Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 550 - เรื่องเล็กน้อย
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 550 - เรื่องเล็กน้อย
บทที่ 550 – เรื่องเล็กน้อย
จากการที่เจ่าไห่รับทาสมา 100,000 คนในแดนทมิฬ ที่แห่งนี้เปลี่ยนไปเหมือนกับแผ่นดินที่มีคนอยู่มากขึ้น แม้ว่าตอนนี้พวกเขาจะมีหมู่บ้านถึง 20 หมู่บ้านแล้ว แต่มันก็ยังคงน้อยไปสําหรับแดนทมิฬ ถึงจะเป็นเช่นนั้นมันก็ยังดีกว่าเมื่อก่อน
หมู่บ้านเหล่านี้อยู่ไม่ไกลจากป้อมภูเขาเหล็กมากนัก และป้อมภูเขาเหล็กก็ยังเป็นเมืองใหญ่ของตระกูลบูดา ซึ่งก็แน่นอนว่าหมู่บ้านเหล่านี้จะต้องไม่อยู่ห่างจากป้อมภูเขาเหล็กมากเกินไป
หลังจากที่พวกทาสได้บ้านแล้ว พวกเขาก็เริ่มทํางานทันที ตอนนี้พวกเขามีทั้งเครื่องมือท่าฟาร์ม พวกเขาก็พร้อมแล้วที่จะปลูกพืชในที่ดินของตนเอง
ทาสเหล่านี้ส่วนใหญ่เคยเป็นชาวนา มันก็เลยทําให้การทําฟาร์มไม่ใช่เรื่องที่แปลกสําหรับพวกเขา ในทางกลับกันพวกเขาก็ยังมีความชํานาญในการฝึกฝนมาอยู่แล้ว
แต่เมื่อก่อนฟาร์มที่พวกเขาทํานั้น ไม่ใช่ของพวกเขาแต่เป็นของเจ้านายที่ซื้อพวกเขาไป แม้ว่าพวกเขาจะไม่มีเวลาพักเลย แต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะสามารถทํางานได้ดีทุกอย่าง แต่ตอนนี้มันแตกต่างจากเมื่อก่อนมาก ตอนนี้พวกเขามีที่ดินเป็นของตนเอง สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องท่าในตอนนี้ก็คือการส่งคืนให้กับเจ่าไห่ 40% ของการเก็บเกี่ยวของพวกเขา และในส่วนที่เหลือก็จะเป็นของพวกเขาเอง เมื่อพวกเขาเก็บได้มากขึ้นเท่าไหร่ พวกเขาก็จะมีอาหารมากขึ้นเท่านั้น
อย่างไรก็ตามการทํานานั้นเป็นสิ่งที่ต้องทําตามฤดูกาล ซึ่งก็ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องทําตลอดทั้งปี มันจะมีเพียงพอแต่ 2 ฤดูเท่านั้นที่การทําการเกษตรจะอยู่มากๆ ก็คือฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วงที่พวกเขาจะสามารถทําการเก็บเกี่ยวได้ นอกเหนือจาก 2 ฤดูนี้พวกเขาก็ไม่ต้องทําอะไรมากมายนัก เจ่าไห่ก็เลยให้พวกเขาไปเรียนรู้งานฝีมือเพิ่มอีก
ในเวลาเดียวกันเจ่าไห่ก็ยังเตรียมไวน์ไว้ด้วย ในขณะที่พวกทาสกําลังปลูกพืชในที่ดินของตนเอง โรงจากที่สร้างโรงไวน์แล้ว ทาสเหล่านั้นก็น่าจะจัดการกับการเก็บเกี่ยวแล้ว และพวกเขาจะต้องไปที่โรงไวน์เพื่อทํางาน ซึ่งมันก็แน่นอนว่าเมื่อพวกเขาทํางาน พวกเขาก็จะได้สิ่งตอบแทนด้วย
ถึงจะเป็นเช่นนั้นการสร้างบ้านของเหล่าทาสก็ยังไม่ได้สมบูรณ์มากนัก และโรงไวน์ของเจ่าไห่เองก็ยังต้องใช้เวลาอีกมาก
เมื่อถึงเวลานั้นเจ่าไห่ไม่จําเป็นต้องมาจัดการเรื่องนี้เองเลย เขาก็แค่ส่งไปในกรีนจัดการ สิ่งที่จะนํามาสร้างโรงไวน์สามารถพบได้ในเกาะทองค่า
ขุนนางที่มีความสามารถมีธุรกิจมากมายในเกาะทองคํา ซึ่งสินค้าและบริการของพวกเขาก็มีหลากหลายด้วยเช่นกัน พวกเขาสามารถหาสิ่งที่เจ่าไห่ต้องการได้มากมาย หากว่าเจ่าไห่ต้องการ
อะไรเป็นพิเศษเขาก็สามารถเข้าไปหาที่เกาะทองคําได้เลย
ตอนนี้เจ่าไห่เองไม่ได้เป็นห่วงเรื่องการสร้างโรงไวน์เลยแม้แต่น้อย เขามีกองทัพซอมบี้ 2 ล้านตัวซึ่งมันก็ไม่ใช้ปัญหาเลยที่พวกเขาจะสร้างโรงไวน์ให้เสร็จ
ในขณะที่โรงไวน์กําลังถูกสร้างขึ้น เจ่าไห่ยังได้สั่งของจากขุนนางที่ทําธุรกิจในเกาะทองคําด้วย เจ่าไห่ก็ไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ เขายังมีสิ่งอื่นที่ต้องทํา และมันก็คือการไปที่ทุ่งหญ้า ตอนนี้ก็เป็นเวลา 2 เดือนแล้ว หลังจากที่ชาวเผ่ากลับไปที่ทุ่งหญ้า เจ่าไห่ก็เลยต้องการที่จะไปพบกับพวกเขาและดูว่าสถานการณ์ที่นั่นเป็นยังไงบ้าง 2 เดือนมันก็เพียงพอสําหรับการที่จะกินอาหารจนหมด ซึ่งมันก็แน่นอนว่าพวกเขาจะต้องมีบางอย่างที่ต้องการอยู่แน่ๆ
นอกจากนี้เจ่าไห่ยังต้องการที่จะส่งสินค้าใหม่ไปให้อาไทด้วย เจ่าไห่วางแผนที่จะทําการค้ากับชาวเผ่าจํานวนมากเมื่อเขาไปที่ทุ่งหญ้าในครั้งนี้ นอกจากนี้เจ่าไห่ยังต้องการที่จะติดต่อกับราชาแห่งชาวเผ่าด้วย เจ่าไห่ต้องการร่วมการค้ากับพวกเขา เมื่อพวกเขาได้มีธุรกิจร่วมกับราชาแห่งชาวเผ่า ตระกูลบูดาจะได้รับผลกําไรเป็นมหาศาลอย่างแน่นอน
เจ่าไห่ต้องการลูกค้ารายใหญ่จํานวนมากในทุ่งหญ้า และก่อตั้งการค้าที่เป็นแบบเครือข่ายที่มีขนาดใหญ่ที่นั่น นี่เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่เจ่าไห่ได้วางไว้แล้ว
และในที่สุดฐานของตระกูลบูดาจะอยู่ในแดนทมิฬ หากว่าที่ดินทั้งหมดได้รับการพัฒนาแล้ว
นอกจากการทําการเกษตรแล้วพวกเขาก็จะยังสามารถผลิตอาหารจํานวนมากได้อีกด้วย ซึ่งมันจะต้องมีผลต่อตลาดอาหารอย่างแน่นอน
ในเวลมาเดียวกัน คนมากมายได้ทําข้อตกลงราคาที่มีความยุติธรรมกับชาวเผ่าแล้ว และด้วยข้อตกลงนี้พ่อค้าเหล่านั้นจะต้องคํานวณค่าใช้จ่ายในการขนส่งด้วย เพราะพ่อค้าเหล่านั้นไม่ได้เหมือนเจ่าไห่ที่มีมิติที่สามารถเคลื่อนย้ายได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
ซึ่งราคาอาหารในทุ่งหญ้าก็ยังคงสูงอยู่ แต่ก็ต่ํากว่าเมื่อเทียมกับเมื่อก่อน และนี่ก็หมายความว่าพ่อค้าทั่วไปจะไม่สามารถสร้างรายได้ได้มากไปกว่าพ่อค้ารายใหญ่ พ่อค้าทั่วๆไปจะไม่อาจทําการค้าในทุ่งหญ้าต่อไป เนื่องจากผลกําไรของพวกเขาไม่เพียงพอต่อพวกเขาอีกต่อไปแล้ว แต่ในเรื่องที่เกิดขึ้น ชาวเช่าจะไม่ขาดแคลนอาหารอีกต่อไปแล้ว แต่ถ้าหากว่ามันเกิดขึ้น
สงครามมันจะต้องเกิดขึ้นอีกครั้งอย่างแน่นอน สิ่งที่เจ่าไห่กําลังหมายถึงก็คือการทําการค้าข้าวจากแดนทมิฬกับทุ่งหญ้า ในสิ่งที่เจ่าไห่ได้คิดขึ้นนั้น มันจะไม่ได้แค่ช่วยแก้ไขปัญหาอาหารของชาวเผ่าเท่านั้น แต่ยังจะช่วยรักษาเสถีนรภาพของตลาดอาหารในทุ่งหญ้าด้วย เจ่าไห่ยังรู้อีกว่าชาวเผ่าที่ทุ่งหญ้าแห่งนี้ไม่ได้เหมือนกับชาวแพร่รีโบราณที่อยู่บนโลกชาวเผ่า
ที่อยู่ในโลกมีความต้องการที่จะพิชิดชาวฮั่นมาโดยตลอด พวกเขาบอกว่าตนเองเป็นผู้ปกครอง แผ่นดินพวกเขาก็เลยรอให้ฮั่นอ่อนแอลงเพื่อที่จะบุกทําลายชาวจีน
ในทางกลับกันชาวเผ่าในทุ่งหญ้าเหล่านี้มีอารยธรรมของตนเอง ยิ่งไปว่านั้นสังคมของพวกเขาไม่ได้เลวร้ายไปกว่าคนทั่วไปเลย พวกเขาก็เลยไม่ได้โจมตีเมืองอื่นๆ ต่อในโลกที่ต้องการความแข็งแกร่งเพื่อที่จะสามารถอยู่รอดได้ มันทําให้พวกเขาบ้างคนไม่ได้ชอบคนที่อยู่ต่างแดนกับพวกเขา ซึ่งพวกเขาก็ยังมองว่าดินแดนที่ไม่ใช้ทุ่งหญ้ามันไม่ได้มีดีเลย พวกเขาก็เลยไม่ได้คิดที่จะยึดเป็นดินแดนของพวกเขา
ชาวเผ่าเหล่านั้นไม่ได้คิดที่จะยึกครองดินแดน จึงไม่ได้ทําให้เกิดงครามมากมายนัก เหตุผลเดียวที่พวกเขาท่าก็เพื่อความอยู่รอดของพวกเขา ที่ถูกคุกคามโดยกิลแห่งความสว่าง
ความโหดร้ายของพวกเขาขึ้นอยู่กับอารมณ์ที่ตรงไปตรงมาของพวกเขา ในสายตาของพวกเขาสีดําก็คือสีดํา สีขาวก็คือสีขาว ซึ่งไม่ได้เหมือนคนอื่นๆ ที่มีสีเท่าอยู่ระหว่างขาวและดํา ซึ่งพวกเขาไม่ได้มีมุมมองเช่นนั้นเลย
สงครามที่พวกเขาก่อนั้นมันเป็นเหตุผลที่มีความสําคัญมากๆ ซึ่งมันก็ทําให้คนอื่นๆ ประทับใจในพวกเขา เพราะดูเหมือนว่าพวกเขาก็ไม่ได้ต้องการที่จะทําสงครามเลยแม้แต่น้อย
แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้ชอบคนจากต่างแดน แต่พวกเขาเองก็ต้องการธัญพืชเพื่อความอยู่รอดในเวลาเดียวกันคนจากต่างแดนก็ต้องการหนังสัตว์และเนื้อสัตว์ ซึ่งพวกเขาทั้ง 2 ก็ยังคงต้องการซึ่งกันและกัน
ชาวเผ่าเหล่านั้นมีความตรงไปตรงมามากๆ ซึ่งมันแตกต่างจากพ่อค้าเหล่านั้น ซึ่งมีความโลภ จากผลประโยชน์ที่พวกเขาไม่ควรจะได้รับ ซึ่งมันก็ไม่ทางเลือกสําหรับชาวเผ่าเลย พวกเขาจ่าเป็นต้องเอาอาวุธเพื่อปล้นอาหารในเมืองที่ไม่ได้อยู่ในทุ่งหญ้า
เจ่าไห่ต้องการที่จะส่งอาหารไปยังทุ่งหญ้า แน่นอนว่าการที่จะแก้ไขปัญหานี้เขาจะต้องกลายเป็นพ่อค้าที่อยู่อันดับต้นๆในทุ่งหญ้า ซึ่งชาวเผ่าเหล่านั้นก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารอีกต่อไป ซึ่งมันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่สงครามจะเกิดขึ้นอีกครั้ง
และถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ แล้วตระกูลบูดาจะได้ผลประโยชนือะไร? มันเป็นไปได้ที่พวกเขาจะกลายเป็นคนที่ได้กําไรมากที่สุดในพ่อค้าทั้งหมด
เจ่าไห่ได้คิดเกี่ยวกับเรื่องที่จักรวรรดิโรเซ่นต่อรองกับชาวเผ่าเพื่อที่จะได้ขุนนางจากเพอร์
เซลล์ หากเจ่าไห่ได้ควบคุมพวกเขา มันก็จะทําให้แดนทมิฬมีตระกูลเพอร์เซลล์มาอยู่ด้วย เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริงๆ เขาก็ไม่จําเป็นต้องใช้มิติในการขนสินค้าไปยังทุ่งหญ้า แต่ใช้วิธีที่คนทั่วๆไปใช้
แทนอย่างไรก็ตามมันก็น่าเสียดายที่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น
เจ่าไห่เองก็ไม่ได้คิดหรือกังวลกับเรื่องนี้เลย ตราบใดที่ยังมีเวลาเขาก็จะต้องพบกับทางออกอย่างแน่นอน เขาจะสร้างทางเดินของตนเองอย่างช้าๆ นี่เป็นเพราะว่าเขาไม่รู้เลยว่าเขาจะอยู่ได้นานแต่ไหน หากเขาตายไปก่อนมิติก็จะหยุดลงทันที และเมื่อเป็นเช่นนั้นตระกูลบูดาก็จะหยุดลงเหมือนกัน
ความคิดที่เจ่าไห่มีก็คือการเดินไปข้างหน้า 1 ก้าว และมองไปข้างหน้า 3 ก้าวเขารู้ว่ามิติจัไม่หายไปโดยไม่มีเหตุผล แต่เขาก็กลัวว่ามันจะหายไปเมื่อเขาตายไม่มีใครที่เป็นอมตะ แม้แต่เทพผู้มีพลังระดับ 9 ก็เหมือนกัน เจ่าไห่จึงต้องคิดในมากมายเกี่ยวกับการตัดสินใจในเรื่องต่างๆ
นี่ก็เป็นเหตุผลที่เจ่าไห่ใช้เวลาของเขาเกี่ยวกับความคิดภายในทุ่งหญ้า ตราบใดที่เขามีลูกค้าจํานวนมากในทุ่งหญ้า อนาคตของตระกูลบูดาก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย
หลังจากจัดการเรื่องที่แดนทมิฬแล้ว เจ่าไห่ก็กลับไปที่จักรวรรดิโรเซ่น แม้ว่าเขาจะได้ร่วมมือกับตระกูลแคลซีและตระกูลอื่นๆแล้ว พวกเขาก็ยังต้องพูดคุยกันอยู่ ในเวลาเดียวกันการขนส่งจะต้องมีการคํานวณที่ดี ไม่งั้นค่าใช้จ่ายมันก็จะเพิ่มขึ้นจนเกินความจําเป็น
มันเป็นสิ่งที่สําคัญมากสําหรับร้านค้าที่จะต้องมีการขนส่งที่มั่นคงเพื่อที่จะสามารถขายและสต็อกสินค้าได้ตรงเวลา เพราะแบบนี้มันจึงเป็นสิ่งที่มีความจําเป็นอย่างมาก
การขนส่งมีเพียง 2 ทางเท่านั้น 1 ขนส่งผ่านทางน้ําโดยใช้เรือ 2 การใช้รถม้าในการขนส่ง
ซึ่งมันก็แน่นอนว่าการขนส่งทางน้ําสะดวกและคุ้มค่ามากกว่า มีราคาที่ต่ํากว่ารถม้า แต่ในการเดินทางไกลรถม้าจะใช้จ่ายน้อยกว่า แต่เรือก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด
แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องดีที่เจ่าไห่ได้จัดตั้งกลุ่มพันธมิตรขึ้น แต่บางคนก็ไม่ใช่การขนส่งที่ดี
ตระกูลเหล่านั้นมีเครือข่ายการขนส่งเป็นของตนเอง
เจ่าไห่ยังได้ตัดสินใจด้วยว่า ด้วยตัวเลขในตอนนี้ของตระกูลบูดาแม้จะมีตระกูลมาร์กี้เพิ่มมา
ด้วยก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะมีร้านค้าจํานวนมากได้ เขาจึงตัดสินใจเลือกที่จะตั้งร้านค้าในบางเมืองเท่านั้น นี่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการขนส่งไปยังเมืองที่ใกล้ที่สุด เนื่องจากเขาส่งสินค้าให้กับตระกูลอื่นๆ
ตระกูลแคลซีและคนอื่นๆ เห็นด้วยกับสิ่งนี้ ซึ่งปกติพวกเขากลัวว่าตระกูลบูดาจะสร้างเครือข่าย ร้านค้าของตัวเองเพราะนั่นมันหมายความว่าพวกเขาจะมีคู่แข่งใหม่ แต่ถึงกระนั้นตระกูลแคลซี และตระกูลอื่นๆ ก็ไม่ได้ปฏิเสธเจ่าไห่ ลูหยางกําลังจัดการธุรกิจตระกูลบูดาในเพอร์เซลล์ นี่เป็น
สถานที่เดียวในทวีปทั้งหมดที่ตระกูลบูดาขายสินค้าจากฮาแวนโดยตรงครับ
จบแล้วครับ ขอบคุณที่สนับสนุนเรานะครับ ฝากกดไลค์ กดติดตามเพจเพื่อเป็นกําลังใจด้วยนะ