Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 527 - จักรวรรดิที่กําลังจะล่ม
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 527 - จักรวรรดิที่กําลังจะล่ม
บทที่ 527 – จักรวรรดิที่กําลังจะล่ม
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ไม่ใช่ๆ ข้าแค่คิดว่าสินค้าเหล่านี้จะสูญเสียไปเฉยๆ เมื่อพ่อค้าเหล่านั้นออกจากทุ่งหญ้าไป พวกเขาจะไม่ได้กลับมาดูแลสินค้าเหล่านั้น ข้าก็เลยคิดว่าควรซื้อมันเอาไว้ และเมื่อสงครามจบลงข้าก็สามารถนําเอาสินค้าเหล่านั้นมาขายในราคาที่ถูกได้ สิ่งเหล่านี้จะไม่สูญเปล่าข้าก็จะได้รับกําาไรบางส่วนจากสินค้าเหล่านั้นด้วย”
ผู้เฒ่าเผ่าหมีด่าพยักหน้าและพูดว่า “ดีจริงๆ ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ สิ่งที่เจ้ท่ามันดีจริงๆ ดูเหมือนว่าทุ่งหญ้าแห่งนี้จะได้รับประโยชน์มากมายจากสิ่งที่เจ้าท่าแน่นอน”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “มันเป็นเรื่องปกติ ข้าก็ขอให้ท่านคิดว่าข้าคือชาวเผ่าเหมือนกัน ซึ่งก็แน่นอนว่าข้าจะไม่โกงผู้คนที่อยู่ในทุ่งหญ้าแน่นอน เข้าไปข้างในกันเถอะข้าได้เตรียมอาหารและเครื่องดื่มไว้ข้างในแล้ว”
ผู้เฒ่าเผ่าหมีด่าพยักหน้าแล้วก็เดินตามเจ่าไห่ไป นอกจากอาหารทะเลแล้วเจ่าไห่ยังมีบาร์บีคิวสําหรับผู้เฒ่าด้วย
เจ่าไห่ไม่อาจจะติบาร์บีคิวของเคซีได้เลยเพราะมันเป็นอะไรที่ดีมาก แต่อาหารทะเลที่เจ่าไห่มีผู้เฒ่าเผ่าหมีดําก็ไม่เคยได้กินมันเลย ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้นําของเผ่าก็ตาม ดังนั้นเขาจึงมีความสุขมากกับการกินอาหารมื้อนี้
เจ่าไห่ไม่ได้ถามแผนการของเผ่าหมีดําที่พวกเขากําลังวางไว้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นแผนการลับๆ ของพวกเขา หากว่าเจ่าไห่ถามคําถามนี้กับผู้เฒ่า มันอาจจะทําให้พวกเขาสงสัยในตัวของเจ่าไหได้
เจ่าไห่ได้ยินมาว่าผู้เฒ่าเผ่าหมีดําเคยถูกพ่อค้าจากต่างแดนหลอกมาก่อน ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่วางใจคนจากต่างแดนมากนัก แม้แต่เจ่าไห่เองในบางครั้งพวกเขาก็ไม่ได้ไว้ใจเขาเหมือนกัน
เมื่อผู้เฒ่าเผ่าหมีดํากินเสร็จและกลับไป เจ่าไห่ก็เตรียมไปรับเวลส์และคนอื่นๆ เมื่อเขาเจอกับเวลส์เขาก็จะกลับไปยังดินแดนของเขา วันที่ 2 หลังจากที่เผ่าหมีดํามาถึง เผ่ามาร์ซีก็มาถึง เจ่าไห่ก็ออกไปรับพวกเขาด้วยเช่นกัน
สิ่งนี้ทําให้อาไทตกใจอีกครั้งเขารู้ว่าชื่อเสียงของเผ่ามาร์ซีมันยิ่งใหญ่ขนาดไหน เขาไม่อาจจะเชื่อได้เลยว่าเจ่าไห่เป็นมิตรกับพวกเขาได้จริงๆ
แม้ว่าเขาจะไม่ได้เกรงใจเหมือนผู้เฒ่าเผ่าหมีดํา แต่ผู้เฒ่าเผ่ามาร์ซีพูดคุยกับเจ่าไห่อย่างเป็นกันเองมากๆ เจ่าไห่ยังเชิญผู้เฒ่าเผ่ามาร์ซีมากินข้าวกับเขาด้วย
ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ปกติมากๆ เจ่าไห่ไม่ได้เอาไวน์นมทั่วๆ ไปให้เขาดื่ม แต่เขาได้เอาไวน์นมที่เขาได้ทําขึ้นเองมาให้ดื่ม สิ่งนี้มันทําให้พวกเขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาเองก็เคยดื่มไวน์นมมาตลอดชีวิตของพวกเขา แต่พวกเขาก็ไม่คิดว่าไวน์นมที่พวกเขาได้ดื่มมันจะอร่อยมากขนาดนี้
4 วันหลังจากที่เผ่ามาร์ซีมาถึง เวลส์และบาร์เซก็มาถึง ซึ่งความสัมพันธ์ของเผ่าทั้ง 2 มันเป็นความสัมพันธ์ที่ดีมากเพราะเมืองของพวกเขาไม่ได้อยู่ไกลกันมากนัก ทั้ง 2 จึงตัดสินใจที่จะมาที่นี่พร้อมกัน สําหรับเจ่าไห่แล้วเรื่องปกติที่เขาจะท่าเลยก็คือเขาจะไม่พูดอะไรมากมาย เขาเชิญทุกคนที่พึ่งมาถึงมาดื่มทันที
สิ่งที่ทําให้เจ่าไห่ประหลาดใจในครั้งนี้ก็คือบาร์เซมาที่นี่เพื่อเอาธงของเผ่ามาให้กับเจ่าไห่
ชาวเผ่าในทุ่งหญ้ากําลังตามหาเจ่าไห่ ด้วยรูปลักษณ์ของแปลกๆ ของเจ่าไห่เขาเป็นชายที่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับชาวเผ่าได้เป็นอย่างดี เรื่องนี้มันทําให้ชาวเผ่าเหล่านี้สับสนกับเรื่องที่เกิดขึ้นมาก
ไม่กี่วันผ่านไปชาวเผ่าจํานวนมากก็มาถึงเมืองบีสก็อด แต่สิ่งที่พวกเขาทําก็เหมือนกับเผ่าหมีดำ พวกเขาทั้งหมดอยู่ข้างนอกเมือง ในขณะที่ผู้เฒ่าได้เข้ามาในเมือง
แม้ว่าพวกเขาจะได้เข้ามาในเมือง แต่เจ่าไห่ก็สามารถเห็นสิ่งที่พวกเขาทําทุกอย่างผ่านจอมิติของเขา
สาเหตุที่เผ่าในทุ่งหญ้าเหล่านี้มาที่นี่และพูดคุยเกี่ยวกับแผนการของพวกเขาเพราะเผ่าบางเผ่ามีกําลังที่แข็งแกร่ง เช่นเผ่าสิงโต เผ่าเสือและเผ่ามาร์ซี เนื่องจากเผ่าเหล่านี้อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้า พวกเขาทั้งหมดจึงตัดสินใจที่จะมารวมตัวกันที่นี่
แม้ว่าชนเผ่าเหล่านี้จะอยู่ในเมืองของพวกเขาในที่อื่นๆ ภายในทุ่งหญ้า และที่พวกเขามาที่นี่ก็เพื่อป้องกันเผ่าของตัวเอง และมันจะทําให้พวกเขามีความแข็งแกร่งมาก แต่ที่พวกเขาต้องแยกกันไปอยู่กับเพื่อความสงบของตัวเอง
หลังจากที่เวลส์และคนอื่นๆ มาถึงเจ่าไห่ก็ต้อนรับพวกเขาแล้วก็พร้อมที่จะออกจากเมืองบีสก็อด เมื่อมาถึงตอนนี้ทุ่งหญ้าก็รู้แล้วว่าชายที่ได้ธงของแต่ละเผ่านั้นอยู่ในร้านลิลลี่ ดังนั้นจึงไม่มีใครกล้าที่จะไปรบกวนร้านนั้นเลย
จากนั้นต่อหน้าชาวเผ่า เจ่าไห่ได้เรียกนกอินทรีย์ของเขาก่อนที่จะขี่มันขึ้นไปบนท้องฟ้า สิ่งนี้ทําให้ชาวเผ่าประหลาดใจมาก พวกเขาไม่ได้คิดว่าคนจากต่างแดนจะมีสัตว์ที่มีความสามารถเช่นนี้ สําหรับพวกเขาแล้วนี่มันไม่ใช่ข่าวดีเลย
เมื่อเจ่าไห่ออกไปจากสายตาของชาวเผ่าแล้ว เจ่าไห่และคนอื่นๆ ก็เข้าไปในมิติทันที และพวกของเจ่าไหก็ออกไปยังเพอร์เซลล์
ในเมืองเพอร์เซลล์อยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อม พวกขเาได้ข่าวว่าชาวเผ่าพร้อมที่จะโจมตีพวกเขาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นการโจมตีครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เลยด้วยพลังที่แข็งแกร่งของชาวเผ่า ทําให้ตระกูลเพอร์เซลล์ไม่มั่นใจว่าพวกเขาจะต่อต้านพวกเขาได้ไหม
เจ่าไห่นั่งอยู่ในรถของเขาขณะที่เขามองชาวเพอร์เซลล์ด้วยความเย็นชา แม้ว่าขุนนางจะเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่แล้ว เจ่าไห่ก็ยังรู้สึกแปลกๆ ตระกูลเพอร์เซลล์ได้รับการป้องกัน อย่างเต็มที่ในครั้งนี้ แต่เจ่าไห่ก็ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยเพราะเขาไม่ได้เห็นทหารจาก ตระกูลอื่นๆ เลย
การเคลื่อยไหวของชาวเผ่าในครั้งนี้มันเป็นความลับเฉพาะพวกเขา พวกเขาตั้งใจจะมั่นใจว่า
พวกเขาจะต้องชนะในครั้งนี้ ดูเหมือนว่าจักรวรรดิอาร์ซูจะคิดว่าตระกูลเพอร์เซลล์สามารถเอาชนะสงครามในครั้งนี้ได้
จุดที่เจ่าไห่ออกมานั้นอยู่ไกลจากเมืองคาซ่ามาก ในเวลาเดียวกันรถม้าที่เขานั่งก็เป็นรถธรรมดามาก ดังนั้นจึงไม่มีใครสังเกตรถของเขา
ผู้คนเริ่มที่จะออกจากเมืองคาซ่าในตอนนี้ แต่พวกเขาส่วนใหญ่อยู่ในอันดับต่ําสุดของขุนนาง
พวกเขาเอาข้าวของของตัวเองและของทั้งตระกูลออกจากเมืองไป ในเวลาเดียวกันพวกไพร่ของเมืองก็ยังคงอยู่ นี่เป็นเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนถ้าพวกเขาออกไป
คุณสมบัติของไพร่เกือบทั้งหมดอยู่ในเมืองคาซ่า หากพวกเขาออกจากเมืองพวกเขาจะกลายเป็นผู้ลี้ภัยที่ไม่มีอะไรเลย เมื่อพวกเขามาถึงเมืองอื่นพวกเขาจะไม่มีชีวิต และถ้าพวกเขาไม่อดตายก็จะกลายเป็นทาส
พวกไพร่หวังว่ากองทัพของขุนนางจะสามารถขับไล่พวกชาวเผ่าออกไปได้ อย่างไรก็ตามพวก
เขาไม่รู้สงครามครั้งนี้มันจะเป็นยังไง
เมื่อเจ่าไห่มาถึงคฤหาสน์อีวานเขาส่งจดหมายไปทันที ในการเดินทางไปทุ่งหญ้าครั้งนี้ เจ่าไห่ไม่ได้พาชิวและซูกะไป เจ่าไห่ให้พวกเขาอยู่ที่ป้อมเหล็ก และสั่งให้พวกเขาช่วยกรีนเตรียมสถานที่ นี่เป็นเพราะเจ่าไห่กําลังวางแผนที่จะรับผู้ลี้ภัยเข้าสู่แดนทมิฬ
อย่างไรก็ตามเมื่อจ้าวไห่ไปที่เมืองคาซ่า เขาเรียกซูกะและชิวมาทันที ถ้าเจ่าไห่ไม่มีทั้งสองคนเขาก็จะไม่มีใครคอยช่วยเขา และเรื่องต่างๆมันก็จะยุ่งยาก
หลังจากที่ชิวส่งจดหมายไป เขาใช้เวลาไม่นานนักก่อนที่แม่บ้านของคฤหาสน์จะออกมาและเชิญเจ่าไห่เข้าทางประตูหลัง
เมื่อเจ่าไห่มาถึงภายในคฤหาสน์และออกจากรถ อีวานก็รอต้อนรับเขาอยู่ อีวานเดินไปที่เจ่าไห่ และพูดว่า “เยี่ยมมากจริงๆ เจ่าไห่ตอนนี้ตระกูลบูดาอยู่ในระดับสูงสุดแล้ว เจ้าทําให้ลุงอิจฉา” เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ลุงก็พูดเกินไป ข้ามาที่นี่ก็เพื่อดูว่าพวกชาวเผ่าจะโจมตีอย่างไร” เมื่ออีวานได้ยินเจ่าไห่หน้าที่กําลังยิ้มของเขาก็หายไปทันที เขาหันหน้าของเขาไปที่เจ่าไห่ และพูดว่า “มาเข้าไปคุยในห้องนั่งเล่นกันเถอะ” จากนั้นเขาก็เชิญเจ่าไห่เข้าไปข้างในและนั่งกับ เขาในห้องนั่งเล่น เขายังมีคนรับใช้ให้เสิร์ฟชาพวกเขาด้วย ในเวลาเดียวกันมีก็มีทหารคอยเฝ้าประตู
หลังจากนั่งลงอีวานถอนหายใจแล้วพูดว่า “ตระกูลเพอร์เซลล์เพอร์เซลล์ของข้าอาจจะถึงช่วงเวลาสุดท้ายแล้ว”
เจ่าไห่ขมวดคิ้วของเขาแล้วพูดว่า “ลุงอีวาน เมื่อข้ามาที่นี่ข้าสังเกตเห็นว่าขุนนางบางคนกําลังหนีไป ในเวลาเดียวกันข้าไม่เห็นกองทัพอื่นที่อยู่ข้างๆ ท่านเลยจักรวรรดิอาร์ซูตัดสินใจที่จะไม่สนับสนุนท่านเลยเหรอ?”
อีวานพูดขึ้นทันที “อย่าพูดถึงไอ้พวกนั้นกับข้า ตั้งแต่เวลาที่เจ้าช่วยข้าพวกไอ้พวกจักรวรรดิอาร์ซูก็เริ่มที่จะทําลายข้า แต่ข้าก็ทนอยู่ถึงตอนนี้เมื่อข้าได้รับข่าวเกี่ยวกับการโจมตีของชาวเผ่า
ข้าได้ส่งจดหมายไปยังเมืองหลวงเพื่อขอการสนับสนุน แต่ข้าไม่ได้คิดว่าไอ้พวกนั้นจะปฏิเสธพวกมันบอกข้าว่าจักรวรรดิขาดกองทัพเป็นเวลานานแล้ว พวกเขาบอกว่าหากพวกชาวเผ่าโจมตี ก่อนที่กองกําลังจะมาถึงข้าก็จะต้องต่อต้านต่อไปเรื่อยๆ”
เจ่าไห่ขมวดคิ้วเขาไม่ได้คิดว่าจักรวรรดิอาร์ซูจะทําสิ่งนี้ได้จริง พวกเขาจะเล่นกับความเป็นอยู่ของจักรวรรดิเลยเหรอ? ทําไมพวกเขาถึงท่าเช่นนี้?
เจ่าไห่ขมวดคิ้วแล้วมองไปที่อีวาน “ลุงอีวานพวกเขาพูดอย่างนั้นจริงๆ เหรอ? พวกเขาไม่รู้หรอกหรือว่าพวกชาวเผ่ากําลังวางแผนที่จะทําลายล้างอาณาจักรจักรวรรดิอาร์ซูพวกเขาบ้าไปแล้วเหรอ?”
อีวานไม่รู้จะต้องทํายังไงแต่ก็พูดว่า “ตั้งแต่ที่ข่าวไม่ดีเกี่ยวกับกิลแห่งความสว่างออกมา คนทั่วๆ ไปก็รู้กันดี แต่คนที่อยู่ข้างในเมืองก็ยังเชื่อว่าพวกเขาเป็นคนดี”
เจ่าไห่ไม่เชื่อในสิ่งที่เขาได้ยิน นักเวทย์คืออะไร? พวกเขาอยู่ในตําแหน่งที่ต่ําที่สุดในกิลแห่งความสว่างหากเปรียบเทียบกับขุนนางแล้วพวกเขาจะเป็นอันดับ 3 ของ ระดับที่ต่ําที่สุด ทําไมพวกเขาถึงยอมรับนักเวทย์เหล่านั้นมากกว่าท่าน? พวกเขาบ้าไปแล้วเหรอ?