Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 536 - ตระกูลเพอร์เซลล์
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 536 - ตระกูลเพอร์เซลล์
บทที่ 536 – ตระกูลเพอร์เซลล์
เผ่าวูไม่ได้รวยมากนัก
ดังนั้นเมื่อมีโอกาสมาถึงแน่นอนว่าพวกเขาจะไม่ปล่อยมันโอกาสนี้ผ่าน
ไปแน่นอน ในตอนนี้พวกเขารู้สึกเสียใจมากจริงๆ พวกเขารู้สึกเสียใจที่พวกเขาซื้อผลขนมปังจากเจ่าไห่มาเพียง 1 ล้านกิโลเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้วเจ่าไห่ตั้งใจจะมอบขายให้พวกเขา 300 ล้านกิโล เมื่อได้ยินว่าพวกเขาจะทําสงคราม หากว่าพวกเขารู้ว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นพวกเขาคงเอาทั้งหมด
ที่เจ่าไหมี
แต่มันก็สายเกินไปแล้วที่จะเสียใจ พวกเขารู้ทันทีว่าคนที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดคืออาไท เขาไม่ได้สร้างความสัมพันธ์แค่เผ่าเสือโคร่งเท่านั้น เขายังสามารถโฆษณาผลขนมปังได้อีกด้วย
ในอนาคตผมขนมปังจะต้องเป็นสิ่งที่นิยมมากที่สุดในทุ่งหญ้าแน่นอน
เจ่าไห่รู้ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย แม้ว่าเขาจะมีผลขนมปังจํานวนนับไม่ถ้วนในมิติ เขาก็ไม่ได้วางแผนที่จะจัดการกับสิ่งเหล่านี้ในตอนนี้ หากเขาให้ผลขนมปังแก่พวกชาวเผ่า พวกเขาก็จะหยุดการโจมตีดินแดนมนุษย์ แต่เจ่าไห่ต้องการให้ชาวเผ่าก่อสงครามในครั้งนี้
แต่มันก็ไม่ใช่เพราะเจ่าไห่เกลียดพวกเขา แต่เขาต้องการจัดการกิลแห่งความสว่าง ซึ่งเหตุการนี้มันเกิดขึ้นจากกิลแห่งความาสว่าง แม้ว่าคนจํานสนมากจะต้องตาย เจ่าไห่ก็ต้องการให้กิลแห่งความสว่างได้บทเรียนนี้ไว้จํานานๆ
กิลแห่งความสว่างเป็นศัตรูของเจ่าไห่ และเขาเองก็ไม่ใช่คนใจบุญอะไร ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องการช่วยเหลือกิลแห่งความสว่าง สงครามในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ต่อเขามากๆ
และเนื่องจากมันไม่ได้เป็นปัญหาอะไรกับชาวเผ่า เจ่าไห่ก็เลยให้ความสนใจไปที่ตระกูลเพอร์เซลล์ และก็ไม่ใช่แค่ตระกูลเพอร์เซลล์ที่เขาดูอยู่ เจ่าไห่ยังให้ความสนใจไปที่ขุนนางคนอื่นๆด้วย เขาต้องการเห็นว่ากิลแห่งความสว่างจะทําอะไรต่อไป และเขาก็ยังต้องการที่จะดูว่าใครกันที่
เป็นสายของกิลแห่งความสว่าง
ความสามารถของมิตินั้นค่อนข้างน่ากลัว เนื่องจากมิติมีแผนที่ของทั้งทวีปอยู่ มันจึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวมากๆ เพราะเจ่าไห่เองได้รู้ทุกๆที่
เจ่าไห่ยังมีแผนที่ทั้งหมดของตระกูลเพอร์เซลล์อีกด้วย และนี่ก็เป็นเหตุที่ทําให้เจ่าไห่ง่ายมากขึ้นที่จะดูขุนนางเหล้านั้น
หลังจากดูมา 2 วันในที่สุดเจ่าไห่ก็เจอว่าใครเป็นพวกของกิลแห่งความสว่าง คนเหล่านั้นคือเทพผู้มีพลัง แต่ไม่ได้ไปถึงระดับ 9 ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่พวกเขาส่งคนเหล่านี้มา ในหมู่คนที่ถูกส่งมามีระดับที่ 8 และส่วนใหญ่อยู่ในระดับ 7 กับ 6 ซึ่งมีจํานวนประมาณ 2,000 คนระดับ 8 มีเพียง 500 คนเท่านั้น
นอกจากคนเหล่านี้แล้วก็ยังมีกองทัพของตระกูลเพอร์เซลล์อีกด้วย ทันทีที่ตระกูลเพอร์เซลล์ตกต่ํา พวกเขาก็จะเข้ามายึดทันที
เมื่อเห็นสถานการณ์นี้ เจ่าไห่ก็เข้าใจว่าจักรวรรดิอาร์ซูจะไม่ยอมปล่อยตระกูลเพอร์เซลล์ออกไปแน่นอน ทุกคนในตระกูลเพอร์เซลล์จะต้องถูกชาวเผ่าจากทุ่งหญ้าจัดการไปจดหมด เพื่อที่ชื่อของตระกูลจะหายไป
หลังจากที่คิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว เจ่าไห่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้ม แน่นอนว่าการเยาะเย้นของเขานั้นมีไว้เพื่อผู้เฒ่าของตระกูลเพอร์เซลล์ เพื่อประโยชน์อันน้อยนิดพวกเขาพาตระกูลเพอร์เซลล์ไปถึงจุดจบ
โชคดีสําหรับตระกูลเพอร์เซลล์ พวกเขามีสมาชิกที่ฉลาด 2 คนก็คืออีวานและลูหยางที่มีความคิดที่ดีกว่าคนอื่นๆ เจ่าไห่ก็รู้ดีว่าผู้เฒ่าเหล่านี้อาจไม่ได้ทําทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ พวกเขาอาจท่าเพื่อตระกูลเพอร์เซลล์ อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่เข้าใจกิลแห่งความสว่างอย่างแท้จริง ดังนั้น พวกเขาจึงอาจจะผิดพลาดได้
ผู้เฒ่าของตระกูลเพอร์เซลล์อาจจะเห็นแก่ตัว แต่พวกเขาไม่ได้โง่ พวกเขารู้ว่าพวกเขามีอํานาจเพียงเพราะในตระกูลเพอร์เซลล์ ถ้าตระกูลเพอร์เซลล์หายไป พวกเขาจะไม่เหลืออะไรเลย
เหตุผลที่พวกเขาปฏิเสธความคิดที่จะไปที่เกาะทองคําก็เพราะพวกเขาได้รับสัญญาและประโยชน์จากกิลแห่งความสว่าง ในเวลาเดียวกันพวกเขาก็กลัวที่จะสูญเสียสถานะปัจจุบันของพวกเขา เมื่อไปที่เกาะทองคํา
หากตระกูลเพอร์เซลล์ต้องย้ายไปที่เกาะทองค่า สถานที่นั้นเป็นเมืองของตระกูลบูดาและไม่ได้เป็นที่ของตระกูลเพอร์เซลล์ เมื่อพวกเขาไปถึงที่นั่นพวกเขาจะไม่สามารถมีอิทธิพลที่พวกเขา มีในตระกูลเพอร์เซลล์ ด้วยเหตุนี้พวกเขาทั้งหมดจึงต้องเลือกอีกทางกับการไปเกาะทองคํา พวกเขามีความหวังว่าตระกูลเพอร์เซลล์จะสามารถรักษาตระกูบเพอร์เซลล์ไว้ได้
อีก 2 วันต่อมา เจ่าไห่เห็นว่าลูหนางและคนอื่นๆ ได้เตรียมตัวแล้ว ดังนั้นเขาจึงออกจากมิติทันที และไปที่ตระกูลเพอร์เซลล์ ตอนนี้มีคนจํานวนมากที่เหลืออยู่และบางคนก็ยังอยู่ในช่วงการเดินทาง และตอนนี้ตระกูลเพอร์เซลล์กําลังมีปัญหาเรื่องอาหาร ถ้าพวกเขาไม่ออกไปตอนนี้พวกเขาจะต้องอดตายแน่นอน
แต่คนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความแค้นต่อตระกูลเพอร์เซลล์ ตระกูลเป็นสิ่งที่ดีต่อพวกเขามาตลอด
การเก็บภาษีของพวกเขาไม่ได้เยอะมากนักและที่สําคัญที่สุดการที่พวกเขาเอาเปรียบคนอย่างพวกเขามันหายากมาก นอกจากนี้โรงเรียนของพวกเขาก็มีราคาไม่แพงมาก พวกเขาสาสามารถส่งลูกเข้าไปเรียนที่นั่นได้ สิ่งที่ทําให้ตระกูลเพอร์เซลล์เป็นที่ชื่นชมมากๆ
แม้ว่าคนเหล่านี้จะไม่รู้เรื่องกิจการระดับสูง แต่พวกเขาก็ยังสามารถเดาได้ว่าจักรวรรดิอาร์ซูได้ยอมแพ้ให้กับตระกูลเพอร์เซลล์แล้ว ซึ่งทําให้พวกเขายิ่งไม่พอใจต่อจักรวรรดิมากขึ้น
เหตุผลก็เป็นเพราะข่าวที่กระจายออกมาอย่างต่อเนื่องของเจ่าไห่ เขาทําให้คนของจักรวรรดิอาร์ซูรู้ว่าการโจมตีของชาวเผ่าในดินแดนของเขาในครั้งนี้ เกิดจากกิลแห่งความสว่าง
ตอนนี้ชาวเผ่าจากทุ่งหญ้ากําลังจะมาถึง จักรวรรดิอาร์ซูก็ยังไม่ได้ส่งกองกําลังไปสนับสนุนตระกูลเพอร์เซลล์เลย ทําให้เหล่าคนทั่วไปไม่พอใจต่ออาณาจักรมากขึ้น
จากนั้นก็มีข่าวมีอีกข่าวหนึ่งมาถึงตระกูลเพอร์เซลล์ มันบอกว่ากิลแห่งความสว่างกลายเป็นแขกผู้มีเกียรติในเมืองหลวง ขุนนางเคารพพวกเขามาก แม้กระทั่งจักรพรรดิก็เกรงใจพวกเขา
ข่าวนี้เป็นเหมือนการหลอมระเบิดทําให้คนทั่วไปในเพอร์เซลล์โกรธกองทัพของราชวงศ์ในจักรวรรดิอาร์ซูที่พวกเขารู้ดีแล้วว่าชาวเผ่ากําลังจะเข้ามาโจมตีพวกเขา
สงครามนี้เกิดจากกิลแห่งความสว่าง พวกเขากลับยอมรับกิลแห่งความสว่างในฐานะแขก
พวกเขาไม่ได้ส่งกองกําลังสนับสนุนไปยังตระกูลเพอร์เซลล์ โดยที่พวกเขาไม่ได้สนใจคนทั่วไปเลย
ในตอนนี้ตระกูลเพอร์เซลล์ก็ได้เตรียมตัวแล้ว พวกเขาส่งคนจากตระกูลและคนทั่วไป เพื่อออกจากเพอร์เซลล์ นี่เป็นเพราะในไม่ช้าที่นี่จะกลายเป็นสนามรบ
คนเหล่านี้ไม่เต็มใจที่จะออกไป อย่างไรก็ตามตระกูลเพอร์เซลล์กระตุ้นให้พวกเขารู้ว่าตระกูล
เพอร์เซลล์ไม่มีความสามารถที่จะทําให้คนเหล่านี้ปลอดภัย พวกเขาไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยของตระกูลของตัวเองได้เลย ดังนั้นพวกเขาจะรับประกันความปลอดภัยของคนเหล่านี้ได้อย่างไร
คนเหล่านี้เข้าใจดีว่าตระกูลเพอร์เซลล์จะไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ก็ตาม บางคนมีมิตรและตระกูลในที่อื่นๆ ดังนั้นพวกเขาจึงเลือกที่จะไปที่นั่น สําหรับผู้ที่ไม่มีทั้งมิตรและ
ตระกูลพวกเขาก็จะต้องออกจากเพอร์เซลล์อยู่ดี
เมื่อเจ่าไห่มาถึงที่เมืองคาซ่ามีคนจํานวนไม่น้อยที่เหลืออยู่ข้างใน เจ่าไห่ไม่สนใจเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้และเพียงนั่งรถของเขาไปยังคฤหาสน์ของอีวาน
เจ่าไห่คิดว่าชาวบ้านจะออกไปแล้ว แต่เขายังคงให้ความสนใจกับพวกเขา เมื่อชาวบ้านกําลังออกไปกิลแห่งความสว่างก็ไม่ได้ทําอะไรมากนักสําหรับพวกเขา อาจเป็นเพราะพวกเขารู้ว่าสิ่งที่พวกเขาทําในปัจจุบันมันมากเกินไปแล้ว หากพวกเขาต้องลงมือทํากับชาวบ้านเหล่านี้อีก คนของจักรวรรดิอาร์ซูอาจรู้สึกไม่พอใจกับพวกเขา
เมื่อเห็นว่าคนเหล่านี้ปลอดภัย เจ่าไห่ก็รู้สึกโล่งใจ แม้ว่าเขาต้องการให้คนเหล่านี้ไปที่แดน
ทมิฬ แต่เขาก็เข้าใจว่าสถานการณ์นี้มันเป็นไปไม่ได้
เมื่อรถม้าของเจ่าไห่เข้าประตูหลังของคฤหาสน์ เขาเห็นอีวานกําลังรอเขาอยู่ที่นั่น แม้แต่ตอนนี้เขาก็ได้คุ้นเคยกับการปรากฏตัวที่ลึกลับและการหายตัวไปของเจ่าไห่ เขาส่งผู้คนในเมืองคาซ่าไปตามหาเจ่าไห่เพียงเพื่อรู้ว่าเจ่าไห่ไม่ได้อยู่ในเมือง แต่เมื่อรถของเจ่าไห่มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ ทหารที่ประตูเมืองไม่ได้รู้ถึงการมาถึงของเขาทุกครั้งเรื่องนี้ทําให้อีวานสับสนมากๆ
สิ่งสําคัญที่สุดคือเจ่าไห่มาในเวลาที่เหมาะสมเสมอ ด้วยความลําบากเล็กน้อย เจ่าไห่จะปรากฏขึ้น เช่นในตอนนี้พวกเขาเพิ่งเตรียมตัวเสร็จและยังไม่ได้แจ้ง เจ่าไห่แต่จริงๆ แล้วเขามาที่คฤหาสน์
หลังจากเชิญเจ่าไห่ให้นั่งลงอีวานมองจ้าวไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ตั้งแต่ที่เจ้ามาข้าคิดว่าเจ้ารู้อยู่แล้วว่าเราพร้อมแล้ว”
เจ่าไห่พยักหน้า “ข้ารู้แต่ไม่เพียงเท่านั้น ข้าต้องบอกท่านว่ากิลแห่งความสว่างส่งเทพผู้มีพลังระดับ 9 มา 2,000 คนและระดับที่ 8 มา 500 คนในเวลาเดียวกันก็มีกองทัพอยู่รอบของ ตระกูลเพอร์เซลล์ พวกเขาทั้งหมดกําลังรอตระกูลเพอร์เซลล์ตกต่ําก่อนที่พวกเขาจะตั้งเรื่องและรักษา
ความปลอดภัยให้กับเมือง”
อีวานหัวเราะและพูดว่า “ข้าคิดมานานแล้ว พวกนั้นคงไม่ปล่อยเราไป เป็นเรื่องน่าเสียดายที่ผู้คนในตระกูลของเรายังคงอยู่ในจินตนาการของพวกเขา แต่โชคดีสําหรับเราผู้เฒ่าเซนต์เขาเห็นด้วยกับความคิดเห็นของข้า เขาจะพาลูหยางและคนอื่นๆ ตามเจ้าไป หลังจากนั้นข้าจะต้องพึ่งพาเจ้าในการดูแลลูหยาง”
เจ่าไห่พยักหน้า “สบายใจได้เลย มั่นใจได้ข้าจะดูแลพวกเขา หากมีโอกาสในภายหลังข้าจะช่วยให้พวกเขาฟื้นฟูตระกูลเพอร์เซลล์”
อีวานถอนหายใจแล้วพูดว่า “ข้าต้องขอฝากเจ้า หากเจ้าคิดว่าพวกเขาควรค่าแก่การช่วยเหลือ
ลองช่วยพวกเขา แต่ถ้าหากพวกเขาไม่สามารถทําเช่นนั้นได้ก็ขอให้ปล่อยพวกเขาให้อยู่อย่างมีความสุข”
เจ่าไห่มองอีวานแล้วพูดว่า “ลุงอีวานท่านควรไปด้วย หากท่านอยู่ข้าเชื่อว่าตระกูลเพอร์เซลล์จะกลับมาอีกครั้งอย่างสวยงามและยิ่งใหญ่มากกว่าเดิม”
อีวานส่ายหัวและพูดว่า “นั่นเป็นความคิดที่ไม่ดี ทุกคนสามารถออกไปได้ แต่ไม่ใช่ข้า ข้าเป็นผู้ปกครองของตระกูลเพอร์เซลล์ ถ้าข้าไปแล้วตระกูลเพอร์เซลล์จะต้องจบลงอย่างแน่นอน ข้าอยากจะตายในการต่อสู้ที่นี่ ข้าจะไม่ไปไหน”
เจ่าไห่ถอนหายใจเขารู้ว่าไม่ว่าจะพูดยังไงต่อไปมันก็ไร้ประโยชน์ อีวานยืนกรานที่จะอยู่ที่นี่และไม่ไปไหน