Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 524 - พันธมิตร
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 524 - พันธมิตร
บทที่ 524 – พันธมิตร
(เนื่องจากแอดมินก.ไก่ได้แจ้งมาว่ามีนักอ่านแจ้งว่าแปลงงๆ ผู้แปลต้องขออภัยด้วยนะครับ จะทําให้ดีกว่าเดิมครับ)
หลังจากที่เจ่าไห่รู้ว่าพ่อค้าเหล่านั้น ไม่สามารถขายสินค้าของพวกเขาได้ เจ่าไห่ตัดสินใจทันที ว่าเขาจะซื้อสินค้าเหล่านั้นทั้งหมด แน่นอนว่าเจ่าไห่ไม่ได้ตั้งใจที่จะซื้อสินค้าเหล่านั้นในราคาที่สูงอยู่แล้ว เจ่าไห่จะให้พ่อค้าเหล่านั้นเสียหายในราคานิดหน่อย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเจ่าไห่จะกดราคาพวกเขาอย่างนี้ แต่พ่อค้าเหล่านั้นก็รู้สึกขอบคุณเจ่าไห่
ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ่าไห่จะได้รู้เรื่องเกี่ยวกับชนเผ่าที่ทุ่งหญ้ามากขึ้น เมื่อชนเผ่าประกาศสงครามกับคนจากต่างแดน พวกเขาจะไล่พ่อค้าเหล่านี้ออกไปทั้งหมด ซึ่งเมื่อเกิดเรื่องนี้ขึ้นจริงๆ
พ่อค้าเหล่านี้ก็จะทิ้งสินค้าของพวกเขาไว้ จากนั้นมันก็จะทําให้ชนเผ่าเลือกว่าพวกเขาจะขโมยสินค้าเหล่านั้นไหม
แต่จากเหตุการณ์ที่เคยผ่านมาพวกชนเผ่าในทุ่งหญ้าจะไม่แตะต้องกับสินค้าเหล่านั้น พวกเขาจะปล่อยให้มันเน่า และด้วยความอยู่รอดของชนเผ่าพวกเขาจะใช้อาวุธของพวกเขาและโจมตีคนจากต่างแดน ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่อย่างไรก็ตามพวกเขาจะไม่แตะต้องสิ่งของที่เหลืออยู่ในเมืองบึสก็อด นี่เป็นหนึ่งในมุมมองที่แปลกประหลาดและน่านับถือของชนเผ่ามาก
เจ่าไห่ก็รู้เหมือนกันว่าถ้าหากชนเผ่าในทุ่งหญ้าไล่พวกเขาออกไป พ่อค้าเหล่านั้นก็ต้องพบกับความทุกข์เหมือนกัน
เผ่าในทุ่งหญ้าส่วนใหญ่ทําการค้ากับพ่อค้าโดยผ่านสัตว์เวทย์ และพ่อค้าเหล่านั้นก็จะน่าเอาสินค้ามาแลกสัตว์เวทย์เพื่อนํากลับไปยังดินแดนของพวกเขาเพื่อทําการแปรรูป ซึ่งมันก็จะทําให้ราคาของมันหรือกําาไรที่พวกเขาจะได้รับเพิ่มมากขึ้น
หากว่าพวกชนเผ่าในทุ่งหญ้าเริ่มไล่พวกเขาออกไป นั่นก็หมายความว่าสงครามใกล้เข้ามา
แล้ว หากพวกเขานําเอาสัตว์เวทย์ไปด้วยมันก็จะเป็นเรื่องยากมากที่พวกเขาจะกลับไปยังดินแดนของพวกเขาได้ แม้ว่าพวกเขาจะสามารถนําเอาเงินออกไปได้ แต่เงินที่พวกเขาจะต้องจ่าย
ระหว่างเดินทางมันก็มากพอสมควร ซึ่งมันก็ทําให้พวกเขาเสียเปรียบมากใครๆ ก็บอกว่าสงครามในครั้งนี้คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็น่าจะเป็นพ่อค้าเหล่านี้ พวกเขาต้องสูญเสียเงินเป็นจํานวนมาก
ด้วยเหตุนี้เจ่าไห่จึงวางแผนที่จะทําการค้ากับพ่อค้าเหล่านี้โดยใช้เงิน ตอนนี้เจ่าไห่มีเงินจํานวนมากอยู่ในมือของเขา ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ่าไห่จะเป็นผู้ชายที่รวยมากๆ
ตอนนี้เจ่าไห่อยู่ในเมืองบีสก็อดมาเกือบ 10 วันแล้วและในช่วง 10 วันที่อ่านมากข่าวลือเกี่ยวกับกิลแห่งความสว่างและปัญหาการขาดแคลนอาหารก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วเมือง ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าตอนนี้เผ่าแต่ละเผ่าก็เตรียมการโจมตีแล้ว
แต่ถึงแม้ว่าข่าวนี้จะถูกปิดไปแล้วก็ตาม แต่พวกชาวเผ่าในเมืองบีสก็อดก็ยังไม่ได้ไล่พ่อค้าออกไป นี่มันหมายความว่าชนเผ่าในทุ่งหญ้ายังไม่ได้ตัดสินใจที่จะโจมตี อย่า’ไรก็ตามทุกคนรู้ว่า มันจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้แน่นอน
ตอนนี้พ่อค้าที่อยู่ในเมืองบีสก็อดรู้สึกเหมือนพวกเขาเป็นมดที่อยู่ในหม้อไฟ พวกเขารู้ว่าเวลาที่ชนเผ่าให้กับพวกเขามันกําลังจะหมดลงแล้ว
ในตอนนี้เจ่าไห่ก็เดินหน้าต่อไป เขาบอกให้อาไทเชิญพ่อค้ามาที่ร้านลิลลี่ จากนั้นเขาก็บอกลอร่ากับคนอื่นๆ ให้เตรียมอาหาร ขณะที่เจ่าไหคุยเรื่องการค้าของพวกเขา
ไม่นานนักพ่อค้าก็ตามอาไทมาที่ร้านลิลลี่ ที่จริงแล้วพวกเขาไม่ได้สนใจอาไท แต่พวกเขาไม่กล้าที่จะหักหน้าของเจ่าไห่
เจ่าไห่เป็นผู้เฒ่าของตระกูลบูดา เขามีชื่อเสียงมากในดินแดนของเขา โดยปกติแล้วชื่อเสียงนี้
เกิดจากความเมตตาและความโหดของเขา
พ่อค้าเหล่านั้นรู้ดีว่าคนที่ตายเพราะเจ่าไห่มีประมาณหลายแสนแล้ว แค่คิดเกี่ยวกับจํานวนนี้ก็ไม่มีใครกล้าแล้ว เมื่อเจ่าไห่เชิญพวกเขา ไม่มีใครกล้าเลยที่จะไม่ไปตามคําเชิญของเจ่าไห่
พ่อค้าเหล่านั้นเดินตามอาไทไปยังร้านค้า ในขณะเดียวกันเจ่าไห่ก็ยืนรอพวกเขาอยู่ในร้าน
เมื่อเจ่าไห่เห็นพ่อค้าเหล่านั้น เขาก็เดินไปข้างหน้าทุกคนทันที เจ่าไร่ค่านับพ่อค้าเหล่านั้นและพูดว่า “ข้าคือเจ่าไห่แห่งตระกูลบูดา ขอต้อนรับพวกท่านทุกคน”
เจ่าไห่มองพ่อค้าเหล่านั้น เมื่อมองดูแล้วเจ่าไห่ก็รู้ทันทีว่าพ่อค้าเหล่านี้น่าจะอยู่ในระดับปานกลางในทวีป เจ่าไห่เองไม่อาจจะไว้ใจขุนนางที่มีความยิ่งใหญ่ได้ และตอนนี้เจ่าไห่ก็เชิญให้พวกเขาเข้าเป็นพันธมิตรกับเขา
สถานะของพ่อค้าเหล่านี้แตกต่างจากของเจ่าไห่มาก พวกเขาไม่กล้าแม้แต่จะให้เจ่าไห่ค่านับพวกเขา พวกเขาทุกคนพร้อมใจกันที่จะคํานับเจ่าไห่กลับ
เจ่าไห่มองไปที่พ่อค้าทุกคนด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “ข้าอยู่ในเมืองบีสก็อดมา 10 วันแล้ว แต่เนื่องจากข้ายังมีเรื่องอีกมากที่ต้องจัดการ ข้าเลยต้องเชิญพวกท่านมาในวันนี้ ข้าไม่ได้มีอะไรมาก
ที่ข้าเชิญพวกท่านมาในวันนี้ก็เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในเมื่อพวกเราก็เป็นพ่อค้าของเมืองนี้เหมือนกัน”
แม้ว่าพ่อค้าเหล่านี้จะเคยได้ยินชื่อเสียงของเจ่าไห่มาก่อน แต่พวกเขาเองก็ไม่เคยเจอกับเจ่าไห่เป็นการส่วนตัวเลย ซึ่งในคุณสมบัติของพวกเขาทั้งหมดในทวีป พวกเขาไม่มีพอที่จะสมควรพบกับเจ่าไห่
และก็เพราะเหตุนี้พวกเขาก็เลยไม่รู้ว่าจริงๆ แล้วเจ่าไห่เป็นคนแบบไหนกันแน่ สําหรับคนอื่นๆ ในปัจจุบันมองว่าเจ่าไห่เป็นนักเวทย์แห่งความมืดที่สังหารคนมามากแล้ว มันก็เลยทําให้ความคิดของพวกเขาที่มีต่อเจ่าไห่มีแต่ภาพที่ไม่ดีเลย เขาเป็นเหมือนกันฆาตกร
อย่างไรก็ตามเจ่าไห่ที่พวกเขาเห็นในครั้งนี้ ตรงกันข้ามกับที่พวกเขาคิดไปอย่างสิ้นเชิง แม้เจ่าไห่จะเป็นชายที่ดูธรรมดา แต่เขาก็มีรอยยิ้มที่อบอุ่นมากๆ และอีกสิ่งเลยก็คือออร่าของเขาทําให้พวกเขาเห็นว่าเจ่าไห่เป็นคนที่นิสัยดีมากโดยที่พวกเขาไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ํา
พ่อค้าเหล่านี้กําลังคิดว่าเจ่าไห่เป็นเหมือนนักต้มตุ๋น เทพแห่งความตามที่สามารถฆ่าผู้คนนับไม่ถ้วนจะมีรอยยิ้มที่อบอุ่นได้ยังไง? นี่มันเป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่พ่อค้าเหล่านี้คิด มันทําให้พวกเขาตกใจกับสิ่งที่เห็นมาก
เจ่าไห่ไม่ได้สนใจท่าทางของพ่อค้าเหล่านี้เลย เจ่าไห่แค่มองและพูดว่า “ทุกท่านได้โปรดเข้ามาก่อน ข้าได้เตรียมไวน์สําหรับพวกท่านแล้ว ข้าขอเชิญพวกท่านมาดื่มกับข้าสัก 2-3 แก้ว”
พ่อค้าหลุดออกจากความคิดของพวกเขา และขอบคุณเจ่าไห่ทันที พวกเขาเข้าไปในบ้านกับเจ่าไห่ นอกจากนี้ยังมีอาหารอยู่มากมาย และอาหารที่สําคัญเลยก็คือบาร์บีคิวของเคซี่ หรือภรรยาของอาไท
ตอนนี้ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้แล้ว เจ่าไห่เชิญพ่อค้ามานั่งที่โต๊ะ อาไทก็นั่งลงเหมือนกัน โดยปกติแล้วลอร่าและคนอื่นๆ ก็ไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย คนจากต่างแดนและชาวเผ่านั้นมีความแตกต่างกัน หากว่าลอร่าและคนอื่นๆ อยู่ด้วยพ่อค้าเหล่านี้ก็อาจจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ไม่เพียงแต่พวกพ่อค้าเท่านั้น พวกผู้หญิงก็อาจจะรู้สึกไม่สบายใจด้วยเช่นกัน
หลังจากที่ทุกคนนั่งลงอาไทก็เริ่มดื่มไวน์ที่อยู่ตรงหน้าของตนเอง ไวน์นี้เป็นไวน์แดงธรรมชาติ
และไม่ใช้ไวน์นมที่ชาวเผ่าดื่มกันทั่วไป
หลังจากดื่มไวน์ไปสักพักแล้ว เจ่าไห่ก็ยกแก้วของเขาขึ้นและพูดว่า “การที่ได้พบทุกท่านในครั้งนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก เราทุกคนมาจากดินแดนเดียวกัน เราก็ควรช่วยเหลือซึ่งกันและกันในอนาคต มาดื่มกันเถอะ”
สถานะของพ่อค้าเหล่านี้ไม่ได้สูงมากนัก ดังนั้นมันก็ทําให้พวกเขาไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์กับคนที่มีสถานะเท่ากับเจ่าไห่ได้ ในความเห็นของพวกเขาเจ่าไห่เป็นคนที่พวกเขาไม่สามารถเจอได้โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ
ดังนั้นเมื่อพ่อค้าเหล่านี้ได้เห็นว่าเจ่าไห่พูดคุยกับพวกเขาเป็นมิตรมากๆ พร้อมกับกับการกินอาหารไปด้วยเจ่าไห่ก็ยังได้เสนอผลขนมปังให้กับพวกเขา ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นมากมันทําให้พ่อค้า
ทุกคนยกแก้วของพวกเขาขึ้นมา
จากนั้นพวกเขาดื่มไวน์ไปพร้อมๆ กันจากนั้นเจ่าไห่ก็ไม่ได้บอกให้พวกเขาดื่มต่อ จากนั้นเจ่าไห่ก็เชิญให้พวกเขากินอาหาร เจ่าไห่ยังบอกให้พวกเขากินบาร์บีคิวพร้อมกับผักที่เขาได้เตรียมไว้ด้วย เจ่าไห่อยู่กับคนมาจากดินแดนของเขา เขาจึงต้องให้พวกเขากินอาหารด้วย ถ้าหากว่าเจ่าไห่ให้พวกเขาดื่มแต่ไวน์พ่อค้าเหล่านี้ก็อาจจะไม่พอใจเจ่าไห่ได้
แม้ว่าสถานะของเจ่าไห่จะสูงกว่าพ่อค้าเหล่านี้มาก แต่เขาก็ไม่ได้อยากเป็นศัตรูกับพวกเขา
เจ่าไห่จึงไม่ต้องการทําให้พ่อค้าเหล่านี้ไม่พอใจเขา ในเวลาเดียวกันมันอาจจะไม่เป็นผลดีกับแผนการของเขาในการเป็นพันธมิตรหากพวกเขารู้สึกไม่ชอบเจ่าไห่
หลังจากกินไปสักพักเจ่าไห่ก็เริ่มรู้สึกอิ่มแล้ว เจ่าไห่พูดออกมาว่า “วันนี้ที่ข้าเชิญทุกท่านมาที่นี่ก็เพราะข้ามีเรื่องที่อยากจะคุยด้วย”
พ่อค้าเหล่านี้รู้ว่าเจ่าไห่จะไม่เชิญพวกเขามากินและดื่มโดยที่ไม่มีเหตุผล แต่มันก็ดีแล้ว พวกเขารอเวลานี้มานานแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่แปลกใจเมื่อเจ่าไห่พูดขึ้นมา
เจ่าไห่มองไปที่พวกเขาและพูดว่า “ตอนนี้พวกท่านมีช่วงเวลาที่เลวร้านใช่ไหม? ชาวเผ่าในทุ่งหญ้าและคนจากดินแดนของเรากําลังจะทําสงครามกันเร็วๆ นี้ข้ากลัวว่าอีกไม่นานชาวเผ่าจะต้องไล่พวกท่านกับไปยังดินแดนของเราแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นสินค้าของพวกท่านอาจจะต้องถูกทิ้งไว้ที่นี่”
เมื่อพ่อค้าเหล่านี้ได้ยินเจ่าไห่ พวกเขาก็แสดงความเศร้าออกมา พวกเขารู้ว่าสิ่งที่เจ่าไห่พูดนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่พวกเขาก็รู้ว่าพวกเขาไม่สามารถทําอะไรกับเรื่องนี้ได้
เจ่าไห่พูดต่อว่า “ข้าคิดว่าทุกท่านน่าจะรู้แล้วว่าทําไมพวกเราถึงต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบ
นี้ ข้าสามารถยืนยันได้ว่าข่าวลือที่พวกท่านได้ยินนั้นมันเป็นความจริงทั้งหมด เรื่องทั้งหมดมันเกิดจากกิลแห่งความสว่าง พวกเขาจะใช้โอกาสนี้เพื่อจัดการกับจักรวรรดิโรเซ่น ในเวลาเดียวกัน พวกเขาก็จะทําให้พวกท่านสูญเสียและพวกเขาก็จะเข้ามาเพื่อช่วยเหลือและให้พวกท่านไปอยู่กับพวกเขา”
พ่อค้านิ่งเงียบในขณะที่ฟังเจ่าไห่ แต่ในดวงตาของพวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงความโกรธของพวกเขา เมื่อมองดูท่าทางของพวกเขาเจ่าไห่รู้ว่านี่เป็นเวลาที่จะแสดงเจตนาของเขา ดังนั้นเจ่าไห่ก็เลยพูดต่อว่า “ทุกคนน่าจะรู้จักตัวข้าดี นอกจากนี้ท่านยังรู้เกี่ยวกับศัตรูของข้าด้วย ถ้าข้าบอกว่าข่าวลือนี้เป็นความจริงพวกท่านก็อาจจะไม่เชื่อ แต่คนที่สามารถยืนยันได้ก็คือชาวเผ่า และที่ข้าได้เชิญพวกท่านมาที่นี่ก็เพื่อสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน เพื่อที่พวกเราจะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกัน”
เมื่อพวกเขาได้ยินสิ่งที่เจ่าไห่พูโ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะมองเจ่าไห่ด้วยความว่างเปล่า ทุกคนต่างก็สับสนให้วิ่งที่เจ่าไห่พูด ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้เข้าใจในสิ่งที่เจ่าไห่พูดพันธมิตร? ด้วยความแข็งแกร่งของเจ่าไห่ เจ่าไห่จะต้องการเป็นพันธมิตรกับพวกเขาจริงๆเหรอ?
เจ่าไห่มองไปที่พวกเขาและพูดว่า “พวกเขาได้เห็นความแข็งแกร่งของกิลแห่งความสว่างแล้ว พวกเขาเพียงแค่สั่งออกมา พ่อค้าจํานวนมากก็ไม่สามารถค้าขายกับชาวเผ่าในทุ่งหญ้าได้ทันที
เห็นได้ชัดว่าอิทธิพลของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่มาก กิลแห่งความสว่างอาจใช้พ่อค้าเหล่านั้น เพื่อปกครองการค้าของทุ่งหญ้า ถ้าเราไม่สร้างพันธมิตรเราจะต่อต้านพวกเขาได้ยังไง? ข้าจึงต้องสร้างพันธมิตรขึ้นมาจริงๆ”
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ๊าย…บาย