Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 525 - คนรับใช้
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 525 - คนรับใช้
บทที่ 525 – คนรับใช้
ในตอนนี้พ่อค้าเหล่านี้รู้ว่าเจ่าไห่กําลังหมายถึงอะไร พวกเขารู้ว่าสิ่งที่เจ่าไห่พูดนั้นเป็นความ
จริง หลังจากสงครามระหว่างชาวเผ่าในทุ่งหญ้าและกิลแห่งความสว่างจบลง พ่อค้าเหล่านั้นจะถูกควบคุมโดยกิลแห่งความสว่าง และพวกเขาก็จะกลับมาทําการค้าในทุ่งหญ้าอย่างแน่นอน และคนเหล่านั้นก็จะมีความแข็งแกร่งมากเพราะได้รับการสนับสนุนจากกิลแห่งความสว่าง
อย่างที่เจ่าไห่เคยพูดว่าคนของกิลแห่งความสว่างไม่ได้รับการอนุญาตให้ขายอาหารในทุ่งหญ้า หากว่าพวกเขาตัดสินใจที่จะลดราคาสินค้า ทุกคนที่ไม่อยู่ในกลุ่มของพวกเขาจะพบกับความสูญเสียโดยที่ไม่มีทางเลือกเลย
แต่ถ้าพันธมิตรของพวกเขาก่อตัวขึ้นพวกเขาจะกลายเป็นกลุ่มที่ประเมินความแข็งแกร่งได้เลย ที่สําคัญที่สุดเลยคือพ่อค้าเหล่านี้สามารถใช้ความสัมพันธ์นี้เป็นวิธีการเข้าหากับตระกูลบูดาได้
แม้ว่าพวกเขาจะไม่สามารถทําการค้าในทุ่งหญ้าได้อีก แต่มันก็ดีพอกับพวกเขาที่จะได้ไปทําการค้าบนเกาะทองคําของเจ่าไห่ ตอนนี้เกาะแห่งทองคําเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมาแล้ว พ่อค้าคนไหนที่ได้ไปทําการค้าที่นั่นก็พบเจอกับความั่งคั่งจากชื่อเสียงของเกาะ ยิ่งไปกว่านั้นเกาะทองคํายังปลอดภัยกว่าทุ่งหญ้าแห่งนี้มาก
เจ่าไห่มองดูท่าทางของพวกเขาและไม่ได้พูดอะไรเลย เจ่าไห่ต้องการให้ทางเลือกแก่พ่อค้าเหล่านี้ เจ่าไห่ยังเชื่อว่าคนเหล่านี้สามารถทําการค้ากับชาวเผ่าในทุ่งหญ้า ภายในเมืองบีสก็อดได้
แน่นอนว่าพ่อค้าก็มองหน้ากันก่อนที่พวกเขาจะพยักหน้า จากนั้นหนึ่งในพ่อค้าก็หันไปหาเจ้าไห่และพูดว่า “นายน้อยเจ่าไห่ พวกข้าเห็นด้วยกับพันธมิตรที่ท่านพูด ท่านจะเป็นผู้นําของพวกเรา ท่านมีกฏอะไรบ้าง?”
เจ่าไห่ยิ้ม เขาไม่คิดว่าพ่อค้าเหล่านี้จะเชื่อเขาง่ายขนาดนี้ มันทําให้เขาประหลาดใจมาก เจ่าไห่ตอบกลับทันทีว่า “ที่จริงแล้ว ตระกูลของข้าเป็นพันธมิตรทางการค้าอย่างสมบูรณ์ ข้าหวังว่าทุกคนจะแจ้งข่าวนี้ไปถึงคนอื่นๆ นอกจากนี้หากมีสินค้าที่ไม่มีใครซื้อและในขณะที่มีคนซื้อสินค้า แต่ไม่มีสินค้าไม่เพียงพอที่จะขาย ข้าก็หวังว่าที่พวกท่านเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกันพวกเราทุกคนจะต้องสร้างประโยชน์ร่วมกัน และกําไรที่จะได้รับก็ขึ้นอยู่กับขอตกลงที่คุยกันตอนนั้น นอกจากนี้
หากมีใครที่ต้องการทําลายกับพวกเราคนใดคนหนึ่ง ข้าก็หวังว่าทุกคนจะช่วยเหลือกันจัดการกับคนเหล่านั้น ด้วยวิธีนี้มันจะทําให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนเห็นด้วยกับข้าไหม?”
เมื่อพ่อค้าได้ยินสิ่งที่เจ่าไห่พูด พวกเขาทั้งหมดก็คํานับเจ่าไห่ ตอนนี้พวกเขาเชื่อว่าเจ่าไห่ต้องการเป็นพันธมิตรกับพวกเขาจริงๆ แน่นอนว่าคิดถามของพ่อค้าก่อนหน้านี้เป็นเพียงการ
ทดสอบ พวกเขาต้องการดูว่าเจ่าไห่ต้องการเพียงแค่จะเอาผลประโยชน์จากการเป็นพันธมิตรหรือไม่? ตอนนี้ที่พวกเขามองเจ่าไห่ก็คือเจ่าไห่พยายามที่จะให้พวกเขาได้รับผลประโยชน์และเจ่าไห่
ก็ต้องการให้พวกเขาช่วยเหลือซึ่งกันและกันจริงๆ
พ่อค้าคนที่พูดกับเจ่าไห่ยกแก้วขึ้นมาและพูดว่า “เอาล่ะ เราจะทําสิ่งที่ทําตามสิ่งที่ท่านเสนอมา ข้าชื่อว่ามิลตันมาจากตระกูลแกง แล้วชื่อของพันธมิตรเราจะชื่อว่าอะไรงั้นเหรอ?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ชื่อมันไม่ได้สําคัญเลย แต่พวกเราก็จะเรียกมันว่า พันธมิตรการค้า ข้าหวังว่าพันธมิตรของเราจะไม่อยู่แต่ภายในทุ่งหญ้าเท่านั้น แต่เมื่อกลับไปยังดินแดนของเราแล้ว
พวกเราก็ยังคงต้องเป็นพันธมิตรต่อกัน หากว่ามีปัญหาพวกเราทุกคนก็ควรทําทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือทุกคนที่พบกับเรื่องล่าบาก”
พ่อค้ามองหน้ากันแล้วก็พยักหน้า จากนั้นมิลตันก็หันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “เรายอมรับการจัดตั้งพันธมิตรนี้ เพราะว่ามันเป็นผลประโยชน์กับเราโดยที่ไม่มีอันตราย แต่เราก็กลัวว่าท่านจะต้องได้รับความสูญเสียไปบ้าง
เจ่าไห่หัวเราะแล้วพูดว่า “ไม่เป็นไร ประโยชน์การเป็นพันธมิตรกับตระกูลบูดาของข้าก็ไม่ใช่เล็กๆเลยทุกคนน่าจะรู้ว่าตระกูลบูดาของเรายังคงเป็นตระกูลที่เกิดขึ้นใหม่ แต่นี่มันก็เป็นความ
สัมพันธ์กับตระกูลบูดาของเรา และพวกท่านก็จะได้รับผลประโยชน์มากมาย”
เมื่อมิลตันได้ยินเจ่าไห่ เขาก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาก เขายกแก้วของเขาขึ้นและพูดว่า “ท่านสามารถวางใจได้เลย หลังจากนี้ตระกูลแกงของข้าจะเป็นคนของตระกูลบูดา ถ้าหากว่าท่านต้องการอะไรท่านก็สามารถมาหาเราได้เลย”
เจ่าไห่มองด้วยความว่างเปล่า เจ่าไห่ไม่คิดว่ามิลตันจะพูดเช่นนี้ ในขณะที่เจ่าไห่ยังคงตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นคนอื่นๆ ก็ยกแก้วของพวกเขาและทีละคนก็พูดในเรื่องเดียวกับมิลตัน คนเหล่านี้ ล้วนเป็นผู้เฒ่าในตระกูล ดังนั้นพวกเขาจึงมีอํานาจในการตัดสินใจในเรื่องต่างๆด้วยตัวเองได้ทันทีเลย
เจ่าไห่ไม่ค่อยเข้าใจว่าทําไมพวกเขาถึงทําแบบนี้ หากว่าพวกเขาเป็นคนของตระกูลบูดา สิ่งที่พวกเขาสามารถจัดการได้ก็จะหายไป ถ้าพวกเขารู้อย่างนั้นพวกเขาอาจจะไม่ตัดสินใจที่จะทําเช่นนี้แน่ๆ
อันที่จริงนี่ก็แสดงให้เห็นว่าเจ่าไห่ยังไม่เข้าใจสถานการณ์ในทวีปว่าเป็นยังไง ในทวีปนี้ทุกคนมีตระกูลของตัวเอง แม้ว่าตระกูลคนรับใช้เหล่านั้นจะเป็นต้องฟังขุนนางที่ใหญ่กว่า แต่พวกเขาก็จะได้รับประโยชน์มากมายจากการเป็นคนรับใช้ พวกเขาสามารถมีขุนนางผู้ยิ่งใหญ่จัดการปัญหาที่พวกเขาไม่สามารถจัดการได้ สําหรับตระกูลที่อยู่ในระดับกลางนี่เป็นเรื่องใหญ่มาก
แม้ว่าตระกูลบูดายังคงเป็นตระกูลที่พึ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่ความแข็งแกร่งที่พวกเขามีก็คือการเอาคนอื่นมาอยู่ด้วยได้ นอกจากนี้เจ่าไห่ยังเป็นลูกเขยของตระกูลแคลซีรวมถึงจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโรเซ่นอีกด้วยและตระกูลบูดาก็ยังเป็นพันธมิตรกับตระกูบครูน ตอนนี้พวกเขามีโอกาสที่ดี
พวกเขาจึงไม่มีทางปล่อยมันผ่านไปแน่ๆ
เจ่าไห่มองมิลตันและคนอื่นๆ แล้วก็พูดว่า “เอาล่ะ ข้าจะดูแลทุกคนต่อจากนี้ไป พวกท่านทุกคนเป็นคนของตระกูลบูดาแล้ว”
มิลตันและคนอื่นๆ แสดงให้เห็นถึงความสุขประโยชน์ที่พวกเขาเพิ่งได้รับนั้นเป็นเรื่องที่ดีมาก
พ่อค้าทุกวางแก้วลงทันทีเมื่อพวกเขายืนขึ้นและพูดทักทายเจ่าไห่ จากตอนนี้ต่อไปพวกเขาเป็นคนรับใช้ของเจ่าไห่แล้ว
เจ่าไห่ยังได้รับการยกย่องจากพ่อค้าเหล่านั้นอีกด้วย ตอนนี้เจ่าไห่มีมิลตันและคนอื่นๆ เป็นคนของเขาแล้ว ดังนั้นเจ่าไห่จะต้องจัดพิธีเพื่อให้เป็นทางการที่สุด
หลังจากที่มิลตันและคนอื่นๆ ทําความรู้จักกับเจ่าไห่เสร็จ เจ่าไห่ก็ให้พวกเขานั่งลง หลังจากนั้นเขาก็พูดว่า “ข้าไม่ได้อยู่ในทุ่งหญ้าตลอดเวลา ถ้าท่านมีอะไรจะถามท่านก็สามารถไปพบอาไทได้เลย และเขาจะบอกเรื่องที่พวกท่านพูดมาถึงข้า จริงสิข้ายังมีเรื่องที่จะต้องพูดกับทุกคน
มิลตันพูดทันทีว่า “นายน้อยเจ่าไห่ ท่านมีอะไรจะบอกก็โปรดบอกเราด้วย”
เจ่าไห่โบกมือแล้วพูดว่า “ข้าไม่ได้ต้องการอะไรจากพวกท่าน ข้าต้องการช่วยเหลือพวกท่าน ทุกคนน่าเอาสินค้ามากมายมาในครั้งนี้ และพวกท่านไม่มีทางรู้เรื่องว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อชาวเผ่า
ในทุ่งหญ้าไล่พวกท่านทั้งหมดออกไปสินค้าเหล่านั้นทั้งหมดจะพูดทิ้งไว้ที่นี่ ข้าต้องการซื้อสินค้า ทั้งหมดของพวกท่าน แต่ข้าก็จะไม่ซื้อสินค้าในราคาที่สูงเกินไป พวกท่านอาจจะต้องสูญเสียเล็กน้อย นอกจากนี้ข้าจะใช้บัตรคริสตัลในการทําการค้าท่านคิดอย่างไร?”
มิลตันมองเจ่าไห่อย่างมีความสุขอย่างเห็นได้ชัด เขายังตอบเจ่าไห่อีกว่า “ท่านช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ เราเห็นด้วยอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามท่านจะไม่สูญเสียมากเกินไปงั้นเหรอ?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “เจ้าไม่เห็นธง 3 ธงนอกเต็นท์งั้นเหรอ? ธงเหล่านั้นที่ข้ามีพวกเขาจะไม่ไล่ขาออกไปจากที่นี่อย่างแน่นอน”
มิลตันและคนอื่นๆ มองเจ่าไห่ พวกเขาไม่รู้ความหมายของธงทั้ง 3 นี้สิ่งเดียวที่พวกเขารู้ก็คือพวกมันเป็นธงของชนเผ่า พวกเขาไม่เข้าใจว่าการมีธงของเจ่าไห่ทําให้เขาไม่ถูกไล่ออกไปจริงเหรอ
เจ่าไห่มองท่าทางของพวกเขาที่กับสับสนอยู่ ทันใดนั้นเจ่าไห่ก็จําได้ว่ามีคนไม่มีที่รู้เกี่ยวกับธงของชนเผ่าเหล่านี้ ดังนั้นมันก็เป็นไปได้ที่พวกเขาอาจจะไม่รู้จักธงที่เจ่าไห่มี
จากนั้นเจ่าไห่ก็มองมิลตันและคนอื่นๆ พร้อมกับพูดว่า “ธงเหล่านั้นไม่เหมือนกับธงของพวกเจ้า ข้าแน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ไล่ข้าออกไป ดังนั้นเจ้าก็สามารถขายสินค้าเหล่านั้นให้ข้าได้ มั่นใจได้เลยว่าพวกเจ้าจะไม่ต้องสูญเสียมากเกินไป”
มิลตันและคนอื่นๆ พยักหน้าพวกเขารู้สึกว่ากําแพงขนาดใหญ่ในหัวใจของพวกเขาลดลงในที่สุดตอนนี้พวกเขาก็รู้สึกขอบคุณเจ่าไห่มากๆ อาจเป็นเพราะถ้าเจ่าไห่ไม่ทําเช่นนี้การสูญเสียของพวกเขาก็จะสูงมากแน่นอน
เมื่อเขาเห็นว่ามิลตันและคนอื่นพยักหน้า เจ่าไห่ก็ยิ้มและเชิญพวกเขาให้นั่งลงอีกครั้ง จากนั้น เขาก็หยิบไวน์นมที่เขาท่าและเอามาวางไว้บนโต๊ะ
นี่เป็นครั้งแรกที่คนเหล่านี้ได้ชิมไวน์นี้ พวกเขาก็รู้ทันทีว่าสถานะของเขาไม่เพียงพอที่จะได้ดื่มเลย และด้วยความจริงที่ว่าไวน์นี้เป็นไวน์ที่หายากมาก ยิ่งทําให้พวกเขาไม่มีโอกาสได้ดื่มเลยจริงๆ
เวลาที่พวกเขาใช้กินอาหารก็ 2 ชั่วโมงแล้วก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไป หลังจากนั้นเจ่าไห่ก็ให้อาไทไปหาพ่อค้าเหล่านั้นและซื้อสินค้าจากพวกเขา นี่จะช่วยให้พ่อค้าออกจากเมืองบีสก็อดได้เร็วที่สุด
พ่อค้าเหล่านี้รู้เรื่องอยู่แล้วดังนั้นพวกเขาจึงไม่คัดค้านเจ่าไห่ ถ้าหากพวกเขาไม่ต้องการขายให้มากที่สุดเท่าที่จะทําได้ เพื่อชดเชยความสูญเสียพวกเขาก็ออกไปจากทุ่งหญ้าตั้งนานแล้ว
สงครามระหว่างชาวเผ่าและคนต่างแดนก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ พวกเขาอาจจะเป็นอันตรายหากอยู่ที่นี่นานเกินไป
พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องอยู่ที่นี่ก่อน พวกเขาส่วนใหญ่พึ่งพาผลกําไรของสินค้าเหล่านี้เพื่อดูแลตระกูลของพวกเขา หากพวกเขาไม่สามารถเอาทุนคืนมาได้ ในอนาคตของพวกเขาจะต้องพบกับเรื่องที่เลวร้ายอย่างแน่นอน
เจ่าไห่และคนอื่นๆ ได้ตัดสินใจเรื่องราคาไว้ล่วงหน้าแล้ว แม้ว่าราคาจะถูกกว่าการขายให้กับชาวเผ่ามาก แต่ก็ไม่ได้ต่ําไปจนเกินไป แม้ว่าพวกเขาจะเจอกับความสูญเสีย พ่อค้าก็ยังคงพอใจมาก ท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างชาวเผ่าและคนจากต่างแดนผลที่พวกเขาได้รับตอนนี้เป็นสิ่งที่โชคดีสําหรับพวกเขาแล้ว
เจ่าไห่กลับไปที่บ้านของเขาแล้วก็ดื่มน้ําจากมิติหลายแก้ว จากนั้นเขาก็เล่าเรื่องของคนรับใช้
ให้ลอร่าและคนอื่นๆฟัง
หลังจากพวกเธอฟัง ลอร่าก็ยิ้มและบอกกับเจ่าไห่ว่า “แม้ว่าเราจะสูญเสียไปบ้างเล็กน้อย หลังจากที่พวกเขาเป็นคนรับใช้ของเรา แต่มันก็เป็นการพัฒนาที่ดีของตระกูลของเรา”
เมแกนพยักหน้าและพูดว่า “สินค้าเหล่านั้นมีราคาถูกในตอนนี้ แต่ถ้าหากหลังจากนี้ไปพวกเขาจะไม่มองว่าเราเป็นคนขี้โกงงั้นเหรอ?”
ลิซซี่ยิ้มและพูดว่า “ฉันคิดว่าพวกเขาจะเห็นว่าพี่ไห่ทําหน้าที่ได้ดี ดังนั้นพวกเขาจึงต้องการถามเพื่อทดสอบให้ก่อน แล้วพวกเขาก็ไม่ได้คิกว่าเจ่าไห่เห็นด้วยกับพวกเธอ”
เจ่าไห่มองไปที่ทั้ง 3 เขาไม่เข้าใจจริงๆ เห็นได้ชัดเผ่าบูดาเป็นฝ่ายที่ได้รับคนรับใช้ แต่จากสิ่งที่ลอร่าและคนอื่นๆ พูดดูเหมือนว่าพ่อค้าจะได้รับสิ่งที่ดีมากมาย
ลอร่ารู้ว่าเจ่าไห่ไม่ค่อยรู้เรื่องของขุนนางมากนัก ดังนั้นเธอจึงมีอิสระที่จะอธิบายให้เขาฟัง
ขุนนางได้รับการจัดอันดับปานกลางให้เป็นคนรับใช้ถึงขุนนางผู้ยิ่งใหญ่มันไม่ใช่สิ่งที่น่าอับอาย
ในทางตรงกันข้ามมันก็เป็นสิ่งที่ดี หลังจากกลายเป็นคนรับใช้ตระกูลเหล่านี้จะสามารถทําบางสิ่งได้ง่ายกว่าเมื่อพวกเขายังคงเป็นอิสระ
ยิ่งไปกว่านั้นถ้ามีคนทําให้พวกเขามีปัญหาในภายหลังพวกเขาสามารถขอให้ขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ทําหน้าที่แทนพวกเขาได้ การเป็นคนรับใช้ก็เหมือนอยู่ภายใต้การคุ้มครองของขุนนางที่ยิ่งใหญ่
ประโยชน์เช่นนี้หายากมาก
พวกเขาเป็นคนที่มีระดับกลางแต่ก็มีประโยชนมากต่อเรา แต่เราก็อาจจะต้องเสียบางอย่างไปเพื่อพวกเขา
หลังจากฟังลอร่าแล้ว เจ่าไห่ก็เข้าใจเรื่องนี้ทันที อย่างไรก็ตามเขาไม่เสียใจที่ตัดสินใจรับมิลตันและคนอื่นๆ มาเขารู้ว่าปัจจุบันหน่วยข่าวของตระกูลบูดาอยู่ในระดับที่ไม่ดีนัก ข่าวทั้งหมดของพวกเขามาจากตระกูลแคลซี ตอนนี้เขามีมิลตันและคนอื่นๆ ในตระกูลบูดาสามารถมีเครือข่ายข่าวกรองของตัวเองได้แล้ว การจัดการเรื่องต่างๆ ในอนาคตจะสะดวกขึ้นมากของตระกูลแคลซีเสมอ สิ่งนี้จะทําให้ต้องก้มหัวให้ตระกูลแคลซีและเจ่าไห่ก็ไม่ต้องการสิ่งนั้น ดังนั้นเจ่าไห่จึงวางแผนที่จะสร้างอิทธิพลของเขาเอง
มิลตันและคนอื่นๆ จะช่วยให้เขาบรรลุเป้าหมาย แม้ว่ามิลตันและคนอื่นๆ จะไม่ใช่ตระกูลที่แข็งแกร่ง แต่คนเหล่านี้มาจากส่วนต่างๆของทวีป ตราบใดที่พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากตระกูลบูดา พวกเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้น จากนั้นพวกเขาก็จะสามารถสร้างอิทธิพลของตัวเองอย่างช้าๆ ซึ่งตระกูลบูดาจะอยู่ในศูนย์กลาง ด้วยสิ่งนี้ตระกูลบูดาก็จะเริ่มมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และจะค่อยๆแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ๊าย…บาย