Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 549 - ทาสหนึ่งแสนคน
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 549 - ทาสหนึ่งแสนคน
บทที่ 549 – ทาสหนึ่งแสนคน
หลังจากที่เจ่าไห่คุยกับเจสเรื่องที่พวกเขาจะร่วมมือกัน พวกเขาก็ได้กินอารหารร่วมกัน เจ่าไห่กลับไปที่คฤาสน์ดากอนโกลเพื่อที่จะพักผ่อน เช้าวันต่อมาเจ่าไห่ไปที่ป้อมแห่งความมืด เพื่อคุยกับแรนดอล์ฟเกี่ยวกับการร่วมมือ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติที่แรนดอล์ฟจะเห็นด้วย เนื่องจากกิลแห่งความสว่างถูกหยุดลงแล้ว ตระกูลแคลซีก็เตรียมที่จะออกไปข้างนอกแล้วเหมือนกัน
หลังจากที่ตกลงกันแล้ว เจ่าไห่ก็กลับไปที่คฤๅสน์ของเขา ลอร่ากับคนอื่นๆ ไม่ได้ตามเจ่าไห่ไป พวกเธออยู่ในมิติและจัดการเรื่องของตระกูลมาร์กี้ และตระกูลบูดา เจ่าไห่ไม่ได้สนใจในการจัดการกับสิ่งเหล่านั้น เพราะภรรยาของเขาก็มีความสามารถเพียง
พอที่จะจัดการเรื่องเหล่านั้น เขาก็เลยไม่ได้สนใจและให้พวกเธอดูแลเรื่องเหล่านั้น วันต่อมาหลังจากกลับมาที่คฤาสน์ เจ่าไห่ขี่ม้าของเขามุ่งหน้าไปหาจักรพรรดิ เขาต้องการไปพบกับจักรพรรดิเพื่อพาลิซซี่กลับมา ในเวลาเดียวกันก็จะไปพูดคุยเรื่องการร่วมมือด้วย
ตระกูลอิมพิเรียลมีธุรกิจเป็นของตนเองอยู่แล้ว ถ้าเจ่าไห่สามารถร่วมมือกับพวกเขาได้ เขาก็จะสามารถทําสิ่งต่างๆ ได้มากมาย ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ่าไห่จะเป็นคนที่สําคัญมากต่อจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรเซ่นมาก เมื่อทหารหน้าประตูวังเห็นเจ่าไห่พวกเขาไม่กล้าที่จะไม่สนใจเจ่าไห่เลย พวกเขาจัดห้องพักให้เจ่าไห่พักทันที ก่อนที่จะวิ่งไปบอกเรื่องนี้กับจักรพรรดิ
จักรพรรดิก็ไม่ได้ปล่อยให้เจ่าไห่รอนาน เขาเชิญเจ่าไห่เข้าไปที่ห้องทํางานทันที เมื่อเจ่าไห่นั่งลงจักรพรรดิก็มองเขาและพูดว่า “ดูเหมือนว่ากิลแห่งความสว่างจะถูกจัดการแล้วในตอนนี้ ต้องขอบคุณเจ้าจริงๆ แล้วทําไมเจ้าถึงมาที่นี่ในวันนี้?”
เจ่าไห่ตอบกลับทันทีว่า “ข้าได้กลับไปที่เมืองของตระกูลเพอร์เซลล์ และได้สร้างร้านค้าที่เป็นเครือข่ายขึ้นที่นั่น ครั้งนี้ที่ข้ามาก็เพื่อมารับลิซซี่ อีกเรื่องก็คือการพูดคุยกับท่านเกี่ยวกับการร่วมมือกัน”
จักรพรรดิมองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “เจ้าหมายถึงการร่วมมือในเรื่องสินค้าของเจ้างั้นเหรอ?” เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ตอนนี้ข้ามีสินค้าและของอยู่จํานวนมาก ในอดีตเมื่อกิลแห่งความสว่างยังอยู่ไม่มีใครคิดที่จะซื้อของเหล่านั้นเลย แต่ตอนนี้ข้าสามารถเปลี่ยนเป็นเงินได้อย่างแน่นอน”
จักรพรรดิพยักหน้าและพูดว่า “มันก็ถูกของเจ้า ถ้ามันไม่สามารถทําประโยชน์ได้เจ้าคงไม่มาพูดเรื่องนี้กับข้า เจ้าไปหาชาร์ลีและพูดเรื่องนี้กับเขาเถอะ”
เจ่าไห่มองจากนั้นดวงตาทั้ง 2 ของเขาก็สว่างขึ้นเขารีบก้มหัวลง ในเวลาเดียวกันลิซซี่ก็มาที่ห้องทํางานด้วย ลิซซี่และจักรพรรดิพูดคุยกันพักหนึ่งก่อนที่ลิซซี่จะไปกับเจ่าไห่
เมื่อพวกเขาอยู่ในรถม้า พวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังคฤาสน์ดากอนโกล เจ่าไห่หันไปหาลิซซี่และพูดว่า “ดูเหมือนว่าพ่อตากําลังวางแผนจะมอบบัลลังก์ให้กับพี่ชายคนที่สามแล้ว”
ลิซซี่มองเจ่าไห่ เธอไม่ได้ยินเรื่องที่เจ่าไห่พูดกับจักรพรรดิ เมื่อเธอได้ยินจากที่เจ่าไห่เล่า ขณะอยู่ในรถ เธอก็ไม่เข้าใจและถามเจ่าไห่กลับว่า “ทําไมพ่อถึงบอกกับพี่เช่นนั้นด้วย?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “จักรพรรดิก็ไม่ได้บอกอะไรชัดขนาดนั้น แต่เมื่อพี่ถามกับไปว่าพี่ต้องการร่วมมือทางการค้ากับท่าน เขาก็ตอบกลับมาว่าให้พี่ไปถามชาร์ลีเลย ตามจริงแล้วกฎของราชวงษ์ ชาร์ลีไม่ได้มีสิทธิ แต่ทําไมจักรพรรดิถึงให้ชาร์ลีจัดการกับเรื่องนี้”
สีหน้าของลิซซี่ก็ดูดีใจมากๆ เธอตอบเจ่าไห่กลับทันที “ถ้าท่านพ่อพูดจริงๆ เราก็รู้ได้แล้วว่า เขาต้องการที่จะส่งมอบบัลลังก์ให้กับพี่ชาร์ลี ฮ่าๆ ดูเหมือนว่าพี่ชาร์ลีจะต้องของตุณพี่ไท่ซะแล้ว” เจ่าไห่ก็ยิ้มและพูดว่า “พี่ไม่ได้อยากให้ใครต้องมาขอบคุณ เมื่อใดที่เขาได้ขึ้นบัลลังก์ ตระกูลบูดาของเราก็จะได้รับประโยชน์มากมายอย่างแน่นอน เราจะไปหาพี่ชาร์ลีในวันพรุ่งนี้ เพื่อไปคุยเรื่องที่เราจะของความร่วมมือกับเขา แต่ก็ไม่ควรบอกเขาเกี่ยวกับเรื่องบัลลังก์ และพวกเราก็จะไป ที่ตลาดทาสเพื่อไปหาหลิน เพื่อไปหาเขาว่าจัดการทาสไว้แล้วหรือยัง?”
ลิซซี่ก็ยิ้มและพูดว่า “แน่นอนอยู่แล้วว่าฉันจะไม่บอกกับเขา ถ้าบอกไปเขาก็จะรู้แน่ว่ามันจะต้องเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่พี่ไห่อีกไม่นานเราก็จะได้ทาสแล้ว แต่ที่แดนทมิฬพร้อมหรือยัง?” เจ่าไห่ส่ายหัวและพูดว่า “มันจะไม่ช้าเกินไป น่าเพาะปลูกจะมาถึงก็ต่อเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง และเมื่อถึงตอนนั้นเาก็ควรเตรียมทาสให้พร้อมสําหรับการเพาะปลูก ถ้าเราพลาดการเพาะปลูกใน ครั้งนี้ มันก็จะทําให้เราต้องช้ามากที่จะสามารถเก็บเกี่ยวได้
ลิซซี่พยักหน้าแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอเองก็ไม่ค่อยมีความรู้กับการเพาะปลูก มันแตกต่างจากการจัดการร้านค้ามาก ซึ่งเธอเข้าใจเรื่องนั้นมากกว่า ซึ่งมันก็แน่นอนว่าที่เจ้าหญิงจะไม่เคยเพาะปลูก เธอก็เลยไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับเรื่องนี้และไม่ได้พูดอะไรต่อเลย
ในวันต่อมาลิซซี่และเจ่าไห่ก็ไปพบกับเจ้าชายชาร์ลี แต่ตอนนี้ชาร์ลีก็ยังไม่ได้มีความสําคัญอะไรมากกับธุรกิจของเขา แต่เมื่อเขาร่วมมือกัน ชาร์ลีก็จะเป็นการร่วมมือที่มีรายได้เพื่อเจ่าไห่เป็นจํานวนมาก
เมื่อเจ่าไห่มาถึง เพื่อที่จะพูดคุยเรื่องการร่วมมือของพวกเขา ชาร์ลีเองก็อดที่จะรู้สึกตื่นเต้นไม่ได้ เขารู้ดีถึงความตั้งใจของเจ่าไห่ ที่ได้ต้องการจะร่วมมือกับตระกูลครูก ตระกูลแคลซี และตระกูลเจ้าชายชาร์ลี ชาร์ลีเข้าใจความหมายของการร่วมมืออยู่แล้ว เขาก็ไม่ได้พูดอะไรมากมาย และเชิญเจ่าไห่ดื่ม ถึงจะเป็นเช่นนั้นเจ่าไห่ก็ต้องปฏิเสธชาร์ลี เพราะเขาเองต้องไปที่โรงแรมเซรี่ในตอนบ่ายๆ และพูดคุยเกี่ยวกับการร่วมมือของพวกเขา
ครั้งสุดท้ายที่เจ่าไห่ไปหาแมริออท ก็เพื่อไปขอความช่วยเหลือจากตระกูลเซรี่ กระจายข่าวเกี่ยวกับการพังทลายของตระกูลอากิสะ และเรื่องนั้นก็ถูกจัดการโดยโรงแรมเซรี่ทั้งหมด เจ่าไห่ก็เลยต้องการที่จะร่วมมือกับตระกูลเซรี่ต่อไป
นอกจากสินค้าของร้านเฮแวนทั้งปลาไฟ และอาหารทะเล เขาก็ยังได้ร่วมมือกับโรงแรมเซรี่ด้วยการขายไวน์นมให้ แต่ครั้งนี้เจ่าไห่วางแผนที่จะให้พวกเขาขายไวน์ข้าวและเบียร์ด้วย
ในปัจจุบันแดนทมิฬของเจ่าไห่สามารถผลิตไวน์ข้าวและเบียร์ได้แล้ว แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่การผลิดมันก็ยังอยู่ระหว่างการพัฒนา
แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้ความต้องการไวน์มันจะมากกว่าการผลิต ซึ่งการผลิตมันก็ต้องใช้คนที่มีความสามารถ เพื่อที่จะให้ผลผลิตออกมาได้อย่างมีคุณภาพ
อย่างไรก็ตามเจ่าไห่เองก็วางแผนที่จะนําเอาไวน์ที่เขากําลังผลิตไปให้ทุกคนได้ชิมก่อน
เหมือนกับที่เขาได้เคยให้ไวน์นม เจ่าไห่จะเอาไปให้ที่โรงแรมเซรี่เพื่อให้คนที่เข้าพักได้ลองชิม
และถ้าการตอบรับดีเขาก็จะได้สร้างโรงงานการผลิตเพิ่มขึ้น
ตอนนี้ความร่วมมือกับตระกูลเซรี่ราบรื่นมากๆ ที่มาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะว่าตระกูลเซรี่เชื่อมั่นในตัวเจ่าไห่ พวกเขาคิดว่าการที่ได้ร่วมมือกับเจ่าไห่ พวกเขาจะสามารถหาเงินได้มากมาย สิ่งที่ทําให้พวกเขาคิดเช่นนั้นก็เป็นเพราะสิ่งที่เจ่าไห่ได้ทําให้พวกเขาเห็น พวกเขาก็เลยรู้ว่าเจ่าไห่สามารถ
ทําเงินให้พวกเขาได้มากขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งนี้ทําให้เจ่าไห่พอใจมาก หลังจากที่เขาและตระกูลเซรี่ได้ทําข้อตกลงกัน เจ่าไห่ก็กลับไปที่คฤาสน์ดากอนโกลทันที จากนั้นเจ่าไห่ก็เตรียมตัวที่จะออกเดินทางไปยังตลาดทาสต่อ หลังจากที่เจ่าไห่ไปที่ตลาดทาส และได้นําทาสเหล่านั้นไปที่แดนทมิฬแล้ว เจ่าไห่ก็จะไปที่ทุ่งหญ้าหลังจากที่ชาวเผ่าเหล่านั้นกลับไปแล้ว 1 เดือน
เช้าวันต่อมา เจ่าไห่และลิซซี่เดินทางไปยังตลาดทาส และไปหาหลิน เมื่อไปถึงเขาก็บอกกับเจ่าไห่ว่าทาสทุกคนพร้อมแล้วในตอนนี้ แต่เนื่องจากที่เกิดสงครามขึ้นพวกเขาก็เลยตัดสินใจที่จะ ไม่ส่งทาสไปที่เกาะทองคํา แต่ถ้าเจ่าไห่ต้องการทาสเหล่านี้จริงๆ ก็สามารถเอาไปได้เลยในตอนนี้
เจ่าไห่จ่ายค่าทาสทั้งหมด จากนั้นก็ส่งพวกเขาไปที่เกาะทองคําทันที โดยใช้เวลาน้อยที่สุด จากนั้นเจ่าไห่ก็ไปกับลิซซี่ หลังจากมาถึงคฤาสน์ดากอนโกลแล้ว เจ่าไห่ก็ขี่นกอินทรีย์ไปที่เกาะทองคําทันที
วันที่ 3 หลังจากที่เจ่าไห่มาถึงเกาะ เรือขนส่งทาสขนาดใหญ่หลาย 10 ล่าก็มาถึง เจ่าไห่ในพวกเขาเทียมท่าที่ฐานทัพเรือเก่าและให้พวกเขาอยู่ที่นั่น
ฐานทัพเรือของเกาะทองคํานั้นใหญ่มาก นอกจากนี้ซอมบี้ที่อยู่ภายในเกาะก็เคยอยู่ที่นี่ ซึ่งมันก็แน่นอนว่าคนเพียงแค่ 100,000 คนมันก็ไม่ได้มากเกินไป
สิ่งที่ทําให้เจ่าไห่มีความสุขมากๆ ก็คือหลินมีทาสเป็นแสนๆ คนและพวกเขาก็ยังเป็นคนที่เป็นคนในตระกูลเดียวกัน ดูๆ แล้วก็น่าจะประมาณ 20,000 ตระกูลถูกส่งไปหาเจ่าไห่แล้ว เจ่าไห่ฉวยโอกาสจากความมืด ส่งทาสเหล่านั้นไปยังแดนทมิฬทันที ตอนนี้ก็อยู่ในช่วงฤดูใบ้
ไม้ผลิพอดี และอากาศข้างนอกก็ไม่ได้หนาวมาก แม้ว่าตอนนี้ที่แดนทมิฬจะมีที่พักไม่เพียงพอ แต่พวกเขาก็สามารถสร้างขึ้นเองได้จากวัสดุที่เจ่าไห่มี เจ่าไห่รู้ดีว่าเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้น เขาก็ได้เตรียมไว้อยู่แล้ว
หลังจากที่ทาสมาถึงที่แดนทมิฬแล้ว เจ่าไห่ก็ได้ให้สิ่งของที่จําเป็นแก่การดํารงชีวิต เจ่าไห่บอกกับทาสเหล่านั้นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสมบัติส่วนตัวของพวกเขา ดังนั้นพวกเจ้าจะต้องดูแลมันให้ดี
ทาสเหล่านี้ส่วนมีรุ่นเดียวกับทาสที่เจ่าไห่มี บางคนดูเก่งกว่าบางคนก็ดูอ่อนกว่า เมื่อพวกเขาเห็นสิ่งของที่พวกเขาได้ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะตื่นเต้นกับของเหล่านั้นมากๆ
วันต่อมาเจ่าไห่ได้จัดทาสเหล่านั้นและแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ที่จริงแล้วการสร้างที่พักเหล่านี้เป็นแผนการของเจ่าไห่ แต่ตอนนี้สิ่งเดียวที่ต้องทําเลยก็คือการสร้างเพิ่ม
สิ่งก่อสร้างนั้นเจ่าไห่ได้เตรียมไว้แล้ว ในเวลาเดียวกันเจ่าไห่ก็ยังปล่อยซอมบี้เพื่อช่วยทาสเหล่านั้นสร้างที่พักด้วย เจ่าไห่ยังได้คิดไว้แล้วว่าเขาจะให้ที่พักหรือบ้านพักเป็นแบบไหน ซึ่งมันก็ทําให้การสร้างดําเนินไปโดยไม่ได้ติดอะไร
เจ่าไห่ต้องการสร้างหมู่บ้านขึ้นมาเพื่อทาสทุกคนจะสามารถเข้าอยู่ได้ และไม่ว่าจะมีกี่ตระกูลก็ตาม พวกเขาแต่ละตระกูลจะได้อยู่ร่วมกัน และจะมีการแบ่งเนื้อที่ตามความเหมาะสมด้วย คนที่มีอายุมาแล้วจะได้เนื้อที่ 5 ตารางเมตร ทั้งชายและหญิงที่เป็นผู้ใหญ่แล้วเขาจะได้รับที่ดิน 10 ตารางเมตร และเด็กแต่ละคนก็จะได้ที่ดิน 5 ตารางเมตร ทุกตระกูลจะได้รับที่ดินตามจํานวนของสมาชิกของพวกเขา และก็ยังได้รับสิ่งของที่จําเป็นเพิ่มตามจํานวนด้วย
เรื่องน้ําของหมู่บ้านเจ่าไห่ก็ได้เตรียมมันไว้แล้ว และตอนนี้เจ่าไห่เองก็ได้คิดไว้แล้วว่าพืชไหนควรปลูกไว้ตรงไหน ตอนนี้เจ่าไห่มีที่ดินเพื่อการเพาะปลูกแล้ว และที่ดินส่วนใหญ่ใช้ปลูกข้าวสาลี ที่ดินที่เหลือจะตกไปเป็นของทาสที่มาจากทุ่งหญ้า เจ่าไห่วางแผนที่จะฝึกพวกทาสที่มาจาก
ทุ่งหญ้าให้ทําฟาร์ม
แต่เจ่าไห่เองก็ไม่ได้ให้ที่ดินกับทาสเหล่านั้น พวกทาสจะต้องปลูกพืชในที่ดินของตนเอง และสิ้นปีเจ่าไห่จะเก็บภาษี 40% และส่วนที่เหลือ 60% จะเป็นของทาสเหล่านั้น
แม้ว่าภาษีจะสูงมากๆ แต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่สามารถทําอะไรได้ สําหรับทาสเหล่านั้น พวกเขาไม่คิดว่าเมื่อพวกเขามาถึงที่นี่พวกเขาจะได้รับที่ดินที่เป็นของตนเอง จะต้องบอกก่อนว่าโดยปกติแล้ว
พวกเขาจะไม่ได้รับอะไรแบบนี้เลย
สิ่งเหล่านี้ทําให้ทาสเหล่านั้นตื่นเต้นและมีความสุขมากๆ พวกเขามีโอกาสที่จะได้เป็นเหมือนคนอื่นๆ โดยที่ไม่ได้เป็นทาสได้ พวกเขาเห็นคนที่เป็นทาสที่ทํางานที่นี่ได้กินของดีๆ ทุกวัน และในเวลาเดียวกัน ลูกๆของพวกเขาก็จะได้รับการเรียนด้วย นี่มันก็เลยทําให้ทาสที่พึ่งมาใหม่อิจฉามาก
เจ่าไห่ยังไม่ได้บอกเลยนี้ทันที เจ่าไห่มองว่านี่จะเป็นรางวัลแก่คนที่ทําได้ดี เจ่าไห่ต้องการที่จะตอบแทนคนที่ทํางานได้ดี และทาสเหล่านี้จะไม่ได้รับสิ่งเหล่านี้เท่านั้น ลูกๆ ของพวกเขาก็จะสามารถไปโรงเรียนได้เหมือนกัน
แต่พวกเขาก็ไม่คิดว่ามันจะเป็นไปได้ พวกเขาคิดว่านี่มันเป็นสิ่งที่ดีเกินไปสําหรับพวกเขา แต่เมื่อพวกเขาได้เห็นทาสที่ได้กลายเป็นเหมือนคนทั่วไปแล้ว พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อเจ่าไห่
และนี่ก็จะเป็นแรงจูงใจให้แก่พวกเขาด้วย เจ่าไห่ยังได้แจกเมล็ดให้กับพวกเขา และก็เครื่องมือการเพาะปลูก
หลังจากที่เจ่าไห่ได้ให้สิ่งเหล่านั้น เจ่าไห่ก็ยังบอกกับพวกเขาด้วยว่า “การทํางานหรือการฝึกนั้นจะมาจากการลองทําจริง และเมื่อได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้และทําออกมาได้ดีพวกเขาก็จะได้กลายเป็นคนทั่วไป”
ดูเหมือนว่าการทําสิ่งเหล่านี้จะต้องใช้เวลา แต่สิ่งเหล่านี้พวกเขาก็เคยผ่านมาแล้ว แต่ละขั้นตอนมีกระบวนการมีการวางแผน ไม่งั้นมันก็จะไม่ออกมาดี
นอกจากนี้ถ้าเจ่าไห่บอกวิธีการทั้งมันกับทาสมันก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายเกินไป พวกเขาจะไม่ได้ฝึกด้วยตนเองและขาดความพยายาม ดังนั้นมันก็จะต้องใช้เวลาเพื่อที่พวกเขาจะได้เรียนรู้ และเริ่มที่จะเพาะปลูกกันจริงๆ
จบแล้วครับ ขอบคุณที่สนับสนุนเรานะครับ ฝากกดไลค์ กดติดตามเพจเพื่อเป็นกําลังใจด้วยนะครับ