ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ - ตอนที่ 1252 ความลับ
ตอนที่ 1252 ความลับ
ฉู่หลิวเยว่ลอบถอนใจออกมาคราหนึ่ง
รู้อยู่แล้วเชียวว่าเรื่องไหนๆ ก็ปิดบังเขาไว้ไม่ได้ทั้งนั้น
ตู๋กูโม่เป่าเป็นเสมือนดวงตานับไม่ถ้วนที่มีอยู่ทั่วทั้งสำนักก็มิปาน ไม่ว่าจะเกิดเรื่องใดขึ้น เขาก็มักจะรู้แจ้งถึงเรื่องราวเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว
ฉู่หลิวเยว่รู้สึกแต่แรกแล้วว่าเรื่องนี้ออกจะประหลาดพิกลมากเกินไป ทว่ากลับไม่เคยหาคำตอบของเรื่องเจอเลย
เหมือนอย่างตอนนี้
เมื่อคืนบนเขาหมื่นเมรัยมีพวกเขาอยู่กันเพียงสี่คนจริงๆ
มีวงแหวนค่ายกลคอยเก็บงำปิดบังเอาไว้อยู่นอกเขาชั้นหนึ่ง คนนอกย่อมไม่รู้ถึงเรื่องนี้
หากพูดตามหลักแล้ว ตอนนี้ผู้ที่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ นอกจากพวกเขาทั้งสี่แล้ว ก็มีแค่ผู้อาวุโสปั๋วเหยี่ยนเท่านั้น
อีกทั้งด้านผู้อาวุโสปั๋วเหยี่ยนก็เป็นพวกเขาที่สารภาพออกมากันเองเสียก่อน
การที่ตู๋กูโม่เป่าคาดเดาได้แม่นยำปานนี้…ย่อมเป็นเรื่องผิดสังเกตโดยแท้
“ใช่แล้ว”
ฉู่หลิวเยว่จึงเลือกที่จะสารภาพความจริงออกไป
นางไม่คิดว่าตัวเองจะมีความสามารถถึงขั้นหลอกลวงตู๋กูโม่เป่าได้ชะงัดนักหรอก
ฝั่งตู๋กูโม่เป่าขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย สีหน้าและแววตาพลันอันตรายขึ้นมาอยู่หลายส่วน
“ก่อนหน้านี้ข้าพูดกับเจ้าไว้อย่างใด เจ้าลืมสิ้นแล้วหรือ?”
แน่นอนว่าฉู่หลิวเยว่ไม่ได้ลืม
ในตอนนั้นเป็นเพราะตู๋กูโม่เป่าเอ่ยอย่างชัดแจ้งไว้แล้วว่าไม่อนุญาตให้นางขึ้นเขาหมื่นเมรัยในช่วงเวลานั้นอีก และนางก็เชื่อฟังคำสั่งนั้นมาโดยตลอดจนกระทั่งตอนนี้
แม้ว่าทุกครั้งถวนจื่อจะมองไปทางตาน้ำพุด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์และไม่ยอมแยกจากตาน้ำพุก็ตาม นางก็ไม่เคยรั้งรออยู่ตรงนั้นนานเกินไปสักครั้ง
“เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ออกจะพิเศษอยู่บ้างจริงๆ…”
ฉู่หลิวเยว่จำใจอธิบายออกไปอย่างช่วยไม่ได้
“ข้าชุบหลอมวิญญาณศาสตราขึ้นมาได้แล้ว”
ตู๋กูโม่เป่าแค่นเสียงเย็นเยียบคราหนึ่งพลางเอนศีรษะหันหนี
“ต่อให้ไม่ไปเขาหมื่นเมรัย ก็ยังมีหนทางอื่นให้เจ้าได้เลือก ฝั่งของช่างหลอมอาวุธครองยอดเขาไว้จำนวนมาก มีหลายลูกเลยทีเดียวที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา หากเจ้าไปหาพวกเขา ผลมันก็เหมือนกัน เหตุใดจึงต้องดื้อด้านทำเช่นนี้ด้วย?”
เปลือกตาของฉู่หลิวเยว่กระตุกหงึก
“พี่เป่า…นี่เจ้าคิดว่าข้าทำแบบนั้นได้หรืออย่างใด?”
ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามายังสำนัก นางก็ได้ยินแลรับรู้ข่าวลือหนาหูของพวกช่างหลอมอาวุธมาได้มากมายแล้ว
ทั้งทะนงตน นิสัยพิกลวิตถาร อีกทั้งเก็บตัวสันโดษ หลายปีมานี้ยังไม่เคยออกมาปรากฏตัวเลยสักครั้ง…
ตอนคารวะนางก็มาไม่ทันด้วยซ้ำ แล้วจะไปคิดหาวิธีแก้ปัญหาเช่นนี้ได้อย่างใดกัน?
แม้ว่าตัวนางจะบ้าดีเดือด บางครั้งบางคราวก็ทำตัวดื้อด้านจนคนรู้กันทั่วถ้วน แต่ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่รู้จักประมาณตนเสียหน่อย!
ตู๋กูโม่เป่าแทบจะสำลักออกมา
“เจ้านี่มัน…”
สุ้มเสียงของเขาพลันหยุดชะงัก ในแววตาปรากฏรอยอารมณ์สับสนแวบหนึ่งเคลื่อนผ่าน
ฉู่หลิวเยว่เห็นการเปลี่ยนแปลงในพริบตาของสีหน้าเขาได้ไม่ชัดเจนนัก ได้ยินเพียงคำพูดประโยคนี้ก็รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติอยู่หลายส่วน จึงอดถามขึ้นมาอย่างสงสัยไม่ได้ว่า
“ข้ามันเหตุใดหรือ?”
ตู๋กูโม่เป่าหลับตาลง ในตอนที่ลืมตาขึ้นมาอีกรอบนั้น แววตาก็ฟื้นฟูแววกระจ่างชัดขึ้นมาได้แล้ว
“ไม่มีอันใด เป็นข้าที่สะเพร่าเอง”
ฉู่หลิวเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางยังรู้สึกว่าตู๋กูโม่เป่าตอบคำถามนี้ได้แปลกนัก ทว่าก็มิได้พูดเจาะจงออกมา
“แม้ว่าเจ้าจะทำไม่ได้ก็ตาม แต่หรงซิวกลับทำได้ ทว่าเขากลับพาเจ้าไปยังเขาหมื่นเมรัยเสียทั้งอย่างนั้น…เฮอะ!”
ตู๋กูโม่เป่าแค่นเสียงเย็นเยียบออกมาคราหนึ่ง
นี่หรงซิวคิดว่าเรื่องทั้งหมดยังวุ่นวายไม่พออีกหรือไร!
ฉู่หลิวเยว่หลุบตาลงเล็กน้อย มิได้เอ่ยรับคำแต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้นางเองก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน เพียงแต่ว่า…
หรงซิวเป็นช่างหลอมอาวุธอันดับหนึ่งของงานประลองชิงอวิ๋นเลยหนา!
นางจะลืมความจริงข้อนี้ไปได้อย่างใดกัน?
ดูจากท่าทีและการวางตัวของบรรดาผู้อาวุโสจำนวนมากในสำนักที่ปฏิบัติต่อหรงซิวแล้ว หากว่าให้เขาเป็นผู้ออกหน้าแทน คราหน้าก็อาจจะเชิญเขามาไม่ได้แล้วเสียด้วยซ้ำ
ทว่าก็เป็นเหมือนที่ตู๋กูโม่เป่าพูดออกมา เขาไม่ได้ทำเช่นนี้เลยสักนิด
ทว่านี่เองก็โทษใครไม่ได้เช่นเดียวกัน
อย่างใดเสียอารมณ์ของมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรติดค้างมากที่สุดแล้ว
หากพูดเปรียบเทียบกันแล้ว การขอให้ช่างหลอมอาวุธอาวุโสเหล่านั้นช่วยเหลือดูจะเป็นปัญหามากกว่าการไปเขาหมื่นเมรัยด้วยตัวเองเสียอีก
แม้ว่าการเลือกข้อหลังจะต้องถูกลงโทษไม่น้อยเลยก็ตาม ทว่าหรงซิวก็ยังคงยืนกรานว่าเป็นความคิดของตนที่เลือกกระทำเช่นนี้เอง
ฉู่หลิวเยว่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าเดินไปข้างหน้าพลางฉีกยิ้มสดใส
“ต้าเป่า ท่านเองก็เลิกโกรธสักที เรื่องมันผ่านไปแล้วไม่ใช่หรือไรกัน? นี่ข้าไม่เพียงแต่กลับมาได้โดยสวัสดิภาพ แต่ยังชุบหลอมวิญญาณศาสตราขึ้นมาได้สำเร็จด้วย ต่อให้ถูกลงโทษเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังได้มากกว่าเสียอยู่ดี!”
ตู๋กูโม่เป่ามิได้เอ่ยอันใดตอบไป
จะให้เขาอธิบายแก่นางอย่างใดเล่าว่าที่เขากังวลน่ะหาใช่เรื่องพวกนี้ไม่?
หลังจากหยุดชะงักไปครู่ใหญ่ ตู๋กูโม่เป่าก็ส่ายศีรษะไปมาในที่สุด
“หากมีครั้งหน้าอีก ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่”
ฉู่หลิวเยว่หัวเราะขึ้นมาในทันใด ทั้งหัวคิ้วและดวงตาวาดเป็นเส้นโค้งงดงาม
“ตกลง!”
สายตาของตู๋กูโม่เป่ากวาดมองดวงหน้านางรอบหนึ่ง ท้ายที่สุดเขาก็อ้าปากเอ่ยขึ้นมาว่า
“ในเมื่อชุบหลอมวิญญาณศาสตราตนนั้นขึ้นมาได้แล้ว เจ้าก็ต้องร่ำเรียนและฝึกปรือให้มากกว่าเดิม อาวุธศักดิ์สิทธิ์แห่งจุนเจ๋อในใต้หล้านี้มีน้อยนัก เจ้าสามารถครอบครองไว้ได้ชิ้นหนึ่ง ก็นับว่าเป็นเกียรติสูงสุดแล้ว ต้องฝึกฝนให้ดีๆ เข้าไว้ล่ะ”
ฉู่หลิวเยว่ผงกศีรษะรับอย่างสุดกำลัง
“แน่นอนอยู่แล้ว”
เสียพลังงานและความพากเพียรอุตสาหะไปไม่น้อยปานนี้ หากไม่สามารถใช้มันได้อย่างเต็มที่ละก็นั่นมิใช่การสูญเสียครั้งใหญ่หรอกหรือ?
ตู๋กูโม่เป่าผงกศีรษะรับ ทันใดนั้นก็หยัดกายขึ้นทำท่าจะจากไปโดยพลัน
ฉู่หลิวเยว่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกไปว่า
“พี่เป่า นี่เจ้าจะไปแล้วหรือ? ไม่นั่งให้นานกว่านี้อีกสักหน่อยเล่า?”
ฝีเท้าของตู๋กูโม่เป่าพลันหยุดชะงัก
“ข้าจะกลับมาอีกทีช่วงหัวค่ำ”
หว่างคิ้วของฉู่หลิวเยว่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ตั้งแต่พวกเขามาถึงสำนักหลิงเซียว นางก็แทบจะไม่ได้ใช้เวลาร่วมกับตู๋กูโม่เป่าในตอนกลางวันได้นานเลยสักครั้ง
การฝึกสอนของทุกๆ วันล้วนจัดอยู่ในช่วงเวลาหัวค่ำไปจนถึงยามดึกทั้งหมด
ราวกับว่า…เขามีเรื่องอื่นที่ต้องไปทำในช่วงเวลาอื่นก็มิปาน
ทว่าอยู่ในสำนักหลิงเซียว จะมีเรื่องแบบใดที่เขาต้องไปทำทุกๆ วันกัน?
“พี่เป่า เวลาที่เจ้าไม่ได้อยู่กับข้า เจ้า…ไปอยู่ที่ใดหรือ?”
ฉู่หลิวเยว่ก็เอ่ยถามออกไปอย่างอดรนทนไม่ไหวในท้ายที่สุด
“ถ้าข้าอยากหาตัวท่านขึ้นมา ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องไปหาที่ไหน”
ตู๋กูโม่เป่าหันศีรษะกลับมามองนางแวบหนึ่ง บนดวงหน้าเล็กจ้อยไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ
เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยว่า
“ไม่จำเป็นต้องหาข้าหรอก อยู่ในสำนักนี่แหละ หากเจ้าพบเจอปัญหาใด ข้าจะรีบไปหาเจ้าเอง”
เอ่ยจบ เขาก็สาวเท้าจากไปในทันที
คิ้วของฉู่หลิวเยว่ขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิม
พี่เป่า…เขาปิดบังความลับอันใดไว้อยู่กันแน่นะ?
…………………………………………………….