จอมเวทอหังการ - ตอนที่ 172
บทที่ 172: หนึ่งนิ้ว!
“เกราะเวทมนตร์นั้นมีราคาแพงเกินไป ซึ่งในตอนนี้ฉันขอแนะนำให้เธอมองหาเกราะอื่นๆที่เหมาะกับเธอซะมากกว่าในอนาคตแหละนะ เอาล่ะตอนนี้มาดูดาบเวทมนตร์นี้ดีกว่า ชื่อของมันคือขวานทมิฬ เมื่อเปิดใช้งานมันกรงเล็บของวิหคทมิฬจะเผยออกมาพร้อมกับสามารถปล่อยใบมีดวายุได้ ความแข็งแกร่งของมันเทียบเท่ากับอสูรเวทระดับกำลังพัฒนาสองตัวรวมกัน!” อธิการบดีเซียวกล่าวอธิบายต่ออย่างแข็งขัน
เมื่อได้ยินที่อธิการบดีเซียวอธิบายแล้ว โม่ฝานใคร่ครวญกับตนเองว่าเขานั้นครอบครองธาตุสายฟ้าและธาตุไฟซึ่งเป็นพลังสูงสุดในธาตุทั้งหมดอยู่แล้ว เขาไม่ขาดแคลนพลังการโจมตีแต่อย่างใด ซึ่งขวานทมิฬเล่มนี้ควรจะเหมาะกับนักเวทที่ขาดพลังการโจมตีซะมากกว่า
ว่ากันด้วยความสัตย์จริง โม่ฝานนั้นจำเป็นจะต้องใช้อุปกรณ์เวมนตร์อย่างมาก ท้ายที่สุดแล้วถ้าหากว่าเขาได้ครอบครองอุปกรณ์เหล่านี้มันจะส่งผลให้พลังการโจมตีของเขาเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน อุปกรณ์เวทต่างๆจะสามารถยกระดับความสามารถของเขาได้มากขึ้นและหลากหลายวิธีการ
อย่างไรก็ตามถ้าหากว่าต้องเลือกเพียงชิ้นใดชิ้นหนึ่งแล้ว โม่ฝานรู้สึกได้ว่าบูทโลหิตนั้นเหมาะกับเขามากที่สุดในอุปกรณ์ทั้งสามนี้
แม้ว่าเขาจะมีธาตุเงาไว้ในครอบครองและสิ่งนี้ทำให้โม่ฝานสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างอิสระตลอดเวลา แต่ทว่ามันไม่เหมือนกับธาตุดินและธาตุลม ทั้งสองธาตุเหล่านั้นสามารถเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วได้ตลอดเวลา แต่ทว่าถ้าหากเขาอยู่ในบริเวณที่ไร้เงาแล้วล่ะก็… ความสามารถธาตุเงาของเขาจะกลายเป็นศูนย์ในทันที
ถ้าหากไม่มีร่มเงา ธาตุเงาก็ไร้ประโยชน์!
ในคราแรกโม่ฝานนั้นขาดความสามารถในการป้องกันมากที่สุด แต่ทว่าเกราะเกล็ดหยกนี้อ่อนแอเกินไปสำหรับเขา เช่นนี้จึงทำให้โม่ฝานรู้สึกว่ารองเท้านี่น่าจะก่อเกิดประโยชน์ให้กับเขาสูงสุด มันน่าจะช่วยเหลือเขาจากอันตรายถึงชีวิตได้!
“ถ้าหากว่าเธอไม่ได้สนใจอุปกรณ์สองชิ้นนี้ล่ะก็… เธอสามารถหยดเลือดเพื่อสร้างตราประทับลงบนบูทโลหิตนี้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของมันซะ” อธิการบดีเซียวกล่าวกับเขา
เพียงครู่เดียว โม่ฝานจัดการประทับตราลงบนบูทโลหิตทันที มันเชื่อมต่อกับสัมผัสวิญญาณของเขาอย่างรวดเร็วเท่ากับความคิด เพียงแค่เขานึกถึงมันเท่านั้น มันปรากฏขึ้นบนขาของเขาทันที พลังของอสูรร้ายถูกส่งต่อมาที่ขาของเขาอย่างรวดเร็วซึ่งโม่ฝานรู้สึกถึงความแข็งแกร่งนั้นได้อย่างง่ายดาย!
“ขอบคุณมากท่านอธิการบดีเซียว!” โม่ฝานกล่าวขอบคุณออกมาอย่างยินดีหลังจากที่ได้รับอุปกรณ์เวทมนตร์ระดับสูงนี้
“อ่า ไม่จำเป็นจะต้องขอบคุณฉันหรอก ทุกสิ่งที่เธอได้รับ ล้วนแต่มาจากความสามารถของเธอทั้งสิ้น เอาล่ะ ส่วนต่อไปสำหรับเรื่องการฝึกฝนของเธอ…” อธิการบดีเซียวกล่าวต่อ
“ถ้าหากว่ามันเป็นอุปกรณ์เวทละอองดาราล่ะก็… ได้โปรดเปลี่ยนเป็นสิ่งอื่น ผมไม่ต้องการมัน” โม่ฝานตอบอย่างรวดเร็ว
เมื่อกล่าวถึงเรื่องของการฝึกฝนแล้ว คงไม่มีสิ่งใดมีความสามารถทัดเทียมกับจี้ทมิฬของเขาได้อีกแล้ว… แน่นอนเพราะว่าจี้ทมิฬน้อยชิ้นนี้ได้ดูดซับพลังของบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จนหมดสิ้น!
“โอ้ ไม่เลย ไม่ใช่ แน่นอนว่าไม่ใช่แน่นอน! ฉันกำลังจะพูดถึงทรัพยากรที่สถาบันจะมอบให้แก่ผู้ที่โดดเด่นน่ะ พวกเรานั้นไม่มีความสามารถที่จะถ่ายโอนทรัพยากรทั้งหมดให้กับเธอได้ภายในครั้งเดียว ด้วยเหตุนี้เราจึงจำเป็นจะต้องเปิดคอหอยสามชั้นเพื่อให้เธอเข้าไปฝึกฝนได้หนึ่งครั้ง” อธิการบดีเซียวกล่าว
โม่ฝานนั้นไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน เขาถามออกมาว่า “หอคอยสามชั้นคือสิ่งใด?”
แต่สิ่งที่เขาถามออกไปนั้นราวกับไร้ผู้ฟัง อธิการบดีเซียวราวกับหูหนวกในทันที เขาไม่ได้ตอบสิ่งใดกลับมามีเพียงแค่รอยยิ้มเท่านั้น
เหตุผลที่สถาบันเมิงจู่แห่งนี้เต็มไปด้วยชื่อเสียงและยืนอยู่อันดับหนึ่งมาตลอดเพราะว่าสถาบันแห่งนี้มีความชิดเชื้อกับหอคอยสามชั้นอย่างมาก ความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นมายาวนานหลายปีแล้ว
หอคอยสามชั้นเป็นสถานที่ที่นักเรียนระดับมัชฌิมทั้งหมดต่างพากันต่อสู้เพื่อแย่งชิงกันเข้าไปด้านใน นักเรียนใหม่ที่เพิ่งจะเข้าสู่สถาบันนั้นจำเป็นจะต้องลืมเลือนสิ่งเหล่านี้ไปได้เลย พวกเขาไม่มีสิทธิ์ในการใช้มัน แต่ทว่าโม่ฝานเป็นนักเรียนคนแรกที่ไม่จำเป็นจะต้องต่อสู้ใดๆ เขาได้รับสิทธิ์ในการเข้าใช้งานหอคอยสามชั้นแห่งนี้เป็นคนแรกของประวัติศาสตร์!
“นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากเย็นอย่างยิ่ง เธอไม่จำเป็นจะต้องอ่อนน้อมแต่อย่างใด จงรับรางวัลนี้และใช้มันให้เต็มที่” อธิการบดีเซียวกล่าวออกมาด้วยความจริงจัง
โม่ฝานพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขาตระหนักได้ว่าหอคอยสามชั้นแห่งนี้คงจะมีความสามารถไม่ด้อยไปกว่าบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่เขาเคยได้พบเจออย่างแน่นอน
ถ้าหากว่าไม่ใช่เพราะบ่อน้ำพุศักดิสิทธิ์ โม่ฝานจำเป็นจะต้องใช้เวลาอีกสามปีกว่าที่จะเข้าสู่ระดับมัชฌิมได้ แน่นอนว่าถ้าหากเขาได้มีโอกาสเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อีกครั้ง เขาย่อมไม่พลาดที่จะไขว่คว้าโอกาสเช่นนี้ไว้แน่นอน!
“ขอบคุณครับ” โม่ฝานกล่าวตอบอย่างสุภาพ
“ฉันมีเรื่องอยากจะแนะนำเธอสักเล็กน้อย ฉันเคยนำพานักเรียนเข้าสู่หอคอยสามชั้นมาสองถึงสามครั้ง นักเวทระดับมัชฌิมในสถาบันบางคนไม่เคยแม้แต่ได้รับโอกาสในการเข้าสู่หอคอยสามชั้นเลย ดังนั้นฉันอยากจะให้เธอจินตนาการดูว่ามันยากเย็นมากเพียงใดกว่าที่จะได้รับสิทธิ์เช่นนี้ เธอควรจะเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดเพื่อเข้าไปใช้งานมันอย่างเต็มที่ อย่างน้อยจากมุมมองที่ฉันมองเธอจากตรงนี้ ฉันมีความเห็นว่าเธอยังไม่พร้อมที่จะเข้าไปใช้งานมัน ถ้าหากว่าเธอเข้าไปใช้งานในตอนนี้เลย ผลประโยชน์ที่เธอจะได้รับนั้นจะไม่คุ้มค่า!” อธิการบดีเซียวแนะนำอย่างตรงไปตรงมา
อธิการบดีเซียวนั้นกล่าวถูก โม่ฝานเพิ่งจะมาถึงระดับมัชฌิมเท่านั้น แม้ว่าธาตุทั้งสองของเขาจะอยู่ในระดับมัชฌิมแล้ว แต่การเชื่อมต่อเส้นทางเนบิวลานั้นยังห่างไกลความเป็นมืออาชีพอย่างมาก ความเร็วของเขาไม่อาจเทียบเท่ากับมู่หนิวเจี่ยวได้เลย!
อีกทั้งสำหรับธาตุอัญเชิญและธาตุเงา โม่ฝานเพียงแค่จัดการมันได้ในระดับที่สามเท่านั้น ซึ่งหนทางยังอีกยาวไกลกว่าที่จะเลื่อนขั้นอีกหนึ่งระดับสำหรับธาตุรองเหล่านี้
ถ้าหากเขาเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในตอนนี้ ระดับความแข็งแกร่งของเขาจะพัฒนาได้น้อยมาก มันจึงไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าหากเขาจะดิ้นรนพยายามเข้าสู่พื้นที่นั้นในวันนี้ โอกาสทั้งหมดที่ได้รับมาจะสูญเปล่าเพราะความดื้อรั้นของตน
โม่ฝานนั้นเข้าใจคำพูดของอธิการบดีเซียวอย่างชัดเจน เซียวต้องการที่จะให้เขาเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์นี้เมื่อถึงวันที่เหมาะสมและการกระทำเช่นนั้นจะก่อเกิดประโยชน์สูงสุดให้กับโม่ฝานเองทั้งสิ้น
อีกทั้งตอนนี้เขายังคงมีจี้ทมิฬนี้อยู่ เขาไม่จำเป็นจะต้องรีบร้อนสิ่งใดเลย โอกาสที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้จะต้องถูกใช้ออกไปในเวลาที่เหมาะสมที่สุดจึงจะคุ้มค่า!
“เอาล่ะ เรื่องต่อไปก็จะเป็นจิตวิญญาณโลหิตอสูร ของชิ้นนี้จะช่วยพัฒนาหมาป่าเวทของเธอให้เข้าสู่ระดับนักรบได้ แต่มันก็สามารถช่วยได้เพียงบางส่วนเท่านั้นไม่ใช่ทั้งหมด การจะเลื่อนขั้นสู่ระดับต่อไปได้หรือไม่ได้นั้นขึ้นอยู่กับตัวของมันทั้งสิ้น เช่นเดียวกันโปรดจำไว้ว่าทั้งเธอและอสูรอัญเชิญต่างก็เพิ่งจะพากันเลื่อนระดับมาไม่นานนัก รากฐานของพวกเธอทั้งสองยังไม่มั่นคง ธรรมชาตินั้นเต็มไปด้วยกฏมากมายโดยเฉพาะกับอสูรเวท พวกมันมีความฉลาดหลักแหลมอย่างมากเมื่อมีระดับที่สูงขึ้นและความแข็งแกร่งของมันก็เช่นกัน แต่ทว่าความสามารถในการทำซ้ำไปมาของพวกมันนั้นด้อยกว่ามนุษย์อย่างมาก ความอดทนของพวกมันต่ำเกินไป เหล่าอสูรเวทที่มีสายเลือดระดับต่ำ พวกมันมักจะอยู่รวมกันเป็นฝูงและพบเจอได้ง่าย หากว่าอสูรระดับต่ำต้องการที่จะทำลายขอบเขตเพื่อทะลุเข้าสู่ขั้นต่อไป ถ้าเกิดว่าพวกมันพ่ายแพ้ ผลสุดท้ายพวกมันจะเหลือเพียงแค่เถ้าถ่าน…” อธิการบดีเซียวเตือนโม่ฝานอย่างจริงจัง
โม่ฝานพยักหน้ารับเพื่อบ่งบอกว่าเขาเข้าใจในสิ่งนั้น
ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือว่าอสูรเวทต่างก็จำเป็นจะต้องพบเจอเส้นทางฝึกฝนที่ยากลำบากเสมอ
เมื่อครั้งที่โม่ฝานพยายามจะทะลุผ่านเข้าสู่ระดับมัชฌิม แรงกดดันมหาศาลทำให้สมองของเขาแทบจะระเบิดออกมา อสูรเวทที่กำลังพัฒนาการก็เช่นเดียวกัน ถ้าหากว่าร่างกายและจิตใจของมันไม่แข็งแกร่งมากพอที่จะแบกรับสิ่งเหล่านั้นได้ พวกมันก็จะตายตกไปเหลือไว้เพียงเถ้าถ่าน!
“เอาล่ะ ต่อไปคือบัตรเงินสด ในนี้มีอยู่สองหลานหยวน มันคือรางวัลชนะเลิศจากการประลอง มันเป็นของเธอทั้งหมด” อธิการบดีเซียวกล่าวออกมาพร้อมกับยื่นบัตรให้กับโม่ฝาน
ขากรรไกรของโม่ฝานอ้าออกอย่างฉับพลัน!
สองล้านหยวน!!!
โอ้ สวรรค์! สถาบันแห่งนี้ช่างใจกว้างเหลือเกิน ในตอนนี้ราวกับว่าเขานั้นถูกล็อตเตอรี่อย่างไรอย่างนั้น!!!
รวย! โคตรรวย!!!
เมื่อเห็นใบหน้าที่แตกตื่นของโม่ฝาน อธิการบดีเซียวอดไม่ได้ที่กล่าวเตือนเขาเพราะเกรงว่าความมั่นคงที่เขามีนั้นจะหายไปในพริบตา “เงินคืออะไรงั้นหรือเมื่อมาอยู่ในมือของนักเวท? เพื่อที่จะไล่ล่าตามความฝันของการเป็นนักเวทผู้ยิ่งใหญ่บนเส้นทางเวทมนตร์ที่โหดร้ายนี้ จะกี่ล้านก็ไม่เคยจะพอเลย! เมื่อวันหนึ่งที่เธอก้าวเดินไปสู่ระดับที่สูงกว่านี้ เงินจะยิ่งจำเป็นมากขึ้นหลายเท่าตัว! เส้นทางของนักเวททั้งหมดล้วนแต่ต้องพึ่งพาโชคลาภอยู่เสมอ หลังจากที่ได้พบพานกับโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในเมืองบ่อ ฉันคิดว่าเธอคงจะพอเข้าใจถึงพีรามิดในโลกเวทมนตร์นี้อย่างดี ทั้งบทบาทของมนุษย์ธรรมดาและนักเวทดั่งเช่นพวกเรา ห่วงโซ่อาหารนั้นจะกลืนกินบุคคลที่อ่อนแอเสมอ”
“ไม่ต้องกังวลหรอกอธิการบดีเซียว โม่ฝานคนนี้ไม่พอใจที่จะอยู่เพียงแค่ระดับมัชฌิมแน่นอน”
“เยี่ยม ถ้าอย่างนั้นฉันหวังว่าเธอคงจะได้รับบทเรียนที่ยิ่งใหญ่จากประสบการณ์ในเมืองบ่อและสามารถนำมันมาใช้เพื่อดำเนินชีวิตต่อไปได้อย่างมีสติ” อธิการบดีเซียวตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
“ถ้าเช่นนั้นผมมีเรื่องจะถามคุณหนึ่งอย่าง ผมอยากรู้ว่าปีกวายุมีราคาเท่าไหร่?” โม่ฝานถามออกไปอย่างสงสัย
“อย่างน้อยจะต้องประมานนี้… และไม่สามารถต่อรองเพื่อขอลดราคาได้เลย!” อธิการบดีเซียวตอบกลับพร้อมกับชูนิ้วชี้ขึ้นมา
••••••••••••••••••••