Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 531 - ความลังเล และการตัดสินใจ
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 531 - ความลังเล และการตัดสินใจ
บทที่ 531 – ความลังเล และการตัดสินใจ
อีวานยังไม่ได้ข่าวเกี่ยวกับตระกูลอากิสะ สิ่งเดียวที่เขากลัวในตอนนี้เลยถ้าหากว่าพวกเขาตายกันหมด มันก็เป็นไปได้ที่เขาจะไม่ได้ข่าวอะไรเลย
ตอนนี้เจ่าไห่กลับไปที่เมืองคาซ่าและไปที่คฤหาสน์ของอีวานทันที อีวานไม่คิดว่าเจ่าไห่จะกลับมาเร็วอย่างนี้ แต่เขาก็รู้ว่าเจ่าไห่ยังมีความลับอยู่มากมาย มันก็เลยทําให้เขาไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องนี้มากนัก และเขาก็พาเจ่าไห่ไปยังห้องนั่งเล่น
หลังจากที่พวกเขาไปยังห้องนั่งเล่นแล้ว พวกเขาก็นั่งลงเจ่าไห่บอกกับอีวานทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตระกูลอากิสะ อีวานตกใจมากเมื่อได้ยินเรื่องทั้งหมด อีวานยังรู้อีกว่าแม้ว่าตระกูลอากิสะจะไม่ได้ชื่อเสียงมากนัก แต่ความสามารถของพวกเขาก็ไม่ได้แย่ไปกว่าตระกูลเพอร์เซลล์ แต่ตอนนี้
ตระกูลของพวกเขาก็ถูกทําลายไปเกือบหมดแล้ว และคนที่ทําเรื่องเช่นนี้ก็คือกิลแห่งความสว่าง
พวกมันช่างโหดเหี้ยมจริงๆ
หลังจากบอกเรื่องทั้งหมดแล้ว เจ่าไห่ก็ไม่ได้ขอให้อีวานกระจายข่าวออกไปทันที เจ่าไห่มองไปที่อีวานเขาคิดว่าจะบอกเรื่องเกี่ยวกับมิติ แต่เขาก็รู้ว่าอีวานไม่สามารถทิ้งคฤหาสน์ของเขาไปได้ หากเจ่าไห่บอกทุกอย่างไปตอนนี้ เขาก็อาจจะไม่เข้าใจเรื่องที่เจ่าไห่บอก เจ่าไห่ก็เลยกลัวว่าเขาจะไม่ได้ทําเหมือนที่ตระกูลอากิสะท่า
เจ่าไห่ไม่ได้ยอมแพ้ที่จะเอาตระกูลเพอร์เซลล์เข้ามารวมในตระกูลบูดา ตอนนี้ตระกูลบูดาต้องการคนที่มีความสามารถ และเมื่อตระกูลเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ความสามารถที่พวกเขาจะทําอะไรๆ มันก็จะมีเพิ่มมากขึ้น
คนของตระกูลมาร์กี้กําลังช่วยจัดการเกาะทองคํา ตอนนี้ธุรกิจที่พวกเขาทํามีไม่ได้เยอะนัก
พวกเขาสามารถเข้ามาช่วยจัดการธุรกิจในเกาะทองคําของตระกูลบูดาได้
ตระกูลบูดาเองก็มีคนไม่มากนัก แต่ตอนนี้ก็มีคนจากตระกูลอากิสะเข้ามาเพิ่มแล้ว และก็อย่าลืมว่ายังมีทาสอีก 100,000 ที่มาจากทุ่งหญ้า ทาสที่มาจากเมืองคาสันอีก 100,000 คนตอนนี้ พวกเขามีทาส 200,000 คนแล้วตอนนี้ตระกูลต้องการคนแค่ไหนกันที่จะสามารถเข้าไปควบคุมทาสเหล่านั้นได้หมด? ทาสที่เจ่าไห่ให้กลายเป็นเหมือนกับคนทั่วไปไม่เหมาะกับงานนี้ พวกเขายังต้องการทักษะเกี่ยวกับการบริหารจัดการก่อน หากตระกูลเพอร์เซลล์เข้าร่วมกับพวกเขาพวก เขาก็จะสามารถจัดการทาสจํานวนมากเหล่านั้นได้
อย่างไรก็ตามสถานะของตระกูลเพอร์เซลล์นั้นมีความยุ่งยากมากว่าตระกูลอากิสะมาก กิลแห่งความสว่างได้แทรกเข้ามาในตระกูลเพอร์เซลล์แล้ว ดังนั้นถึงแม้ว่าเจ่าไห่จะต้องการเอาพวกเขามามากแค่ไหน แต่เขาก็ต้องระวังกับการที่จะท่าเช่นนั้น
อีวานบอกกับเจ่าไห่เกี่ยวกับการมีอยู่ของคนที่เข้าไปอยู่กับกิลแห่งความสว่างที่อยู่ในตระกูลเพอร์เซลล์ แต่เขาก็ไม่ได้บอกเจ่าไห่ว่าเขาวางแผนที่จะจัดการกับพวกเขาอย่างไรและเขาก็ไม่มีท่าทางอะไรให้เจ่าไห่รู้เลย บางทีอีวานอาจจะหาทางออกได้ดีกว่าถ้าหากว่าเขาไม่ถูกกดดัน
ตระกูลเพอร์เซลล์อาจมองหากิลแห่งความสว่างเพื่อของความช่วยเหลือ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจที่จะเก็บคนเหล่านั้นไว้เป็นประกัน
เจ่าไห่บอกกับอีวานเกี่ยวกับสถานการณ์ของตระกูลอากิสะ เพราะเขาต้องการให้อีวานเห็นว่า
ตระกูลเพอร์เซลล์จะเป็นยังไงต่อไป เพื่อที่จะทําให้อีวานไม่อยากเข้าไปยุ่งกับกิลแห่งความสว่างในอนาคต
หลังจากอีวานได้ยินเขาก็มีท่าทางที่เปลี่ยนไป เขาไม่คิดว่ากิลแห่งความสว่างจะเป็นเช่นนั้น หากว่ากิลแห่งความสว่างทําอย่างนั้นกับตระกูลเพอร์เซลล์ เขาไม่อยากคิดเลยว่าตระกูลเพอร์เซลล์จะเป็นยังไง
เจ่าไห่ไม่ได้พูดต่อเขานั่งอยู่เงียบๆ ในขณะที่มองอีวาน เขาอยากรู้ว่าอีวานจะทําอะไรต่อไป
เมื่อเขารู้เรื่องเหล่านี้แล้ว เจ่าไห่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าตระกูลเพอร์เซลล์จะเลือกกิลแห่งความ สว่างหรือตระกูลบูดา
อีวานยังคงนั่งเงียบอยู่พักหนึ่ง เขาตัดสินใจในการเลือกอย่างหนัก เขารู้ว่าถ้าเขาเลือกตระกูลบูดา ตระกูลเพอร์เซลล์จะสูญเสียทุกอย่างที่เขามีอยู่ที่นี่ หลังจากนั้นพวกเขาก็จะกลายเป็นคนของตระกูลบูดา นี่มันไม่ใช่ผลที่ดีเลย
แต่ถ้าเขาเลือกกิลแห่งความสว่าง เขาก็กลัวว่ากิลแห่งความสว่างอาจจะไม่ทําตามข้อตกลงของพวกเขา ในตอนนี้ตระกูลเพอร์เซลล์จะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปอย่างแน่นอน
สิ่งสําคัญที่สุดคือเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถตัดสินใจได้ แม้ว่าตระกูลเพอร์เซลล์จะผ่านการเปลี่ยนแปลงมามากมาย และตอนนี้เขาได้มีอิทธิพลอยู่มากมาย แต่เขาก็ยังจําเป็นต้องขอความคิดเห็นของคนในตระกูลก่อนที่เขาจะตัดสินใจเลือกทางเลือก 2 ทางนี้
อันที่จริงเจ่าไห่รู้สึกผิดหวังกับตระกูลเพอร์เซลล์มาก เกี่ยวกับวิธีที่พวกเขาจัดการกับเรื่องต่างๆนั้นมันช้ามากๆ และก็ไม่ค่อยมีความมั่นใจเลย แม้ว่าเจ่าไห่จะบอกพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิด
ขึ้นกับตระกูลอากิสะพวกเขาก็ยังลังเลที่จะตัดสินใจ
อีวานเองก็ได้สนับสนุนเจ่าไห่มาตั้งแต่เริ่มแล้ว แต่ถึงแม้ว่าตระกูลเพอร์เซลล์จะสนับสนุนเจ้าไห่ มันก็เพื่อที่พวกเขาจะได้รับผลจากมัน ซึ่งพวกเขาต้องการที่จะได้รับผลทั้ง 2 ด้าน เจ่าไห่ถอนหายใจ จากนั้นเขาก็พูดด้วยน้ําเสียงที่จริงจังว่า “ลุงอีวาน ข้าจะให้เรื่องนี้เพื่อให้ท่านคิด ข้าจะไม่รบกวนท่าน ข้าจะอยู่ใกล้ๆ ที่นี่ 2-3 วันถ้าท่านมีเรื่องอะไรจะบอกข้า ท่านก็สามารถไปหาข้าที่ห้องเดิมของลอร่า เมื่อท่านไปที่นั่นข้าก็จะมาพบกับท่าน”
อีวานไม่คิดว่าเจ่าไห่จะกลับไป เขาต้องการให้เจ่าไห่อยู่ที่นี่ เขาไม่รู้ว่าจะพูดอะไรในตอนนี้ แต่สิ่งที่เขาท่าไดในตอนนี้คือการถอนหายใจแล้วออกไปส่งเจ่าไห่
เขารู้ว่าการที่เจ่าไห่สามารถพาตระกูลมาสู่ความยิ่งใหญ่นี้ได้ในเวลาเพียง 1 ปีเขาก็ต้องมีความสามารถมากแค่ไหน เขาไม่ใช่คนที่มีความสามารถน้อยเลยจริงๆ เราไม่สามารถประเมินค่าของเขาได้ต่ําเลย เจ่าไห่รู้ว่าอีวานกําลังคิดอะไร เขาจึงตัดสินใจที่จะกลับไปก่อน
ในตอนนี้อีวานรู้สึกหมดหนทางมากๆ ในหัวใจของเขา เขาต้องการเจ่าไห่ แต่ในฐานะผู้เฒ่า เขาต้องมีความคิดที่เป็นกลาง เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ตัดสินชะตากรรมของตระกูลซึ่งเขาไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง
หลังจากเจ่าไห่ขึ้นรถม้าของเขา เขาก็ออกจากคฤหาสน์ของอีวานทันที เมื่อออกไปได้สักพัก
เจ่าไห่ก็เข้าสู่มิติ แต่เขาก็ยังไม่ได้ไปป้อมภูเขาเหล็ก ตอนนี้เขาอยู่ในมิติเพื่อรอคําตอบของตระกูลอากิสะและตระกูลเพอร์เซลล์
ตอนนี้เจ่าไห่มั่นใจว่าตระกูลอากิสะจะเข้าร่วมกับเขา จากเหตุการณ์วันนี้พวกเขาสูญเสียเทพผู้มีพลังระดับ 9 ของพวกเขาไปทั้งหมด และด้วยการที่ได้เป็นศัตรูกับกิลแห่งความสว่างจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะกลับไปยังทวีป
หากว่าพวกเขากลับไปจริงๆ กิลแห่งความสว่างก็ไม่จําเป็นต้องทําอะไรพวกเขา แต่ขุนนางในจักรวรรดิอาร์ซูพวกเขาจะต้องจัดการกับพวกเขาอย่างแน่นอน
ดังนั้นตัวเลือกที่ตระกูลอากิสะจะเป็นต้องตัดสินใจมันก็เป็นเรื่องที่ก็รู้ๆ กันอยู่พวกเขามี 2 ทางเลือกโดยที่จะอยู่ที่แดนทมิฬหรือไปที่เกาะทองคํา
เจ่าไห่รู้ว่าตระกูลอากิสะต้องคุยเรื่องนี้เพื่อตัดสินใจ เจ่าไห่ต้องการที่จะดูว่าตระกูลอากิสะจะตัดสินใจเช่นไร
ในทางกลับกันเจ่าไห่ก็สามารถเดาได้แล้วว่าการตัดสินใจของตระกูลเพอร์เซลล์จะเป็นยังไง
แต่ถึงแม้ว่าเขาจะเดาได้แต่บางทีที่เจ่าไห่เห็นอีวานก็ไม่สามารถทําทุกๆอย่างได้ และมันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่คนในตระกูลเพอร์เซลล์ทั้งหมดจะยอมเข้าร่วมกับตระกูลบูดา
อย่างไรก็ตามเจ่าไห่ก็ยังหวังว่าเขาจะได้รับความตอบที่น่าพอใจ ดังนั้นเจ่าไห่ก็เลยให้ความสนใจกับการตัดสินใจของพวกเขาเอามาก
โดยปกติแล้วเจ่าไห่จะไม่ยอมให้ตระกูลอากิสะกลับไปยังทวีปอีกแล้ว เจ่าไห่ได้เขียนจดหมายและให้คุณ จากนั้นคุณก็ส่งจดหมายไปยังแรนดอล์ฟเพื่อส่งไปยังจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรเซ่น
เมื่อจดหมายไปถึงเรื่องที่เจ่าไห่บอกไปจะกระจายไปทั่วทวีปอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่เจ่าไห่กําลังคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตระกูลอากิสะก็ได้รวมตัวกันและพูดเกี่ยวกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ กรีนเป็นคนที่มีพระคุณของพวกเขา เขาได้ให้พื้นที่กับตระกูลอากิสะ พื้นที่ที่กรีนให้ มันเป็นพื้นที่ที่ยังว่างอยู่ พวกเขาสามารถสร้างบ้านและทําสิ่งต่างๆได้ที่นั่น
ตอนนี้โรเบิร์ตมาพร้อมกับสมาชิกของตระกูล โรเบิร์ตได้พาคนของเขามา 10 คนแต่ในนั้นก็ไม่ได้มีเฟอร์นันต์ เขาไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าร่วมตัดสินใจในครั้งนี้
โรเบิร์ตมองและพูดว่า “ตระกูลอากิสะของเราพบกับหายนะอย่างแท้จริงๆ เราเกือบจะถึงวาระสุดท้าย แต่โชคดีที่เจ่าไห่สามารถช่วยพวกเราได้ทําให้พวกเขายังมีชีวิตต่อ แต่สําหรับเจ่าไห่แล้ว ข้าจะขอบอกว่าความลับที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้จะต้องไม่หลุดออกไปภายนอก”
คนอื่นๆ ไม่แปลกใจเลยพวกเขาไม่ได้โง่ แม้ว่าเจ่าไห่จะไม่ได้บอกพวกเขาเกี่ยวกับมิติ พวกเขาก็ยังสามารถเดาได้ว่ามันคืออะไร ดังนั้นคําพูดของโรเบิร์ตจึงไม่ได้ทําให้พวกเขาตกใจกับเรื่องนี้เลย
เมื่อโรเบิร์ตเห็นท่าทางของพวกเขา เขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องทํายังไงต่อไป แต่ก็พยักหน้า คนเหล่านี้ไม่ทําให้เขาผิดหวังจากนั้นเขาก็พูดต่อว่า “นายน้อยเจ่าไห่ได้ให้ทางเลือก 2 ทางแก่พวกเรา ทางแรกคือการอยู่ในแดนทมิฬ ทางเลือกที่ 2 คือไปที่เกาะทองคํา ข้าต้องการฟังความคิดเห็นของพวกเจ้า”
คนที่อยู่ในนั้นมองหน้ากันแล้วหนึ่งในนั้นก็พูดว่า “ผู้เฒ่าตระกูลของเราไม่สามารถแบ่งคนของเราระหว่างแดนทมิฬและเกาะทองคําได้ใช่ไหม?”
โรเบิร์ตคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดว่า “มันน่าจะเป็นไปได้อยู่นะ แต่จากสิ่งที่ข้าเห็นตระกูลอากิสะของเราต้องมีทิศทางที่ตั้งใจชัดเจน เราจะต้องดูว่าสิ่งไหนพวกเราสามารถทําได้ดีที่สุด และเป็นผลดีกับพวกเราที่สุด”
จากนั้นคนที่พูดก่อนหน้านี้ก็พูดต่อว่า “ทั้ง 2 สถานที่แตกต่างกันยังไง? ตอนนี้เรารู้เกี่ยวกับความลับของตระกูลบูดาแล้ว แต่เจ่าไห่ก็ยังไม่มีวิธีใดที่จะปิดปากเรา ในกรณีนั้นข้าคิดว่าเราต้องพิจารณาสิ่งเหล่านั้นก่อนที่จะตัดสินใจ”
โรเบิร์ตพยักหน้าและพูดว่า “สิ่งที่เจ้าพูดมันก็ถูก ทุกคนก็น่าจะรู้จักแดนทมิฬแล้ว เมื่อเราเข้ามาในที่แห่งนี้แล้วการที่จะออกไปมันเป็นเรื่องที่ยากมากๆ และเขาก็จะปล่อยให้เราได้อยู่ที่นี่อย่างอิสระไม่มีใครคอยตามพวกเรา ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อเจ่าไห่พาทาสของเขามาที่นี่ เราก็สามารถช่วยเขาจัดการกับพวกทาสได้ หากเราไปที่เกาะทองคําก็จะมีซอมบี้คอยตามพวกเราเพื่อให้แน่ใจว่าความลับของตระกูลบูดาจะไม่หลุดออกไป
ทุกคนในห้องขมวดคิ้วและรู้สึกอึดอัดใจ เรื่องนี้เป็นเรื่องยากที่จะตัดสินใจ จากนั้นเขาก็คิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหันไปหาโรเบิร์ตและพูดว่า “ผู้เฒ่าท่านคิดยังไง?” จากนั้นคนอื่นๆก็หันมาสนใจโรเบิร์ต พวกเขาต้องการได้ยินความคิดเห็นของโรเบิร์ตที่เป็นผู้นําของพวกเขา
โรเบิร์ตไม่ได้เกรงใจเขาพูดออกมาตรงๆ ว่า “ข้าต้องการให้ตระกูลของเราอยู่ในแดนทมิฬ ถึงแม้ว่าแดนทมิฬจะไม่ได้เหมือนที่ที่เราอยู่ แต่เมื่อตระกูลบูดาสามารถทําที่นี่ให้เป็นเมืองใหญ่ได้
มันจะเกิดอะไรขึ้นกับตระกูลอากิสะ”
ทันทีที่พวกเขาได้ยินโรเบิร์ตพูด ดวงตาของพวกเขาก็สดใสขึ้น พวกเขาเป็นคนฉลาด เขาเข้าใจได้ทันทีว่าโรเบิร์ตหมายถึงอะไร มันก็คือผลที่ดีต่อพวกเขา หากตระกูลบูดาก่อตั้งเมืองของพวกเขาในอนาคตในขณะที่ตระกูลอากิสะเป็นพันธมิตรของพวกเขา พื้นที่ที่พวกเขาจะได้มันก็จะไม่เล็กเลย การที่จะได้เป็นผู้ดูแลในเมืองอาจจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
หลังจากได้เห็นการท่าทางของคนเหล่านี้โรเบิร์ตพูดต่อ “สถานการณ์ของเราจะแตกต่างกัน ถ้าเราไปที่เกาะทองคํา ถ้าเราไปที่นั่นการกระทําของเราจะได้รับการตรวจสอบอยู่ตลอด แม้ว่าเจ่าไห่จะไม่คอยดูเรา แต่เมื่อไปที่นั่นเราก็เหมือนกับไม่มีอิสระ แม้ว่าเกาะทองคําจะเป็นสถานที่ที่มีขนาดใหญ่ แต่ตระกูลของเราไม่มีเทพผู้มีพลังระดับ 9 ดังนั้นเราจะต้องพึ่งพาตระกูลบูดา ในท้ายที่สุด แม้ว่าเราจะรวย แต่เราก็สามารถเป็นพ่อค้าได้เท่านั้น ดังนั้นข้าต้องการให้ตระกูลอากิสะของเราตั้งรกรากในแดนทมิฬแห่งนี้”
คนอื่นๆ พยักหน้าพวกเขาเชื่อมั่นในโรเบิร์ต จากนั้นโรเบิร์ตก็พูดต่อว่า “ตระกูลอากิสะของเรา ไม่เหมือนกับเมื่อก่อนแล้ว หากเราต้องการเปิดเผยใบหน้าของเราอีกครั้ง เราก็ไม่สามารถออกจากตระกูลบูดาได้ ในเมื่อเราได้เข้ามาอยู่กับตระกูลบูดาแล้ว ทําไมเราจะต้องห่วงเรื่องอื่นๆด้วย
ทั้งที่เจ่าไห่ก็สามารถดูแลพวกเราได้”
คนอื่นๆ พยักหน้าและก็มีคนหนึ่งพูดว่า “เหมือนที่ผู้เฒ่าพูด ข้ายังเชื่อว่านี่เป็นโอกาสําหรับตระกูลของเรา แม้ว่าตระกูลของเราทําสิ่งดีในจักรวรรดิอาร์ซู เราก็ยังคงไม่ได้รับผลจากชื่อเสียงเหล่านั้น เราไม่สามารถสร้างขุนนางของเราเองได้ ในความคิดของข้าเวลาของเรากับจักรวรรดิอาร์ซูนั้นสิ้นสุดลงแล้ว แต่ตอนนี้เรามีโอกาสก้าวหน้าแล้วเราควรคว้ามันไว้ หากตระกูลบูดาก่อตั้งเมืองของตัวเองในอนาคตตระกูลของเราจะมีตําแหน่งสูงอย่างแน่นอน ดังนั้นข้าเห็นด้วยกับความ
คิดเห็นของผู้เฒ่า เราควรอยู่กับตระกูลบูดาและช่วยพวกเขาพัฒนาแดนทมิฬแห่งนี้อย่างเต็มที่ คนอื่นๆพยักหน้าเมื่อได้เห็นเช่นนั้นโรเบิร์ตก็รู้สึกสบายใจมาก ที่พวกเขาตัดสินใจที่จะช่วยเหลือตระกูลบูดาอย่างเต็มที่