Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 561 - คริสเตน?
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 561 - คริสเตน?
บทที่ 561 – คริสเตน?
ลอร่าถามเจ่าไห่ “พี่ไห่ พวกเราเคยมีปัญหากับราชวงศ์คลื่นมหาสมุทรด้วยงั้นหรอ? ทําไมฉัน ถึงไม่รู้เรื่องเลย”
เจ่าไห่พูดด้วยน้ําเสียงที่เย็นชาออกมาว่า “เธอลืมไปแล้วงั้นหรอ? ตอนที่เราไล่ล่าไลออนอยู่ เรือที่เข้ามาช่วยเขาไปก็คือเรือของราชวงศ์คลื่นมหาสมุทรไม่ใช่งั้นหรอ? แต่ถึงแม้ว่าเรือล่านั้น อาจจะถูกยึดมาโดยกิลแห่งความสว่างแต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย”
เมื่อลิซซี่ได้ยินเรื่องที่เจ่าไห่พูดเธอก้มลงมองที่พื้น ขณะที่เธอพูด “นั้นคือกิลแห่งความสว่างที่ปลอมตัวมา แต่ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าพวกเขาร่วมมือกันหรือไม่?”
เจ่าไห่หัวเราะและพูดว่า “นั่นมันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย กิลแห่งความสว่างพึ่งได้รับความสูญเสียครั้งใหญ่มันเป็นไปได้ที่พวกเขาจะทําเรื่องเหล่านี้ และก็แน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ใช้อํานาจทั้งหมดที่พวกเขามี”
พี่คิดว่าพวกราชวงศ์คลื่นมหาสมุทรหรือกลุ่มราชาแห่งทะเลได้เข้าร่วมกับพวกเขาตั้งนานแล้ว หากแผนการของกิลแห่งความสว่างสําเร็จพวกเขาจะสามารถควบคุมได้หลากหลายจักรวรรดิหรือหลากหลายเมือง และถ้าหากว่าพวกเขามีกําลังที่เพียงพอพวกเขาจะก่อสงครามกับเมืองอื่นๆ
และรวมทุกทวีปเป็นของพวกเขาเพียงคนเดียว
ลิซซี่และทุกคนมองด้วยความสับสน ลอร่ามองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “ทําไมพวกเขาถึงมีความกล้ามากขนาดนี้? และมันจะเป็นไปได้ยังไง? เพราะถ้าหากคิดว่าจะจัดการทุกทวีป มันก็แน่นอนเลยว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย”
เมื่อได้ยินสิ่งที่ลอร่าได้พูดขึ้นมา เจ่าไห่ก็พูดต่อว่า “จริงอยู่ที่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะจัดการ แต่จําได้ไหมว่าที่ๆ พี่ได้เจอกับไลออนมันคือที่ไหน?
เราเจอกันที่รอยต่อระหว่างจักรวรรดิโรเซ่น และจักรวรรดิอาร์ซู กองกําลังที่อยู่ที่ป้อมแห่งนั้นเป้นของไลออนทั้งหมดเลย ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็เถอะ พวกเขาก็ไม่อาจจะทําอะไรได้ แต่เมื่อพูดถึงการทําลายจักรวรรดิทาชิและลีซังมันก็ไม่ใช่ เรื่องง่ายเหมือนกันที่จะจัดการ”
เมื่อลอร่าและคนอื่นๆ ได้ยินเรื่องเหล่านี้พวกเธอก็เข้าใจเรื่องที่เจ่าไห่กําลังจริงบอกทันที
หากว่าเรื่องที่เจ่าไห่พูดเป็นความจริงมันก็ทําให้พวกเธอเห็นว่ากิลแห่งความสว่างนั้นคิดการใหญ่เกินไป
ลอร่าเริ่มมีความสงสัยเธอถามเจ่าไห่ว่า “พี่ไห่..พี่คิดยังไงกับเรื่องนี้?”
เจ่าไห่หัวเราะและพูดว่า “พี่เองก็คิดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด เพราะพี่รู้ดีว่ากิลแห่งความสว่าง ไม่ใช่สิ่งที่เราควรประมาทได้เลย แต่สิ่งที่พวกเขาได้ทําในจักรวรรดิอาร์ซูเมื่อที่ผ่านมามันไม่ใช่เรื่องยากสําหรับพวกเราเลย แต่..ตอนนี้ พี่เองก็คิดว่าเรือพวกนั้นจะต้องเป็นของพวกเขาแน่นอน” จากนั้นลอร่าก็หันมามองเจ่าไห่และพูดว่า “แล้วทําไมพวกเขาถึงทําเช่นนั้นกับตระกูลทาชิด้วย? สิ่งที่พวกเขาทําตอนนี้มันไม่ได้มีเหตุที่พอจะเป็นไปได้เลย”
เจ่าไห่หัวเราะออกมาเสียงดังมากๆ “ทําไมนั่นเหรอ ก็เพราะตอนนี้กิลแห่งความสว่างกําลังถูกจัดการเป็นอย่างหนัก แต่พวกเขาก็ยังมีมิตรอย่างกลุ่มคลื่นทะเลอยู่ พวกเขาก็จะสามารถใช้ความแข็งแกร่งของคนเหล่านั้นได้ ยิ่งไปกว่านั้นรู้สึกเหมือนว่าตอนนี้พวกเขาจะทํางานในที่ลับตาผู้คน มันทําให้การจัดการพวกเขามันยากขึ้นมากๆ ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเขาจะไม่ได้ทําแบบที่เคยทําแล้ว แล้วมันก็แน่นอนว่าเมื่อคิดดูดีๆ จะเห็นว่านอกจากตระกูลบูดาและตระกูลแคลซีแล้ว ตระกูลทาชิเป็นตระกูลที่พวกเขาคิดว่าพวกเขาสามารถจัดการได้ง่ายกว่าที่พวกเขาเคยเจอมา”
ลอร่าและคนอื่นๆ พยักหน้าพร้อมกันด้วยความเข้าใจในสิ่งที่เจ่าไห่ได้พูดออกมา และก็รู้ว่าสิ่งที่เจ่าไห่พูดมันน่าจะเป็นเรื่องจริงที่สุด แม้ว่าตระกูลทาชิจะเป็นตระกูลที่อยู่มาเป็น 1000 ปีแล้ว แต่ชื่อเสียงของพวกเขาก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักไปทั่วมากนัก นั่นก็เป็นเพราะนิสัยที่พวกเขาเป็น หากพูดถึงอิทธิพลพวกเขาก็ไม่อาจจะเปรียบเทียบตระกูลบูดาและก็ตระกูลแคลซีได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้นการต่อสู้ของตระกูลแคลซีและตระกูลบูดาที่ร่วมมือกันต่อสู้กับกิลแห่งความสว่าง ข่าวนี้มันแพร่กระจายไปทั่ว ซึ่งมันก็เป็นที่แน่นอนว่าที่หลายคนจะรู้เรื่องนี้ และถ้าหากว่ากิลแห่งความสว่างเข้าไปยุ่งกับตระกูลบูดาและตระกูลแคลซีอีกมันก็จะทําให้คนอื่นๆรู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้น
ทั้งหมดมันเป็นเพราะพวกเขาจริงๆ
แต่ถ้าพวกเขาเข้าไปยุ่งกับตระกูลทาชิก็ไม่มีใครรู้อยู่ดีว่าเป็นพวกเขา สิ่งที่กิลแห่งความสว่างท่ากับตระกูลทาชิในตอนนี้ มันเป็นการกระทําที่ไม่ต้องการให้คนอื่นๆ รู้เรื่องเลยจริงๆ ดังนั้นการที่พวกเขาทําเช่นนั้นมันก็จะไม่ได้เป็นผลกระทบอะไรเลยเนื่องจากไม่มีใครที่ได้รู้เรื่องนี้ พวกเขาปล้นและจัดการกับคนที่อยู่ในเรือทั้งหมดเพื่อไม่ให้ใครมีชีวิตรอดไปเลย ซึ่งก็จะไม่รู้ว่านี่เป็นฝีมือของพวกเขา สิ่งเหล่านี้เป็นความคิดของกิลแห่งความสว่าง
แต่แท้จริงแล้วทั้งหมดเหล่านี้มันเป็นเพียงแค่การคาดเดาของเจ่าไห่ พวกเขายังคงต้องการคําตอบของเรื่องนี้อยู่ เจ่าไห่สั่งให้เอาเรือของพวกเขาเข้าไปในสนามรบทันที ตอนนี้พวกเขาต้องเข้าไปช่วยเหลือตระกูลทาชิ ในเวลาเดียวกันพวกเขาจะต้องจัดการกับลุ่มคลื่นทะเลและเปลี่ยน พวกเขาให้กลายเป็นซอมบี้ เพื่อที่จะถามความจริงจากปากของพวกเขา
ตอนนี้เรือของพวกเขาเปลี่ยนทิศทางไปและไปข้างหน้าด้วยความเร็ว ในขณะที่พวกเขาเตรียมป้องกัน และเรือที่กําลังแล่นอยู่เป็นเรือของเจ่าไห่เรือใบที่ยิ่งใหญ่ตอนนี้เขาเป็นผู้นําของตระกูลบูดา สถานะที่เขามีตอนนี้มันต่างจากเมื่อก่อนมากๆ ถ้าจะให้กลับไปใช้เรือเล็กๆก็จะทําให้คนอื่นๆหัวเราะพวกเขาได้
ไม่ถึง 5 นาทีเจ่าไห่เข้าไปใกล้การต่อสู้แล้ว ดูเหมือนว่าเรือที่อยู่ตรงหน้าของเจ่าไห่ตอนนี้มี ทั้งหมด 7 ล่า มีเพียงลําเดียวเท่านั้นที่กําลังถูกล้อมอยู่ ดูเหมือนว่าเรือทั้ง 6 ล่าพร้อมที่จะโจมตี โดยที่คิดไว้เลยว่าจะไม่ให้มีใครรอดไปได้เลยแม้แต่คนเดียว
เรือรบทั้ง 6 ล่าล้อมเรือขนสินค้าพร้อมกับโจมตีด้วยปืนใหญ่เวทย์อย่างต่อเนื่อง ดูเหมือนว่าในเรือเหล่านั้นจะมีนักเวทย์ที่มีความสามารถสูงอยู่ และพลังของพวกเขาถูกส่งไปยังเรือทุกๆล่า การโจมตีด้วยพลังเวทย์มันชั่งดูมีสีสันมากๆ มันเหมือนกับพวกเขาได้ดูดอกไม้ไฟที่มีขนาดใหญ่อยู่เลย ซึ่งมันก็ชั่งสวยงามมากๆ อย่างไรก็ตามความสวยงามที่พวกเขาเห็นตรงหน้ามันก็เปรียบเสมือนกับความตาม!! เรือทั้ง 7 ล่าไม่ได้อยู่ใกล้กันมากนัก ดูเหมือนว่าคนที่อยู่บนเรือทั้ง 6 ล่าไม่ต้องการที่จะเข้าไปรบในระยะใกล้พวกเขาใช้พลังเวทย์อย่างเต็มรูปแบบเพื่อโจมตีเรือ การรบแบบนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการรบในทะเล
เจ่าไหไม่ได้สนใจเรื่องนี้มานัก เจ่าไห่สั่งให้เรือของเขาตรงไปยังเรือรบเหล่านั้นต่อไป เมื่อเรือรบทั้ง 6 ล่ารู้ถึงการมาถึงของเจ่าไห่ พวกเขาแยกออกเป็น 2 กลุ่ม และหันไปหาเรือของเจ่าไห่ เรือทั้ง 3 ล่าเข้าใกล้กันด้วยความเร็ว และเมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้กันแล้ว พวกเขาก็ประกาศออกมาว่า “เรือที่อยู่ตรงนั้นจงฟัง เราคือกลุ่มโจมสลัดของตระกูลทาชิ ถ้าเจ้าไม่ไปทางอื่นก็อย่าหาว่าพวกข้าไปเกรงใจแล้วกัน”
เมื่อได้ยินค่าเหล่านั้น เจ่าไห่ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะและพูดว่า “ตลกดีนะ มันเป็นเรื่องที่น่าตลกจริงๆ นี่เป็นครึ่งแรกเลยที่ข้าได้ยินเรื่องตลกแบบนี้ กลุ่มโจรสลัดของตระกูลทาชิงั้นเหรอ? แล้วทำไมต้องโจมตีเรือขนสินค้าของตัวเองกันหล่ะ? มันคงเป็นเรื่องที่ตลกที่สุดในโลกเลยนะ ข้าเองก็อยากเห็นเหมือนกันว่าพวกเจ้าจะทําได้เหมือนที่พูดได้ไหม”
อีกฝ่ายเองไม่ได้ต้องการให้เจ่าไห่รู้ถึงตัวตนของพวกเขา พวกเขาจึงบอกกับเจ่าไห่ว่าพวกเขาคือคนจากตระกูลทาชิ แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการมันไม่ได้เหมือนสิ่งที่พวกเขาคิดเลย ในขณะที่ทั้ง 2 ฝ่ายต่อปากต่อคําด้วยคําพูดอยู่นั้น เรือของพวกเขาก็เข้าใกล้กันมากขึ้น และขณะที่เรือของเจ่าไห่กําลังจะถูกโจมตีจากเรือที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขา เจ่าไห่ก็ปล่อยซอมบี้จำนวนมากขึ้นไปบนเรือเหล่านั้นทันที
คนที่อยู่บนเรือรบไม่ได้คิดว่าเจ่าไห่จะสามารถปล่อยซอมบี้ในระยะไกลได้ขนาดนี้ พวกเขาถูกจับโดยที่ไม่ได้เตรียมตัวเลย นอกจากนี้ซอมบี้ของเจ่าไห่ยังแข็งแกร่งมาก และสิ่งที่สําคัญที่เกิดขึ้นก็คือบนเรือมันเหมือนกับการสังหารหมู่ ก่อนที่พวกเขาจะไหวตัวทันพวกเขาก็ถูกฆ่าตายแล้ว คนที่อยู่บนเรืออีก 3 ลําไม่ได้รู้ถึงเรื่องที่กําลังเกิดขึ้นเลย ในความคิดของพวกเขาแม้ว่าเรือทั้ง 3 ล่าจะอยู่ไม่ไกลจากกัน แต่การต่อสู้ในระยะใกล้มันก็เป็นไปไม่ได้เลย ในการต่อสู้กลางทะเลแบบนี้คือการต่อสู้ในระยะไกล
หลังจากจัดการกับคนบนเรือทั้ง 2 ล่าแล้ว เจ่าไห่ก็เปลี่ยนพวกเขากลายเป็นซอมบี้ทันที หลังจากนั้นเรือทั้ง 3 ก็เริ่มโจมตี
ซึ่งมันก็แน่นอนว่าการโจมตีนั้นมันอยู่ในการควบคุมของเจ่าไห่ เขาต้องการให้คนอื่นๆ คิดว่า พวกเขายังคงต่อสู้กัน สิ่งนี้จะหลอกพวกเขาได้
สิ่งที่เจ่าไห่ทําก็เพื่อให้พวกเขาคิดว่าเรือของพวกเขากําลังโจมตีอยู่ เพื่อที่เรือของเจ่าไห่จะสามารถเข้าไปใกล้ๆ พวกเขาได้โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว
ในขณะที่เรือทั้ง 3 ลําเข้าใกล้กันอย่างช้าๆ เรือรบอีก 3 ลําก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรเลย และหลังจากนั้นเจ่าไห่ก็ได้เข้ามาใกล้พวกเขาแล้ว เจ่าไห่ปล่อยซอมบี้จํานวนมากของเขาทันที
และสิ่งที่เกิดขึ้นบนเรือเหล่านั้นมันไม่ได้ต่างไปจากเรือ 3 ลําแรกเลย พวกเขาไม่คิดว่าเจ่าไห่จะโจมตีพวกเขาแบบนี้ ซึ่งหลายคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ําว่าพวกเขาถูกฆ่าตายแล้ว
ในทันใดนั้นเรือทั้ง 3 ล่าก็หยุดยิง สิ่งนี้ทําให้ผู้คนที่อยู่บนเรือขนสินค้าของตระกูลทาชิรู้สึกสับสน ในขณะที่พวกเขากําลังสับสนกันอยู่นั้น ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงจากเรือที่พึ่งมาถึง
“เรือขนสินค้าของตระกูลทาชิ ไม่ต้องกลัวแล้วข้าจัดการกับโจรสลัดเหล่านั้นแล้ว ข้าขอขึ้นไปบนเรือไดไหม?”
ผู้คนในตระกูลทาชิมองด้วยความสงสัย แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้รู้จักเจ่าไห่ แต่พวกเขาก็มั่นใจว่าคนที่พวกเขาเจอไม่ใช่คนไม่ดีอะไร ดังนั้นหัวหน้าของพวกเขาก็เลยพูดว่า “ข้าไม่รู้หรอกว่าเจ้าเป็นมิตรหรือศัตรู แต่ข้าก็ขอต้อนรับเจ้าสู่เรือของเรา”
เจ่าไห่ยิ้มออกมาเล็กน้อย จากนั้นเจ่าไห่ก็ให้เรือของเขาเข้าไปอย่างช้าๆ จากนั้นเจ่าไห่ก็ส่งสะพานไปยังเรือของตระกูลทาชิ หลังจากนั้นเจ่าไห่ก็พาลอร่าและคนอื่นๆ ขึ้นเรือ
เรือของตระกูลทาชิได้รับความเสียหายมาก นอกจากนี้ยังมีลูกเรือที่ได้รับบาดเจ็บเป็นจํานวนมาที่กําลังรอการรักษาอยู่ เมื่อเจ่าไห่เห็นเช่นนั้น เขาก็ยิ้มและโบกมือของเขา ขณะเดียวกันก็มีแสงพุ่งออกมาเป็นจํานวนมากและตกลงไปตามตัวของคนที่ได้รับบาดเจ็บ ดูเหมือนแผลจะได้รับการรักษาจากแสงนั่น โดยที่สังเกตเห็นได้
ในตอนนี้งานเลี้ยงที่เตรียมต้อนรับเขาก็หยุดลง ใบหน้าของพวกเขาดูเหมือนจะเกลียดเจ่าไห่มาก และพูดว่า “เจ้าเป็นคนของกิลแห่งความสว่างงั้นเหรอ?”
เจ่าไห่หันไปทางเสียงที่เข้าได้ยิน เมื่อหันไปแล้วเจ่าไห่ก็เห็นสาวที่สวยมากๆ เธอมีผมสีน้ําตาลและดวงตาสีเขียวอ่อน ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ใช่ผู้หญิงที่สวยมาก แต่เธอก็มีออร่าน่าดึงดูดมาก แต่เมื่อเจ่าไห่ได้มองหญิงคนนี้ใกล้ๆ เข้าก็ต้องประหลาดใจ เขาคุ้นเคยกับใบหน้าของเธอมาก
หน้าของเธอเหมือนกับคริสเตนที่เป็นนักแสดงในโลกของเขา
เจ่าไห่อดไม่ได้เลยที่จะถอนหายใจ เขารู้สึกว่าเขาโชคดีมากๆ ที่เขาได้พบเจอแต่สาวๆที่สวยมากขนาดนี้ ซึ่งมันก็แน่นอนว่าการที่จะได้พบคนที่สวยขาดนี้บนโลกมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
อย่างไรก็ตามเจ่าไห่รู้ว่าเขาจะต้องเก็บอารมณ์ของเขาโดยที่ห้ามแสดงมันออกมา แล้วเขาก็พูดต่อทันทีว่า “ข้าคิดว่าเธอคงจะเข้าใจผิดแล้ว เพราะข้าไม่ใช่คนของกิลแห่งความสว่างอย่างแน่นอน เธอไม่เห็นธงที่อยู่บนเรือของข้างั้นเหรอ?”
เมื่อเธอได้ยินสิ่งที่เจ่าไห่พูด เธอก็ไม่รอช้าและหันหน้าไปทางเสาเรือของเจ่าไห่และเห็นสัญลักษณ์ของมังกรโบกไปมาอยู่บนเสาเรือที่เต็มไปด้วยเลือด
เมื่อเธอเห็นเช่นนั้น เธอก็หยุดนิ่งทันทีเหมือนกับว่าสมองของเธอหยุดไปแล้ว ดูเหมือนว่าเธอจะเคยเห็นธงนี้มาก่อนแล้ว แต่เธอเองก็จําไม่ได้ว่าเคยเห็นมันที่ไหน
ในเวลาเดียวกันก็มีเสียงๆ หนึ่งดังขึ้นว่า “นั่นมันธงมังกรป่าของตระกูลบูดาไม่ใช่เหรอ? เจ้ามาจากตระกูลบูดางั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินคนๆ นั้นพูดคริสเตนก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่เจ่าไห่ด้วยความสับสน ขณะที่เธอถามว่า “เจ้ามาจากตระกูลบูดางั้นเหรอ? แล้วเจ้าใช้พลังเวทย์แห่งแสงได้ยังไง?” เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “แล้วใครกันที่บอกว่าคนจากตระกูลบูดาของข้าใช้พลังเวทย์แห่งแสงไม่ได้กัน? โปรดให้ข้าแนะนําตัวเองก่อน ข้าชื่อเจ่าไห่แห่งตระกูลบูดาเป็นผู้นําของตระกูลบูดา” คริสเตนมองไปที่เจ่าไห่ เธอรู้สึกแปลกใจมากที่ได้พบกับเจ่าไห่ที่นี่ เขาเป็นสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มนักเวทย์แห่งความมืดที่มีชื่อเสียงมากๆ การที่ได้เห็นนักเวทย์แห่งความมืดใช้พลังแห่งแสง มันไม่ใช่เรื่องที่จะพบเจอได้เลย
เจ่าไห่ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา แต่โบกมือเรียกลอร่าและคนอื่นๆ แล้วก็พูดว่า “พวกเธอเหล่านี้เป็นภรรยาของข้าเอง ลอร่า เม็ก เมแกน ลิซซี่ และนิออน
หลังจากที่พวกเขาได้รู้จักชื่อกันพวกเขาก็ทักทายกัน และก็รู้สึกว่าพวกเขาจะต้องเข้าไปในห้องภายในเรือได้แล้ว แต่ก็ดูเหมือนว่าเรือนี้จะไม่ได้ใหญ่มากนัก ซึ่งมันก็แน่นอนว่าห้องที่พวกเขาอยู่มันไม่สามารถเข้าไปได้หมดทุกคน
จบแล้วครับ ขอบคุณที่สนับสนุนเรานะครับ ฝากกดไลค์ กดติดตามเพจเพื่อเป็นกําลังใจด้วยนะครับ