cat2auto | นิยาย นิยายออนไลน์ นิยายวาย นิยาย PDF
  • หน้าหลัก
  • อ่านมังงะ
  • เว็บอ่านมังงะ
  • นิยายวาย [Yaoi]
  • Nekopost
  • Niceoppai
  • รออัพเดท
  • มังงะ18+
  • แทงหวย24
  • manga
Advanced
  • หน้าหลัก
  • อ่านมังงะ
  • เว็บอ่านมังงะ
  • นิยายวาย [Yaoi]
  • Nekopost
  • Niceoppai
  • รออัพเดท
  • มังงะ18+
  • แทงหวย24
  • manga
  • Romance
  • Comedy
  • Shoujo
  • Drama
  • School Life
  • Shounen
  • Action
  • MORE
    • Adult
    • Adventure
    • Anime
    • Comic
    • Cooking
    • Doujinshi
    • Ecchi
    • Fantasy
    • Gender Bender
    • Harem
    • Historical
    • Horror
    • Josei
    • Live action
    • Manga
    • Manhua
    • Manhwa
    • Martial Arts
    • Mature
    • Mecha
    • Mystery
    • One shot
    • Psychological
    • Sci-fi
    • Seinen
    • Shoujo Ai
    • Shounen Ai
    • Slice of Life
    • Smut
    • Soft Yaoi
    • Soft Yuri
    • Sports
    • Tragedy
    • Supernatural
    • Webtoon
    • Yaoi
    • Yuri
Prev
Next

กระบี่จงมา - ตอนที่ 706.6 ยามหิมะละลาย

  1. Home
  2. All Mangas
  3. กระบี่จงมา
  4. ตอนที่ 706.6 ยามหิมะละลาย
Prev
Next

ไปถึงภูเขาจื่อฝู่ เติ้งเหลียงก็ไม่ได้รีบร้อนเข้าไปในนครบินทะยาน

ถึงอย่างไรเขาก็ต้องรอให้ประตูเปิดใหม่อีกครั้งในอีกร้อยปีให้หลังถึงจะสามารถไปจากใต้หล้าแห่งใหม่ที่ยังไม่มีแม้แต่ชื่อแห่งนี้ได้

เติ้งเหลียงยังไม่ถึงขั้นเพ้อเจ้อคิดไปว่าตนจะสามารถฝ่าทะลุขอบเขตได้ติดต่อกันสองขั้น กลายเป็นขอบเขตบินทะยานภายในเวลาร้อยปี

โชคดีที่ยังมีชื่อปีรัชศก

ว่ากันว่าเวลา น้ำหนัก สองอย่างนี้ ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีการกำหนดที่แน่ชัด

พอฉีโซ่วได้ยินเรื่องนี้แล้วก็ตกตะลึงไปเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าไม่ได้ตระหนักถึงความหมายของทั้งสองเรื่องนี้

เติ้งเหลียงเองก็ไม่ปิดบัง บอกกับฉีโซ่วไปตามตรงว่าจะดูแคลนสองเรื่องนี้ไม่ได้ เรื่องหนึ่งจะเกี่ยวพันไปถึงการแสดงออกของมหามรรคาตามฤดูกาลและปฏิทิน ส่วนอีกเรื่องหนึ่งจะช่วยตัดสินการคิดคำนวณการชั่งน้ำหนักของหมื่นสรรพสิ่งบนโลก

ส่วนกระแสคลื่นใต้น้ำที่ก่อตัวอย่างลับๆ ระหว่างสิงกวาน อิ่นกวานและคลังสมบัติเฉวียนฝู่สามฝ่ายในนครบินทะยาน เติ้งเหลียงครุ่นคิดเล็กน้อยก็พอจะเดาออกได้คร่าวๆ แล้ว

เพราะถึงอย่างไรหากจะพูดถึงเรื่องกิจธุระในสำนักและภูเขามากมายที่ตั้งเรียงรายแล้ว เซียนซือทำเนียบวงศ์ตระกูลของใต้หล้าไพศาลย่อมคุ้นเคยเชี่ยวชาญกว่ากำแพงเมืองปราณกระบี่มากนัก

เติ้งเหลียงยิ่งไม่คิดจะเป็นฝ่ายเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ดังนั้นเติ้งเหลียงจึงติดตามฉีโซ่วไปที่นครบินทะยาน ไม่ได้ไปเป็นผู้ฝึกกระบี่สายอิ่นกวานเหมือนเดิม แต่ทำหน้าที่เป็นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อคนแรกในประวัติศาสตร์ของนครบินทะยานแทน

จากนั้นเติ้งเหลียงก็ไปพบต่งปู้เต๋อ แม่นางที่ทำให้เติ้งเหลียงเข้าใจว่าตนได้แต่ปรารถนามิอาจได้นางมาครอบครอง

ตอนนั้นต่งปู้เต๋อเพิ่งกลับมาถึงนครบินทะยาน จึงไปดื่มเหล้าที่ร้านของเตี๋ยจ้าง เติ้งเหลียงเดินไปบนถนนใหญ่ที่ไม่ได้แปลกใหม่สำหรับเขา ค้นพบว่าร้านที่ไม่มีเถ้าแก่รอง กิจการกลับยังคงไม่เลว แต่ตัวแทนเถ้าแก่กลับเป็นชายฉกรรจ์ต่างถิ่นหลังค่อมคนหนึ่ง เวลานี้กำลังดื่มเหล้าร่วมโต๊ะกับแม่นางต่ง หลัวเจินอี้กับกวอจู๋จิ่วก็อยู่ด้วย พวกเขานั่งบนม้านั่งยาวคนละตัวพอดี มิน่าเล่าบุรุษแซ่เจิ้งที่เป็นเถ้าแก่คนนั้นถึงได้มีรอยยิ้มเต็มใบหน้า กำลังโม้น้ำลายแตกฟองถึงขนบธรรมเนียมประเพณีของแจกันสมบัติทวีป ตอนที่เติ้งเหลียงนั่งลง บุรุษคนนั้นกำลังเล่าถึงเรื่องในอดีตของถ้ำสวรรค์หลีจูและของอิ่นกวานหนุ่ม

ไม่มีใครเกรงใจกับเติ้งเหลียง หลังจากทักทายกันเรียบร้อยแล้วก็ไม่ได้พูดคุยปราศรัยตามมารยาทอะไร เติ้งเหลียงบอกมาคำหนึ่งว่าในที่สุดก็ฝ่าทะลุขอบเขตแล้ว อย่างมากสุดหลัวเจินอี้ก็แค่เอ่ยแสดงความยินดีหนึ่งคำ กวอจู๋จิ่วปรบมือหนึ่งที ต่งปู้เต๋อถึงขั้นคร้านจะเอ่ยอะไรสักคำด้วยซ้ำ

เติ้งเหลียงกลับชอบบรรยากาศที่คุ้นเคยเช่นนี้อย่างมาก เพราะไม่มีใครเห็นเขาเป็นคนนอก

กวอจู๋จิ่วคอยรินเหล้าให้เจิ้งต้าเฟิงอยู่ตลอดเวลา

เจิ้งต้าเฟิงจึงเล่าเรื่องเล่าเล็กๆ ที่เฉินผิงอันเคยส่งจดหมายหนึ่งฉบับแล้วได้เงินเหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญให้นางฟัง

ต่งปู้เต๋อมาที่นี่ก็เพื่อดื่มเหล้าแก้กลุ้ม จึงปล่อยให้เจิ้งต้าเฟิงพูดเหลวไหลไปส่งเดช แต่กวอจู๋จิ่วกลับตื้อขอให้เจิ้งต้าเฟิงเล่าเรื่องอาจารย์พ่อของนางมากๆ หน่อย

ส่วนหลัวเจินอี้ก็แค่รับฟังเฉยๆ ดื่มเหล้าเป็นบางครั้ง ไม่ได้เอ่ยอะไร

กวอจู๋จิ่วฟังเจิ้งต้าเฟิงพูดถึงอาจารย์พ่อของนาง ตอนเป็นเด็กหนุ่มทุกวันอาจารย์พ่อจะต้องวิ่งไปกลับระหว่างถนนฝูลวี่ ตรอกเถาเย่และประตูใหญ่ที่เป็นรั้วไม้ จากนั้นก็ได้เจอกับหนิงเหยาที่นั่นเป็นครั้งแรก

ส่วนเถ้าแก่เจิ้งที่หล่อเหลาสง่างามดื่มเหล้าเก่งผู้นั้น แน่นอนว่าก็คือพยานรักให้กับคนทั้งสอง

กวอจู๋จิ่วรู้สึกเพียงว่าตัวเองได้ฟังเรื่องเล่าที่สนุกน่าสนใจที่สุดในใต้หล้า จึงใช้หมัดทุบฝ่ามือเอ่ยว่า “ไม่ต้องคิดแล้ว ครั้งแรกที่เห็นอาจารย์แม่ อาจารย์พ่อของข้าก็ต้องแน่ใจแล้วว่าอาจารย์แม่คืออาจารย์แม่!”

เรื่องพวกนี้ในอดีตอาจารย์พ่อไม่เคยพูดถึง อาจารย์แม่เองก็ไม่เคยเล่าให้ฟัง

เจิ้งต้าเฟิงพยักหน้าเอ่ยว่า “นั่นสิ นั่นสิ ตอนนั้นอาจารย์พ่อของเจ้าลวี่ตวน อันที่จริงเป็นคนโชกโชนมาก รู้ถึงความต่างของสตรีที่เรียนวรยุทธกับไม่เรียนวรยุทธมาตั้งแต่แรกแล้ว พูดเสียจนข้าในตอนนั้นอึ้งเป็นไก่ตาแตก ต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะคืนสติ ไม่ต้องแปลกใจเลย เด็กที่ยากจนมักจะดูแลครอบครัวได้เร็ว ไม่ว่าเรื่องอะไรก็เข้าใจไปหมด”

กวอจู๋จิ่วเอียงศีรษะน้อยๆ ขมวดคิ้วมุ่น เหตุใดคำพูดประโยคนี้ของเถ้าแก่เจิ้งฟังแล้วแปร่งๆ ล่ะ?

หลัวเจินอี้ตกตะลึงไปเล็กน้อย นางก้มหน้าดื่มเหล้าอึกหนึ่งเงียบๆ ยังคงไม่เอ่ยอะไร

เจิ้งต้าเฟิงกระแอมหนึ่งที บอกว่าข้าจะเล่าเรื่องตรอกหนีผิงให้พวกเจ้าฟังก็แล้วกัน ที่นั่นเรียกได้ว่าเป็นพื้นที่ฮวงจุ้ยมงคล นอกจากเจ้าขุนเขาภูเขาลั่วพั่วของพวกเราแล้ว ยังมีพญามารในร่างคนคนหนึ่งชื่อว่ากู้ช่าน รวมไปถึงเซียนกระบี่คนหนึ่งชื่อว่าเฉาซี บ้านบรรพบุรุษของทั้งสามตระกูลต่างก็ไปรวมกันอยู่ในตรอกแห่งนั้น พูดมาถึงตรงนี้ เจิ้งต้าเฟิงก็รู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย ดูเหมือนว่าตอนอยู่ในใต้หล้าไพศาล พูดเรื่องนี้สามารถข่มขู่คนได้ มีเพียงคุยเรื่องนี้กับผู้ฝึกกระบี่ของกำแพงเมืองปราณกระบี่ที่ไม่มีความหมายใดๆ

กวอจู๋จิ่วฟุบตัวลงบนโต๊ะ พลันเอ่ยขึ้นมาว่า “หลายปีเหล่านั้น อาจารย์พ่อเดินไปเดินมาอยู่ในตรอกหนีผิงเพียงลำพัง ออกจากบ้านบรรพบุรุษคนเดียว กลับบ้านก็ยังต้องอยู่ตัวคนเดียว อาจารย์พ่อต้องเหงามากเลยใช่หรือไม่”

เจิ้งต้าเฟิงนวดคลึงปลายคาง พยักหน้าเอ่ยว่า “คาดว่าก็คงมีอยู่บ้าง เอาเป็นว่าทุกครั้งที่อาจารย์พ่อของเจ้าออกเดินทางไกลแล้วกลับมายังบ้านเกิดก็จะต้องไปนั่งอยู่ที่บ้านบรรพบุรุษในตรอกหนีผิงครู่หนึ่งเสมอ”

กวอจู๋จิ่วเอ่ยเสียงต่ำ “เถ้าแก่เจิ้ง ตอนที่อาจารย์พ่อของข้าเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาเป็นอย่างไรหรือ ไม่อาจจินตนาการได้เลยจริงๆ แล้วตอนที่ยังเป็นเด็ก ข้าก็ยิ่งคิดภาพไม่ออกเลย”

เจิ้งต้าเฟิงยิ้มกล่าว “วันๆ เอาแต่ตากแดดตากลม ตัวผอมดำ แล้วยังไม่สูง เลยไม่สะดุดตาแม้แต่น้อย ตอนที่เด็กกว่านั้น…นอกจากสวมรองเท้าสานเหมือนกันแล้ว ก็น่าจะไม่ต่างจากตอนเป็นเด็กหนุ่มสักเท่าไร”

กวอจู๋จิ่วเกาหัว ฟุบตัวนอนคว่ำบนโต๊ะต่อ สายตาจับจ้องมองถ้วยเหล้าขาวเบื้องหน้าตน “ข้ายังนึกว่าสวบทีเดียวอาจารย์พ่อก็เปลี่ยนเป็นเด็กหนุ่มแล้ว พอสวบอีกทีก็กลายเป็นอาจารย์พ่อคนที่ข้าคุ้นเคย”

เจิ้งต้าเฟิงจิบเหล้าหนึ่งอึก แล้วไม่เอ่ยอะไรอีก

เติ้งเหลียงพลันเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้มีคนประเมินสิบคนรุ่นเยาว์ในหลายใต้หล้าออกมา แต่กลับจัดอันดับ ‘อิ่นกวาน’ ที่ไม่บอกชื่อแซ่ไว้ในอันดับที่สิบเอ็ด อย่างน้อยที่สุดก็บอกว่าใต้เท้าอิ่นกวานยังอยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ อีกทั้งยังเลื่อนขั้นเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตยอดเขา แล้วยังได้เป็นผู้ฝึกกระบี่โอสถทองด้วย”

กวอจู๋จิ่วพลันลุกพรวดขึ้นนั่ง “จริงหรือ?!”

เติ้งเหลียงพยักหน้า ยิ้มเอ่ย “จริงแท้แน่นอน”

เติ้งเหลียงชำเลืองตามองหลัวเจินอี้

ต่งปู้เต๋อถลึงตาใส่เติ้งเหลียงที่ไม่ได้มีเจตนาดี

เติ้งเหลียงดื่มเหล้าลงโทษตัวเองหนึ่งชาม ผลคือกระทั่งหลัวเจินอี้ก็ยังไม่ทำสีหน้าดีๆ ให้เขาเห็น

เติ้งเหลียงจึงได้แต่เปลี่ยนหัวข้อไปพูดเรื่องอื่น ถามว่า “เซียนกระบี่หนิงไม่ได้กลับมาในนครเลยหรือ?”

กวอจู๋จิ่วถอนหายใจหนึ่งที “ช่วยไม่ได้ อาจารย์แม่ย่อมต้องคิดถึงอาจารย์พ่อมากกว่าใคร แต่กลับไม่กล้าที่จะดื่มเหล้าดับทุกข์ต่อหน้าพวกเรา เลยได้แต่หนีไปอยู่ไกลๆ เพียงลำพัง จากนั้นก็คิดถึงอาจารย์พ่ออย่างเต็มที่ในสถานที่ที่ไม่มีใครมองเห็น เฮ้อ หากอาจารย์แม่พาข้าไปด้วยก็ดีน่ะสิ ยังสามารถยืมชายแขนเสื้อข้าเช็ดน้ำตาได้…”

กวอจู๋จิ่วพลันถูกคนผู้หนึ่งกดหัว หน้าผากจึงแนบติดกับพื้นโต๊ะ

กวอจู๋จิ่วที่หัวแนบติดโต๊ะจึงได้แต่หัวเราะฮ่าๆ ก่อน จากนั้นค่อยพูดอย่างกระตือรือร้นด้วยน้ำเสียงอู้อี้ว่า “อาจารย์แม่ อาจารย์แม่…ท่านกลับมาได้อย่างไร ไม่เห็นขี่กระบี่จนเกิดเสียงฟ้าผ่าดังเป็นระลอกอยู่บนแผ่นฟ้าเลย ข้าไม่มีโอกาสได้ตีฆ้องตีกลองป่าวประกาศแก่คนใต้หล้าเลยนะ ทุกวันนี้อาจารย์แม่เป็นเซียนเหรินเพียงหนึ่งเดียวในใต้หล้าของพวกเราเชียว…”

หนิงเหยากดมือลงแรงๆ อีกสองที ศีรษะเล็กๆ ของกวอจู๋จิ่วกระแทกดังโป้กๆ หนิงเหยาถึงได้คลายมือออก ก่อนจะนั่งลงได้หันไปเอ่ยเรียกเจิ้งต้าเฟิงว่าท่านอาเจิ้งก่อนคำหนึ่ง จากนั้นค่อยทักทายเติ้งเหลียง

นี่เป็นครั้งแรกที่เจิ้งต้าเฟิงได้พบกับหนิงเหยาอีกครั้งหลังจากกันที่ถ้ำสวรรค์หลีจูในปีนั้น เด็กหนุ่มไม่ใช่เด็กหนุ่มมาหลายปีแล้ว เด็กสาวในอดีตก็กลายเป็นขอบเขตเซียนเหรินที่น่าตะลึงพรึงเพริดแล้ว

เจิ้งต้าเฟิงพูดกลั้วหัวเราะเสียงดัง “หนิงเหยาเจ้าวางใจได้หมื่นดวงเลย อย่างน้อยที่สุดบนภูเขาลั่วพั่วที่มีข้าเฝ้าประตูมานานหลายปี เฉินผิงอันก็ไม่เคยมีความคิดไม่ซื่อกับใครเลยสักคน”

หนิงเหยายิ้มรับ

กวอจู๋จิ่วนั่งอยู่ข้างกายหนิงเหยา ยกมือขึ้นมา พูดเบาๆ ว่า “อาจารย์แม่ ก่อนท่านจะมาข้าลองนับนิ้วคำนวณดูเลยทำนายได้ว่าอาจารย์พ่อเป็นขอบเขตยอดเขาแล้ว และอีกไม่นานก็จะกลายเป็นเซียนกระบี่ขอบเขตหยกดิบแล้ว”

เติ้งเหลียงรู้สึกจนใจเล็กน้อย น่าเสียดายที่พวกกู้เจี้ยนหลง เฉากุ่น เสวียนเซินไม่ได้อยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่ขอบเขตหยกดิบเลย แม้แต่ขอบเขตบินทะยานก็ยังเป็นของในกระเป๋าของใต้เท้าอิ่นกวานแล้ว

ใต้หล้าแห่งที่ห้านี้

ต่อให้ประตูใหญ่สองบานของฝูเหยาทวีปกับใบถงทวีปจะปิดลงแล้ว แต่เหตุการณ์วุ่นวายก็ยังคงเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน คนมหัศจรรย์เรื่องราวประหลาดก็ยิ่งมีมากมายจนนับไม่หมด

สู่จ้งสู่บุตรชายโทนของสู่หนันยวนเจ้าของถ้ำสวรรค์เทียนอวี๋ หลังจากสร้างหอเทียนหรานขึ้นมาก็ได้เจอกับบัณฑิตชุดดำคนหนึ่งที่ไปเยือนถึงถิ่น ทั้งสองฝ่ายต่างถูกชะตากันมาก

ฝ่ายหลังมีนามว่าเฉินเหวิ่น มาจากอุตรกุรุทวีป แต่กลับไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่

จากนั้นผู้ฝึกตนของใบถงทวีปบางส่วนที่เดิมทียังละโมบอยากครอบครองหอเฉาหรานก็ได้รู้ว่าคนผู้นี้เป็นถึงหนึ่งในสิบคนรุ่นเยาว์ อีกนิดเดียวก็เกือบจะตกใจขวัญกระเจิงกันแล้ว

ผู้ฝึกลมปราณคนหนึ่งนามว่าหยางเหิงสิงเชี่ยวชาญวิชายันต์ นิสัยเจ้าอารมณ์อย่างถึงที่สุด เกิดความขัดแย้งกับผู้ฝึกตนของใบถงทวีปอยู่เป็นระยะ ผลคือทำให้ฝูงชนเกิดความเดือดดาล ถูกผู้ฝึกลมปราณเกือบร้อยคนไล่ฆ่า คิดไม่ถึงว่าเจ้าหมอนี่พอมาอยู่ใต้หล้าแห่งนี้กลับเลื่อนขั้นเป็นก่อกำเนิดและขอบเขตเดินทางไกลได้เงียบๆ ผู้ฝึกตนกลุ่มใหญ่จึงถูกเขาแว้งกลับมาเป็นฝ่ายสังหารไปเสียเกินครึ่ง

นอกจากนี้ก็คือเล่าลือกันว่าเซียนกระบี่หญิงคนหนึ่งของกำแพงเมืองปราณกระบี่เคยขี่กระบี่เดินทางลงใต้เพียงลำพัง ขยับเข้าไปใกล้ประตูใหญ่ทางทิศใต้มาก แล้วยังสังหารคนไปมากมาย

ส่วนทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางของใต้หล้าไพศาลนั้นก็มีคนผู้หนึ่งออกเดินทางไกลเพียงลำพัง จากนั้นก็ถือโอกาสแวะไปที่สะพานขอพร

ท่ามกลางม่านราตรี สวี่ป๋ายที่สวมชุดขาวอ่านตำรายามค่ำคืนยืนอยู่บนสะพานเพียงลำพัง มองไกลๆ ไปยังดวงจันทร์ที่อยู่ตรงยอดเขาฝั่งตรงข้าม มีคนผู้หนึ่งควบม้าอยู่บนเนินเขา

สวี่ป๋ายเพ่งสายตาทอดมองไปไกลก็เห็นสตรีชุดแดงผู้นั้น นางขี่ม้าขาว ตรงเอวห้อยดาบแคบรัดกาเหล้า มองดูคล้ายกำลังขี่ม้าเข้าไปในดวงจันทร์

ศาลเหลยกงจังหวัดหม่าหูของธวัลทวีป

เผยเฉียนใช้ขอบเขตแปดของผู้ฝึกยุทธปล่อยหมัดไร้ชื่อที่เทียบเท่ากับขอบเขตเก้าขั้นสมบูรณ์แบบออกไป

ส่วนหลิ่วซุ่ยอวี๋ก็ใช้การเป็นผู้ฝึกยุทธขอบเขตเก้ายอดเขาตอบกลับคืนไปด้วยหมัดของขอบเขตสิบ

ต่างฝ่ายต่างแลกเปลี่ยนกันคนละหมัด

หมัดนั้นของเผยเฉียนทั้งเป็นการถามหมัด แล้วก็เป็นการรับหมัด นางถอยกรูดไปด้านหลังหลายสิบจั้ง แม้ว่าร่างจะท่วมไปด้วยเลือด เรือนกายโงนเงนจะล้มมิล้มแหล่อยู่หลายครั้ง แต่กระนั้นนางก็ยังแข็งใจฝืนดึงพลังขึ้นมาเฮือกหนึ่ง เป็นเหตุให้เท้าทั้งสองจมลงไปบนพื้นหลายชุ่น นางถึงได้หมดสติไปโดยที่ยังยืนตระหง่านไม่ล้มลง

หลิ่วซุ่ยอวี๋ถูกหมัดนั้นต่อยจนร่างปลิวไปกระแทกกำแพงด้านนอกของศาลเหลยกง เดินโซเซอยู่ในศาลหลายก้าวกว่าจะหยุดนิ่งได้ กระอักเลือดสดๆ ออกมาคำใหญ่

ตอนนั้นเพ่ยอาเซียงเพียงแค่พึมพำขึ้นมาประโยคเดียวว่า “แซ่เผยอีกคนหนึ่งแล้ว”

เผยเฉียนฟื้นคืนสติอีกทีเวลาก็ผ่านไปสามวันแล้ว จากนั้นก็ต้องอยู่พักรักษาตัวที่ศาลเหลยกงอีกหนึ่งเดือนกว่า

ระหว่างนี้นางไม่ได้สนใจคนแปลกหน้าที่ชื่อว่าหลิวโยวโจวผู้นั้น เพียงแค่สอบถามเรื่องของกำแพงเมืองปราณกระบี่จากท่านน้าเซี่ย และพวกจวี่สิงเฉามู่

ยกตัวอย่างเช่นว่าหลังจากที่นางออกมาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่แล้ว อาจารย์พ่อได้เป็นอิ่นกวานแล้วเคยทำเรื่องอะไร เคยพูดอะไรบ้าง

แล้วก็ถามท่านน้าเซี่ยว่าการเป็นผู้ฝึกกระบี่โอสถทองคนหนึ่งยากมากเลยใช่ไหม

สุดท้ายก่อนที่จะจากไป เผยเฉียนออกไปด้านนอกเพียงลำพังมารอบหนึ่ง แล้วก็ช่วยทำหีบไม้ไผ่กับไม้เท้าเดินป่าจากวัสดุธรรมดาให้กับจวี่สิงเฉามู่คนละชิ้น ถือเป็นของขวัญก่อนจากลา

ในเมื่อพวกเขาเรียกตนว่าพี่หญิงเผย อีกทั้งตนยังแก่กว่าสิบกว่าปี อันที่จริงก็ถือว่าเป็นผู้อาวุโสครึ่งตัวแล้ว

อันดับแรกก็ไปเอ่ยขอบคุณและเอ่ยลาผู้อาวุโสสองคนอย่างเพ่ยอาเซียงและหลิ่วซุ่ยอวี๋ก่อน แล้วเสร็จเผยเฉียนจึงสะพายหีบไม้ไผ่ให้เรียบร้อย ถือไม้เท้าเดินป่าไว้ในมือ แล้วค่อยเอ่ยลากับพวกน้าเซี่ยสามอาจารย์และศิษย์

นางก้มตัวลงยิ้มเอ่ยกับตัวอ่อนเซียนกระบี่ทั้งสองว่า “ตั้งใจฝึกกระบี่ให้ดี จากนั้นก็อ่านหนังสือให้มาก เดินทางให้มาก ต้องอยู่ด้วยกัน อย่าจากกันไปไหน”

จวี่สิงที่สะพายหีบไม้ไผ่อันใหม่เอี่ยมพยักหน้ารับอย่างแรง “พี่หญิงเผย ท่านรอก่อนเถอะ คราวหน้าที่พวกเราได้พบเจอกันอีกครั้ง ข้าจะต้องมีขอบเขตสูงกว่าใครบางคนสองขอบเขตแน่นอน”

เฉามู่กำไม้เท้าเดินป่าไว้แน่น นางเองก็พยักหน้ารัวๆ เป็นไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก “พี่หญิงเผย วันหน้าพวกเราจะไปเป็นแขกที่ภูเขาลั่วพั่วนะ ท่านต้องอยู่บ้านด้วยล่ะ”

เผยเฉียนหัวเราะแล้วยืดเอวขึ้นตรง ตบหัวของเด็กน้อยสองคนเบาๆ “มีอาจารย์อยู่ข้างกาย ไม่ต้องรีบร้อนเติบโตหรอกนะ”

เซี่ยซงฮวาบอกลูกศิษย์สองคนว่าไม่ต้องตามไป ส่วนตัวนางเดินไปส่งเผยเฉียนช่วงระยะทางหนึ่งเพียงลำพัง คนทั้งสองเดินเท้าไปด้วยกัน

จวี่สิงและเฉามู่มองตามไปไกลๆ ดูเหมือนพี่หญิงเผยจะสูงขึ้นอีกแล้วหรือไม่นะ?

หลิวโยวโจวนั่งอยู่บนขั้นบันไดด้านนอก ความคิดจิตใจล่องลอยไปไกลไม่อยู่ที่ศาลเหลยกง

เขาควักเงินเกล็ดหิมะเหรียญหนึ่งออกมาชูขึ้นสูง น่ามองจริงๆ

ห่างไปไกล เผยเฉียนเพียงแค่มองดูพื้นพลางเอ่ยเบาๆ มาหนึ่งประโยคว่า “ตอนอยู่บ้านเกิดอาจารย์พ่อเคยบอกกับข้าว่า ความสามารถในการดูแลตัวเองของเขาถือว่าหาได้ยากในใต้หล้านี้ ไม่ได้ขี้โม้จริงๆ อาจารย์พ่อโกหก”

เซี่ยซงฮวาไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร

เผยเฉียนก้าวเดินเร็วๆ ออกไปสองสามก้าว จากนั้นก็คลี่ยิ้มหมุนตัวกลับแล้วเดินถอยหลัง โบกมือเอ่ยลากับท่านน้าเซี่ย

เซี่ยซงฮวายิ้มกล่าว “เดินทางระวังด้วย ต้องดูแลตัวเองให้ดี”

เผยเฉียนหมุนตัวกลับอีกครั้ง นางสาวเท้าเดินเร็วๆ เป็นท่าเดินนิ่งหกก้าว แล้วทันใดนั้นก็พลันดีดร่างขึ้นสูง บังคับลมเดินทางไกลไประหว่างฟ้าดิน

หลิวโยวโจวแหงนหน้ามอง เงินเกล็ดหิมะในมือน่ามอง แสงจันทร์คืนนี้ก็น่ามอง

ใต้หล้าไพศาล

ซิ่วไฉเฒ่ามาปรากฏตัวอยู่ตรงทิศเหนือของฝูเหยาทวีป ใช้เสียงในใจตะโกนดังลั่นว่า “นี่ๆๆ พี่น้องป๋าย อยู่หรือไม่ ช่วยตอบรับทีสิ?! มารดามันเถอะ มีเจ้าคนผู้หนึ่งบอกว่าเจ้ามีหรือไม่มีกระบี่เซียนอยู่ในมือ ก็ไม่เห็นจะต่างกันเลย ถ้าเป็นข้านะ ข้าไม่มีทางยอมเด็ดขาด!”

นักพรตซุนย้อนกลับมายังประตูใหญ่ที่เชื่อมใต้หล้าสองแห่งอย่างไม่มีลางบอกเหตุ เขาเอ่ยเสียงดังกังวานว่า “คืนกระบี่ผายลมนี่ให้แล้ว เอาไปได้เลย!”

ดังนั้นบัณฑิตชุดเขียวที่เดิมทีนั่งเฝ้าดอกท้อและพืชพรรณจึงใช้หนึ่งกระบี่ผ่าเปิดม่านฟ้า หวนกลับมายังภาคกลางของฝูเหยาทวีป มองไปยังปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ท่านหนึ่ง บัณฑิตเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “ได้เลย ป๋ายเหย่มาถึงแล้ว”

Prev
Next
MY READING HISTORY
You don't have anything in histories
POPULAR MANGA
กระบี่จงมา
กระบี่จงมา
บทที่ 992.2 ดอกไม้แดงบนภูเขาเขียวดุจเพลิงลุกไหม้ 27 พฤศจิกายน 2024
บทที่ 992.1 ดอกไม้แดงบนภูเขาเขียวดุจเพลิงลุกไหม้ 27 พฤศจิกายน 2024
323r
ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ
ตอนที่ 2138 จะทำลายพวกเจ้า 27 พฤศจิกายน 2024
ตอนที่ 2137 เทือกเขาแห่งความตาย 27 พฤศจิกายน 2024
เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god)
เทพกระบี่มรณะ (chaotic sword god)
ตอนที่ 2528 - การตัดแขน 27 พฤศจิกายน 2024
ตอนที่ 2527 - ชำระหนี้แค้น 27 พฤศจิกายน 2024
61d44445LSpjhqcZ
เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ
บทที่ 869 ที่หลบภัย 27 พฤศจิกายน 2024
บทที่ 868 ผมซับเหงื่อให้ครับ 27 พฤศจิกายน 2024
Full-time-Artist-ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิ
Full-time Artist ใครว่าผมไม่เหมาะเป็นศิลปิน
ตอนที่ 775 อาภรณ์หลวมโพรกมิเสียดาย เพื่อเจ้าข้าผ่ายผอมยอมอิดโรย 27 พฤศจิกายน 2024
ตอนที่ 774 ผีเสื้อรักบุปผา 27 พฤศจิกายน 2024
นิยายแปล-~จ้าวนักสู้เกิดใหม่ทั้งทีดันเป็นนางร้าย-~-ลูน่าอยากรีไทร์แล้ว
[นิยายแปล] ~จ้าวนักสู้เกิดใหม่ทั้งทีดันเป็นนางร้าย ~ ลูน่าอยากรีไทร์แล้ว
ตอนที่ 53 - 030:แผนการฝึกนักบุญ⑦ ค้นหาศัตรู 27 พฤศจิกายน 2024
ตอนที่ 52 - 029:แผนการฝึกนักบุญ⑥ ก่อนการต่อสู้ 27 พฤศจิกายน 2024
Here for more Popular Manga

Comments for chapter "ตอนที่ 706.6 ยามหิมะละลาย"

MANGA DISCUSSION

ใส่ความเห็น ยกเลิกการตอบ

You must Register or Login to post a comment.

  • HOME
  • COOKIE POLICY

© 2026 Madara Inc. All rights reserved