Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 530 - ตกใจ
บทที่ 530 – ตกใจ
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ตัวเลือกที่ 2 คือไปที่เกาะทองค่าที่แห่งนั้นเป็นดินแดนของตระกูลบูดา หลังจากที่ท่านไปที่นั่นท่านก็สามารถทํางานด้านบริหารให้กับเกาะได้ แต่เพื่อให้แน่ใจว่าท่านไม่จะบอกความลับแก่คนอื่นๆ ข้าจะต้องคอยเฝ้าดูท่านวันต่อวัน”
โรเบิร์ตขมวดคิ้วของเขา เขารู้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่เจ่าไห่หมายถึงคืออะไร พวกเขาไม่สามารถเปิดเผยการมีอยู่ของสถานที่แห่งนี้ได้ ดังนั้นหากพวกเขาไปที่เกาะทองคํา พวกเขาจะมีคนคอยดูพวกเขา และพวกเขาก็จะไม่สามารถพูดเกี่ยวกับความลับของเจ่าไห่ได้
หากพวกเขาไปที่แดนทมิฬพวกเขาก็จะปลอดภัยจากสิ่งต่างๆ นี่เป็นเพราะพิษที่เจ่าไห่มีจึงเป็นไปไม่ได้ที่คนนอกจะเข้ามาข้างในได้ ขณะที่เจ่าไห่ไม่ให้พวกเขาเข้ามาพวกเขาก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้ามา ดังนั้นหากพวกเขาไปที่นั่นพวกเขาสามารถทําอะไรก็ได้โดยที่ไม่ต้องกังวลอะไรเลย ในอีกทางเลือกที่เกาะทองค่า พวกเขาจะสามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้ แม้ว่าตระกูลอากิสะจะอยู่ในจุดที่ต่ําสุด แต่โรเบิร์ตก็ยังหวังว่าพวกเขาจะยังสามารถกู้คืนชื่อเสียงกลับมาที่ทวีปได้อีกครั้ง นี่จะทําให้ผู้คนรู้ว่าตระกูลอากิสะยังมีอยู่
อย่างไรก็ตามการที่ต้องมีคนมาเฝ้าทุกวันมันก็ทําให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก ตอนนี้โรเบิร์ตมีช่วยเวลาที่ยากลําาบากมากที่จะตัดสินใจ แต่เขาก็ยังไม่รู้เลยว่าจะตัดสินใจกับเรื่องนี้ยังไง เมื่อมองหน้าของโรเบิร์ต เจ่าไห่ก็ยิ้มและพูดว่า “ลุงโรเบิร์ตไม่ต้องเป็นห่วงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ตอนนี้ข้าจะพาท่านไปที่แดนทมิฬในภายหลัง ท่านจะต้องตัดสินใจที่นั่น ข้าจะไม่คัดค้านและถ้าท่านตัดสินใจที่จะไปที่เกาะทองคํา จะพาท่านไปที่นั่นอย่างแน่นอน”
โรเบิร์ตพยักหน้าเพราะเรื่องนี้จําเป็นต้องคิดให้ดีที่สุด เขาไม่สามารถอยู่ในมิติได้เป็นเวลานาน
ดังนั้นหลังจากเจ่าไห่พูดเกี่ยวกับเรื่องนี้กับโรเบิร์ตเขาก็ส่งตระกูลอากิสะไปที่แดนทมิฬทันที
ตอนนี้โรเบิร์ตมั่นใจว่ามิติเป็นสมบัติที่วิเศษของเจ่าไห่ ไม่เช่นนั้นมันจะไม่สามารถย้ายคนไปได้ทุกที่
มีผู้คนมากมายในตระกูลอากิสะ แต่พวกเขาก็ยังสามารถอยู่ภายในป้อมภูเขาเหล็กได้อย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพวกเขามาถึงป้อมโรเบิร์ตและคนอื่นๆ ก็ตกใจมาก พวกเขาไม่คิดว่าที่แห่งนี้จะสวยงามมากขนาดนี้ ยิ่งไปกว่านั้นคฤหาสน์แห่งนี้ยังผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการของทวีป
โรเบิร์ตรู้สึกประหลาดใจเพราะแดนทมิฬได้ถูกมองว่าเป็นสถานที่ลึกลับที่สุดของทวีป เขาไม่รู้เลยว่าตระกูลบูดาจะมีจุดกําเนิดมาจากที่นี่
พวกเขาใช้เวลาไม่นานก่อนที่โรเบิร์ตจะบอกกับตัวเองว่าเขาชอบที่แห่งนี้ คนส่วนใหญ่ที่นี่พวกเขาเคยเป็นทาส แต่พวกเขาก็ไม่ได้เป็นเหมือนทาสอีกต่อไป
สิ่งที่สําคัญที่สุดคือโรเบิร์ตได้เป็นบางสิ่งบางอย่างกับคนเหล่านี้ พวกเขาเต็มไปด้วยความขยัน
พวกเขาทํางานหนักเพื่อที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ความขยันแบบนี้เขาไม่เคยเห็นใรทวีปมาก่อนเลย
เมื่อโรเบิร์ตได้ยินเจ่าไห่บอกว่าแดนทมิฬเปลี่ยนไปมากแล้ว ตอนนี้พื้นที่ทั้งหมดสามารถปลูกหรือหาสิ่งต่างๆ ได้มันทําให้โรเบิร์ตต้องตกใจกับสิ่งที่เขาได้ยินอีกครั้ง
โรเบิร์ตเป็นผู้เฒ่าของตระกูลอากิสะ ซึ่งเป็นตระกูลที่รู้จักกันดีของทวีป ดังนั้นเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับแดนทมิฬมากพอสมควร
แดนทมิฬเป็นที่ราบที่ใหญ่ที่สุดของทวีป แม้ว่ามันจะอยู่ภาคเหนือและสามารถเพาะปลูกได้ ฤดูกาลเดียวมันเป็นความจริงที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้ ถ้าแดนทมิฬกําลังจะได้รับความสามารถในการปลูกพืชมันจะเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่ใหญ่ที่สุดของทวีป
หากไม่ใช่เพราะสิ่งนี้ทวีปจะไม่ใช้เวลาและพลังงานในการวิจัยแดนทมิฬแห่งนี้ นี่เป็นเพราะภูมิประเทศของมันวิเศษมากๆ เมื่อคนหนึ่งสามารถปลูกพืชที่นี่ได้ อิทธิพลของพวกเขาในทวีปนี้จะพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน
สิ่งที่โรเบิร์ตไม่คิดก็คือสถานที่ที่ทวีปใช้เวลานานในการวิจัย แต่เจ่าไห่สามารถเข้ามาที่นี่อย่างง่ายดาย ตอนนี้โรเบิร์ตเข้าใจแล้วว่าทําไมเจ่าไห่ไม่ได้สร้างเกาะทองคําให้เป็นเมืองหลักของตระกูลบูดา เกาะทองค่าเป็นศูนย์กลางที่สําคัญสําหรับการค้าทางทะเลแน่นอนว่ามันสามารถนําผลกําไรมาสู่ตระกูลบูดาได้เป็นจํานวนมาก แต่เมื่อเทียบกับแดนทมิฬ เกาะแห่งนี้ยังไกลจากแดนทมิฬมากๆ คุณไม่สามารถแลกเปลี่ยนอาหารด้วยเงินได้เสมอไป แต่คุณสามารถแลกเปลี่ยนเงินเป็นอาหารได้เสมอ
หลังจากที่รู้ว่าแดนทมิฬสามารถปลูกพืชได้บางส่วน โรเบิร์ตเกือบตัดสินใจทันทีที่จะอยู่ที่นี่
แดนทมิฬมีขนาดใหญ่มากใครๆ ก็สามารถสร้างตระกูลของตัวเองได้ที่นี่ ด้วยการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของตระกูลบูดา การพัฒนาของแดนทมิฬจะดีและดีขึ้นเรื่อยๆ หากตระกูลอากิสะสามารถเป็นตระกูลที่มีอิทธิพลในแดนทมิฬได้ การกลับมาของตระกูลอากิสะจะเป็นอะไรที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก
โรเบิร์ตรู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่ตระกูลบูดาจะซ่อนอยู่ในนี้ตลอดไป ดังนั้นคนของทวีปจะได้รู้ถึงสถานการณ์ของแดนทมิฬในอนาคต ดังนั้นตระกูลอากิสะยังคงสามารถแสดงชื่อเสียงของเขาไปยังทวีปยุโรปได้ และมันก็จะเป็นอะไรที่งดงามมาก
แต่โรเบิร์ตก็รู้ว่าเรื่องนี้มันไม่ใช่เรื่องง่าย ท้ายที่สุดแล้วตระกูลอากิสะได้เพลิดเพลินกับสถานที่แห่งนี้
แม้ว่าโรเบิร์ตจะเป็นผู้เฒ่าของตระกูล แต่เขาก็ไม่สามารถเพิ่งเฉยต่อความคิดของคนอื่นๆ ในตระกูลได้เขาไม่ใช่ผู้นําที่เป็นเผด็จการ เขาต้องการฟังความคิดเห็นของคนอื่นๆในตระกูลก่อน ในทางตรงกันข้ามเจ่าไห่หวังว่า ตระกูลอากิสะของโรเบิร์ตจะตัดสินใจที่จะอยู่ในแดนทมิฬ เมื่อเทียบกับเกาะทองคํา แดนทมิฬแห่งนี้ต้องการความสามารถด้านการจัดการมากกว่า
ท้ายที่สุดแล้วตระกูลอากิสะก็เคยเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ในอดีต แม้ว่าจะมีคนไม่มากนักที่มาใน ตอนนี้ เจ่าไห่รู้ว่าคนเหล่านี้เป็นคนที่มีตําแหน่งสูงในตระกูล
แผนของกิลแห่งความสว่างครั้งนี้ธรรมดามาก เนื่องจากพวกเขาต้องการกําจัดตระกูลอากิสะ พวกเขาจึงไม่ยอมให้พวกเขามีโอกาสที่จะหนี พวกเขาต้องการสละชีวิตของเทพผู้มีพลังระดับ 9
การที่จะจัดการทั้ง 4 คนเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการจบชีวิตของเจ่าและทําลายตระกูลอากิสะกับพวกเขามันมีทั้งง่ายและยาก มีสองวิธีในการทําเช่นนั้น อย่างแรกคือการฆ่าเทพผู้มีพลังระดับ 9 ของพวกเขาทั้งหมดด้วยวิธีนี้พวกเขาจะสูญเสียกองกําลังสนับสนุน ประการที่สองคือการฆ่าชนชั้นสูงทั้งหมดของพวกเขา สิ่งนี้จะทําให้ตระกูลไม่สามารถไปต่อได้
กิลแห่งความสว่างเลือกใช้สองวิธีในการจัดการกับตระกูลอากิสะ พวกเขาฆ่าเทพผู้มีพลังระดับ 9 ของตระกูลก่อนจากนั้นจึงรวบรวมความพยายามในการกําจัดชนชั้นสูงพร้อมกับเจ่าไห่ ดังนั้น แม้ว่าจะมีคนไม่มากที่มาพร้อมกับเจ่าไห่ แต่ทุกคนก็ล้วนเป็นชนชั้นสูงของตระกูล ตราบใดที่พวกเขาเรียนรู้เพียงเล็กน้อยพวกเขาก็จะกลายเป็นผู้จัดการที่เก่ง นี่จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาของแดนทมิฬ
เนื่องจากเจ่าไห่มีความตั้งใจเช่นนี้ เขาจึงตัดสินใจที่จะแสดงให้โรเบิร์ตและคนอื่นๆ ได้เห็น
แดนทมิฬก่อน เขาเชื่อว่าหากพวกเขาเห็นแดนทมิฬพวกเขาจะรู้สึกชอบที่นี่อย่างแน่นอน เห็นได้ชัดว่าเขาประสบความสําเร็จ โรเบิร์ตชอบที่นี่มาก สําหรับโรเบิร์ตและคนในตระกูลของเขาส่วนมากมองว่าการที่อยู่แดนทมิฬดีกว่าการที่จะได้ไปอยู่ที่เกาะทองคํา
สําหรับโรเบิร์ตนี่เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ พวกเขาเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ในจักรวรรดิอาร์ซูที่มีชื่อเสียงในทวีป พวกเขาจะรู้สึกสบายใจกับการเป็นพ่อค้าที่ร่ํารวยได้ยังไง? ดังนั้นเจ่าไห่จึงตัดสินใจพาพวกเขามาเห็นแดนทมิฬที่สวยงาม
เจ่าไห่ยังถามโรเบิร์ตว่าพวกเขาต้องการอะไรในตอนนี้ไหม? ท้ายที่สุดแล้วป้อมภูเขาเหล็กไม่สามารถเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในอดีตได้
แต่โรเบิร์ตบอกเขาว่าพวกเขาไม่เป็นไรพวกเขามีของใช้ประจําวันบางอย่างแล้วและของกิน
พวกเขาก็มีอยู่บางแล้ว สิ่งเดียวที่พวกเขาไม่คุ้นเคยคือการขาดการติดต่อกับโลกภายนอก
เจ่าไห่ไม่ได้ขอให้โรเบิร์ตบอกความลับของตระกูลอากิสะออกมา คําพูดเช่นนี้สามารถทําให้โรเบิร์ตเข้าใจผิดและทําให้เขาคิดว่าเจ่าไห่ต้องการเอาตระกูลอากิสะมารวมกับตระกูลบูดาด้วย
หลังจากตั้งฐานตระกูลอากิสะแล้ว เจ่าไห่ก็กลับสู่เมืองของตระกูลอากิสะ เขาต้องการดูว่าเบลล์กําลังทําอะไรอยู่ตัวเบลล์อาจถูกเปิดเผยแล้วเขาจึงไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ ไม่ว่าในกรณีใด
เบลล์ก็อาจถือได้ว่าเป็นหนึ่งในพลังของตระกูลอากิสะ กิลแห่งความสว่างก็ไม่ยอมปล่อยเขาไปอย่างแน่นอน การต่อสู้ของเจ่าไห่กับเทพผู้มีพลังระดับ 9 ทําให้เกิดความปั่นป่วนอยู่มาก เจ่าไห่ให้ความสนใจไปที่สถานะของเบลล์ ไม่นานเขาก็หายตัวไปจากเมือง ดูเหมือนว่าเบลล์ก็พร้อมที่จะออกไปแล้ว แต่ด้วยเทพผู้มีพลังระดับ 9 เขาไม่สามารถออกไปได้ ตอนนี้เทพผู้มีพลัง ระดับ 9 ตายแล้วมันก็เป็ฯโอกาสดีที่เขาจะหนีไป
เมื่อเห็นสถานการณ์นี้ เจ่าไห่ก็รู้สึกโล่งอก เขาเชื่อในเส้นทางหลบหนีที่เบลล์เตรียมไว้ชายคนนั้นไม่ใช่คนที่จะจัดการได้ง่ายๆ
เนื่องจากไม่มีสิ่งใดสําคัญพอที่จะต้องทําให้เมือง เจ่าไห่จึงออกไป เขาไปหาอีวานและบอกเขาเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกูลอากิสะ จากนั้นเขาให้อีวานปล่อยข่าวนี้ไปยังทวีป เขาต้องทําให้ทุกตระกูลในทวีปรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตระกุลอากิสะ นี่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการโจมตีกิลแห่งความสว่าง
สิ่งที่กิลแห่งความสว่างท่ามันมากเกินไป พวกเขายังมีจักรวรรดิอาร์ซู อยู่ภายใต้การควบคุม
ของพวกเขา หากเจ่าไห่กระจายข่าวนี้ไปจักรวรรดิอื่นๆ ในทวีปจะต้องระวังกิลแห่งความสว่าง เจ่าไห่ต้องการดูว่ากิลแห่งความสว่างยังคงกล่าอาละวาดเหมือนเดิมหรือไม่?