Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 537 - ค่าขอสุดท้าย
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 537 - ค่าขอสุดท้าย
บทที่ 537 – ค่าขอสุดท้าย
อีวานมีความภาคภูมิใจในตัวเองมากๆ เจ่าไห่ก็เข้าใจในสิ่งนี้ดีเพราะเขาเองก็ทีความภาคภูมิใจในตัวเองเหมือนกัน เจ่าไห่ก็เลยไม่ได้พูดอะไรต่อเลย หลังจากที่เขาได้เห็นความตั้งของอีวาน สิ่งเดียวที่เจ่าไห่สามารถทําให้เขาได้ตอนนี้ก็คือการดูแลลูหยาง
เมื่อเห็นว่าเจ่าไห่ไม่ได้พูดอะไรเลย อีวานก็รู้ทันทีว่าเจ่าไห่เข้าใจเขาแล้ว จากนั้นอีวานก็มองเจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ ข้าอยากจะให้เจ่าไห่สัญญาอะไรกับข้าสักอย่าง”
เจ่าไห่มองอีวาน เขาไม่รู้เลยว่าอีวานต้องการอะไร เจ่าไห่ถอนหายใจ เจ่าไห่เดาได้อยู่ว่าอีวานจะขออะไรกับเขา คําขอนี้มันจะทําให้เขาต้องหนักใจมากแน่ๆ
อีวานเห็นเจ่าไห่ขมวดคิ้ว อีวานรู้ทันทีว่าเขาจะต้องไม่เห็นด้วยแน่ๆ แต่อีวานก็ไม่มีทางเลือก เขาถอนหายใจและพูดว่า “เจ่าไห่ ข้าจะต้องขอร้องเจ้า นี่จะเป็นคําขอครั้งสุดท้ายของข้า”
เจ่าไห่รู้ว่าอีวานกําลังคิดอะไรอยู่ ถึงแม้ว่าอีวานจะตายเพราะขาวเผ่า แต่ยังไงกิลแห่งความสว่างก็จะไม่ปล่อยให้เขารอดไปได้อย่างแน่นอน เพราะกิลแห่งความสว่างรู้ดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเขากับเจ่าไห่ กิลแห่งความสว่างอาจจะเอาคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ่าไห่ไป แต่มันก็ไม่ใช่สําหรับอีวาน อีกเรื่องนึ่งเลยอีวานเป็นผู้นําของตระกูลเพอร์เซลล์ และอีวานเองก็ต่อต้านกิลแห่งความสว่างมากๆ การมีชีวิตของเขาจะทําให้แผนการของกิลแห่งความสว่างที่จะเข้ามาควบคุมตระกูลเพอร์เซลล์เป็นไปได้ยากมาก
เจ่าไห่ถอนหายใจ จากนั้นเขาก็มองอีวานและพูดว่า “บอกข้ามาเถอะ ข้าจะยอมรับฟังเอง” อีวานมองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “เจ้าก็น่าจะรู้แล้ว ข้าต้องการให้เจ้าแต่งงานกับลูกยาง เจ่าไห่ การแต่งงานกับลูหยางจะไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของเธอเท่านั้น แต่ก็ยังรวมไปถึงประโยชน์ของ
ตระกูลเพอร์เซลล์ด้วย หลังจากเหตุการณ์ตระกูลจะไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน คนเหล่านี้ยังเด็กเกินไป ถ้าเจ้าไม่มีอะไรเกี่ยวกับพวกเขา มันก็จะยากมากที่พวกเขาจะยอมทําตามเจ้า ข้าจะสละผู้นําของตระกูลเพอร์เซลล์ให้กับลูหยาง เพื่อที่พวกเขาจะฟังสิ่งที่เจ้าพูด ข้าเชื่อว่าภายใต้ การนําของเจ้าตระกูลเพอร์เซลล์จะต้องเติบโตมากขึ้นแน่ๆ”
เจ่าไห่ยิ้มค่าขอของอีวานเป็นไปตามที่เขาคิดจริงๆ เขาเคยเกือบได้แต่งงานกับลูหยางแล้ว แต่ตั้งแต่ที่ตระกูลบูดาพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ ลูหยางก็ต้องการที่จะยกเลิกงานหมั้นของพวกเขา และเพื่อชื่อเสียงของลูกยางแล้ว เจ่าไห่ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องแต่งงานกับลูกยาง ในตอนนี้เจ่าไห่มีสถานะที่สูงกว่าลูหยางมาก
อย่างไรก็ตาม แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นเลยกับคําขอนี้ อีวานรู้ตัวเองดีว่าเขาจะต้องตายใน สงครามครั้งนี้อย่างแน่นอน สิ่งที่เจ่าไห่คิดก็คืออีวานเป็นคนที่ช่วยเหลือตระกูลของเขาในอดีต
เขาจึงไม่สามารถปฏิเสธคําขอของอีวานได้
อีวานมองท่าทางของเจ่าไห่ เขากลัวมากเลยว่าเจ่าไห่จะไม่ตอบรับคําขอของเขา เขาต้องการให้ลูหยางแต่งงานกับเจ่าไห่
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ของพวกเขาในอนาคต ตราบใดที่ยังมีเจ่าไห่อยู่ตระกูลเพอร์เซลล์ของเขาก็จะไม่ต้องเสียหน้ามากนัก
และก็เหมือนกับที่เขาพูด คนที่ติดตามลูหยางนั้นเป็นคนรุ่นใหม่ของตระกูลเพอร์เซลล์ พวกเขายังเด็กเกินไปที่จะรับมือกับเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ด้วยความหายนะของรตระกูลเพอร์เซลล์ คนรุ่นใหม่เหล่านั้นจะต้องให้วามสนใจกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน แม้ว่าลูหยางจะมีตําแหน่งเป็นผู้นํา
แต่มันก็ไม่แน่ว่าพวกเขาจะตามเธอไป แต่มันจะแตกต่างถ้าหากว่าเจ่าไห่อยู่กับเขา
ตอนนี้เจ่าไห่คือผู้เฒ่าหรือผู้นําสูงสุดของตระกูลบูดา เขายังได้เป็นเขยของทั้งตระกูลแคลซีและจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรเซ่น และเจาไห่ก็ยังเป็นเจ้าของเกาะทองคําอีกด้วย ตอนนี้เจ่าไห่เองถือว่าเขาเป็นผู้ปกครองที่ทรงพลังมากที่สุดในทวีปนี้ สถานะของเจ่าไห่ในตอนนี้ไม่ว่าใครก็ต้องเกรงกลัวเขา ถ้าหากว่าตระกูลเพอร์เซลล์มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาตระกูลก็ยังคงมีความหวังที่จะมีชื่ออยู่ต่อไปได้
จริงแล้วไม่ใช่แค่เจ่าไห่คนเดียวเท่านั้นที่สามารถปกป้องตระกูลเอาไว้ได้ แต่ยังมีอีกคนที่สามารถทําได้ เขาก็คือผู้เฒ่าเซนต์เขาเป็นเทพผู้มีพลังระดับ 9 ถ้าเขาทําจริงคนอื่นๆจะต้องทําตามเขาอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตามผู้เฒ่าเซนต์มีหน้าที่ของตัวเองอยุาแล้ว เขาจึงไม่อาจจะรับผิดชอบทุกๆ อย่างที่มีอยู่ได้ ในความเป็นจริงแล้วอีวานไม่ได้เป็นห่วงผู้เฒ่าเซนต์มากนักเพราะเขาเองก็ไม่ใช่เด็กแล้ว
ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้นานแค่ไหน ถ้าหากว่าเขาตายตระกูลเพอร์เซลล์ก็จะไม่มีเทพผู้มีพลังระดับ 9 คนต่อไปและเมื่อเป็นเช่นนั้นตระกูลของพวกเขาจะต้องจบลงอย่างแน่นอน
แต่ถ้าลูหยางแต่งงานกับเจ่าไห่ทุกๆ อย่างจะแตกต่างไปมาก ตระกูลบูดามีเทพผู้มีพลังระดับ 9 มากกว่า 1 คนภายใต้การควบคุมของเจ่าไห่ ทุกคนในทวีปก็รู้เรื่องนี้ดี เมื่อเป็นเช่นนั้นความหวังของตระกูลเพอร์เซลล์ก็จะไม่จบลงอย่างแน่นอน หากว่าพวกเขายังมีตระกูลบูดาสนับสนุนพวกเขาอยู่
เจ่าไห่คิดอยู่พักหนึ่ง อีวานกําลังจะพูดต่อเจ่าไห่ก็พูดขึ้นว่า “ลุงอีวานข้าไม่สามารถสัญญากับท่านได๋ในตอนนี้ ท่านน่าจะรู้ว่าตอนนนี้ข้าได้แต่งงานแล้ว ข้าจะต้องหารือกับเรื่องนี้กับภรรยาของข้าและปู่กรีนะก่อน และในตอนนี้ข้าเองก็ไม่ได้ทําเพื่อตัวของตัวเองเท่านั้น ข้าจะต้องทําเพื่อตระกูลของข้าด้วย
เมื่อได้ยินเจ่าไห่พูด อีวานก็ถอนหายใจแแม้ว่าอีวานจะรู้สึกท้อแท้ แต่เขาก็รู้ว่าเขาไม่สามารถบังคับเจ่าไหได้
อีวานพยักหน้า “เอาล่ะ ข้าอยากให้เจ้าคิดเรื่องนี้ดีๆ ตอนนี้ลูหยางและคนอื่นๆ เตรียมตัวพร้อมแล้ว เจ้าสามารถพาพวกเขาไปได้ทุกเวลาที่ต้องการได้เลย”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ข้าสามารถพาพวกเขาไปได้เลยในตอนนี้ ที่จริงแล้วข้าได้เตรียมมิติของข้าไว้แล้ว”
เจ่าไห่ พยักหน้าและพูดว่า “ ข้าสามารถพาพวกเขาไปได้แล้วตอนนี้ ในความเป็นจริงข้าได้เตรียม เวทย์มิติ ของข้าแล้ว ข้าสามารถส่งพวกเขาไปยังเกาะทองคําได้เลยตอนนี้ นี่เป็นเหตุผลที่ข้าสามารถมาที่เมืองคาซ่าได้แม้ว่าท่านจะหาตัวข้าไม่เจอก็ตาม
อีวานพยักหน้า เขาพอจะเดากับสิ่งที่เจ่าไห่พูดได้ จากนั้นเขาก็พูดว่า “เมื่อพวกเขาไปถึงที่เกาะทองคํา เจ้าต้องดูแลพวกเขา ข้ามอบสมบัติส่วนใหญ่ให้กับลูหยาง ข้าหวังว่ามันจะทําให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้น”
เจ่าไห่พยักหน้า เขาไม่ได้พูดอะไรต่อแล้วยืนขึ้น อีวานก็ขยืนขึ้นแล้วทั้งสองก็เดินออกไปข้างนอก ไม่นานนักพวกเขาก็เดินไปถึงลานที่ไกลจากคฤหาสน์ แม้ว่าลานที่จะอยู่ไกลมาก แต่ที่นี่ก็ถูกป้องกันไว้อย่างแน่นหนา
เมื่อพวกเขาเข้าไป เจ่าไห่ก็เห็นลูหยาง ลูหยางยืนอยู่ในลานและเธอก็มองไปที่กําแพงของเมือง เจ่าไห่ไม่รู้ว่าเธอกําลังคิดอะไรอยู่ แต่เขาก็เห็นความเศร้าในตาของเธอได้
หลังจากได้ยินเสียงเดิน ลูหยางก็หันหน้าของเธอไปทันที และก็เห็นอีวานและเจ่าไห่เดินเข้ามา ดวงตาของเธอก็เปล่งประกายขึ้นมาพร้อมกับความดีใจ
ลูหยางเคยเลียดพ่อของเธอ ภายในใจของเธอนั้นพ่อของเธอไม่ได้มีความสามารถอะไรเลย
แต่อย่างไรก็ตามพ่อของเธอก็สามารถเป็นผู้ฒ่าได้ แม้ว่าเธอจะเสียใจแต่เธอก็ยังพยายามอย่างที่สุด เพราะตอนนี้เธอเองจะต้องเป็นคนที่ดูแลคนส่วนมากแล้ว
ลูหยางเดินไปหาพวกเขา เธอทักทายอีวานและเจ่าไห่ “ฉันยินดีที่ได้พบกับท่านทั้งสอง” อีวานพยักหน้า เจ่าไห่พูดคุยกับเธอกลับตามมารยาท “เธอก็ต้องเจอข้าอยู่แล้ว วันนี้ข้ามารับเธอ” ลูหยางพยักหน้า แล้วเธอก็ตะโกนขึ้นว่า “ทุกคนมารวมตัวตรงนี้!!”
ไม่นานพวกเขาก็ออกมารวมตัวกันตรงนี้ คนที่มีอายุมาที่สุดก็น่าจะประมาณ 30 แล้วและคนที่อายุน้อยที่สุดก็น่าจะ 10 ขวบพวกเขาทั้งหมดมีไม่ถึง 100 คน ซึ่งก็บอกได้ว่าพวกเขาเป็นความหวังของตระกูลเพอร์เซลล์ในอนาคต
พวกเขามีรวมตัวกันด้วยใบหน้าที่กังวลเล็กน้อย แต่เมื่อพวกเขาเห็นอีวานสีหน้าของพวกเขาก็ดีขึ้นทันที พวกเขายืนและพร้อมที่จะรับฟังทุกอย่าง
อีวานมองพวกเขาและพูดว่า “พวกเจ้าทุกคนเป็นชนชั้นสูงของตระกูล เจ้าน่าจะรู้ถึง สถานการณ์ของตระกูลแล้ว ตอนนี้ข้าจะไม่พูดอะไรอีก เจ้าจะต้องตามเจ่าไห่ไปยังเกาะทองคําในวันนี้ พวกเจ้าคือความหวังสุดท้ายของตระกูลเพอร์เซลล์ หากตระกูลกําลังจะล่มสลายในวันนี้ เจ้าทุกคนจะต้องสร้างตัวเองในเกาะทองคําและปูทางสู่อนาคตในกับตระกูลเพอร์เซลล์ของเรา พวกเจ้าเข้าใจไหม?”
ทุกคนพูดพร้อมกันว่า “เราเข้าใจ!”
อีวานพยักหน้า “เรื่องทั้งหมดจะถูกนําโดยลูหยาง พวกเจ้าต้องฟังเธอทุกอย่าง เมื่อพวกเจ้าไปถึงที่เกาะทองคํา เจ้าต้องฟังเจ่าไห่ด้วยเช่นกัน หากตระกูลของเรารอดไปได้พวกเจ้าก็สามารถกลับมาที่นี่ได้ หากไม่เป็นเช่นนั้นลูหยางจะเป็นผู้นําของเจ้าทุกคนและจงเชื่อฟังสิ่งที่เธอบอก
คนเหล่านี้ไม่อาจจะทําอะไรได้อีกต่อไป ตอนนี้พวกเขามีสายต่อที่เติมไปด้วยความกลัว พวกเขาไม่คิดว่าอีวานจะพูดแบบนี้ในวันนี้ สิ่งสําคัญที่สุดคือพวกเขาสับสนเกี่ยวกับตําแหน่งของอีวานที่ส่งต่อให้กับลูหยาง
อีวานมองพวกเขาและพูดว่า “อย่าคิดว่านี่เป็นการตัดสินใจของข้าเพียงคนเดียวผู้เฒ่าเซนต์ก็เห็นด้วยเช่นกัน เจ้าคิดว่าข้าหลอกลวงพวกเจ้าหรือเปล่า”
ท่าทางของพงกเขาเปลี่ยนไปจากนั้นพวกเขาก็พูดว่า “พวกเราไม่กล้าคิดเช่นนั้น!”
อีวานพยักหน้า “ดีมาก ลูหยางจะต้องทําได้ดีแน่นอน” แล้วอีวานก็เอามือของเขาเข้าไปในเสื้อคลุมของเขาแล้วเอาคทาออกมา นี่คือคทาแห่งตระกูลเพอร์เซลล์
ลูหยางได้รับคทาพร้อมกับแสดงออกอย่างตั้งใจ จากนั้นอีวานก็หันหน้าไปหาคนอื่นและพูดว่า “จ๋าไว้ว่าพวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นความหวังของตระกูลเพอร์เซลล์ หากตระกูลที่ประสบภัยพิบัติเจ้า ทุกคนมีความรับผิดชอบที่จะรื้อฟื้นมัน ข้าไม่มีค่าขอมากมายสําหรับเจ้า ข้าอยากจะขอให้พวกเจ้าอยู่ร่วมกัน หากเจ้ารวมกันเจ้าจะสามารถทําสิ่งต่างๆได้มากขึ้น เจ้าเข้าใจไหม?”
พวกเขาตอบว่า “เราเข้าใจ!”
จากนั้นอีวานก็พูดว่า “เอาล่ะ เจ้าต้องติดตามเจ่าไห่ จงจําไว้ว่าไม่ว่าเจ้าจะเห็นอะไรก็ตามเจ้าจะต้องไม่ตกใจหรือแปลกใจกับมัน อย่าพูดเรื่องเหล่านั้นกับคนอื่นๆ ถ้าเจ้าทําเช่นนั้นข้าจะให้ลูหยางใช้สิทธิของเธอที่เป็นผู้เฒ่าลงโทษเจ้าที่ทรยศ!”
การทรยศเป็นความผิดที่ร้ายแรงของตระกูลมีโทษถึงตาย เมื่อได้ยินอีวานพูด พวกเขาก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร จากนั้นพวกเขาก็ได้ให้ความสนใจไปที่สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปทันที
ในเวลานี้ก็มีเงาปรากฏอยู่ข้างๆ ของอีวาน จากนั้นทุกคนก็โค้งคํานับต่อเงารวมถึงอีวานด้วย
“ผู้เฒ่าเซนต์”
ผู้เฒ่าเซนต์พยักหน้าจากนั้นเขาก็หันไปหาอีวานและพูดว่า “ข้าจะมอบตระกูลให้กับเจ้า จําไว้ว่าแม้ว่าเจ้าจะตายในการต่อสู้ แต่เจ้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขาเลย ข้าจะเป็นคนดูแลพวกเขาเหล่านี้เอง”
อีวานพยักหน้าและพูดว่า “ข้ามั่นใจในตัวของท่าน”
จากนั้นผู้เฒ่าเซนต์ก็หันหน้าของเขาไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ข้าทําให้เจ่าไห่ลําบากมากในครั้งนี้”
เจ่าไห่นับถือชายชรามาก เขาโค้งคํานับและพูดว่า “ท่านไม่ต้องเกรงใจข้าเลย” จากนั้นเขาก็หยิบไม้เท้าของเขาออกมาและพูดกับตัวเอง หลังจากเวลาผ่านไปเขาโบกมือให้กับไม้เท้าภูติเมื่อรอยแยกปรากฏขึ้นด้านหน้า จากนั้นเจ่าไห่หันหน้าไปหาลูหยางและคนอื่นๆ แล้วก็พูดว่า “ให้ทุกคนเข้าแถวและเข้าสู่มิติทีละคน เมื่อเข้าสู่มิติเจ้าจะสังเกตเห็นว่ามีหมอกรอบตัวเจ้า แต่อย่าตกใจและขยับไปมา เพียงอยู่ข้างในและอีกไม่นานก็จะไปยังที่อื่นได้
ทุกคนมองเข้าไปในมิติ แม้ว่าพวกเขาจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเวทมนตร์มิติ พวกเขาก็ไม่เคยเห็นมันเลย ตอนนี้มิติปรากฏขึ้นต่อหน้าพวกเขาทุกคนตกใจกับสิ่งที่พวกเขาเห็นมาก
ผู้เฒ่าเซนต์ไม่ลังเลและก้าวเข้าสู่มิติทันที เมื่อคนอื่นๆเห็นผู้เฒ่าเดินเข้าไปพวกเขาก็ค่อยๆเข้าไปที่ละคน คนสุดท้ายที่จะเข้าสู่มิติคือลู่หยาง
หลังจากลูหยางเดินเข้ามา เจ่าไห่ก็หันมาโค้งคํานับอีวาน เขาไม่ได้พูดอะไรเลยและเข้าสู่มิติ หลังจากเห็นมิติค่อยเล็กลงอีวานก็ไม่อาจทําอะไรต่อไปได้ แต่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยในใจของเขา
ในเวลาเดียวกันผู้คนในมิติก็รู้สึกแปลกๆ เช่นกัน ขณะนี้พวกเขาถูกล้อมรอบไปด้วยหมอกมืด
แต่เมื่อพวกเขาเห็นเพื่อนคนอื่นๆ พวกเขาก็สงบลงเล็กน้อย
แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดของพวกเขาคือผู้เฒ่าเซนต์ อย่าลืมว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญอันดับที่ 9 และสามารถสังเกตทุกอย่างรอบตัวเขาด้วยการใช้พลังใจ ดังนั้นเมื่อเขาก้าวเข้าไปในมิติ เขาก็สังเกตสภาพแวดล้อมของเขาทันที
และน่าประหลาดใจพลังใจของเขาไม่สามารถเจาะหมอกมืด ราวกับว่าพวกเขาอยู่ในกระเป๋า
ซึ่งแตกต่างไปจากที่ที่เขาเคยอยู่มาก เขาไม่เคยประสบกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนซึ่งทําให้เขาประหลาดใจมาก
ในเวลานี้มิติได้ปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขา จากนั้นพวกเขาก็มุ่งหน้าไปตามเสียงของเจ่าไห่
“ทุกคน จงออกไปทีละคนตามที่เข้ามาก่อนหน้านี้ เจ้าไม่จําเป็นต้องรีบเร่งดังนั้นอย่าผลักกัน”
ผู้เฒ่าเซนต์ไม่ได้สนใจอะไรมากเขาก้าวขาขึ้นและก้าวออกไป คนอื่นๆ ก็ตามออกไป ขณะที่พวกเขาออกจากมิติไปเรื่อยๆ เมื่อพวกเขามาถึงข้างนอกพวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องทํายังไงต่อไปพวกเขาทําได้แค่มอง นี่เป็นเพราะนี่ไม่ใช่เกาะทองคําที่พวกเขาคิด พวกเขาได้อยู่บนบก ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่บนเรือเหล็กกลางทะเล