Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 532 - โกรธ
บทที่ 532 – โกรธ
เจ่าไหดูหน้าจออย่างใจเย็น เขาไม่แปลกใจกับการตัดสินใจของตระกูลอากิสะ เขาไม่ได้คิดว่า
ตระกูลอากิสะจะอุทิศตนอย่างเต็มที่เพื่อตระกูลบูดา ตอนนี้พวกเขาได้กลายเป็นคนของตระกูลบูดาอย่างเต็มตัวแล้ว
สิ่งสําคัญที่สุดคือโรเบิร์ตและคนอื่นๆ ยังได้พูดถึงการก่อตั้งเมืองเพื่อเจ่าไห่ เจ่าไห่เองก็ยังไม่ได้คิดไปถึงเรื่องนั้น เขาแค่อยากให้แดนทมิฬแห่งนี้เป็นดินแดนที่เขาจะทําอะไรก็ได้ ซึ่งมันจะกลายเป็นสถานที่ที่แตกต่างจากโลกภายนอก
แต่การก่อตั้งเมืองนั้นเป็นแนวคิดที่ไม่ได้อยู่ในหัวของเจ่าไห่ เจ่าไห่มักจะมองว่าตัวเองเป็นคนธรรมดาและไม่ได้ฉลาด บางครั้งเขาก็คิดว่าตัวเองนั้นไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง
แม้ว่าตอนนี้เขาจะอยู่ในสถานะในที่ดีในตอนนี้ แต่เขาก็ยังคงระวังเรื่องเหล่านั้น เพราะมันอาจเป็นเรื่องที่มาทําลายทุกอย่าง ด้วยความแข็งแกร่งในตอนนี้ของเขาแม้ว่าเขาจะเปิดให้คนอื่นๆได้ เป็นแดนทมิฬแห่งนี้ก็คงจะไม่มีใครกล้าที่จะทําอะไรแน่นอน และเมื่อเขาเปิดให้คนอื่นๆ รู้ถึงความมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้พวกเขาก็จะให้ความเชื่อใจในตัวของเจ่าไห่
อย่างไรก็ตามเจ่าไห่ยังคงไม่กล้าที่จะทําเช่นนั้น เขาต้องการที่จะเปิดเผยมันทีละน้อย มันเป็นเรื่องดีที่จะระมัดระวัง เพราะว่าบางครั้งการที่มั่นใจในตัวเองมากเกินไปมันอาจจะทําให้ทุกอย่างจบลงก็ได้
คําพูดของตระกูลอากิสะทําให้ เจ่าไห่รู้สึกดีใจมาก เขายังไม่รู้ว่าตระกูลบูดาควรไปในทางไหนในอนาคต เขาแค่ต้องการที่จะพัฒนาแดนทมิฬเท่านั้น เขาไม่เคยคิดที่จะก่อตั้งเมืองของตัวเองเลย
เจ่าไห่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่บังคับให้เขาต้องเป็นอย่างที่เขาเป็นทุกวันนี้ หากไม่มีเรื่องอื่นๆ ภายนอกเขาอาจใช้เวลาของเขาอย่างสะดวกสบายในมิติ พร้อมกับภรรยาและตระกูลของเขา
ลอร่ากับคนอื่นๆ ก็นั่งข้างๆ เจ่าไห่ดังนั้นพวกเธอจึงได้ยินคําพูดของโรเบิร์ตและคนอื่นๆ พวกเธอไม่เคยคิดเลยว่าเจ่าไห่จะสร้างเมืองของตัวเอง พวกเธอู้ดีว่าเจ่าไห่ไม่ได้เป็นคนที่
ทะเยอทะยานขนาดนั้น
สิ่งที่เจ่าไห่ท่าก็เพื่อพัฒนาตระกูลบูดาเท่านั้น และแตกต่างจากคนที่ต่อสู้เพื่ออํานาจสูงสุดของโลก เจ่าไห่เป็นคนที่ต้องการมีชีวิตอยู่อย่างสะดวกสบายเท่านั้น เรื่องนี้มันชัดเจนมากกับสิ่งที่เจ่าไห่เป็น และเขาก็เป็นแบบนี้มานานแล้ว
เมื่อเห็นว่าเจ่าไห่ไม่ได้พูดอะไรสักพัก ลอร่าก็ไม่รู้ว่าจะต้องทําอะไรต่อ แต่ก็พูดขึ้นมาว่า “พี่ไห่ พี่กําลังคิดอะไรอยู่?”
เจ่าไห่หันหน้าของเขาไปหาลอร่าด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “พี่กําลังคิดถึงเรื่องที่โรเบิร์ตและคนอื่นๆ พูดพี่ไม่คิดว่าพวกเขาจะคิดว่าพี่ต้องการสร้างเมืองเป็นของตัวเอง”
ลอร่ายิ้มและพูดว่า “ที่จริงแล้ว สิ่งที่พวกเขาพูดมันก็เป็นเรื่องดีนะ แดนทมิฬของเรามีขนาดใหญ่มา มันก็เป็นไปได้ที่จะจะสร้างเมืองของเราที่นี่ เราเคยคุยกันก่อนหน้านี้พี่จําได้ไหม?” เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ลอร่า เธอรู้ไหมว่าพี่เป็นคนไม่นับถือศาสนา สิ่งที่พี่พูดไปก่อนหน้านี้เป็นเพียงแค่การเปรียบเทียบ พี่ไม่ได้ตั้งใจที่จะสร้างเมืองของตัวเองขึ้นมาจริงๆ”
ลอร่ายิ้มและพูดว่า “ฉันรู้ แต่พี่ไห่พี่น่าจะรู้ว่าตระกูลอากิสะเต็มใจที่จะอยู่กับเราแล้ว เพราะพวกเขาเชื่อในความสามารถของตระกูลบูดา ในความคิดของพวกเขาตระกูลบูดาจะต้องสร้างเมืองและก่อตั้งประเทศขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน และมันจะกลายเป็นเมืองที่น่าเกรงขามที่สุดในทวีป ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงตัดสินใจเข้าร่วมกับเรา พี่ไห่จะมีอีกหลายคนที่ให้ความหวังกับเรา ถ้าเราไม่ทําเพื่อบรรลุเป้าหมายที่พวกเขาจินตนาการ พวกเขาก็คงจะผิดหวังกับเรามาก”
เจ่าไห่ขมวดคิ้วจริงๆ แล้วเขาไม่ค่อยชอบความคิดนี้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่ลอร่าพูดมันก็เป้นเรื่องจริง ผู้คนจํานวนมากต้องการติดตามตระกูลบูดาเพราะพวกเขาเชื่อในความสามารถ หากเขาไม่ได้แสดงความทะเยอทะยานของเขา มันก็จะทําให้คนเหล่านี้ผิดหวังกับสิ่งที่เขาตัดสินใจได้
ไม่มีใครต้องการให้หลบซ่อนตลอดไป โดยเฉพาะตระกูลอากิสะที่เคยเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ของทวีป พวกเขาจะช่วยตระกูลบูดาเพื่อจุดประสงค์เดียวนั่นคือการได้รับชื่อเสียงที่สูงขึ้นเมื่อตระกูลบูดาแข็งแกร่งขึ้นมาก ในเวลานั้นการกลับมาของพวกเขามันก็จะเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก หลังจากคิดเรื่องนี้แล้ว เจ่าไห่ก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเขาพยักหน้าและพูดว่า “จริงด้วย เราควรต้องคิดถึงเรื่องนี้แล้ว ในอนาคตตระกูลบูดาจะมีคนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ มันจะทําให้ตระกูลไม่รู้จะทํายังไงต่อไป ทางเดียวก็คือการสร้างประเทศที่เป็นเมืองของเราเอง”
ลอร่าพยักหน้าและพูดว่า “แต่ประเทศที่เราจะสร้างมันจะต้องแตกต่างจากประเทศอื่นๆ มันจะเป็นที่ที่ดีและได้รับการเอาใจใส่จากเรา”
เจ่าไห่ยิ้มเล็กน้อยและพูดว่า “ใช่ เราควรสร้างดึกที่จะเป็นของเราเอง แต่เรื่องนี้จะต้องรอไป ก่อนเพราะยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นการก่อตั้งประเทศมันจะต้องลงทุนเป็นจํานวนมาก แดนทมิฬของเรายังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องทํา”
ลอร่าพยักหน้าและพูดว่า “การสร้างประเทศมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ปัญหาหนึ่งที่เรามีคือป้อมภูเขาเหล็กไม่สามารถผลิตเหล็กได้อีก เราต้องคิดถึงวิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วย”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “เราจําเป็นต้องการปัญหานั้น แต่เราไม่จําเป็นต้องเป็นกังวลในตอนนี้ พี่คิดว่าตระกูลอากิสะจะช่วยเราในการเตรียมการนี้ด้วย”
ลอร่าพยักหน้าจากนั้นเธอก็หันหน้าของเธอเพื่อมองเมแกนและลิซซี่ พร้อมกับพูดว่า “เมแกน
ลิซซี่พวกเธอคิดยังไง?”
เมแกนและลิซซี่มองหน้ากัน ตามจริงแล้วพวกเธอทั้งสองตกใจมากในตอนนี้พวกเธอไม่คิดว่าเจ่าไห่จะคุยเรื่องนี้ การสร้างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก
อย่างไรก็ตามพวกเขายังรู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องนี้ พวกเธอไม่เคยคิดที่จะก่อตั้งประเทศมาก่อนเลย ความคิดนี้บ้าเกินไปและมันน่าตื่นเต้นมากๆ
เมแกนพูดต่อว่า “นั่นมันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ เลยเราน่าจะสร้างประเทศของเราเอง ความคิดนี้มันเป็นความคิดที่ดีจริงๆ”
ลิซซี่ก็มีความรู้สึกเดียวกับเมแกน ซึ่งเธอเองไม่อาจจะซ่อนความตื่นเต้นที่อยู่บนหน้าของเธอได้เลยในขณะที่เธอก็พยักหน้าไปด้วย เมื่อเห็นท่าทางของพวกเธอเจ่าไห่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทําอะไรต่อ แต่ก็ถอนหายใจพวกเธอคงไม่รู้ว่าการสร้างประเทศนั้นมันยากมากแค่ไหน
เจ่าไห่ก็ส่ายหัวของเขา เขารู้ว่าเรื่องนี้มันยังเป็นเรื่องที่ยังไกลอยู่ในอนาคต แดนทมิฬของเรา
ไม่ได้มีคนจํานวนมากซึ่งมันก็เป็นเรื่องยากที่จะก่อตั้งให้เป็นประเทศ
เจ่าไห่เปลี่ยนไปดูที่ตระกูลเพอร์เซลล์ จากนั้นเจ่าไห่ก็ประหลาดใจเพราะตระกูลเพอร์เซลล์ เจ่าไห่ก็ไม่เห็นใครอยู่ในห้องทํางาน แต่พวกเขาไปอยู่ที่ห้องนั่งเล่นแทน ผู้เฒ่าไม่ได้อยู่คนเดียวที่นั่น ลูหยางก็อยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน และก็ยังมีคนรุ่นใหม่ๆ ของตระกูลอยู่ด้วย สิ่งที่เจ่าไห่เห็นมันก็เป็นแบบนี้อยู่พักหนึ่ง ภายในห้องนั่งเล่นอยู่ในความวุ่นวานและก็ดูเหมือนการตัดสินใจของพวกเขาจะไม่ใช่สิ่งที่เจ่าไห่ต้องการเลย
เจ่าไห่ขมวดคิ้วจากนั้นเขาก็หันไปหาเจ่าฉินอี้และพูดว่า “เจ้าฉินอี้พวกเขาคุยเรื่องอะไรกัน”
เจ้าฉินอี้ตอบว่า “อีวานเสนอให้ตระกูลเพอร์เซลล์เข้ากับตระกูลบูดา เขาบอกว่ามันจะดีที่สุดสําหรับตระกูล ถ้าพวกเขาจะสร้างตัวเองในเกาะทองคํา อย่างไรก็ตามผู้เฒ่าคนอื่นๆไม่เห็นด้วย สิ่งที่พวกเขาต้องการคือการเข้าไปขอโทษกิลแห่งความสว่าง”
เจ่าไห่ขมวดคิ้ว เจ่าฉินอี้พูดต่อ “ผู้เฒ่าบอกว่าตระกูลเพอร์เซลล์มาถึงจุดนี้เพราะเจ่าไห่ช่วยเรา ทําให้พวกเรามีปัญหากับกิลแห่งความสว่าง หากพวกเขาไม่ได้ช่วยเราในตอนนั้น กิลแห่งความสว่างจะไม่ได้ตั้งเป้าหมายมาที่ตระกูลของเราและตระกูลของเราก็จะไม่เจอปัญหาแบบนี้”
ในเวลานี้ก็มียินเสียงดังขึ้นทันที มันเป็นเสียงของผู้หญิงเมื่อเจ่าไห่กับคนอื่นหันกลับไปมองที่จอพวกเขาก็เห็นว่าเสียงนั่นคือเสียงของลูหยาง
ลูหยางยืนขึ้นแล้วพูดเสียงดังว่า “พวกท่านทุกคนหุบปากได้แล้ว! ท่านได้ยินสิ่งที่ท่านเพิ่งพูดหรือไม่ คืนดีกับกิลแห่งความสว่างงั้นเหรอ? จะทําอย่างนั้นเพื่ออะไร? ท่านไม่รู้หรือว่ากิลแห่งความสว่างทําอะไรได้บ้าง หากเราเชื่อมั่นในกิลแห่งความสว่างผลลัพธ์สุดท้ายก็คือพวกเขาจะยึดตระกูลเพอร์เซลล์ของเรา นั่นคือสิ่งที่คุณต้องการเห็นงั้นเหรอ? พวกท่านอยู่ในตระกูลเพอร์เซลล์ จริงๆหรือเปล่า?”
หลังจากลูหยางพูดจบ ผู้เฒ่าก็พูดจาเย้ยหยันและพูดว่า “ลูหยางข้าไม่คิดว่านี่เป็นสถานที่ที่เจ้าจะพูด เจ้าแน่ใจได้อย่างไรว่ากิลแห่งความสว่างจะยึดตระกูลเพอร์เซลล์ของเรา และเจ้าจะไปที่เกาะทองค่างั้นเหรอ? ถ้าเราไปที่นั่นเราจะต้องขึ้นอยู่กับตระกูลบูดาเพื่อเอาชีวิตรอดนั่นมันเป็นเรื่องที่ดีแล้วใช่ไหม? เจ้าต้องการแต่งงานกับเจ่าไห่งั้นเหรอ? หยุดฝันตอนนี้เขาเป็นลูกเขยของ
จักรวรรดิโรเซ่นเขาจะไม่ชอบคนอย่างเจ้า”
คําพูดของผู้เฒ่าทําให้ ลูหยางโกรธมากในตอนนี้ “ถ้าเจ่าไห่ไม่จัดการกิลแห่งความสว่างพวกเราคงจะถูกจัดการโดยบาริสแล้ว แต่ตอนนี้ท่านต้องการที่จะพึ่งพาศัตรู ท่านไม่มีความกล้าหาญ ท่านไม่คู่ควรที่จะเป็นคนในตระกูลเพอร์เซลล์”
ผู้เฒ่าอีกคนหนึ่งพูดว่า “ลูหยางพูดออกมาจดหมด และเจ้าเรียกใครว่าศัตรู? และเจ้าคิดว่าเรา มีศัตรูนี้ได้อย่างไร มันเป็นเพราะเจ่าไห่ หากไม่ใช่เพราะเจ่าไห่เราก็คงจะไม่ได้ก่อกวนกิลแห่งความสว่าง จากนั้นตระกูลเพอร์เซลล์ของเราจะไม่มาถึงจุดที่เราเป็นในวันนี้”
ลูหยางตะโกนอย่างเย็นชาและพูดว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะเจ่าไห่ตระกูลเพอร์เซลล์ของเราจะอยู่รอดจากปัญหาการขาดแคลนอาหารก่อนหน้านี้หรือไม่? ท่านจําได้ไหมว่าราคาอาหารเป็นอย่างไร? ท่านคิดว่าใครอยู่เบื้องหลังสิ่งนั้น? มันคือบอริสเขาต้องการกําจัดตระกูลเพอร์เซลล์ของเรามานานแล้ว ถ้ามันไม่ใช่เพราะเจ่าไห่และลอร่าตระกูลเพอร์เซลล์ของเราจะต้องเจอความยากที่จะอยู่รอดในเวลานั้น ท่านโง่จริงๆ ท่านคิดให้กิลแห่งความสว่างช่วยเราจริงๆหรือ? พวกเขาต้องการข้ออ้างที่จะแทรกซึมเข้าไปในตระกูลของเราและได้รับการควบคุม แม้แต่คนโง่ก็สามารถรู้ได้ แต่ตอนนี้คนที่ต้องการให้สิ่งนี้เกิดขึ้นจริงๆ มันก็คือท่าน และมันก็จะทําให้พวกเราเสียตระกูลของเราไป”
เจ่าไห่มองลูหยางเขาไม่คิดว่า ลูหยางจะเข้าข้างเขา แต่สิ่งที่เธอพูดนั้นเป็นความจริงดูเหมือนว่าเขาจะประเมินลูหยางต่ําเกินไปเธอไม่เป็นแค่คนที่เอาแต่ใจเท่านั้น
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ๊าย…บาย