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่รู้สึกถึงความลําบากเลยถ้าหากว่าตัวเจ่าไห่เองไม่เคยเจอหมู่บ้านแบบนี้มาก่อน ตอนนี้เขาดูคุ้นเคยกับหมู่บ้านนี้มาก
เห็นได้ชัดว่าเจ่าไห่คุ้นเคยกับที่นี่มาก ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าเจ่าไห่เองมีที่อยู่เหมือนกับที่นี่มาทั้งชีวิตแล้วมันทําให้ชูโน่ไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย อันที่จริงเรื่องที่ทําให้ชูโน่แปลกใจมากที่สุดก็คือภรรยาของเจ่าไห่
ด้วยท่าทางของพวกเธอ ชูโน่คิดมาตลอดว่าพวกเธอจะอ่อนแอเหมือนกับเจ้าหญิง แต่เมื่อได้เห็นที่พวกเธออยู่ที่นี่มันทําให้ความคิดของเขาเปลี่ยนทันที ถ้าหากจะพูดเช่นนั้นมันเป็นเรื่องที่หยาบคายมาก
อย่างไรก็ตามลอร่าและคนอื่นๆ ก็มีท่าทางที่ปกติ พวกเธอทําทุกอย่างด้วยตัวเอง ชูโน่ยังคิดว่าพวกเธอน่าจะไม่ค่อยสนใจเรื่องเกี่ยวกับพืชผลหรือผลไม้ แต่ในความจริงนั้นมันไม่เป็นเช่นนั้นเลย พวกเธอทุกคนรู้เรื่องพวกนี้มากกว่าบางคนซะอีก มันทําให้ชูโน่ประหลาดใจมากกับสิ่งที่เขาเห็น
แม้ว่าเขาจะประหลาดใจมากเกี่ยวกับกลุ่มของเจ่าไห่ แต่เขาเองก็ไม่ได้ต้องการที่จะถามอะไรเลย ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เจ่าไห่ยังไม่ได้พูดเรื่องอะไรที่เกี่ยวกับคนแคระเลยหรือเรื่องที่เกี่ยวกับกิลแห่งความสว่าง เจ่าไห่ดูสนุกกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าของเขา ซึ่งก็เห็นความสุขนี้ได้จากใบหน้าของเขา
ห้าวันผ่านไปในพริบตา และในเช้าวันรุ่งขึ้นเจ่าไห่และคนอื่นๆก็ตื่นแต่เช้า และล้างหน้าก่อนไปที่ห้องอาหารเพื่อกินอาหารเช้า อาหารเช้าในหมู่บ้านนี้มันธรรมดา และตอนนี้พวกเขาก็เริ่มสนิทกับชูโน่มากขึ้นพวกเขาก็เลยไม่ค่อยเกรงเหมือนตอนแรกที่มาแล้ว
ตอนนี้ชูโน่รอพวกเขาอยู่ในห้องอาหารแล้ว หลังจากที่ทุกคนนั่งลง ชูโน่ก็ยิ้ม “เจ่าไห่ เจ้าไปเตรียมตัวให้พร้อม เราจะออกเดินทางไปยังภูเขาคนแคระวันนี้”
เจ่าไห่มองจากนั้นเขาก็พยักหน้า “เอาล่ะ ที่จริงข้าไม่ต้องเตรียมอะไรเลย ข้าพร้อมที่จะไปทุกเมื่อ” พูดตามตรงเจ่าไห่ไม่ได้อยากออกไปจากหมู่บ้านนี้เลย ที่นี่ทําให้เขามีความสุขมาก ห้าวันที่เจ่าไห่ได้อยู่ที่นี่มันเป็นห้าวันที่ทําให้เขามีความสุขมากตลอดปีที่ผ่านมา มันเหมือนเป็นวันหยุดพักผ่อนของเจ่าไห่ แท้จริงแล้วเขาไม่ค่อยอยากจะไปจากที่นี่เลย แต่ก็ดูเหมือนว่าการพักผ่อน
ของเขาจะต้องจบลงแล้ว
สวัสดีครับ จากผู้แปลน้าาาา จะพยายามลงทุกๆวันนะครับ และจะพยายามพัฒนาฝีมือการแปลให้ดีขึ้น เพื่อให้ทุกคนอ่านได้สนุกและสบายขึ้นนะครับ ฝากกดไลค์กดแชร์เป็นกําลังใจให้ผมด้วยนะคร้บ