Invincible Divine Dragon’s Cultivation System ระบบฝึกฝนมังกรอมตะ - ตอนที่ 260
ตอนที่ 260 รวบรวมสมบัติ
.
เปลวไฟร้อนแรงโหมกระหน่ำ มังกรไฟศักดิ์สิทธิ์บินวนรอบตัวของพวกเขาอย่างดุร้าย
หญ้าและต้นไม้ที่อยู่บริเวณโดยรอบได้ถูกเผาวอดวายพินาศสิ้นกลายเป็นเถ้าถ่านไปจนหมด
โฮกกกกก!
มังกรไฟศักดิ์สิทธิ์ส่งเสียงคำรามจนอากาศสั่นสะเทือนไปทั่วบริเวณ มันค่อยๆหันหัวกลับมามองที่หวังเสียนอย่างช้าๆ
ร่างของมังกรไฟศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่บินเข้าไปหาหวังเสียนทันที
หวังเสียน ยื่นมือออกไปอย่างช้าๆ มังกรไฟศักดิ์สิทธิ์ค่อยๆหดร่างเล็กลง จนกลับไปเป็นผลึกแก้วมังกรอยู่บนมือเขาตามเดิม
ลมในฤดูใบไม้ร่วงกำลังโบกพัดกิ่งไม้ใบหญ้าพริ้วไหวไปมา เสียงของการต่อสู้ที่เคยดังกึกก้องและร้อนแรงด้วยเปลวเพลิงก็เงียบสงบลงกลับสู่สภาพแวดล้อมเดิมอีกครั้ง
มีเพียงชายชราในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากสำนักเทพอัคคีเท่านั้น ที่ยังนอนโชกเลือดและหายใจรวยรินอยู่ กลุ่มคนที่เหลือของพวกเขานั้นกลายเป็นเถ้าถ่านล่องลอยปลิวไปกับสายลมหมดสิ้นแล้ว
บนพื้นดินโดยรอบบริเวณมีสิ่งของต่างๆวางอยู่อย่างกระจัดกระจาย รวมถึงกระเป๋าที่มีสมบัติที่สำนักเทพอัคคีปล้นมาจากสำนักวังเปลวไฟ
“โอ้วๆๆ ว้าวๆๆ! ยอดเยี่ยมที่ซู้ดดด! นายท่านผู้ชายคือไอดอลของข้า! ช่างหล่อเหลาสง่างามโดดเด่นยอดเยี่ยมและเลิศเลอเพอร์เฟค สมกับเป็นนายท่านผู้ชายของข้าจริงๆ!”
หมอโลหิตใบหน้าแดงก่ำพร้อมกับตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น ไม่มีใครรู้ว่าเขาคนนี้รวบรวมคำพูดยกย่องและชื่นชมอย่างคล่องแคล่วมากขนาดนี้ได้อย่างไร
“นายท่านขอรับ! พวกเราจะไปรวบรวมสมบัติมาให้นะขอรับ!” โม่ชิงหลงและโม่หยวน รีบเดินไปเก็บรวบรวมสิ่งของที่ตกอยู่บนพื้นในทันที
แม้ว่าองค์ราชามังกรของพวกเขาจะพ่นลมหายใจทำลายท้องฟ้าหรือใช้แค่นิ้วเดียวทำลายภูเขา พวกเขาก็จะไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย
ในความคิดและจิตใจของพวกเขาราชามังกรนั้นอยู่ยงคงกระพันอย่างแท้จริง พวกเขาเหล่ามนุษย์มังกรทุกคนต่างเชื่อในความสามารถของหวังเสียนกันอย่างหัวปักหัวปำ
หวังเสียน พยักหน้าเบาๆในขณะที่เขามองไปยังบอลลาวาที่อยู่บนพื้นตรงหน้าเขา
ผลึกแก้วมังกรในมือของเขาบินอยู่เหนือบอลลาวาพร้อมกับดูดมันขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ผลึกแก้วมังกรกำลังกลืนกินบอลลาวาทีละน้อยมันค่อยๆดูดซับและหลอมรวมกันอย่างช้าๆ
แสงจากผลึกแก้วมังกรสว่างขึ้นเรื่อยๆจนหวังเสียน สามารถสัมผัสได้อย่างเลือนลางว่ามีมังกรศักดิ์สิทธิ์กำลังเคลื่อนที่อยู่รอบๆตัวเขา
ภายใต้การควบคุมโดยจิตสำนึกของหวังเสียน ผลึกแก้วมังกรก็บินตรงไปที่ชายชราที่ครอบครองเปลวไฟสีน้ำเงิน
เปลวไฟถูกดึงออกมาจากร่างของชายชราในทันที หลังจากนั้นร่างกายของชายชราก็เหลือเพียงแต่เถ้าถ่าน
แต่อย่างไรก็ตามเปลวไฟสีน้ำเงินขนาดเท่ากำปั้นก็ยังคงลอยอยู่กลางอากาศและมันยังคงไม่ถูกผลึกแก้วมังกรกลืนกินเข้าไป
‘เปลวไฟสีน้ำเงินนี้ช่างทรงพลังมากจริงๆ มันสามารถต้านทานพลังของผลึกแก้วมังกรเพลิงโลกันต์ของฉันได้!’
หวังเสียน มีความลังเลใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะดึงเปลวไฟสีน้ำเงินเข้ามาหาตัวเขาเองพร้อมกับผลึกแก้วมังกร
เขาจ้องมองไปที่เปลวไฟสีน้ำเงินพร้อมกับส่งพลังจิตวิญญาณเพื่อกระตุ้นให้ระบบวิเคราะห์ในทันที
…
เปลวไฟน้ำเงินแห่งสวรรค์ : ระดับ 9
…
‘เปลวไฟระดับ 9! ไม่น่าแปลกใจเลยที่มันสามารถต้านทานผลึกแก้วมังกรที่อยู่ในระดับ 10 ได้!’
เมื่อหวังเสียน มองไปที่ลูกบอลเปลวไฟแห่งจิตวิญญาณ หรือที่ระบบเรียกว่าเปลวไฟน้ำเงินแห่งสวรรค์ เขาค่อนข้างที่จะตกใจเล็กน้อย เขายืนคิดใคร่ครวญอยู่ครู่นึง ก่อนที่จะตัดสินใจยังไม่ให้ผลึกแก้วมังกรดูดกลืนมันเข้าไป
ถ้าผลึกแก้วมังกรดูดกลืนเปลวไฟน้ำเงินแห่งสวรรค์เข้าไป สมบัติจิตวิญญาณชิ้นนี้ก็จะหายไปอย่างสมบูรณ์ และมันก็คงจะไม่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับผลึกแก้วมังกรได้มากเท่าไหร่นัก
เพราะว่าหากพูดกันตามจริงแล้วประสิทธิภาพในการหลอมรวมของมันนั้นแย่มากกว่าลูกบอลลาวาเสียอีก
เมื่อผลึกแก้วมังกรดูดกลืนลูกบอลลาวาลงไป มันยังคงสภาพความสามารถของลูกบอลลาวาเอาไว้ได้ แต่อย่างไรก็ตามหากการดูดกลืน เปลวไฟสีน้ำเงินแห่งสวรรค์ลงไป จิตวิญญาณที่อยู่ภายในเปลวไฟสีน้ำเงินแห่งสวรรค์ก็จะหายไปและความสามารถของมันก็จะหายไปด้วยเช่นเดียวกัน
เปลวไฟของผลึกแก้วมังกร นั้นมีจิตวิญญาณของตัวมันเอง เมื่อพบเปลวไฟชนิดอื่นที่มีจิตวิญญาณคล้ายกันมันจะทำการกลืนกินทั้งหมดโดยตรงในทันทีและสิ่งที่กลืนกินไปนั้นเพียงแค่จะนำไปเพิ่มพลังงานเพียงเท่านั้น ซึ่งไม่เหมือนกับลูกบอลลาวาที่ไม่มีจิตวิญญาณเป็นของตัวเองมันมีแต่ความสามารถเฉพาะด้านของมัน เมื่อผลึกแก้วมังกรดูดกลืนมันเข้าไปแล้วจึงสามารถใช้ความสามารถดั่งเดิมของลูกบอลลาวาได้อย่างเต็มที่
“นายท่านขอรับ! พวกเราได้รวบรวมสมบัติทั้งหมดนำมารวมกันไว้อยู่ตรงนี้แล้วขอรับ!”
โม่ชิงหลงและโม่หยวน ได้ทำการขนย้ายและรวบรวมสมบัติทั้งหมดที่คนของสำนักเทพอัคคีได้ทิ้งเอาไว้ก่อนตายเอาวางไว้ที่ตรงด้านหน้าของหวังเสียน
“หินจิตวิญญาณประมาณ 1,500 ก้อน ยาจิตวิญญาณระดับ 6 สามต้นและยาจิตวิญญาณระดับ 5 สิบต้น ยาจิตวิญญาณทั้งหมดนี้เป็นของธาตุไฟโดยเฉพาะ!”
“และยังมีสิ่งที่มีค่ามากที่สุดนั่นก็คือสิ่งนี้ขอรับนายท่าน!” โม่ชิงหลงพูดออกมาพร้อมกับนำลูกบอลเปลวไฟจิตวิญญาณขนาดเท่าลูกบาสเกตบอลให้กับหวังเสียน
…
วิญญาณแห่งธาตุไฟ :ระดับ 9
ใช้เพื่อหลอมรวมและปรับแต่งร่างกายเพื่อสร้างจิตวิญญาณแห่งธาตุไฟ
…
ระบบรายงานผลให้กับหวังเสียนทางจิตสำนึกในทันที
หลังจากที่หวังเสียน ได้รับข้อมูลจากระบบเขาก็ค่อนข้างที่จะแปลกใจเป็นอย่างมากเลยทีเดียว
การใช้วิญญาณแห่งธาตุไฟเพื่อปรับแต่งร่างกายนั้นมีผลที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่ง ผู้ที่ปรับแต่งร่างกายโดยใช้วิญญาณแห่งธาตุไฟนั้นจะสามารถสร้างแก่นธาตุไฟในจุดตันเถียนและสามารถควบคุมเปลวไฟได้ เหมือนกับเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย
อีกทั้งด้วยคุณสมบัติของการปรับแต่งร่างกายหลังจากที่ใช้วิญญาณแห่งธาตุไฟแล้ว พวกเขาก็จะสามารถเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนธาตุไฟได้เป็นอย่างดีเมื่อได้รับทรัพยากรในการฝึกฝนที่เกี่ยวข้องกับธาตุไฟ
และเมื่อมีสมบัติจิตวิญญาณชิ้นนี้ มันก็จะสามารถทำให้ผู้ที่ติดอยู่คอขวดของระดับครึ่งขั้นก่อกำเนิดลมปราณนั้นสามารถก้าวเข้าสู่ระดับก่อกำเนิดลมปราณได้อย่างรวดเร็วเลยทีเดียว
“ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าสำนักแห่งสำนักวังเปลวไฟนั้นกล้าเสี่ยงเข้าไปขโมยมันมาจากสำนักเทพอัคคี สิ่งนี้มีค่ามากอย่างแท้จริง!”
หวังเสียน ถอนหายใจออกมาเบาๆ การที่สำนักวังเปลวไฟได้รับวิญญาณแห่งธาตุไฟมาในก่อนหน้านี้ จึงทำให้สำนักวังเปลวไฟสามารถสร้างผู้เชี่ยวชาญระดับก่อกำเนิดลมปราณได้หลายคน และด้วยเหตุผลนี้เองสำนักวังเปลวไฟจึงก้าวเข้าไปสู่สำนักระดับชั้นศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างรวดเร็ว
แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาของพวกเขานั้นรวดเร็วเกินไป ทำให้รากฐานของพวกเขานั้นไม่แข็งแกร่งมากพอ จึงทำให้สำนักของพวกเขานั้นต้องถูกกวาดล้างดังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในก่อนหน้านี้
“ถ้าอย่างนั้นจิตวิญญาณแห่งธาตุไฟชิ้นนี้ก็อาจจะถูกดูดกลืนโดยผลึกแก้วมังกรได้ และเมื่อผลึกแก้วมังกรได้ดูดซับความสามารถของมันแล้วผลึกแก้วมังกรก็น่าจะสามารถใช้ในการปรับแต่งร่างกายได้เช่นเดียวกันกับความสามารถเดิมของมัน!”
ปรากฏรอยยิ้มจางๆขึ้นที่มุมปากของหวังเสียน ขณะที่เขาวางผลึกแก้วมังกรไว้บนจิตวิญญาณแห่งธาตุไฟ
ในทันใดนั้นผลึกแก้วมังกรก็ค่อยๆส่งพลังงานล้อมรอบลูกบอลจิตวิญญาณแห่งธาตุไฟเพื่อหลอมรวมมันในทันที
“พวกเราไปกันเถอะ! นำสมบัติทั้งหมดไปกับพวกเราด้วย!”
หวังเสียน มองไปรอบๆ ก่อนที่จะออกคำสั่งกับโม่ชิงหลงและคนอื่นๆ ในกลุ่ม
“ขอรับนายท่าน!” โม่ชิงหลงและโม่หยวนตอบรับด้วยความเคารพ คนอื่นๆก็พยักหน้าตอบรับด้วยเช่นเดียวกัน
ซุนหลิงซิ่วยิ้มและเดินตามหลังหวังเสียน ไปอย่างใกล้ชิด คนอื่นๆก็รีบทยอยเดินตามเขามาเช่นเดียวกัน
ดาบคลั่งโลหิตจี มองไปที่หวังเสียน ด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน การเดินทางในครั้งนี้ได้สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้กับตัวเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง หากเขาเดาไม่ผิดในก่อนนะนี้ตอนที่เขานั้นไปช่วยหวังเสียน กวาดล้างตระกูลหลิว [ตอนที่ 190-193] หากพูดกันตามตรงแล้วเพียงแค่หวังเสียน เพียงคนเดียวก็คงจะสามารถกำจัดคนของตระกูลหลิวได้ทั้งตระกูลอย่างง่ายดาย แต่ดูเหมือนว่าเขาขี้เกียจเกินไปที่จะลงมือด้วยตัวเองก็เท่านั้น
ในกลางดึกร่างคนหกคนค่อยๆหายไปจากบริเวณทางเข้าประตูสำนักวังเปลวไฟอย่างเงียบๆ
ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนเลยว่าผู้เชี่ยวชาญระดับก่อกำเนิดลมปราณขั้นสูงสุดที่เข้ามาทำลายล้างสำนักวังเปลวไฟ จะถูกสังหารลงได้อย่างง่ายดายเพียงนี้
…
หลังจากนั้นไม่นานมีคนกลุ่มใหญ่หลายสิบคนมุ่งหน้าตรงไปทางสำนักวังเปลวไฟด้วยความเร็วสูง
บางคนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แข็งแกร่งอยู่ในระดับครึ่งขั้นก่อกำเนิดลมปราณ ในขณะที่อีกหลายๆคนนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับก่อกำเนิดลมปราณที่มีพลังอันแข็งแกร่งและน่ากลัว
กลุ่มผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดที่อยู่ในเมืองเปลวไฟและเมืองใกล้เคียงต่างมุ่งหน้าเข้ามาที่สำนักวังเปลวไฟกันอย่างรวดเร็ว
“ดูนั่น! สำนักวังเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลายจนพินาศย่อยยับไปหมดแล้ว!” เสียงของชายชราคนนึงดังขึ้นมาทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบ
“มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน? สำนักวังเปลวไฟนั้นพึ่งจะเลื่อนระดับชั้นกลายเป็นสำนักศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่หรือ? แล้วทำไมสำนักของพวกเขาจึงถูกทำลายลงอย่างนี้เล่า!”
“โอ้ว! พระเจ้าสำนักวังเปลวไฟ ถูกทำลายพร้อมกับเผาทิ้งจนแทบจะจำภาพลักษณ์เดิมไม่ได้เลย!”
“ตามที่ข้ารู้มาจากเหล่าสาวกของสำนักวังเปลวไฟที่สามารถหลบหนีออกมาได้ กลุ่มคนทั้งสิบคนที่เข้ามาทำลายสำนักวังเปลวไฟนั้นคือคนจากสำนักเทพอัคคี!”
“สำนักเทพอัคคีเป็นสำนักที่ทรงพลังในระดับสากลสำนักหนึ่งเลยทีเดียว พวกเขานั้นมีประวัติศาสตร์อันยาวนาน พอๆกับสำนักเก่าแก่บางสำนักในประเทศจีนของเรา แต่ใครจะคิดว่าพวกเขานั้นจะนำกำลังคนเข้ามาทำลายล้างสำนักวังเปลวไฟอย่างนี้!”
“ผู้เชี่ยวชาญระดับก่อกำเนิดลมปราณสิบคน สามารถทำลายกวาดล้างสำนักวังเปลวไฟลงได้ภายในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง พวกเขามีความแข็งแกร่งระดับไหนกันแน่!…”
เหล่าชาวยุทธที่มารวมตัวกันที่ด้านหน้าของสำนักวังเปลวไฟต่างจ้องมองไปยังกองซากศพและเศษซากอาคารที่ถูกทำลายลงอย่างไร้ความปราณี ด้วยความตกตะลึงและสังเวชใจ
“ฮึ! แต่ในความคิดของข้า ข้ารู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ดีมากเลยทีเดียว ตั้งแต่สำนักวังเปลวไฟเลื่อนระดับชั้นกลายเป็นสำนักศักดิ์สิทธิ์เหล่าสาวกของพวกเขาก็หยิ่งผยองและทำตัวอวดดีไปทั่ว ข้าคิดว่ามันสมควรแล้วที่สำนักของพวกเขาจะถูกทำลายลงไป!”
“ข้าเห็นด้วย! ในระยะหลังๆมานี้เหล่าสาวกของสำนักวังเปลวไฟ ค่อนข้างที่จะหยิ่งผยองและไร้เหตุผล พวกเขาทำการกดขี่และข่มเหงคนตระกูลใหญ่ๆหลายสิบตะกูลเพื่อบีบบังคับเอาผลประโยชน์จากตระกูลเหล่านั้น หากตระกูลไหนไม่ยินยอม พวกเขาเหล่านั้นก็จะถูกสังหาร คนของสำนักวังเปลวไฟสมควรที่จะได้รับผลกรรมแล้ว!”
หลังจากที่สำนักวังเปลวไฟนั้นล่มสลายลง ชาวยุทธบางคนนั้นรู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ที่น่าสลดใจนี้ แต่บางคนก็รู้สึกยินดีที่สำนักวังเปลวไฟนั้นถูกกวาดล้างลงไป เนื่องจากพวกเขานั้นเคยถูกเหล่าสาวกของสำนักวังเปลวไฟนั้นกลั่นแกล้งและทำร้ายมาก่อน
เมื่อไม่นานมานี้เหล่าสาวกของสำนักวังเปลวไฟนั้นหยิ่งผยองเกินไปพวกเขาไม่สนใจกองกำลังอื่นๆเลยแม้แต่น้อย
การกระทำของพวกเขาบางครั้งนั้นแทบไม่ต่างจากการกระทำของกลุ่มโจร สิ่งไหนที่พวกเขาพอใจก็จะทำการปล้นฆ่าแย่งชิง บางครั้งยังรวมถึงหญิงสาวที่หน้าตาดีบางคนก็ยังถูกฉุดคร่าไปเป็นนางบำเรอให้แก่พวกเขา แต่กองกำลังที่ถูกรังแกเรานั้นก็ไม่มีกำลังมากพอที่จะต่อต้านการกระทำของเหล่าสาวกของสำนักวังเปลวไฟ
เมื่อพวกเขาเห็นเหล่าสาวกของสำนักวังเปลวไฟพวกเขาต้องรีบก้มหัวลงหรือไม่ก็ต้องรีบหลบหนีไปให้ไกล จะได้ไม่ต้องตกเป็นเป้าการโจมตีของพวกเขา
ตอนนี้สำนักวังเปลวไฟถูกทำลายลงแม้ว่าพวกเขาจะรู้สึกตกใจแต่ก็ยังรู้สึกยินดีและพอใจกันเป็นอย่างยิ่ง
จากสิ่งนี้จึงสามารถบอกได้อย่างง่ายดายเลยว่า ชื่อเสียงของสำนักวังเปลวไฟนั้นไม่เป็นที่ชื่นชอบมากนัก
พฤติกรรมของเหล่าสาวกวังเปลวไฟนั้นคล้ายกับคนที่ร่ำรวยในชั่วข้ามคืน
“พวกเราควรไปหาที่พักค้างคืนกันก่อน แล้วเราจะกลับกันในวันพรุ่งนี้!”
ในตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงคืนกว่าแล้วหวังเสียน, ซุนหลิงซิ่ว และคนอื่นๆกำลังเดินทางไปที่ใจกลางเมืองเปลวไฟ
เมืองเปลวไฟเป็นเมืองเล็กๆที่มีภูมิทัศน์ที่สวยงามและเงียบสงบ
สถานที่บางแห่งในเมืองได้อนุรักษ์อาคารจากสมัยโบราณ จัดวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบดูสวยงามและภูมิฐาน
อย่างไรก็ตามเนื่องจากพวกเขาอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ตอนเที่ยงคืนจึงค่อนข้างเงียบและไม่ค่อยมีผู้สัญจรไปมามากนัก
ตุบๆๆ!
ในขณะที่หวังเสียนและกลุ่มคนของเขาเดินอยู่บนถนนสายเล็กๆพวกเขาก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังวิ่ง
ร่างเล็กๆสองร่าง พยายามวิ่งอย่างรวดเร็ว บางครั้งพวกเขาจะหันหลังกลับไปมองด้วยท่าทางที่เป็นกังวล
พวกเขาค่อนข้างที่จะคล่องแคล่วและว่องไว เมื่อมองดูแล้วสามารถบอกได้ทันทีเลยว่าพวกเขานั้นต้องเป็นผู้ฝึกฝนวิชายุทธอย่างแน่นอน
“ไอ้หนู! แกทั้งสองคนหนีพวกเราไม่พ้นหรอกน่า ยอมมอบตัวเสียโดยดีเถอะ พวกเราเสียเวลาค้นหาพวกแกมามากกว่าหนึ่งเดือนแล้ว อย่าทำให้พวกเราต้องโมโหมากไปกว่านี้ ไม่เช่นนั้นข้าจะจับพวกเจ้าทรมานจนต้องร้องขอความตายเลยเชียวละ!”
ทางด้านหลังของพวกเขามีชายวัยกลางคนมากกว่าหนึ่งโหลกำลังไล่ตามพวกเขามาอย่างกระชั้นชิด
………
จบบท