Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 512 - ผู้นําเผ่าวู
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 512 - ผู้นําเผ่าวู
บทที่ 512 – ผู้นําเผ่าวู
การเดินทางไปฐานของเผ่าวูจะใช้เวลา 5 วันหากจะต้องไม่ให้พบกับเผ่าอื่นๆ จะต้องใช้เวลาประมาณ 8 วันในการเดินทาง
บุฟฟ่อนไม่ต้องการติดต่อกับเผ่าอื่นๆ ดังนั้นเขาจึงวางแผนการเดินทางไปฐานของเผ่าวูเป็นเวลา 8 วันไม่ว่าจะยังไงวันในการเดินทางจะเพิ่มขึ้นมันก็ไม่ได้มีผลอะไรอยู่แล้ว
เพราะบุฟฟ่อนทําให้การเดินทางของพวกเขาราบรื่น ไม่นานเกินรอตอนนี้พวกเขาอยู่ในใจกลางเขตของเผ่าวูแล้ว ดังนั้นพวกจึงต้องระมัดระวังให้มากขึ้น
เมื่อ 2-3 วันก่อนบุฟฟอนยังคงสามารถอยู่ในซอมบี้และดื่มกับเม็นเดสได้ แต่ตอนนี้เข้าไม่สามารถทําเช่นนั้นได้ เขาอยู่ข้างนอกและให้ความระมักระวังเพิ่มมากขึ้น ชนเผ่าเหล่านี้หยิ่ง แต่ถ้าพวกเขากล้าโจมตี บุฟฟ่อนก็จะไม่เกรงใจที่จะตอบโต้
เจ่าไห่กําลังนั่งอยู่ในซอมบี้ และกําลังทํางานร่วมกับลอร่าเพื่อจัดการกับบางส่วนของตระกูลมาร์กี้และกิจการของเกาะทองคํา
ตอนนี้มีพ่อค้าจํานวนมากบนเกาะทองคํา แม้ว่าจักรวรรดิโรเซ่นจะได้ตัดเส้นทางการค้า ทั้งหมดจากจักรวรรดิอาร์ซู แต่จักรวรรดิอื่นๆ ก็ยังต้องการสถานที่สําหรับการค้าขาย ซึ่งเกาะทองคําก็เป็นสถานที่ที่โจรสลัดสามารถซื้อขายกับพวกเขาได้ พวกเขาจึงต้องการทําธุรกิจที่นั่น
แม้ว่าคุณจะอยู่ที่นั่นเพื่อจัดการเกาะทองคํา เขาก็บอกว่าเขาไม่สามารถจัดการได้ตลอดไป ดังนั้นจึงมีเรื่องต่างๆ มากมายต้องให้ลอร่าและเจ่าไห่จัดการ
ในตอนนี้เม็นเดสก็อยู่ข้างๆ บุฟฟอนข้างนอก ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเข้าไปในเขตของเผ่าวูเลย เขาไม่ค่อยออกจากฐานของเผ่ามาร์ซี
เผ่าวูนั้นไม่มีเพื่อนมากมายในหมู่ชนเผ่า มีคนเพียงไม่กี่คนที่อยากเป็นเพื่อนกับพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นคนที่น่ากลัว ผุ้คนจํานวนมากไม่กล้าที่จะพูดไม่ดีกับพวกเขา แต่จะทําก็ต่อเมื่อลับหลังเท่านั้น
เจ่าไห่ไม่เกี่ยวกับพวกเขาเลย วิธีการของพวกเขานั้นค่อนข้างสุดขั้ว ถ้าเปรียบเทียบกับคนที่ชั่วร้ายจริงๆ มันก็ต่างกันมาก
ในขณะที่พวกเขากําลังเดินทางอยู่ ก็ได้ยินเสียงดังขึ้น สีหน้าของบุฟฟ่อนเปลี่ยนไปเมื่อเขาออกคําสั่ง “หยุด!! เผ่าวูมา ทุกคนต้องระวัง” เมื่อเจ่าไห่ได้ยินสิ่งนี้เขาก็เดินออกจากซอมบี้และยืนบนหัวของมัน จากนั้นเขาก็มองไปยังทิศทางที่มีเสียงดังขึ้น มันเป็นเสียงหมาหอน
บุฟฟอนรู้จักกับเผ่าวู หากพวกเขาไม่หยุดพวกเขาจะถูกโจมตี เสียงหอนจากหมาเป็นเพียงคําเตือนที่จะทําให้พวกเขาหยุดเดิน หากพวกเขาเลือกที่จะเดินต่อมันจะทําให้พวกเขาเดือดร้อน
ค่อนข้างนานหลังจากที่พวกเขาหยุด พวกเขาสามารถเห็นกลุ่มทหารมาจากไกลๆ กองทหารม้าเหล่านี้มาจากเผ่าวูแน่นอน สิ่งที่น่าแปลกเลยคือหัวของพวกเขาเป็นหมาพวกเขามีความสูงประมาณ 2.5 เมตร
นี่เป็นครั้งแรกของเจ่าไห่ที่ได้พบกับเผ่าวูหรือเผ่าหมาป่า พวกเขามีหัวเป็นหมาซึ่งมีร่างที่ใหญ่มาก พวกเขามีหน้าตาที่ดุร้าย ดวงตาของพวกเขาดูเหมือนจะเปิดครึ่งและปิดครึ่ง แต่เปลือกตาของพวกเขาจะขยับเป็นครั้งคราว ทําให้ผู้คนมีความรู้สึกกลัว
ทหารเหล่านี้แต่งตัวจากหนังสัตว์ แม้ว่าพวกเขาจะสูง แต่ทุกคนก็ผอมมาก พวกเขาผอมมาก จนดูเหมือนว่าพวกเขาไม่มีไขมันเลย กล้ามเนื้อให้ผิวหนังดูเหมือนเหล็กเส้น ใครๆ ก็สามารถเห็นได้ว่าพวกเขาแข็งแกร่งมากแค่ไหน การพูดคุยกับพวกเขาสามารถทําให้ผู้คนถอยกลับมาโดยไม่รู้ตัวดูเหมือนว่าพวกเขาพร้อมที่จะโจมตีอยู่ตลอดเวลา เจ่าไห่ไม่อาจจะทําอะไรได้ แต่เพิ่มความระมัดระวังจากพวกเขา พวกเขารู้สึกเหมือนซอมบี้ของเจ่าไห่ทําให้พวกเขากล้าเข้ามา
มนุษย์หมาป่าเหล่านั้นหยุดห่างจากกลุ่มของเจ่าไห่ 5 เมตร จากนั้นหนึ่งในนั้นก็เดินมาข้าหน้า และมองบุฟฟ่อนพร้อมกับพูดว่า “บุฟฟ่อนทําไมเจ้าถึงมาในดินแดนของเรา? เจ้ายังมีเผ่าเฮคัสอยู่กับเจ้าด้วย? และก็ยังมีคนจากต่างแดนด้วย?”
บุฟฟ่อนมองและพูดว่า “เจ้าเป็นยังไงบ้าง? วันนี้เจ้าเป็นคนลาดตระเวนงั้นเหรอ?”
มนุษย์หมาป่าดูเหมือนจะไม่ได้เกรงใจบุฟฟ่อน ดวงตาของเขาเปิดออกเล็กน้อยและพูดว่า “บุฟฟ่อนเจ้ายังไม่ได้ตอบข้าท่าไมเจ้ามาที่นี่”
บุฟฟ่อนยิ้มและพูดว่า “ข้ามีเรื่องที่จะต้องมาพูดคุยกับพวกเจ้า”
จากนั้นมนุษย์หมาป่าก็มองเผ่าเฮคัสและเจ่าไห่จากนั้นก็พูดว่า “เจ้าจึงต้องมากับพวกเขาเหล่านี้งั้นเหรอ? เจ้าจะทําอะไร?”
แม้ว่ามนุษย์หมาป่าจะทําหน้าที่อย่างไร้มารยาท บุฟฟ่อนก็ดูเหมือนจะคุ้นเคยกับมันในขณะที่เขายิ้มและพูดว่า “มันไม่ได้ร้ายแรงเราเพิ่งได้ยินมาว่าเผ่าฮานะกําลังขาดแคลนอาหารนี่คือเจ่าไห่ เจ้าชายต่างแดนของเผ่าเฮคัส เขาเป็นพ่อค้าเมล็ดรายใหญ่เขามีอาหารอยู่ในมือ ข้าแค่อยากพาเขามาหาเผ่าฮานะ และก็จะดูว่าพวกเขาจะซื้ออาหารไหม?”
เมื่อเขาได้ยินที่บุฟฟอนพูดดวงตาของเขาก็เปิดออกอย่างเต็มที่ จากนั้นเขาก็มองไปที่เจ่าไห่และถามว่า “เจ้ามีอาหารหรือไม่?”
เจ่าไห่ยิ้มออกมาและพูดว่า “แน่นอน ข้ามี”
การพูดคุยของทั้งสามนั้น มนุษย์หมาป่ารู้ดีว่าพวกเขาเป็นคนที่พูดกับผู้อื่นไม่ค่อยเป็น แต่ในครั้งนี้เจ่าไห่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเลยแบบนั้น
มนุษย์หมาป่าก็ถามเจ่าไห่ต่อว่า “แล้วอาหารของเจ้าอยู่ที่ไหน?”
เจ่าไห่ตอบกลับทันที “ในถุงมิติของข้า”
ตาของมนุษย์หมาป่าสว่างขึ้นและพูดว่า “เผ่าของเราต้องการอาหารของเจ้า ข้าแค่อยากรู้ว่าราคาของมันจะไม่สูงเกินไป”
เจ่าไห่ลังเลจากนั้นเขาก็หันไปมองบุฟฟอนและเม็นเดสที่กําลังพยักหน้า ทั้งสองรู้ว่าตราบใดที่พวกเขาได้เห็นหมาปาสพวกเขาจะซื้อข้าวอย่างแน่นอน ในทุ่งหญ้าคุณสามารถรุกรายเผ่าอื่นๆได้ แต่ไม่ใช่เผ่าวูพวกเขารู้ดีว่าพวกเขาไม่พอใจกับทุกอย่าง
เมื่อเห็นพวกเขาพยักหน้าเจ่าไห่ก็หันไปหามนุษย์หมาป่าและพูดว่า “เอาล่ะ โปรดช่วยนําทางด้วยเถอะ” มนุษย์หมาป่าพยักหน้าแล้วหันกลับไปและมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของดินแดน
เจ่าไห่ไม่เข้าไปข้างในซอมบี้และแค่นั่งบนหัวมัน เขาหันไปหาบุฟฟ่อนแล้วพูดว่า “บุฟฟ่อน ใครคือคนนั้น”
บุฟฟ่อนยิ้มและพูดว่า “เขาเรียกว่าฮันส์เจ้าชายที่ 7 แห่งเผ่าวูพลังการต่อสู้ของเขานั้นน่าเกรงขามมาก แม้ว่าเขาจะยังเด็กเขาก็มาถึงระดับที่ 7 แล้วเขาเป็นเทพผู้มีพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในยุคของเขา”
เจ่าไห่พูดว่า “เขาดูเหมือนเป็นคนน่ากลัวมาก”
บุฟฟ่อนยิ้มและพูดว่า “เขาดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น แต่ฮันส์เป็นคนดีตราบใดที่เจ้าไม่ได้รุกราน
เผ่าของเขา เขาจะไม่ทําตัวไร้ความปรานีต่อเจ้า”
เจ่าไห่พยักหน้า ดูเหมือนว่าฮันส์จะเป็นเหมือนกับสิ่งที่เขาคิด เขาไม่ใช่คนเย็นชาจริงๆ เขาแค่ไม่รู้จะเข้ากับคนอื่นได้อย่างไร
หมาป่าเหล่านี้ไม่กลัวว่าเจ่าไห่จะหนีไปหรือไม่ พวกเขาสามารถติดตามได้ พวกเขาอยู่ข้างหน้า และให้เจ่าไห่และคนอื่นๆ ตามพวกเขาอย่างเงียบๆ
หลังจากเดินเป็นเวลา 3 ชั่วโมงในที่สุดพวกเขาก็สามารถเห็นเงาของฐาน ฐานนี้ใหญ่มาก ดูเหมือนเต็นท์จํานวนมากเชื่อมต่อกันเพื่อให้ดูเหมือนโครงสร้างขนาดใหญ่โครงเดียว
ฮันส์ไม่หยุดและเข้าไปในฐานโดยตรง จากสิ่งที่เจ่าไห่มองเห็นได้ฐานนี้ก็เหมือนกับฐานของเผ่าเฮคัสและเผ่ามาร์ซี แต่แทนที่จะเป็นเผ่าของพวกเขา สถานที่ก็เต็มไปด้วยคนที่มีหัวหมาป่า
แม้ว่าเผ่าวูจะไม่เปิดเผยความเป็นปรปักษ์ต่อเจ่าไห่การมองพวกเขาดูเหมือนจะเย็นชา เมื่อเปรียบเทียบกับเผ่ามาร์ซี พวกเขานั้นมีออร่าที่ดุร้ายกว่า รัศมีนี้ไม่ได้มาจากการแสดงออกของพวกเขา แต่ดูเหมือนว่ามันฝังอยู่ในกระดูกของพวกเขา
พวกเขาเหล่านี้ยังสงสัยมากเกี่ยวกับพวกของเจ่าไห่ สําหรับพวกเขาแล้วพวกของเจ่าไห่นั้นแปลกมากที่มีคนต่างแดนมาด้วย
เผ่าเฮคัส, เผ่ามาร์ซีและเผ่าวูคุ้นเคยกัน ดังนั้นพวกเขารู้ว่าในกลุ่มนี้มีผู้จากทั้งสองเผ่าอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้ว่าพวกเขาไม่สามารถทําอะไรกลุ่มนี้ได้
ในทางกลับกันมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก นี่เป็นเพราะมนุษย์ไม่ค่อยแลกเปลี่ยนกับชนเผ่าของพวกเขา และในกรณีส่วนใหญ่ที่มันไม่เป็นไปด้วยดีพวกเขาก็จะฆ่าพวกเขา
เจ่าไห่และคนอื่นๆ ก็หยุดหลังจากที่มาถึงนอกเต็นท์ ฮันส์เข้าไปในเต็นท์และอีกไม่นานก็ออกมาอีกครั้ง เขามองไปที่กลุ่มของเจ่าไห่และพูดว่า “พ่อเชิญเจ้าเข้ามา” จากนั้นทั้งสามคนก็พยัก
หน้าแล้วเข้าไปในเต็นท์กับฮันส์
เมื่อเปรียบเทียบกับเต็นท์ทองคําของเผ่าเฮคัสและเผ่ามาร์ซีเต็นท์ทองคําของเผ่าวูนั้นค่อนข้างเรียบง่าย พื้นดินถูกปกคลุมด้วยสัตว์และมันมีหลุมไฟอยู่ตรงกลาง ไม่มีโต๊ะหรือของตกแต่งใดๆ ในเต็นท์สิ่งเดียวที่อยู่ข้างในคือหมาป่าแก่ๆ ที่กําลังนั่งอยู่บนเก้าอี้
หลังจากฮันส์เข้ามาในเต็นท์เขาก็ยืนอยู่ข้างมนุษย์หมาป่าแก่ๆ เขาค่อนข้างคล้ายกับฮันส์
แม้ว่าเขาจะมีริ้วรอยบนใบหน้าของเขา
หมาป่าแก่พยักหน้าจากนั้นเขามองทั้งสาม เขาหยุดมองบุฟฟ่อนและพูดว่า “เจ้าคือบุฟฟ่อน?
พ่อของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
บุฟฟ่อนตอบกลับทันที “พ่อสบายดีมาก”
หมาป่าแก่พยักหน้าจากนั้นเขาก็หันไปหาเม็นเดสและพูดว่า “เจ้ามาจากเผ่าเฮคัสใช่มั้ย? ข้าได้ยินมาว่าเผ่าเฮคัสประสบภัยพิบัติเมื่อปีที่แล้ว”
เม็นเดสก้มตัวลงและพูดว่า “เผ่าของเราประสบกับความหายนะในช่วงฤดูหนาวปีที่แล้วเผ่าบูล และกิลแห่งความสว่างพวกเขาร่วมมือกัน”
ทันทีที่เขาพูด หมาป่าแก่ที่ได้ยินเม็นเดสดวงตาของเขาก็เปล่งประกายและพูดว่า “เจ้าจัดการกับพวกเขาไปแล้วใช่ไหม? แล้วใครเป็นผู้นําของเผ่าตอนนี้?”
เม็นเดสตอบอย่างรวดเร็ว “ผู้นําตอนนี้คือเวลส์น้องชายของข้า”
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ๊าย….บาย