Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 556 - คาเรนผู้ชื่นชอบ
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 556 - คาเรนผู้ชื่นชอบ
บทที่ 556 – คาเรนผู้ชื่นชอบ
หลายวันต่อมาในขณะที่เจ่าไห่อยู่ที่ร้านลิลลี่ ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ที่ร้าน แต่เขาเองก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะได้ทําแผนที่ของทุ่งหญ้าไว้บางส่วนแล้ว แต่เขาเองก็ยังไม่สามารถทําแผนที่ได้ทั้งหมด ถ้าเจ่าไห่ต้องทําการค้าที่ทุ่งหญ้าแผนที่มันก็เป็นสิ่งที่สําคัญมากๆ ซึ่งมันก็จะเป็นเรื่องที่ดีสําหรับเขามากๆ ที่เขาจะมีแผนที่ของทุ่งหญ้าไว้ในมิติของเขา
ในขณะที่เจ่าไห่กําลังทําสิ่งต่างๆ ของตัวเองอยู่นั้น ตอนนี้อาไทก็ไม่ได้ว่างเหมือนกับเจ่าไห่เลย จากที่ร้านลิลลี่แห่งนี้ไม่ได้มีชื่อเสียง แต่ตอนนี้ร้านของเขาดังไปทั่วทุ่งหญ้าแล้ว ซึ่งการที่ร้านได้รับความนิยมขนาดนี้มันก็ไม่ได้เป็นเพราะพวกเขามีธงของเผ่าต่างๆ แต่มันเป็นเพราะเรื่องที่พวกเขาท่าไปก่อนหน้านี้
ชาวเผ่าทุกเผ่ามีนิสัยที่ไม่ชอบทิ้งของเก่าพวกเขาจะเก็บของที่ไม่มีประโยชน์ไว้ ซึ่งมันก็เป็นนิสัยของพวกเขาเลยจริงๆ เพราะเช่นนี้พวกเขาก็เลยมีของเก่าอยู่เป็นจํานวนมาก แต่พวกเขาก็ไม่สามารถขายมันออกไปได้ เพราะสิ่งของเหล่านั้นมันก็ไม่ได้มีประโยชน์พอที่จะขายเหมือนกัน
แต่สิ่งที่ทําให้ร้านวุ่นวายตอนนี้เลยก็เพราะว่าที่ร้านเต็มใจที่จะกําจัดสิ่งเหล่านั้นออกไปจากพวกเขา ซึ่งก็ไม่ต้องถามเลยว่าทําไมพวกเขาจึงมีความสุขขนาดนี้ มันไม่นานเลยที่พวกเขาจะพูดกันต่อๆไปเกี่ยวกับร้านลิลลี่ ซึ่งมันก็ทําให้พวกเขาประทับใจกับร้านลิลลี่มากๆ
5 วันหลังจากที่เจ่าไห่ได้ไปพบกับราชาแห่งชาวเผ่า ในที่สุดเขาก็ได้เห็นความเคลื่อนไหวในเมืองของพะเจ้าหรือเมื่องบีก็อด ราชาแห่งชาวเผ่าได้ส่งหนังสือออกมา ซึ่งมันก็ดูเหมือนกับม้วนหนังสือของจีนโบราณ หนังสือนี้ถูกส่งไปยังเผ่าทุกเผ่า ซึ่งก็บอกพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งที่เจ่าไห่ได้ท่ากับพวกเขา
สิ่งที่พวกเขาได้รับนั้นมันทําให้พวกเขาตื่นเต้นมากๆ ผุ้เฒ่าชาวชนเผ่าหลายคนไปที่เมืองบีก็อดเพื่อดูว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ สิ่งที่ทําให้อไทวุ่นวายมากตอนนี้ก็ยังรวมไปถึงการที่เขาจะต้องตอบคําถามของผู้เฒ่าเหล่านั้นด้วย
เจ่าไห่มองดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และเขาก็รู้ทันทีว่านี่เป็นเวลาที่ดีที่เขาจะไปหาเผ่าไลเกอร์ เพื่อไปพูดคุยเกี่ยวกับความร่วมมือของพวกเขา
3 วันหลังจากที่ราชาแห่งชาวเผ่ากระจายข่าวออกไป เจ่าไห่ก็ได้ขี่ม้าของเขามุ่งหน้าไปยังเผ่าไลเกอร์ทันที
เผ่าไลเกอร์เป็นชนเผ่าที่มีกองกําลังที่แข็งแกร่งมากๆ พวกเขาเป็นหนึ่งในเผ่าที่แข็งแกร่งในทุ่งหญ้า พวกเขาเป็นเผ่าที่มีความสามารถในเรื่องการแฝงตัวที่เก่งที่สุด
ในอดีตที่ผ่านมาตระกูลมาร์กี้และเผ่าไลเกอร์เคยร่วมทําการค้าด้วยกัน แต่การร่วมมือกันของพวกเขาก็ไม่ได้น่าสนใจมาก ถ้าพูดถึงจริงๆ การร่วมมือของพวกเขาก็ไม่ได้มีอะไรมากเลย ม้าของเจ่าไห่เดินทางไปอย่าวรวดเร็วไปยังชนเผ่าไลเกอร์ เจ่าไห่ต้องการไปที่เผ่าไลเกอร์ให้เร็วที่สุด เพราะเจ่าไห่เองก็ต้องการไปที่เผ่าอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน เมื่อร่วมมือกับเผ่าไลเกอร์แล้วมันก็จะทําให้การขนส่งไวน์นมของเจ่าไห่ถูกจัดส่งไปได้อย่างรวดเร็ว
ไม่กี่วันที่ผ่านมาเจ่าไห่ได้ใช้จ่ายเหรียญทางไปเป็นจํานวนมากในมิติ เพื่อสร้างเครื่องแปรรูประดับสูง จํานวนมากเมื่อสร้างเสร็จแล้ว เครื่องเหล่านี้จะทําให้เจ่าไห่สามารถผลิดไวน์นมได้เป็นจํานวนมาก และสามารถขายออกไปได้เป็นจํานวนมากแน่นอน
โดยปกติแล้วอุปกรณ์เหล่านี้ต้องการพลังงาน แต่เจ่าไห่ก็ได้คิดเกี่ยวเรื่องนี้แล้ว เจ่าไห่ก็ให้เครื่องแปรรูปสร้างเครื่องผลิตไฟฟ้าในมิติ เครื่องผลิตไฟฟ้านี้เป็นเครื่องผลิตไฟฟ้าจากพลังน้ํา แม้ว่าการส่งออกไฟฟ้าของเครื่องจะไม่สูงนัก แต่มันก็เพียงพอกับการใช้พลังงานของเครื่องแปรรูป
และเนื่องจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกระแสไฟฟ้า เจ่าไห่จึงต้องแน่ใจว่าจะต้องมีคนงานที่ได้รับการศีกษาด้วยความปลอดภัยและเตือนให้พวกเขาทํางานด้วยความระวัง เจ่าไห่ไม่ต้องการให้คนของเขาต้องพบกับอุบัติเหตุ
แต่ในขณะที่เจ่าไห่ติดตั้งสิ่งเหล่านี้ ก็มีคนๆ หนึ่งที่มีสายตาเหมือนกับดวงอาทิตย์มองที่เจ่าไห่ คนๆนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย เขาก็คือคาเรนพ่อของเขานั้นเอง
คาเรนชื่นชมในสิ่งประดิษฐ์และความคิดที่แปลกใหม่และสิ่งที่เขาคิดค้นนั้นส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการใช้เวทมนตร์ที่เพิ่มความสะดวกสบายของชีวิต ดังนั้นเมื่อเขาได้เห็นสิ่งที่เจ่าไห่ได้สร้างขึ้นมา เขาก็อยากที่จะลองและเรียนรู้เกี่ยวกับมันทันที
ดังนั้นจึงไม่ได้ใช้เวลานานนักก่อนที่เขาจะวางแผนจัดสรรเวลาและพลังงานทั้งหมดเพื่อวิจัยสิ่งใหม่นี้ เมื่อเจ่าไห่เห็นท่าทางของเขา เจ่าไห่ก็ได้เชิญคาเรนเข้ามาในมิติทันที เพื่อให้คาเรยได้ดูและวิธีใช้อุปกรณ์เหล่านี้
และเนื่องจากคาเรนเป็นผู้ที่มีความรู้ในสาขานี้ เขาจึงรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีประโยชน์มากแค่ในในทวีปอาร์ค เนื่องจากการมีอยู่ของผลึกเวทย์
อุปกรณ์ส่วยใหญ่ในทวีปใช้ผลึกเวทย์เป็นแหล่งพลังงาน สิ่งที่เจ่าไห่แสดงให้คาเรนเห็นมัน
ทําให้เขาได้เห็นอีกด้านหนึ่งของโลก ดูเหมือนว่ามันจะมีระบบพลังงานที่สามารถใช้แทนผลึกเวทมนตร์ได้
เจ่าไห่ไม่ได้คิดว่าเขาจะหยุดคาเรนเมื่อเห็นท่าทางของเขา เจ่าไห่ให้คาเรนเข้าไปดูอุปกรณ์เหล่านั้น แต่เจ่าไห่ก็ยังได้บอกลอร่าว่าให้ความสนใจกับคาเรนด้วย เขาควรที่จะได้กินอาหารที่เหมาะสมและพักผ่อนอย่างเพียงพอเจ่าไห่รู้ว่าคาเรนเป็นคนที่ชอบในการวิจัยมากๆ เมื่อคาเรนค้นพบสิ่งที่น่าสนใจมันจะทําให้เขาต้องศึกษามันให้เข้าใจอย่างแท้จริง
5 วันต่อมาในที่สุดเจ่าไห่ก็มาถึงเผ่าไลเกอร์ ในความคิดของเจ่าไห่เขาคิดว่าเผ่าไลเกอร์จะอยู่ในภูเขาหรือในป่อา แต่มันก็ไม่ได้เป็นแบบที่เขาคิดเลย ชาวเผ่าไลเกอร์อยู่ในสถานที่เหมือนกับเผ่าใหญ่ทั่วไป
ในการขนส่งของเจ่าไห่ไม่ถูกรบกวนเลยแม้แต่น้อยตั้งแต่ที่เขามีธงของเผ่าหลายเผ่า ทุกเผ่า
ที่เจ่าไห่เจอแสดงออกด้วยความสุภาพมากๆ และเมื่อถึงตอนเย็นและถึงเวลาพักผ่อนชาวเผ่าเหล่านั้นจะอยากให้เจ่าไห่เข้าไปอยู่และพักกับพวกเขามากๆ
โดยปกติแล้วเจ่าไห่ก็จะไม่รับข้อเสนอของพวกเขา แต่เจ่าไห่เองก็ได้ให้ไวน์ขาวกับชาวเผ่าเหล่านั้น เผ่าใกล้กับเมืองบีก็อดเกือบทุกเผ่าใหญ่ เมื่อพวกเขาเข้าสู่สงครามปล้นสะดม สิ่งของจํานวนมากไม่มีประโยชน์ ดังนั้นเมื่อร้านลิลลี่เริ่มซื้อของเหล่านั้นเผ่าเหล่านั้นก็ยิ่งดีใจมากๆ และเนื่องจากเจ่าไห่เป็นเจ้าของร้านค้าจึงไม่น่าแปลกใจที่พวกเขาจะทําเหมือนเจ่าไห่เป็นแขก ในขณะเดียวกันเหตุผลที่เจ่าไห่ให้ไวน์นมกับพวกเขาก็เพราะพวกชาวเผ่าในตอนนี้พวกเขามี
ทั้งข้าวและสิ่งจําเป็นอยู่แล้ว นอกจากนี้เขายังตัดสินใจที่จะให้ไวน์นมนี้เพื่อแสดงให้พวกเขาเห็นว่าไวน์นมที่เจ่าไห่ให้มันเป็นไวน์ที่พิเศษไม่เหมือนกับของพวกเขา
ในที่สุดเมื่อเจ่าไห่มาถึงเขตของเผ่าไลเกอร์ เขายังไม่ทันไปถึงเขตของเผ่าเลย พวกเขาก็ออกมาต้อนรับเจ่าไห่แล้ว เมื่อพวกเขาเห็นเจ่าไห่ พวกเขาก็พาเจ่าไห่ไปยังค่ายของพวกเขาทันที เมื่อมาถึงเจ่าไห่ก็ถูกพาไปที่เต็นท์ใหญ่ของเผ่าทันที เต็นท์ทองนี้คล้ายกับเต็นท์ทองของเผ่าอื่นๆ แต่จากสิ่งที่เจ่าไห่ได้เห็นตอนนี้ เผ่านี้มีการใช้ชีวิตที่ดีมากๆ เต็นท์ทองของพวกเขาดูดีมากกว่าเผ่าอื่นๆ
เมื่อเจ่าไห่เข้าไปในเต็นท์เขาก็เห็นชาวเผ่าไลเกอร์อยู่หลายคน และบนที่นั่งสูงสุดของเต็นท์ดูเหมือนจะเป็นผู้เฒ่าของเผ่า เขาดูสง่างามมากๆ
เจ่าไห่สังเกตเห็นปัญหาอย่างรวดเร็วถึงแม้ว่าเผ่าไลเกอร์จะเป็นเผ่าที่เหมือนนก แต่ผู้เฒ่าของเขาก็เหมือนกับคนทั่วไปมากๆ เขาเป็นคนที่ดูแข็งแกร่งมากๆ
เจ่าไหรีบเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วและก้มตัวลงและพูดว่า “ข้าเจ่าไห่ได้พบกับท่าน ข้าขอขอบคุณมากที่ท่านได้มาพบ
ผู้เฒ่าหัวเราะออกมาและบอกให้เจ่าไห่ยืนขึ้น จากนั้นเขาก็พูดว่า “เจ่าไห่ เจ้าไม่ต้องทําขนาดนั้น แม้แต่ราชาชาวเผ่าก็ทํากับเจ้าอย่างดีในฐานะแขก ดังนั้นข้าจะไม่ทําตามนั้นได้เช่นไร” น้ําเสียงของเขาดูอ่อนโยนมากๆ แต่ในทางกลับกันท่าทางของเขานั้นแข็งแกร่งมากจริงๆ
เจ่าไห่เงยหน้าขึ้นด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “ท่านก็ไม่ต้องทําถึงเช่นนั้นเลย ข้าได้กลายเป็นเช่นนี้ ก็เพราะคําเชิญของราชาเผ่า และที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อคุยเรื่องการร่วมมือกันของพวกเรา”
ผู้เฒ่าหัวเราะและพูดว่า “ถ้าหากว่าข้าพร้อมที่จะร่วมมือกับเจ้า พวกข้าก็จะได้รับผลประโยชน์ จากไวน์นมด้วยใช่ไหม จริงสินอกจากนี้เจ้ามีอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ถึงมาที่เผ่าข้า?”
เจ่าไห่ตอบอย่างรวดเร็วและพูดว่า “ผู้เฒ่าอาจไม่รู้ แต่ตระกูลมาร์กี้ที่เคยทําการค้ากับท่านในอดีตนั้นตอนนี้พวกเขาเกี่ยวข้องกับข้า ข้าก็เลยมาที่นี่เพื่อพบท่านก่อน
ผู้เฒ่าบอกให้เจ่าไห่นั่งลงก่อน จากนั้นเขาพูดว่า“โอ๋! ข้าไม่รู้เกี่ยวกับสิ่งนั้นเลย เจ้ากับตระกูลมาร์กี้มีความสัมพันธ์แบบไหน? แต่ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลบูดาเหรอ?” เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ตระกูลบูดาครั้งหนึ่งเคยเป็นตระกูลขนาดกลางในจักรวรรดิอาร์ซู แต่หลังจากถูกล้อมและถูกเนรเทศไปยังแดนทมิฬ เนื่องจากเราไม่สามารถพัฒนาที่ดินที่นั่นได้ ข้าจึงไม่มีทางเลือกนอกจากทําการค้า จากนั้นในขณะที่ทําเช่นนั้นข้าได้ตกหลุมรักหญิงสาวจากตระกูลมาร์
กี้ชื่อลอร่า แต่ตระกูลมาร์กี้ไม่ชอบข้าและมีความแน่วแน่ที่จะทําลายความสัมพันธ์ของเรา ดังนั้นพวกเขาจึงส่งนักฆ่าไปจัดการกับข้าหลายครั้ง ในท้ายที่สุดข้ามีเพียงพอและตัดสินใจที่จะกําจัด พวกเขาทําให้ภรรยาของข้าเป็นผู้นําของตระกูล และหลังจากที่ภรรยาของข้าเข้ามาเราสังเกตเห็นว่าตระกูลเคยทําธุรกิจกับชนเผ่าไลเกอร์ แต่เมื่อเรากําลังจะมาหา เราไม่ได้คิดว่ากิลแห่งความสว่างจะทําให้เกิดการขาดแคลนอาหารในทุ่งหญ้า ข้ามีอาหารมากมายในมือของข้า ซึ่งมันจะเหมือนกับการขว้างถ้วยน้ําหนึ่งใบในรถม้าที่ไฟหากข้าตัดสินใจช่วย และตอนนี้ที่ภรรยาของข้า
จัดการเรื่องตระกูลมาร์กี้ หลังจากความขัดแย้งครั้งล่าสุดของตระกูลเราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปล่อยให้ธุรกิจอื่นๆดําเนินต่อไป มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ”
เจ่าไห่พูดสิ่งเหล่านี้ต่อผู้เฒ่า เพราะเขาต้องการบอกผู้เฒ่าว่าตระกูลมาร์กี้ที่มีความสัมพันธ์กับเขาก่อนหน้านี้ไม่เหมือนกับตระกูลมาร์กี้ตอนนี้
เจ่าไห่รู้ว่าพวกเขา และตระกูลมาร์กี้ไม่มีชื่อเสียงที่ดีในทุ่งหญ้า ดังนั้นเขาจึงกลัวว่าผู้เฒ่าจะเข้าใจเขาผิด หากเขาไม่พูดสิ่งเหล่านั้นความร่วมมือกับเผ่าไลเกอร์อาจต้องจบลง
ในเวลาเดียวกันจากคําพูดของผู้เฒ่าเจ่าไห่เข้าใจว่าพวกเขาต้องตระหนักถึงสถานการณ์ในดินแดนมนุษย์ ดังนั้นเจ่าไห่จึงเล่าเรื่องของเขาต่อ ผู้เฒ่าอย่างตรงไปตรงมาเพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดในอนาคต
จบแล้วครับ ขออภัยที่หายไปนานนะครับ ตอนนี้จะพยายามลงให้ได้ทุกวันนะครับ