Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 557 - ภูเขาหิมะ
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 557 - ภูเขาหิมะ
ตอนที่ 557 – ภูเขาหิมะ
ผู้เฒ่าเผ่าไลเกอร์ฟังสิ่งที่เจ่าไห่ได้พูดอย่างตั้งใจฟัง ที่จริงแล้วผู้เฒ่ารู้อยู่นิดหน่อนแล้วเกี่ยวกับธุรกิจของเจ่าไห่ ย้อนกลับไปในสงครามเมื่อเจ่าไห่ได้แจ้งข่าวแก่ชาวเผ่า และราชาเผ่าก็ได้ให้เผ่าไลเกอร์คอยตามเจ่าไห่ แต่นี้เขาก็พอจะรู้แล้วว่าเจ่าไห่เป็นคนยังไง
เมื่อเขารู้เช่นนี้เขาก็รู้ได้เลยว่าสิ่งที่เจ่าไห่พูดมันเป็นความจริง ในดินแดนของเจ่าไห่ เขาเป็นเหมือนตํานานที่ยังคงมีชีสิตอยู่ การเปลี่ยนตระกูลที่ตกต่ําที่สุดให้กลายเป็นหนึ่งในตระกูลที่แข็งแกร่งได้เพียงเวลาสั้นๆ ซึ่งมันไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปจะทํามันได้เลย
ผู้เฒ่าให้ข่าวลือเกี่ยวกับเผ่าเรื่องความสัมพันธ์กับตระกูลมาร์กี้ เพื่อทดสอบเจ่าไห่ ในทุ่งหญ้า มีข่าวเกี่ยวกับเจ่าไห่เยอะมากๆ เขาเป็นคนที่มีความจริงใจต่อชาวเผ่า แต่สิ่งที่ผู้เฒ่าอยากจะรู้ก็คือสิ่งที่เจ่าไห่ท่ามันเป็นเรื่องจริงหรือไม่
และสิ่งที่เขาได้ยินจากเจ่าไห่มันก็ไม่ได้ทําให้เขาผิดหวังเลย เขามองไปที่เจ่าไห่พร้อมกับหัวเราะและพูดว่า “เจ้าไม่ต้องคิดมาก ตอนนี้เจ้าอยู่ที่นี่แล้ว ในเผ่าไลเกอร์ของข้า พูดตามตรงเลย ถ้าเทียบกับตระกูลมาร์กี้ข้าอยากที่จะทําการค้ากับเจ้ามากกว่า”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าต้องขอขอบคุณท่านจริงๆ สําหรับสิ่งที่ท่านพูด วันนี้ที่ข้ามาก็เพราะว่าข้ามีบางอย่างที่จะอยากจะขอความช่วยเหลือจากท่าน”
ผู้เฒ่าฮอว์กคิงมอง เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ่าไห่จะขออะไร เขาพูดขึ้นว่า “เจ่าไห่ เจ้าเป็นมิตรที่ดีต่อพวกเรา จงบอกความต้องการของเจ้ามา ถ้าข้าสามารถช่วยเหลือได้ข้าจะทําให้เลย” เจ่าไห่ยิ้ม จากนั้นเขาก็บอกกับผู้เฒ่าเกี่ยวกัลแผนการของเขาที่จะร่วมมือกับเผ่าไลเกอร์ ซึ่งเจ่าไห่จะให้ถุงมิติกับเผ่าไลเกอร์เพื่อใช้สําหรับเก็บไวน์นม ทุกๆ 5 วันเผ่าไลเกอร์จะต้องยังเผ่าต่างๆ และเก็บไวน์นมในขณะที่แบกเงินไปด้วย และไวน์นมสามารถแลกกับเมล็ดข้าวทองคําหรือแกะได้ หากพวกเขาต้องการเมล็ดพืชหรือทองคํา พวกเขาก็จะสามารถแลกเปลี่ยนได้ทันที แต่ถ้าหากว่าพวกเขาจะแลกกับแกะ พวกเขาจะต้องไปเอาที่เมืองบีก็อด
หลังจากที่ฮอว์คิงได้ยินสิ่งที่เจ่าไห่พูด เขาก็รู้ทันทีว่าการที่จะได้ร่วมมือมันจะทําประโยชน์มากมายมาสู่เผ่าไลเกอร์ ดวงตาของเขาเหมือนกับดวงอาทิตย์ เขามองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า
“ท่านพร้อมที่จะมอบกระเป๋ามิติให้กับเผ่าขากี่ใบ?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “นั่นไม่ใช่ปัญหาสัก 20 ใบก็น่าจะเพียงพอแล้ว” เหตุผลที่เจ่าไห่มั่นใจในเรื่องนี้ก็เพราะว่าเมื่อระดับของมิติสูงขึ้นความจุของกระเป๋ามิติก็จะเพิ่มสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
เมื่อผู้เฒ่าฮอว์คิงได้ยินสิ่งที่เจ่าไห่พูด ในที่สุดเขาก็มั่นใจในตัวของเจ่าไห่ เจ่าไห่ต้องการให้กระเป๋ากับพวกเขาเพื่อขนส่งไวน์นม
ผู้เฒ่าฮอว์คิงยืนขึ้น หัวเราะแล้วก็พูดว่า “ได้เลย เพราะเจ้ามีความมั่ยใจมากๆ ข้าจะไม่พูดอะไรอีกต่อไป เจ่าไห่จะได้ไปพักในค่ายของเรา เดี๋ยวข้าจะพาเจ้าไปที่พักของเจ้า” เจ่าไห่ยืนขึ้นและก็ค่านับให้กับฮอว์คิงและพูดว่า “ข้าต้องขอขอบคุณท่านมากจริงๆ”
ผู้เฒ่าหัวเราะและพูดว่า “เจ่าไห่ไม่จําเป็นต้องขอบคุณเลย แต่มันควรจะเป็นข้าที่ต้องขอบคุณเจ้า การร่วมมือในครั้งนี้จะนําประโยชน์มาสู่เผ่าไลเกอร์ของข้าอย่างแน่นอน”
เจ่าไห่ไม่กล้าที่จะรับคําขอบคุณ แต่ผู้เฒ่าก็ไม่ได้สนใจ ผู้เฒ่าหัวเราะและพูดว่า “จริงสิในเมื่อเจ้ามาที่เผ่าของข้า ข้าจะไม่เชิญเจ้าดื่มมันก็จะดูไม่ดี ไปดื่มกันสักหน่อยเถอะ”
เมื่อเขารู้ว่าเจ่าไห่กําลังจะมาเผ่าไลเกอร์ เขาก็ได้เตรียมทุกอย่างทันทีและตอนนี้เรื่องที่พวกเขาต้องคุยกันก็จบลงแล้ว แล้วมันก็ถึงเวลาสําหรับอาหารและเครื่องดื่มแล้ว
คือนั้นเผ่านไปโดยที่ไม่มีการรบกวนใดๆ และในเช้าวันต่อมาผู้เฒ่าส่งคนไปตามเจ่าไห่ หลังจากผู้เฒ่าและเจ่าไห่ทานอาหารเช้าแล้วผู้เฒ่าก็บอกเจ่าไห่ทันทีว่า “พวกเราต้องไปยังค่ายใหญ่ของเผ่าไลเกอร์”
เจ่าไห่จะไม่ปฏิเสธแน่นอน แต่ผู้เฒ่าก็บอกกับเจ่าไห่ด้วยว่าการที่จะไปค่ายใหญ่ของเผ่าการขี่นกไปจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่ามากๆ เจ่าไห่ก็เลยเรียกนกอินทรีย์ของเขาออกมาทันที
เมื่อผู้เฒ่าได้เห็นความงดงามของนกอินทรีย์ของเจ่าไห่ ดวงตาของเขาก็เต็มไปด้วยแสงประกาย หน้าของเขาดูอิจฉามากๆ เขาเคยได้ยินว่าคนเริ่มสร้างกองกําลังในอากาศ ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาก็ได้รับมากจากเจ่าไห่นี่เอง
เจ่าไห่ นกอินทรีย์ของเขาตามหลังผู้เฒ่าไป หลังจากพวกเขาออกจากค่ายของเผ่าแล้วพวกเขาก็ตรงไปที่ภูเขาไลเกอร์ทันที
อันที่จริงแล้วภูเขาไลเกอร์แห่งนี้เป็นภูเขาที่มีขอบเขตทางใต้ของภูเขานี้คือทุ่งหญ้า ในขณะที่ทางตอนเหนือเป็นทุ่งน้ําแข็งซึ่งมันก็จะมีพื้นที่ที่ใหญ่มากๆ ไม่ว่าจะเป็นเผ่าที่แข็งแกร่งขนาดไหนก็ไม่มีใครกล้าที่จะเข้าไปลึกๆ เลยเพราะพวกเขากลัวว่าจะไม่มีทางออก
ในเวลาเดียวกันภูเขาไลเกอร์ก็เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในทุ่งหญ้าด้วยเหมือนกัน เป็นที่รู้กันทั่วไป
ทุ่งหญ้าว่าภูเขาเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ มันเป็นเพราะตําแหน่งของภูเขาที่สามารถบังลมจากทางเหนือได้ ถ้าลเหนือของน้ําแข็งพัดมาถึงทุ่งหญ้า ทุ่งหญ้าก็คงจะกลายเป็นที่ราบหิมะขนาดใหญ่ เจ่าไห่และคนอื่นๆ บินไปบนท้องฟ้าเป็นเวลา 3 วันก่อนที่พวกเขาจะเห็นภาพจางๆของภูเขา ไลเกอร์ ในระยะไกลๆ ด้วยความสูงของภูเขาใครจะคิดว่ามันเชื่อมต่อกับท้องฟ้า ด้านบนของภูเขาเป็นสีขาวฟ้าสวยมากๆ การบินตลอด 3 วันนี้ยังแสดงให้เห็นว่าเจ่าไห่มีความตั้งใจจริงๆ นกกินอาหารได้ขณะบินอยู่และก็ทําเช่นนั้นมาตลอดโดยที่ไม่ได้พักเลยเป็นเวลา 3 วัน ความจริงแล้วการบินไปบนท้องฟ้าไม่ใช่สิ่งที่สนุกเลย มันอาจจะทําให้รู้สึกดีในตอนเริ่ม แต่เมื่อเวลาผ่านไปคุณจะเริ่มเบื่อมัน ไม่เพียงแต่อากาศจะหนาว แต่ก็จะมีลมกระแทกเข้ามันเรื่อยๆ เจ่าไห่เคยได้ยินมาว่านกเหล่านี้ไม่สามารถบินได้ไกลมากนัก แต่การที่เจ่าไห่ได้เดินทางใน
ครั้งนี้มันก็ทําให้เขารู้สึกว่าเขาเข้าใจผิดมาโดยตลอด แต่การที่พวกมันบินน้อยๆ ก็เพื่อไม่ให้ผู้คนรู้ว่าพวกมันมีความสามารถ
เผ่าไลเกอร์เป็นเผ่าที่แข็งแกร่งมากๆ พวกเขาสามารถฝึกฝนนกของพวกเขาได้เป็นอย่างดี
เจ่าไห่เองก็ไม่ได้แข็งแกร่งต่อสภาพอากาศที่เขาไม่เคยได้พบ เมื่อไม่มีใครสนใจเขา เขาก็จะเข้าไปในมิติเพื่อพักผ่อน
หลังจากนั้น 3 วันเจ่าไห่และคนอื่นๆ ก็มาถึงภูเขาไลเกอร์ เมื่อพวกเขาใกล้จะถึงแล้วเจ่าไห่ก็ออกมาจากมิติ ผู้เฒ่าเผ่าไลเกอร์จะต้องมองหาเขาในตอนนี้ หลังจากที่ออกจากมิติ เจ่าไห่และชิวและซุนก็อยู่บนหลังของนกอินทรีย์ทันที ซึ่งก็ไม่มีใครสังเกตุเห็นพวกเขาเลย
ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ่าไห่และคนอื่นๆ จะได้รับชุดที่ป้องกันความหนาวแล้ว ทั้งเสื้อที่แน่นมากๆ ถุงมือและรองเท้าที่ให้ความอบอุ่น ซึ่งมันก็จะทําให้พวกเขาสามารถอยู่กับที่ที่หนาวเย็นเช่นนี้ได้
เมื่อพวกเขาเห็นชุดที่เจ่าไห่มี พวกเขาก็รู้สึกอิจฉาเจ่าไห่มากๆ มันน่าเสียดายจริงๆ ที่พวกเขาไม่สามารถใช้พลังเวทย์ได้
ผู้เฒ่าหันไปหาเจ่าไห่และบอกกับเจ่าไห่ว่า “เจ่าไห่ ตอนนี้ทหารของเราจะออกไปส่งสัญญาณ อย่าไปไหนไกลจนกว่าพวกเขาจะกลับมา”
เจ่าไห่ตอบกลับทันทีว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง ข้าเองก็ไม่ได้คิดจะไปไหนอยู่แล้ว” ผู้เฒ่าพยักหน้า ไม่นานนักก็มีเงามาจากภูเขาเข้ามาหาพวกเขา ไม่นักนานเงานั่นก็มาอยู่ต่อหน้าของเจ่าไห่ เขาเป็นคนที่ผอมมากๆ แต่ก็ดูแข็งแกร่ง
ชาวเผ่าที่ออกมารับพวกเขาขี่นกสีน้ําเงิน ตอนนี้พวกเขาล้อมรอบพวกของเจ่าไห่แล้วพาไปยังภูเขาที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขา
พวกเขาไม่ได้ไปที่ยอดเขา เพราะมันสูงเกินไปและหนาวมากๆ ดูเหมือนว่าจุดหมายของพวกเขาจะไม่ได้อยู่ตรงภูเขา สิ่งที่เจ่าไห่เห็นในตอนนี้ก็คือต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่กลางภูเขามันเป็นต้นไม้ที่สูงมากๆ มันต้องมีเส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่า 20 เมตรแน่นอน
บางบ้านสามารถเห็นได้เลยจากที่ไกลๆ บ้านถูกสร้างขึ้นตามต้นไม้ เจ่าไห่ยังมองเห็นชาวเผ่าไลเกอร์เข้าออกจากบ้านเหล่านั้น หลังจากบินข้ามต้นไม้ไป เจ่าไห่ก็มองเห็นหุบเขาขนาดใหญ่ มันกว้างมากๆ และดูเหมือนว่าจะมีพื้นดินอยู่ตรงนั้นด้วย ผู้คนที่อาศัยอยู่ที่นี่คือเผ่าไลเกอร์ อย่างไรก็ตามหุบเขานี้ไม่ใช่จุดหมายปลายทางของเจ่าไห่ หลังจากบินข้ามหุบเขาแล้ว เจ่าไห่ ก็มองเห็นถ้ําขนาดมหึมาที่อยู่ครึ่งทางขึ้นไปบนภูเขาทางเข้ามีขนาดใหญ่ สูงประมาณ 100 เมตร
และกว้าง 60 เมตร จากนั้นพวกเขาก็ได้เข้าไปในถ้ําแห่งนี้พร้อมกัน
เจ่าไห่เห็นว่าถึงแม้จะมีนกที่บินเข้าออก แต่การบินของพวกเขาก็มีระเบียบมาก ด้านซ้ายของทางเข้ามีไว้สําหรับเข้าขณะที่ด้านขวากําลังออก ดูเหมือนว่าจะมีการจัดการที่ดีมากๆ
เมื่อพวกเขาเข้าไปในถ้ํา เจ่าไห่ก็เข้าใจว่าหลุมนี้มันใหญ่มากแค่ไหน และแม้ว่าจะอยู่ในอากาศที่ติดลบแต่พวกเขาก็ไม่ได้หนาวเลย
ข้างในถ้ําเป็นถ้ําขนาดเล็กที่มีเผ่าไลเกออาศัยอยู่กลาง ถ้ํามีจัตุรัสและกลางจัตุรัสมีสระน้ําขนาดใหญ่มาก เหมือนกับน้ําพุ
พวกเขาค่อยๆ ลงไปที่จัตุรัสนั้นพร้อมกับพวกเขาของเจ่าไห่ เมื่อเจ่าไห่ลงมาจากนกของเขา
เจ่าไห่มองไปรอบๆ ด้วยความตื่นเต้น
รูในถ้ําเป็นเหมือนเมืองใต้ดินที่คนแคระสร้างไว้ใต้ภูเขาเหล็ก แต่เมื่อเทียบกับภูเขาเหล็ก ถ้ําแห่งนี้ใหญ่กว่ามาก ยิ่งกว่านั้นไม่มีบันไดที่สามารถมองเห็นได้ หากพวกเขาจะไปที่ไหนพวกเขา
จะขี่นกของพวกเขาไป ซึ่งมันเป็นเรื่องที่แปลกมากๆ
หลังจากเจ่าไห่ลงมา ผู้เฒ่าก็เชิญเขาไปยังสถานที่ในขณะที่เขายิ้มและพูดว่า “เจ่าไห่ มันอาจจะลําบากไปสักหน่อย แต่ก็เป็นที่ที่สําคัญสําหรับพวกเรา”