Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 523 - สถานะการณ์
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 523 - สถานะการณ์
บทที่ 523 – สถานะการณ์
เจ่าไห่พอใจในจริยธรรมการทํางานของอาไทมากๆ อาจเป็นเพราะลักษณะท่าทางของเขา ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่สามารถอธิบายได้ว่าทําไมอาไทถึงมีความเจริญรุ่งเรืองที่นี่ นอกจากนี้เจ่าไห่ยังได้ยินจากอาไทอีกว่าเขาสามารถสร้างมิตรกับชาวเผ่าได้
แต่เจ่าไห่ก็ยังไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากนัก เขารู้ว่าชาวเผ่าเหล่านี้เตรียมพร้อมที่จะต่อสู้กับคนจากต่างแดน ซึ่งมันจะทําให้โอกาสของแผนที่อาไทได้วางไว้กับเผ่าเสือด่ามันจะไม่บรรลุอย่างที่พวกเขาต้องการ
อย่างไรก็ตามเจ่าไห่ก็ไม่ได้พูดอะไรเลย เพราะเขาไม่ต้องการที่จะลดความขยันของอาไท มันจะไม่ดีสําหรับเขาถ้าเจ่าไห่บอกเขา ถ้าเขารู้เช่นนั้นความกล้าที่เขามีมันจะหายไป
หลังจากกินอาหารแล้ว เจ่าไห่และคนอื่นๆ ก็ไม่ได้ไปไหน พวกเขาเข้าไปในบ้านอีกหลังที่อาไทจัดไว้ให้พวกเขาพัก ในเวลาเดียวกันภรรยาของอาไทก็ถามพวกเขาว่าจะดื่มชานมไหม
แม้ว่าจะมีชาจะเป็นชาธรรม แต่การที่ได้ดื่มชาหลังจากการกินเนื้อมันเป็นอะไรที่เข้ากันมากๆ
อีกอย่างเลยตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ทุ่งหญ้าชาธรรมดามันหายากมากๆ มันก็เลยทําให้ชาวเผ่าบ้างคน
ไม่เคยได้ดื่มมันเลย
เจ่าไห่ได้ทําการค้าหรือติดต่อกับชาวเผ่ามานานแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงคุ้นเคยกับการดื่มชานม เจ่าไห่จิบและถอนหายใจ “ข้าไม่มีโอกาสได้ดื่มชามากนัก ข้าอยากที่จะปลูกต้นของมันไว้ในมิติ”
ลอร่ายิ้มและพูดว่า “มีอะไรผิดปกติไปหรือเปล่า? พี่ไห่พี่ชอบที่จะดื่มชานมจริงๆ เหรอ?”
เจ่าไห่ยิ้มแต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร เขาไม่อาจจะบอกลอร่าได้ว่าเขาไม่ชอบดื่มชานม สิ่งที่เขาต้องการคือชาเขียว
เมแกนไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้ ดังนั้นเธอจึงหันไปหาเจ่าไห่และถามว่า “พี่ไห่ เรากําลังทําอะไรอยู่ตอนนี้ อาไทบอกกับเราว่าสงครามกําลังจะเริ่มขึ้นแล้ว เราจะอยู่ที่นี่หรือเราจะกลับไปที่ทวีปของเรา?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ไม่ต้องเป็นห่วง ในตอนนี้ทวีปก็น่าจะวุ่นวานมากจักรพรรดิได้เตรียมบอกให้ทุกคนในทวีปนี้ทราบเกี่ยวกับสิ่งที่กิลแห่งความสว่างได้ทํากับทุ่งหญ้าแห่งนี้แล้ว และเนื่องจากการเคลื่อนไหวของพวกมัน ตอนนี้ชนเผ่าจึงวางแผนที่จะโจมตีจักรวรรดิอาร์ซู คนที่อยู่จักรวรรดิอาร์ซูทุกคนรู้ดีว่าเมื่อคนที่มาจากทุ่งหญ้าทําสงครามพวกเขาจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ต้องเจอกับเรื่องนี้ เราจะต้องรอจนกว่าพวกเขาจะเริ่มสงครามกันเราถึงจะกลับไปยังทวีปของเราได้”
เมแกนเริ่มสับสนกับเรื่องเหล่านี้ “ทําไมเราต้องกลับไปที่ทวีปของเราในตอนนั้น?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “เมื่อสงครามเริ่มขึ้น ทั่วทั้งทวีปจะตกอยู่ในความวุ่นวายถ้าเราอยู่ที่นั่นในเวลานั้นจะมีโอกาสที่เราจะได้บางคนมาอยู่กับเรา อย่าลืมว่าเราเป็นมิตรกับตระกูลเพอร์เซลล์เมืองของพวกเขาจะถูกล้อมไปด้วยชาวเผ่า ในเวลานั้นเราสามารถไปหาพวกเขาและรับคนเก่งๆเข้ามาอยู่กับเรา”
ลอร่ายิ้มและพูดว่า “ฉันได้ยินมาว่าตระกูลเพอร์เซลล์ไม่ได้มีอะไรดีมากกว่านี้แล้ว เมื่อพี่เคยช่วยเหลือพวกเขาจักรวรรดิอาร์ซูก็รู้เรื่องความสัมพันธ์ของพี่ เพราะเหตุนี้จักรวรรดิจึงได้ตั้งใจที่จะจัดการกับพวกเขา และที่สําคัญความสัมพันธ์ของพี่กับตระกูลอากิสะก็ถูกเปิดออกมาแล้ว มันทําให้พวกเขาถูกตามล่ามันทําให้ทั้ง 2 ตระกูลนี้พบกับความยากลําบากในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา”
สีหน้าของเจ่าไห่เปลี่ยนไป เขาตะโกนและพูดว่า “ถ้าจักรวรรดิอาร์ซู ไม่ทําเช่นนั้นพี่อาจจะช่วยพวกเขาเมื่อพบกับวิกฏตินี้ พี่อาจจะป้องกันไม่ให้ชาวเผ่าโจมตีพวกเขา แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า พวกเขาต้องการที่จะได้รับบทเรียน
ลอร่ากับคนอื่นๆ เข้าใจว่าเจ่าไห่หมายถึงอะไร เนื่องจากเขามีต้นขนมปังจํานวนมากและพื้นที่การเกษตรของเจ่าไห่สามารถให้อาหารสําหรับชาวเผ่าทั้งหมดได้อย่างแน่นอน หากพวกชาวเผ่า มีอาหารพวกเขาก็จะหยุดแผนการปล้นของพวกเขาไป แม้ว่าพวกเขาจะเป็นคนที่มีเลือดร้อน แต่พวกเขาก็รู้ดีว่าสงครามมันน่าความตายมาให้พวกเขา พวกเขารู้ดีว่าสงครามมันไม่ใช้ทางเลือกที่ดี
สําหรับพวกเขาเลย
แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้ต้องการให้อาหารพวกเขาในจํานวนมาก เขาต้องการให้สงครามครั้งนี้เกิดขึ้น
ไม่เพียงแต่ความขัดแย้งที่กําลังจะเกิดขึ้นซึ่งเป็นผลกระทบต่อจักรวรรดิอาร์ซู แต่มันก็ยังจะนําปัญหามาสู่กิลแห่งความสว่างอีกด้วย
ในวันต่อมาเจ่าไห่และคนอื่นๆ อยู่ในร้าน เขานําเอาข้าวออกมาบ้างส่วน ผลขนมปังและของใช้ประจําวันก็ด้วยเช่นกัน การสต็อกสินค้าในร้านค้าไม่ใช่สิ่งที่ทําได้เร็วเลย ไม่เพียงแต่ร้านลิลลี่ เท่านั้นร้านอื่นๆก็เหมือนกัน
เมื่อพ่อค้าจากต่างแดนมาถึงที่ทุ่งหญ้า พวกเขาไม่ได้รู้เกี่ยวกับปัญหาการขาดแคลนอาหาร
ของชาวเผ่า พวกเขายังไม่รู้ด้วยว่าพวกชาวเผ่ากําลังจะโจมตีคนจากต่างแดน ด้วยเหตุนี้พวกเขาทําตัวตามปกติของพวกเขาและนําสินค้าจํานวนมากมายังทุ่งหญ้าเมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง นี่เป็นเพราะพวกเขารู้ว่านี่เป็นเวลาที่การทําการค้ากับชาวเผ่าก่อให้เกิดผลกําไรมากที่สุด มันเป็นเวลาที่ชาวเผ่า มันเป็นเวลาที่ชาวเผ่าจะบ้าในการซื้อสินค้าเพื่อตุนเพราะพวกเขากินอาหารของพวกเขา ในช่วงฤดูหนาวแล้ว หากมีการนําสินค้ามาขายในเวลานี้พวกเขาจะไม่กังวลว่าจะไม่สามารถทํากําไรได้
แต่สถานกาณ์ในปีนี้แตกต่างกันมาก เมื่อพ่อค้ามาทําการค้าก็ทําได้ดีตามปกติ อย่างไรก็ตาม
เมื่อมีข่าวมาว่ากิลแห่งความสว่างอยู่เบื้องหลังการขาดแคลนอาหารในครั้งนี้และชาวเผ่ากําลังจะส่งกองกําลังไปยังต่างแดนทําให้จํานวนพ่อค้าจากต่างแดนที่มาที่นี่ลดลงอย่างรวดเร็วภายในวันเดียว ตอนนี้พวกเขาไม่สามารถทําการค้าเหมือนกับที่พวกเขาเคยทําได้ พ่อค้าเหล่านี้ไม่ต้องการที่จะเอาตัวเองมาทิ้งที่นี่
พ่อค้าเหล่านี้รู้ว่าหากพวกชาวเผ่าเริ่มโจมตีสินค้าของพวกเขาจะถูกทิ้งให้ขายไม่ออก นี่เป็นเพราะตราบใดที่ชาวเผ่าออกปล้นพวกเขาจะมีอาหารเพียงพอที่จะใช้กินในครั้งต่อไป
และพ่อค้าเหล่านี้ได้นําสิ่งต่างๆ มากมายให้กับทุ่งหญ้าในครั้งนี้ แต่ตอนนี้สินค้าจะต้องอยู่ที่นี่ เพราะพวกเขารู้ว่าพวกเขาอาจถูกขับออกไปเมื่อเริ่มสงคราม คงเป็นไปม่ได้ที่พวกเขาจะนําสินค้า
เหล่านั้นกลับไปที่ยังดินแดนของพวกเขา พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากทิ้งทุกอย่างไว้ที่นี่
แต่แม้ว่าพวกชาวเผ่าจะไม่ได้สัมผัสสิ่งที่พวกเขาทิ้งไว้เพราะหลักการของพวกเขาเมื่อพวกเขาออกไปแล้ว ก็ไม่ได้มีใครดูแลสินค้าของพวกเขา หลังจากนั้นไม่นานสิ่งเหล่านั้นจะเสียจนไม่เหลืออะไรเลย
เจ่าไห่ยังได้เห็นสถานการณ์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เขารู้ว่าพ่อค้าเหล่านั้นต้องเจ็บใจมาก เขามั่นใจด้วยว่าคนเหล่านี้ไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กับกิลแห่งความสว่างพวกเขาอาจเป็นศัตรูกับกิลแห่งความสว่าง ไม่งั้นกิลแห่งความสว่างจะบอกให้พวกเขารู้แล้วว่าพวกเขากําลังจะทําอะไร
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้เจ่าไห่ก็เข้าใจอีกแง่มุมหนึ่งของแผนของกิลแห่งความสว่าง หากกิลแห่งความสว่างทําสําเร็จ และโยนความผิดทั้งหมดไปให้จักรวรรดิโรเซ่น พ่อค้าเหล่านี้จะเกลียดจักรวรรดิโรเซ่น และเมื่อกิลแห่งความสว่างโผล่ออกมาและพ่อค้าพบว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้างกับเรื่องนี้ไม่ได้รับความเสียหายอะไรเลย พวกเขาจะเข้าร่วมกิลแห่งความสว่าง เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้นกิลแห่งความสว่างจะควบคุมพ่อค้าในทุ่งหญ้า จากนั้นพวกเขาจะได้ต่อรองกับชาวเผ่า แผนของเขาจะบรรลุได้ไว้ขึ้น
ถ้าไม่ใช่เพราะเจ่าไห่ทําให้แผนการของกิลแห่งความสว่างล้มเหลว ทั้งจักรวรรดิโณเซรและทุ่งหญ้าก็จะไม่พบกับเรื่องที่ดีอีกเลย
แต่ตอนนี้เจ่าไห่ได้รู้ถึงแผนการของกิลแห่งความสว่าง เขาจะไม่ยอมให้พวกเขาประสบความสําเร็จ เจ่าไห่สังเกตพ่อค้าเหล่านี้หลายวัน พ่อค้าเหล่านี้อยู่ในจุดที่ไม่สามารถทําอะไรได้ พวกเขาไม่สามารถนําสินค้าของพวกเขากลับไปได้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถขายได้เช่นกัน เหตุผลเดียวที่พวกเขาไม่ได้ออกจากเมืองบีสก็อด เพราะพวกเขายังสามารถทําการค้า 1 หรือ 2 ในแต่ละวัน พวกเขาหวังที่จะขายมากที่สุดเพื่อลดความสูญเสียของพวกเขา พวกเขาวางแผนที่จะออกเดินทางเมื่อพวกชาวเผ่าเริ่มขับไล่พวกเขาออกไป
สิ่งนี้ทําให้เจ่าไห่เห็นโอกาส เขาสามารถซื้อสินค้าของพ่อค้าหล่านี้ได้เนื่องจากสินค้าเหล่านั้นกําลังจะถูกทิ้ง หากเขาซื้อสิ่งเหล่านี้เขาจะแก้ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพ่อค้า นอกจากนี้เขายังสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้ด้วยเช่นกัน จากนั้นพวกเขาจะขอบคุณเขา และพวกเขาอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของกิลแห่งความสว่างกับร้านค้าอื่นๆ เพื่อป้องกันปัญหาการ
ขาดแคลนอาหารที่เกิดขึ้นอีกครั้ง
หลังจากคิดถึงสิ่งนี้เจ่าไห่ก็บอกแผนการของเขากับลอร่าทันที สําหรับเรื่องธุรกิจ เจ่าไห่มักจะต้องการฟังความคิดเห็นของลอร่า ความสามารถในการค้าของลอร่าเป็นสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปไม่มี
หลังจากลอร่าได้ยินความคิดของเจ่าไห่เธอก็อนุญาตทันทีเธอก็คิดว่านี่เป็นแผนที่ดี เมื่อมาถึงการตัดสินใจของพวกเขา พวกเขาก็รีบออกไปข้างนอกและเห็นพ่อค้าอยู่มามาย
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ๊าย…บาย