Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 552 - ความหวัง
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 552 - ความหวัง
บทที่ 552 – ความหวัง
เวลส์ยิ้มและพูดว่า “เจ้าไม่ต้องเอาอะไรให้พี่หรอก ตอนนี้พี่ได้รับอาหารมากมายพอแล้ว แต่มันก็ยังคงขาดของใช้ไปบ้าง”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าได้ยินมาว่าพี่ไปที่เพอร์เซลล์ แต่ข้าก็ไม่คิดว่าพี่เวลส์จะได้อะไรมากนัก แต่ถ้าพี่ต้องการอะไรบางอย่างก็อย่าลังเลที่จะบอกกับข้า เอาล่ะข้าจะปล่อยนกอินทรีย์ไว้ที่นี่ สัก 50 ตัวแต่มันก็น่าเสียดายที่พี่ตัวใหญ่เกินไปจึงไม่สามารถขี่บนตัวมันได้”
เมื่อเวลส์ได้ยินเจ่าไห่พูด สีหน้าของเขาก็มีความสุขมาก ขณะที่เขาพูดว่า “น่าอัศจรรย์จริงๆ ข้ามีหลายอย่างที่อยากจะทํา ข้าจะไม่เกรงใจที่จะใช้พวกมันแล้วนะ”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ไม่จําเป็นต้องมาเกรงใจข้าหรอก แต่พี่มีอาหารอะไรบ้างไหม? ตอนนี้ข้าหิวมากๆ เลยข้าจะต้องไปที่เมืองของพระเจ้า ในวันพรุ่งนี้มันก็นานแล้วที่ข้าได้มาถึงที่นี่” เวลส์ถามเจ่าไห่ว่า “ข้าคิดว่าเจ้าจะไปที่นั่นเลย ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะมาหาข้าก่อน”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าไม่อยากคิดมากเกี่ยวกับการที่ข้าจะไปที่เมืองของพระเจ้า ข้าไม่ได้มีอะไรมากที่ต้องทําที่นั่นเพราะสิ่งต่างๆ ที่พี่ได้นํากลับมา ในตอนนี้ธุรกิจที่จะทํามันยังเป็นคนคิดที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก ข้าก็เลยตัดสินใจที่จะมาที่นี่ก่อน”
เวลส์รู้สึกดีใจ เขามองเจ่าไห่และพูดว่า “น้องชายความจริงจังของเจ้าทําให้ข้าไม่อาจจะพูดอะไรได้เลย ข้าคิดว่าเราไม่ต้องคุยอะไรกันมากแล้วไปหาอะไรดื่มกันเถอะ ถ้าข้าไม่ทําเช่นนั้น มันคงจะไม่ยุติธรรมต่อเจ้าเลย แต่ข้าก็คิดว่าเจ้าก็อาจจะสู้ไม่ไหวก็ได้”
เจ่าไห่หัวเราะแล้วพูดว่า “ข้าไม่กลัวหรอก ข้าคิดว่าความสามารถในการดื่มของข้ามันไม่ได้เหมือนเดิมแล้ว จากนั้นทุกคนที่อยู่ในนั้นก็หัวเราะและเดินออกจากเต็นท์
ตอนนี้เมื่อเจ่าไห่มาถึงที่เผ่าเฮคัสแล้ว เวลส์ก็ยังไม่ได้เตรียมงานเลี้ยงให้กับเจ่าไห่เลย แต่พวกเขาก็จะเตรียมอาหารทันทีเมื่อเห็นเจ่าไห่ คนเหล่านี้มักจักได้รับไวน์ของเจ่าไห่ และพวกเขาไม่ต้องการที่จะไม่ได้รับไวน์ของเจ่าไห่ตลอดไป ดังนั้นเมื่อทุกครั้งที่เจ่าไห่มาถึงพวกเขาจะเตรียมอาหารดีๆ จากบ้านของพวกเขา และถ้าพวกเขาไม่มีอาหารพวกเขาก็สามารถฆ่าแกะเพื่อต้อนรับเจ่าไห่ได้
เมื่อพวกเขามาถึงข้างนอก แกะเหล่านั้นก็ถูกย่างแล้ว แต่สิ่งที่ทําให้เจ่าไห่ประหลาดใจก็คือ มีสองอย่างที่เหมือนกับหนูอยู่บนกองไฟ มันทําให้เจ่าไห่รู้สึกแปลกๆ
แต่เมื่อเวลส์เห็นหนูสองตัวนั้น สีหน้าของเขาก็ไม่ได้ดูแย่เลยมันกับดูดีขึ้นมากๆ ในขณะที่เขาพูดขึ้นมาอีกว่า “นั้นมันใช้สัตว์ที่เหมือนกับพังพอนใช่ไหม?”
ชาวเผ่าเฮคัสคนนึ่งก็เดินมาพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา นอกจากนี้เขาก็ยังมีสิ่งที่คล้ายกับหนูอยู่ในมือของเขาด้วย จากนั้นชายคนนั้นก็วางมันลงข้างหน้าของเจ่าไห่ และพูดว่า “นายน้อยเจ่าไห่ เมื่อข้าได้ออกไปล่าสัตว์ข้าก็ได้เจอหนูทั้งสองตัวนี้ ข้าอยากที่จะกินพวกมันข้าก็เลยจับมา แต่เมื่อข้าได้เห็นนายน้อยเจ่าไห่มาที่นี่ข้าก็เลยตั้งใจที่จะให้พวกมันแก่นายน้อย ข้าเห็นว่า
ท่านชอบของแปลกๆ เหล่านี้”
เจ่าไห่มองไปที่หนูตัวนั้นด้วยความอยากที่จะเห็น สิ่งที่เขาได้เห็ฯนั้นมันดูเหมือนกับหนูตัวใหญ่ แต่สีตัวของมันก็มีสีเขียวและดวงตาของมันก็มีสีดําใสๆ มันเป็ฯสัตว์ที่ดูน่ารักมากๆ
เวลส์มองไปที่สีหน้าของเจ่าไห่และยิ้มพร้อมกับพูดว่า “หนูทุ่งหญ้านี้เป็นสัตว์เวยท์ที่เป็นเอกลักษณ์ของทุ่งหญ้าแห่งนี้ ระดับของมันไม่ได้สูงมากๆ มันอยู่ในระดับที่ 3 แต่มันก็สามารถวิ่งได้เร็วมาก มันมีความสามารถในซ่อนตัวอย่างมาก แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดเลยมันก็ยังเป็นอาหารอันโอชะที่หายากมาก และก็จําไว้เลยว่าหนูตัวนี้สามารถกินมันเข้าไปได้เลย โดยที่เราไม่จําเป็นต้องปรุงรสเลยด้วย”
จากนั้นเวลส์ก็หันหน้าไปหาชายคนนั้นและพูดว่า “ดอส เจ้าควรไปจัดการกับไขมันที่อยู่ในตัวของเจ้าก่อนที่คนอื่นๆ จะคิดว่าเจ้ามาจากเผ่าอื่นเพราะว่าเจ้าตัวใหญ่เกินไป ตอนนี้ในทุ่งหญ้ามี หนูเหล่านี้เยอะไหม? แล้วเจ้าสามารถจัดการกับพวกหนูสามตัวนี้ได้อย่างไร?”
เมื่อดอสได้ยินเช่นนั้นเขาก็ยิ้มและพูดว่า “เจ้าชาย ข้ามาที่นี่เพื่อบอกกับท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่แล้ว ข้ารู้ว่าตอนนี้หนูเหล่านี้มีจํานวนมากในตอนนี้ และเจ้าชายมีวิธีจัดการกับพวกมันไหม?” เวลส์ขมวดคิ้วเขารู้ว่าหนูเหล่านี้มีรสชาติที่ดีมากๆ แต่พวกมันก็เป็นเหมือนศัตรูพืชที่สามารถทําลายทุ่งหญ้าได้ หากว่ามันหนูที่อยู่ที่นี่มีมากเกินไป พวกเขาก็จะเริ่มล่าและฆ่า ซึ่งมันก็จะส่งผลกระทบต่อสัตว์ในทุ่งหญ้าด้วย
เจ่าไหไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา เมื่อได้ยินเรื่องเหล่านี้เขาก็หันหลังและยิ้มให้กับเวลส์ และพูดว่า “พี่ชายพี่ไม่ต้องเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องนี้มากเกินไป พี่มีนกอินทรีย์จํานวนมากแล้วใช่ไหม? พวกมันจะล่าหนูพวกนี้และพี่ก็ไม่ต้องให้อาหารกับพวกมันด้วย พวกมันจะออกไปหาอาหารของพวกมันเอง และก็อาจจะล่าหนูพวกนี้ด้วยตัวของมันเองด้วย”
เวลส์มองเจ่าไห่ ก่อนที่เขาจะพนักหน้าและพูดว่า “จริงด้วย นกอินทรีย์เป็นสัตว์นักล่าตามธรรมชาติ จริงด้วยของต้องตอบแทนเจ้าก็ต้องมีด้วยเช่นกัน เจ้าจงไปเอากับเจ่าไห่เถอะ”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “พี่ชาย แค่พี่บอกว่าจะให้ของเหล่านี้กับข้ามันก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน เกิดขึ้นมันถึงจะถูก” เมื่อพูดแล้วเจ่าไห่ก็นําเอาขวดไวน์นมขนาดใหญ่ออกมาให้กับดอส เมื่อได้รับแล้วสีหน้าของดอสดูมีความสุขมากๆ จัดมันสามารถมองเห็นได้ชัดมาก
ในตอนนี้โต๊ะอาหารก็ได้เตรียมไว้พร้อมแล้ว จากนั้นเจ่าไห่และเวลส์ก็นั่งลงก่อนที่พวกเขาจะพูดคุยและดื่มกันอย่างมีความสุข พวกเขาทั้งหมดไม่ได้หยุดดื่มเลย ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่หยุดจนกว่าพวกเขาจะเมา
เช้าวันต่อมาหลังจากที่เจ่าไห่ให้นกอินทรีย์ 50 ตัวไว้กับเวลส์ เขาก็ออกจากเผ่าเฮคัส และก็เดินทางไปยังเมืองของพระเจ้า
เจ่าไห่เองก็ไม่ได้ไปที่ชนเผ่าอื่นๆ เลยแม้ว่าเขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขา แต่มันก็ไม่ได้มากเท่าเผ่าเฮคัส ดังนั้นเจ่าไห่ก็เลยเดินทางผ่านพวกเขาไปยังเมืองของพระเจ้าเลย
เมืองของพระเจ้านั้นเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองมาก แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าที่นั้นจะมีชาวเผ่ามากกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่สิ่งที่ทําให้เจ่าไห่แปลกใจก็คือชนเผ่าเหล่านั้นทําธุรกิจกันอยู่
หลังจากที่พวกเขาไปถึงที่นอกเมืองของพระเจ้าแล้ว จากนั้นพวกเขาก็เดินทางเข้าไปในเมืองของพระเจ้า เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปแล้วพวกเขาก็เห็นชาวเผ่าจํานวนมากมองพวกเขาด้วยสายตาที่เป็นมิตร
เจ่าไห่ไม่ได้สนใจสายตาเหล่านั้น เจ่าไห่รู้ดีว่าพวกเขาไม่ได้เป็นคนที่โหดร้าย พวกเขาเพิ่งจะต่อสู้กับคนจากที่อื่นๆ และพวกเขาก็ยังไม่ได้มีพ่อค้าที่เป็นคนจากที่อื่นๆ เข้ามาทําการค้าที่นี่ มันก็เลยทําให้การที่เจ่าไห่มาที่นี่ก็เลยเป็นที่น่าสนใจมาก
แต่เจ่าไห่ก็เชื่อว่าพวกเขาเหล่านี้จะไม่ทําอะไรกับเขาเลย ที่พวกเขามองก็เพราะเป็นว่าพวกของเจ่าไหไม่ได้เอาม้ามาด้วย
นอกจากนี้เมื่อเจ่าไห่มาถึงเมืองก็มีรถม้ามารับพวกเขาทันที และคนที่ขี่ม้ามาก็คืออาไท
เมื่อพวกเขาได้เห็นอาไทพวกเขาก็มองหน้ากันแล้วก็ยิ้ม ผู้ที่ทําธุรกิจกับอาไทก็ทันทายเขาด้วยสายต่อที่เป็นมิตรที่มองเจ่าไห่ก็หายไป
เมื่ออาไทออกมาและทักทายเจ่าไห่เป็นการส่วนตัว สถานะของพวกเขาก็ชัดเจนมาก ดังนั้นมันก็เลยทําให้ท่าทางของคนเหล่านี้มที่มีต่อเจ่าไห่เปลี่ยนไปทันที
อาไทเดินเข้าไปหาเจ่าไห่ หลังจากนั้นเขาก็คํานับเจ่าไห่และพูดว่า “นายน้อย ข้าหวังว่าท่านจะเพิ่งมาถึงที่นี่และไม่ได้รอข้าจนนานเกินไป”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ไม่เป็นไรข้าชอบการเดินทาง ข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะทําธุรกิจที่นี่ ข้าคิดว่าพวกเขาจะค้าขายกับคนจากที่อื่นเท่านั้น”
อาไทยิ้มและพูดว่า “นายน้อยอาจจะไม่รู้ แต่พวกเขาเหล่านี้ก็ทําการค้าขายเช่นกัน พวกเขาก็ท่าเพื่อชีวิตของพวกเขา มันอาจะเป็นไปได้ แต่มันก็มีบางครั้งที่พวกเขาต้องการเช่นนี้ในตอนนี้ สงครามท่าลายพวกเขา อาจมีสิ่งที่พวกเขาคิดว่ามันไม่มีประโยชน์ แต่ก็มีประโยชน์ต่อเผ่าอื่นๆ
ดังนั้นพวกเขาก็เลยแลกเปลี่ยนของบางอย่างต่อกันและกัน”
เจ่าไห่พยักหน้าจากนั้นเขาก็มองธุรกิจของพวกเขา และเห็นว่ามันเป็นเหมือนที่อาไทได้พูดเลย มีบางสิ่งที่ไม่ได้มีประโยชน์สําหรับพวกเขา เพราะบางสิ่งเหล่านี้มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้โดยเฉพาะ สําหรับพวกเขาแล้วสิ่งเหล่านี้ไม่ได้มีประโยชน์กับพวกเขาเลย แต่พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะแลกเปลี่ยนมันเพื่อของบางอย่างดีกว่าที่พวกเขาจะทิ้งมันไปโดยที่ไม่ได้ใช้อะไรเลย
เมื่อเจ่าไห่ขึ้นไปบนรถม้า รถก็เข้าไปในเมืองทันทีและมุ่งหน้าไปที่ร้านเมจิกลิลลี่ของอาไทกําลังรอเจ่าไห่อยู่ที่ร้านของพวกเขาลูกสองคน
หลังจากที่เจ่าไห่ออกไปแล้วทั้งครอบครัวของอาไทก็มาต้อนรับเขาทันที หลังจากที่พวกเขานั่งลงที่สนามหญ้าบ้านอาไทมองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “นายน้อยธุรกิจของร้านเราไม่ได้ขายดีเลย ในวันนี้พวกชาวเผ่าได้รับสิ่งดีๆ มากมายจากสงครามเมื่อไม่นานมานี้ ตอนนี้พวกเขาไม่ได้ขาด
สิ่งของและอาหารเพราะเรื่องนี้พวกเขาก็เลยไม่มาซื้อสินค้าของเราเลย”
ท่าทางของอาไทดูผิดมาก เขาคิดว่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นความผิดพลาดของเขาเอง แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้สนใจเขาแค่โบกมือแล้วพูดว่า “ไม่ต้องห่วง ข้าคิดเรื่องนี้ไว้แล้ว เรื่องจากพวกเขามีสิ่งที่พวกเขาต้องการอยู่แล้ว มันก็เป็นเรื่องปกติที่พวกเขาจะไม่ต้องการซื้อสินค้าอะไรอีกแล้ว แต่เจ้าก็ยังคิดไม่พอเจ้าควรมอบสิ่งต่างๆ ที่คนอื่นใช้เพราะสิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้มีประโยชน์กับพวกเขา เจ้าก็สามารถแลกเปลี่ยนมันในราคาที่ถูกเมื่อข้ากลับไปยังดินแดนอื่นๆ ข้าสามารถนําเอาไป
ขายให้กับพวกเขาได้ แม้ว่าพวกเราจะขายถูกแต่มันก็ยังดีที่ได้กําไรเหมือนกัน” อาไทมองแล้วเขาก็พูดว่า “ทําไมข้าไม่คิดอย่างนั้นล่ะ? โชคดีจริงๆ ที่นายน้อยบอกกับข้า จากนั้นภรรยาของอาไทก็พูดว่า “ข้าก็ยังได้คิดเกี่ยวกับสิ่งที่นายน้อยพูด แต่สิ่งที่พวกเขาส่วนใหญ่นํามานั้นมันก็เก่ามากแม้ว่าเราจะเอาพวกมันมาที่นี่ ข้าก็กลัวว่าจะไม่มีใครซื้อมันเลยแม้แต่น้อย”
เจ่าไห่พยักหน้า ดูเหมือนว่าภรรยาของเขาจะมีความคิดที่ดีกว่าอาไทมาก เธอได้คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายวิธีแล้ว เจ่าไห่ก็ยิ้มและพูดว่า “ข้าก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่อาจจะถูกปฏิเสธโดยคนที่อื่น
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้แย่ขนาดนั้นตระกูลบูดาของเรายังสามารถใช้ประโยชน์ได้ในตอนนี้พวกเรามีทาส 100,000 คนและพวกเราก็ยังคงต้องการจัดหาสิ่งต่างๆ หากเราเปรียบเทียบการซื้อสิ่งเหล่านี้จากที่อื่นๆ ข้าก็คิดว่าการที่ซื้อจากที่นี่มันก็จะได้ราคาที่ถูกกว่ามากๆ”
ทันทีที่ภรรยาของอาไทได้ยินเจ่าไห่ ดวงตาของเธอก็โตขึ้นและพูดว่า “จริงๆด้วย ข้าลืมเรื่องนี้ไปเลย เมื่อพวกเขามีหลายสิ่งหลายอย่างเราก็สามารถประหยัดเงินได้ถ้าเราซื้อมันจากพวกเขา
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “จากนี้ไปเจ้าต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่เพียงแต่เราจะได้รับของมีค่า ในราคาถูกเท่านั้น เรายังสามารถสร้างความประทับใจที่ดีต่อได้อีกด้วย”
อาไทก็พูดว่า “นายน้อย หลังจากที่พวกเขากลับไปที่เมืองของพระเจ้า ราชาของเราต้องการที่จะให้ท่านไปพบ”
เจ่าไห่พยักหน้าเขาเชื่อว่าราชาจะต้องทําเช่นนี้อยู่แล้ว เขาให้ความช่วยเหลืออย่างมากแก่พวกชนเผ่า ดังนั้นราชาจะไม่อยู่เฉยกับเจ่าไห่แน่นอน แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้คิดว่าราชาจะให้เขาไปพบเร็วเช่นนี้
จ้าวไห่คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะพูดว่า “ตั้งแต่ข้ามาถึงข้าจะไปหาราชา ในวันพรุ่งนี้ เจ้าไม่จําเป็นต้องดูแลข้า ข้าจะไปพักผ่อน” อาไทและภรรยาของเขาพยักหน้าและออกไป เหลือเพียงเจ่าไห่ ชิวและซูกะที่ยังอยู่ในเต็นท์
เจ่าไห่หันหน้าของเขาไปที่ทั้งสองแล้วพูดว่า “ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆ จะราบรื่นในตอนนี้ตราบใดที่เราดูแลเรื่องของเราที่นี่กลับไปที่แผ่นดินใหญ่จากนั้นเราจะไปสํารวจที่อื่นๆ เช่นจักรวรรดิลียง มันน่าเสียดายมากถ้าเราไม่ไปที่นั่น ”
ซูกะยิ้มและพูดว่า “แผนที่ทางภาคใต้ยังไม่ได้อยู่ในมิติ ดังนั้นเราสามารถใช้โอกาสนี้เพื่อเอาพวกเขาลงในแผนที่ นายน้อยเราสามารถไปหาคนแคระได้ จากสิ่งที่ข้าได้ยินพวกเขารักการดื่ม บางทีเราอาจได้สิ่งที่ดีถ้าเราไปหาพวกเขา”
เจ่าไห่พยักหน้า “เราควรไปหาพวกเขาถ้าเราต้องการเอาเหล็กในแผ่นดินใหญ่มันจะยากมาก
แต่ถ้าเราเข้าหาคนแคระเราอาจได้รับโอกาสในการแลกเปลี่ยนกับพวกเขา ได้เปรียบสําหรับเรา”
ซูกะพยักหน้าและพูดว่า “ภูเขาเหล็กแคระอยู่ในจักรวรรดิบาด้า เพราะเหตุนี้ทหารม้าเกราะหนักของจักรวรรดิก็สามารถเคลื่อนที่ไปรอบๆได้โดยไม่จํากัด แต่ข้าก็ได้ยินมาว่าที่นั่นมีพืชและสัตว์เวทย์ด้วยเช่นกัน สิ่งต่างๆสําหรับมิติบางทีนายน้อยอาจจะสามารถอัพเกรดได้ ไม่มีอะไรสําคัญไปกว่าการเพิ่มระดับของมิติในตอนนี้”
เจ่าไห่ไห่และชิวพยักหน้า มันเป็นความจริงที่สิ่งที่สําคัญที่สุดสําหรับพวกเขาในตอนนี้คือการอัพเกรดมิติ เมื่อระดับมิติสูงขึ้นก็จะสามารถผลิตพืชระดับสูงได้มากมาย และถ้าพวกเขารวมพวกเขาพวกเขาอาจจะสามารถเป็นเทพผู้มีพลังระดับ 8 หรือ 9 ได้นี่มันก็เป็นเรื่องที่ดีสําหรับพวกเขา และที่สําคัญที่สุดหนึ่งในเหตุผลที่เจ่าไห่ตั้งตารอระดับของมิติที่จะไปถึงระดับ 50 คือความสามารถในการใช้ภูมิหลังที่หลากหลาย
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะคร้บ บ๊าย…บาย
<