POWER AND WEALTH (พลังและความมั่งคั่ง) - ตอนที่ 608 สั่งสอนผู้อํานวยการหลิง!
- Home
- All Mangas
- POWER AND WEALTH (พลังและความมั่งคั่ง)
- ตอนที่ 608 สั่งสอนผู้อํานวยการหลิง!
EP 608 สั่งสอนผู้อํานวยการหลิง!
ในห้องโถง
“ป้า” สิ่งที่ดงซูบินพูดออกมา ทําเอาทุกคนถึงกับตะลึงไปเลย!
โจวหยินหยูเธอเองก็ตกตะลึงชั่วขณะหนึ่งและไม่ตอบสนองเป็นเวลานาน ผู้อํานวยการหลิงจ้องไปที่ดงซูบินในทันทีและสูดลมหายใจเข้าไป เขาสําลักในล่าคอถึงกับพูดอะไรไม่ออก และตัวของเขาก็แข็งไปในทันที
เจ้าหน้าที่สํานักงานของกระทรวงกิจการพลเรือนที่อยู่รอบๆ ก็ตกตะลึง จ้องมองพวกเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่า เพราะไม่เข้าใจว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่
แน่นอนนี่ไม่ใช่คําทั่วๆที่จะใช้กันง่ายอย่างเช่น “ป้า ลุง” “ป๋า” “ลุง” ไม่ใช่แค่เรียกง่ายๆ นะ อันที่จริงดงซูบินยังรู้ว่าหญิงวัยกลางคนที่อยู่ข้างหน้าเขานั้นคือใคร เขาไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นภรรยาของลูกคนที่สองของตระกูลเสี่ยว ซึ่งเป็นญาติคนสําคัญของเสี่ยวหลานและเป็นแม่ของเสี่ยวจิน เธอคือเสี่ยวหยางเจ๋ง ดงซูบินที่กําลังหงุดหงิดที่ผู้อํานวยการหลิงอยู่ตอนนี้เองก็ถึงกับปรับอารมณ์ไม่ถูกเช่นกัน ดังนั้นดงซูบินจึงถามเธอในทันที “คุณป้ามาที่นี่ได้อย่างไรกันครับ” ” เสี่ยวหยางเจิงยิ้มและพูดว่า: “พอดีว่าที่นี้เป็นที่ทํางานของฉันนะ โอ้จริงสิ ฉันยังไม่ได้บอกคุณเรื่องนี้อย่างงั้นหรอ?” ”
ดงซูบินกล่าวต่อทันที่ว่า “อันที่จริงคุณป้าย้ายมาที่กระทรวงกิจการพลเรือนอย่างงั้นหรอครับ?”
“แสดงว่าฉันยังไม่ได้บอกคุณเลยจริงๆสินะ.” เสี่ยวหยางเจิงทําท่าทางครุ่นคิดว่าเธอและดงซูบินคุยกันมากมายเมื่อวานนี้ แต่พวกเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องงานกันเลยหรือไม่ก็ลืมพูดเรื่องงานกันไปเลย
ดงซูบินก็เข้าใจทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น รัฐมนตรีเสี่ยว นั่นคือ รัฐมนตรีกระทรวงกิจการพลเรือนนั้นเอง นี้มันบังเอิญอะไรเช่นนี้!
“แล้วสรุปคุณมาทําอะไรที่นี้หรอ ซูบิน? คุณบอกว่าคุณมาที่ปักกิ่งเพื่อทําธุระ ไม่ใช่หรือยังไงกัน “เสี่ยวหยางเจิงถาม
ดงซูบินเริ่มพูดพร้อมกับยิ้มแห้งไปด้วยในเวลาเดียวกัน: “พอดีว่าผมมาส่งเอกสารเกี่ยวการเข้าประเมินการเป็นหน่วยงานต้นแบบด้านการส่งเสริมผู้สูงอายุที่นี้นะครับคุณป้า “ เมื่อคนรอบๆได้ยินสิ่งที่รัฐมนตรีเสี่ยวกําลังพูดกับดงซูบินอย่างอ่อนโยน และแต่ละก็รู้ทันทีว่าทั้งสองคงรู้จักกัน ไม่ก็ต้องเป็นญาติกันอย่างแน่นอน!
นี้มันเกิดเรื่องบ้าอะไรกันขึ้น
ผู้อํานวยการหลิงถึงกับตัวเซ่เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า
นี่มันอะไรกันเนี่ย! ชายคนนั้นกลายเป็นญาจิของรัฐมนตรีเสี่ยวได้อย่างไรกัน? ทําไมชายคนนั้นถึงไม่พูดเรื่องนี้ก่อนเลย! ฉันงงไปหมดแล้ว!
สายตาของทุกคนกําลังมองดงซูบินดูเหมือนจะเปลี่ยนไปในทันที ไม่น่าแปลกใจที่ชายคนนั้นจะกล้าตะโกนเสียงดังอย่างไม่พอใจในกระทรวงกิจการพลเรือน! พวกเขาเข้าใจเรื่องนี้หมดแล้ว!
ปรากฎว่าชายคนนี้ไม่ใช้บุคคลธรรมดานั้นเอง!
ในเวลานี้เสี่ยวหยางเจิงมองไปรอบ ๆ “เกิดอะไรขึ้น?”
เธอถามทุกคนที่อยู่รอบๆนั้น นั้นก็ร่วมถึงผู้อํานวยการหลิงก็ต้องตอบเช่นกัน แต่เมื่อถามอีกครั้ง เห็นได้ชัดต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ
“อ๋ออย่างงี้ครับ พอดีว่าผมได้ยินมาว่าคุณป้าอยู่แถวนี้ ผมก็เลยมาหาคุณ แต่ผมมาเมื่อเช้าแล้วหาไม่เจอ ไม่คิดว่าคุณป้าจะเป็นรัฐมนตรีประจํากระทรวงนี้ ผมได้ยินมาว่าผู้อํานวยการหลังอยู่ในความดูแล แต่พอดีว่าผมรอมาตั้งสองสามชั่วโมงกว่าจะเจอเขา แต่เมื่อถึงเวลาเข้าพบ เขาก็บอกผมว่าเขาไม่ว่าง ซึ่งก่อนหน้านั้นผมไปที่สํานักงานส่งเสริมผู้สูงอายุมาแล้วทางนั้นบอกว่าพวก
เขาได้โอนหน้าที่นี้ให้กับทางกระทรวงกิจการพลเรือนแล้ว ผมเลยต้องกลับมาที่นี้อีกครั้ง แต่สุดท้ายสิ่งที่พบคือเขากลับพยายามปฏิเสธเอกสารของผมนั้นร่วมถึงบอกว่ารูปแบบเอกสารที่เรา
เตรียมมาผิดอีกด้วย และขอให้เราเขียนใหม่ครับ ตอนนี้การประเมินได้เริ่มขึ้นแล้ว, ถ้าผมกลับไปที่เขตเพื่อเปลี่ยนเอกสารและประทับตราใหม่ มันก็จะไม่ทันเวลาในการประเมิน นอกจากนี้ การจัดเรียงเอกสารของเราก็ได้แบบมาจากหน่วยงานที่ส่งเอกสารและทางหน่วยงานรับรองแล้ว” ดงซูบินพยายามเล่าเรื่องทีเขาเจอและชี้ไปที่พื้นแล้วพูดว่า: “ผมไม่รู้ว่าผู้อํานวยการหลิงนั้นมีปัญหาอะไรหรือไม่ ขั้นโยนเอกสารที่ทางเราตั้งใจทํางานหนักมากและไม่แม้แต่จะนําขึ้นมาพิจรณาก่อนด้วยซ้ํา !”
ใบหน้าของผู้อํานวยการหลิงนั้นดูซีดไปนทันที และเขาดูเหมือนเขาต้องวิ่งเอามือไปอุดปากดงซูบินด้วยซ้ํา และพูดอย่างเร่งรีบ: “ท่านรัฐมนตรีเสี่ยว ไม่ใช่ มันไม่ใช่อย่างนั้น จริงๆแล้วเรื่องราวเป็นเช่นนี้…” เสี่ยวหยางเจิง เหลือบมองเขาแลพูดแทรกขึ้นมาทันที: “คุณช่วยตามฉันไปที่ ห้องทํางานด้วย!”
“คือ… เรื่องมันไม่ใช่..” ผู้อํานวยการหลังรีบแก้ตัว ตื่นตระหนกจริงๆ
เสี่ยวหยางเจิงไม่ได้มองเขาอีกเลย ตบไหล่ดงซูบินแล้วยิ้มและพูดว่า “หลังจากฉันทําธุระเสร็จให้คุณแวะไปหาฉันที่ห้องเลยก็ได้นะ พร้อมเอกสารเหล่านั้นด้วย ”
“ขอบคุณครับ คุณป้า ต้องขออภัยที่ต้องรบกวนคุณ” ดงซูบินพูด
“เอาล่ะเดียวอย่างไรฉันจะให้เลขาติดต่อไปอีกที” หลังจากเสี่ยวหยางเจิงพูดเสร็จเธอหันหลังกลับและออกจากอาคารสํานักงาน
ตอนนี้ดงซูบินไม่ได้กังวลและดึงมือโจวหยินหยู “พี่โจว นั่งลงและรอ”
“อา!” ใบหน้าของโจวหยินหยูเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เธอมองดงซูบินอย่างประหลาดใจอย่างสุดซึ้ง จากนั้นเหลือบมองที่ผู้อํานวยการหลิงซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ด้วยรอยยิ้มจางๆ และนั่งลงที่เก้าอี้
ว่างพร้อมกับดงซูบิน เลขาธิการซูบิน รู้จักผู้นําระดับเมืองหลวงและเธอยังเป็นคนระดับรัฐมนตรีของกระทรวงและคณะกรรมาธิการระดับชาติด้วย? อีกทั้งยังเป็นญาติกัน? เรื่องราวนี้ทําให้โจวหยินหยูถึงกับตะลึงไปในทีเดียว
บรรยากาศในห้องโถงตอนนี้ดูอึดอัดมาก และไม่มีใครพูดอะไรกันเลย ในเวลานี้ ยามหลายคนเที่ถูกเรียกมาก็มาถึง
“คนนั้นอยู่ที่ไหน”
“คนร้ายอยู่ตรงไหนครับ” .
ผู้อํานวยการหลิงที่กําลังยืนหน้าชาอยู่หลังจากที่รู้ว่าป้าของดงซูบินนั้นคือใคร อีกทั้งสิ่งที่เขาทําไปมันยากที่จะให้อภัยเอามากๆ อีกทั้งรู้ว่ารัฐมนตรีเสี่ยวคงไม่ปล่อยเขาไปแน่ๆ เมื่อเห็นยามเหล่านั้นเดินเข้ามาอย่างดุดัน ใบหน้าของผู้อํานวยการหลิงเปลี่ยนไป และเขาก็พูดทันทีว่า: “กลับไปให้หมด ไม่มีใครสร้างปัญหาอะไรทั้งนั้น!”
“แต่…” ยามพูดอย่างสงสัย
“กลับไป! ไม่ได้ยินที่ฉันสั่งหรอ?” ผู้อ่านวยการหลิงโกรธ
ยามมองดูกันและกันแล้วก็หันหลังให้สกปรก
ไร้สาระ ตอนนี้เราทุกคนรู้ว่าดงซูบินเป็นญาติของรัฐมนตรีเสี่ยว!
และใครจะกล้าจับเขากัน? ทุกอย่างมันผิดเพี้ยนไปหมด? ตอนนี้จิตใจของผู้อํานวยการหลิงนั้นไม่อยู่กับเหนือกับตัวแล้ว
บรรยากาศกลับมาคึกคักอีกครั้ง
เจ้าหน้าที่ๆอยู่รอบๆ ก้มศีรษะลงทันทีและกลับไปทํางาน โดยแสร้งว่าไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น พวกเขารู้ว่าวันนี้น่าเป็นวันซวยสุดๆของผู้อํานวยการหลิง
เจ้าหน้าที่ธุรการที่เป็นคนนําดงซูบินขึ้นไปพบกับผู้อํานวยการหลิงในตอนแรกก็หน้าเสียไปเหมือนกัน ก่อนหน้านี้เขาหยาบคายมากกับดงซูบิน และตอนนี้เขาเองก็ยังไม่ทราบชะตากรรมของตัวเขาเอง เพราะเขาไม่รู้เลยว่าดงซูบินจะเอาเรื่องเขาด้วยหรือไม่? และจะนําเรื่องนี้รายงานต่อรัฐมนตรีเสี่ยวหรือไม่ดังนั้นเขาจึงกัดฟันด้วยที่นั่ง ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เทน้ําสองแก้วแล้วยื่นให้ดงซูบินและโจวหยินหยูอย่างสุภาพ “คุณทั้งสองครับ ได้โปรดดื่มน้ําก่อนนะครับ มีเรื่องอะไรให้ผมช่วยบอกได้เลยนะ ถ้าหากมีอะไรเพิ่มเติม…. บอกได้เลย” ดูเหมือนท่าทีหยิ่งยโสของเขาในตอนแรกจะหายไปจนหมดแล้ว เมื่อผู้อําานวยการหลิงเห็นลูกน้องของเขาเองก็เปลี่ยนท่าทีไปเช่นกัน เขาก็รู้สึกอับอายขึ้นมาหน่อยๆ เขาเองอยกาจะเหวี่ยงใส่ลูกน้องของเขาแต่ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะทําอะไรได้ สุดท้ายเขาก็ทําได้เพียงกัดฟันหลังของเขาและนั่งยอง ๆ บนพื้นโดยไม่มีทางเลือกอื่น เขาหยิบเอกสารเหล่านั้นขึ้นมาช้าๆ เขาหยิบกระดาษที่เขาเพิ่งโยนทิ้งไป จัดเรียงทีละใบ จากนั้นจึงเดินไป ที่เก้าอี้ที่ว่างด้วยท่าทางที่เขินอายตอนนี้ นี้เป็นการเสียหน้าครั้งใหญ่ที่สุดที่เขาเคยเจอมาในชีวิต
ดังนั้นเขาไม่ทางเลือกนอกจากต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อนแต่อย่างไรถึงแม้เขาจะจัดการเรื่องเอกสารให้กับดงซูบินจนเสร็จสุดท้ายรัฐมนตรีเสี่ยวก็ได้ยินเรื่องที่ผู้อํานวยการหลิงได้ลงไม้ลงมือกับดงซูบินแล้ว นี้ถือเป็นเรื่องใหญ่และรัฐมนตรีเสี่ยวจะไม่ปล่อยเรื่องนี้ไปอย่างแน่นอน “คุณทั้งสองคน ทางเราจะรีบดําเนินการเรื่องเอกสารให้ในทันที…“ดงซูบินไม่ได้พูดอะไรต่อ
และโจวหยินหยูก็ยื่นบุหรี่ให้”คุณว่ารูปแบบข้อมูลผิดหรือเปล่า” โจวเหยียนหยูจับมือของเธอและก็หยิบไฟแช็คและจุดบุหรี่ให้เลขาซูบิน แล้วจากนั้นเขาก็หยิบเอกสารที่เหลือขึ้นมาโดยไม่แม้แต่จะมองผู้อําานวยการหลิงด้วยซ้ํา
ผู้อํานวยการหลิงหัวเราะคิกคักกลบเกลื่อนสิ่งที่เขาทําไป: “ผมอาจจะไม่สุภาพไปเมื่อกี้ แต่ไม่ต้องห่วง ข้อมูลของคุณนั้นดีเยี่ยมทางเราสามารถดําเนินการต่อได้” ดงซูบินจ้องเขม็ง“คุณบอกว่ารูปแบบไม่ถูกต้อง คุณจะบอกว่าสิ่งที่คุณพูดไปตะกี้คือการหยอกล้อหรือยังไง”
ในตอนนี้ผู้อํานวยการหลิงเองไม่สามารถโต้เถียงใดๆกับดงซูบินได้เลยเขาทําได้เพียงแสดงท่าทางที่สุภาพออกมา “เปล่าเลย ผมเพียงอ่านไม่ชัดเท่านั้น”
“แสดงวาตอนนี้น่าจะชัดแล้ว ใช่ไหม?” ดงซูบินชี้ไปที่นาฬิกา “ตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงห้าโมงเย็น คุณนับได้กี่ชั่วโมง เพียงเพราะคุณดูไม่ระวัง คุณเลยมาประวิงเวลาจนทําให้เราเสียเวลาไปมากเลย” นี้หรือประสิทธิภาพการทํางานของกระทรวงแห่งนี้
แล้วใครกันที่โยนผลงานอันทรงคุณค่าที่เราตั้งใจทํามาทิ้งเช่นนั้น คุณสิทธิอะไรกัน อา และผมจะถามว่าใครให้สิทธิ์คุณ!”ดงซูบิน ถือก้นบุหรี่ในมือชี้ไปที่เขา!
ผู้อ่านวยการหลิงทําได้เพียงแค่ฟังอย่างจ๋ายอมเพียงเท่านั้น
เจ้าหน้าที่รอบๆ พบว่า ผู้อํานวยการหลังคนนี้กําลังถูกชายหนุ่มดุ ทุกคนคิดว่ามันตลก แต่ไม่มีใครกล้าหัวเราะ
หลังจากวิพากษ์วิจารณ์ผู้อํานวยการหลิงมาระยะหนึ่งแล้วดงซูบินก็เหนื่อยและดื่มน้ํา. ผู้อํานวยการถือได้ว่าเป็นการฉวยโอกาสพูดแล้วพูดด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยวว่า “อันที่จริง คราวนี้เอกสารการสมัครของหน่วยต้นแบบการส่งเสริมผู้สูงวัยถูกโอนมาจากสํานักส่งเสริมผู้สูงอายุแห่งชาติ ตามขั้นตอนปกติและไปที่กระทรวงโยธาโดยตรงมีขั้นตอนเล็กน้อยว่ารูปแบบเอกสารประกอบการสมัครเพิ่มเติมแตกต่างจากการสมัครครั้งแรกคําอธิบายของการส่งเสริม ควรเพิ่มเข้าไป และยังมีตราประทับอย่างเป็นทางการด้วย…”
”
‘ คุณไม่จําเป็นต้องบอกผมเกี่ยวกับเรื่องนี้”ดงซูบินรู้วิธีการทํางานของพวกเขาเป็นอย่างดีจริง เปล่า และพยายามหาเหตุผลร้อยแปดพันก้ามาเพื่อปฏิเสธเรา ถ้าอย่างงั้นไม่มีข้อผิดพลาดในเอกสารหรือไม่ ถ้าอย่างนั้น ช่วยบอกหน่อยว่าทางเราจะดําเนินการต่อได้หรือยัง” โจวเหยียนหยู ยินดีที่ได้ยินมันตอนนี้เธอเข้าใจบุคคลิกของดงซูบินแล้ว เขาจะไม่ยอมให้อภัยใครง่ายๆ และคนที่มามีเรื่องกับเขานั้นถือเป็นความโชคร้ายของคนผู้นั้นมาก
อย่าทำอีก?
อย่าบอกนะว่า!
ผู้อํานวยการหลังพูดในใจว่าคนตัดสินใจฉันไม่ใช้นายหรอกพ่อหนุ่มแต่เป็นรัฐมนตรีเสี่ยวตั่งหาก การพูดเช่นนี้นจะช่วยอะไรได้กัน? นายไม่ใช่หรือยังไงที่เล่าเรื่องพวกนั้นให้กับรัฐมนตรีเสี่ยวฟัง? แต่ยังไงก็ตามนายก็เป็นญาติของเธอ ถ้ายังงั้นก็ใช้เวลาที่นายมาอบรมฉันบอกรัฐมนตรีเสี่ยวแทนฉันได้ไหม?หรือนายต้องการให้รัฐมนตรีเสี่ยวสําเร็จโทษฉันกันแน่? แล้วช่วยอย่ามาทําตัวเป็นหัวหน้าฉันด้วย!
“คุณ” ผู้อําานวยการหลังถอนหายใจและพูดอย่างรวดเร็ว: “นั่นเป็นเพราะผมนั้นไม่ว่างจริงๆ ซึ่งทําให้เวลาของคุณล่าช้า ผมขอโทษจริงๆ ด้วยวิธีนี้ ผมจะรีบดําเนินการเอกสารให้คุณทันที ส่วนปัญหา ผมจะหาคนมาแก้ไขให้ มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เลย” หลังจากผู้อํานวยการ หลิงพูดจบเขาไม่รอให้ดงซูบินพูดอะไร ผู้อํานวยการหลิงก็รีบหยิบเอกสารและเดินขึ้นไปชั้นบน ” เสี่ยวหลิว มากับฉัน ทําสําเนาเอกสารและรีบตามขึ้นมา”ลูกน้องของผู้อํานวยการหลังรีบเดินตาม
เขาไปอย่างเร่งรีบ
ดงซูบินมองดูเขา แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
โจวหยินหยูเองเธอเคยผ่านเรื่องราวมากมายในการเป็นข้าราชการมาก่อนแต่เธอไม่เคยเจอ
เหตุการณ์เช่นวันนี้ อีกทั้งผ่านไป 2 นาทีเท่านั้นลูกน้องของผู้อํานวยการหลิงก็เดินลงมาจากชั้นบนและบอกพวกเขาว่าเอกสารเสร็จเรียบร้อยแล้ว, มอบสําเนาให้พวกเขารับเอกสารไปแล้วและขั้นตอนที่เหลือทางผู้อํานวยการหลิงก็รับไปดูแลเองทั้งหมด
ซึ่งก่อนหน้านี่เขาใช้เวลา 7-8 ชั่วโมงในการรอ แต่ตอนนี้มันจบภายใน 2 นาที เวลามันต่างกันมาก จริงแล้วๆพวกเขาท่าไม่ได้หรือไม่ตั้งใจท่ากันแน่?
ดงซูบินมองเยาะเย้ยและพูดภายใจของเขาว่าถ้าไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้นคนพวกนั้นก็คงจะไม่เปลี่ยนวิธีการรทํางานสินะ! ? .