Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 510 - บอกเหตุผล
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 510 - บอกเหตุผล
บทที่ 510 – บอกเหตุผล
เผ่ามาร์ซีมีสมาชิกจํานวนมากเมื่อเทียบกับเผ่าเฮคัส ดังนั้นเมื่อเจ่าไห่เห็นเผ่ามาร์ซีเหล่านี้ เขารู้สึกว่าตาของเขาดูตื่นเต้นกับจํานวนของเผ่ามาร์ซีมาก
หลังจากแนะนําตัวแล้ว เจ่าไห่และเวลส์ก็ได้ถูกพาไปยังเต็นท์ขนาดใหญ่ เจ่าไห่เลือกที่จะไม่พาลอร่ากับคนอื่นๆ มาวันนี้เขาเพียงแค่ปล่อยให้พวกเธออยู่ในมิติ โดยธรรมชาติแล้วในสายตาของคนนอกพวกเธอต่างก็อยู่ในซอมบี้
ภายในเต็นท์ผู้นําเผ่าเหล่านี้มองเจ่าไห่ด้วยความสงสัย พวกเขารู้ว่าเผ่าเฮคัสนั้นมีเจ้าชายจากต่างแดน ยิ่งไปว่านั้นเจ้าชายต่างแดนยังเป็นพ่อค้ารายใหญ่ที่มีเมล็ดธัญพืชอยู่ในมือมากมาย เผ่าเฮคัสที่สามารถเรียกคืนบัลลังก์ของพวกเขานั้นเกี่ยวข้องกับเจ้าชายต่างแดนคนนี้
เป็นเพราะเหตุนี้ที่เผ่ามาร์ซีเหล่านั้นไม่มีความรังเกียจต่อเจ่าไห่ ไม่มีชาวเผ่าที่ไม่ชอบพ่อค้าจากต่างแดน พวกเขาระวังเพียงพวกเขาเท่านั้น แต่เนื่องจากเจ่าไห่เป็นเจ้าชายต่างแดนของเผ่าเฮคัส ซึ่งทําให้เขาเป็นเหมื่อกันพวกเขาไปแล้วคนที่นี่ชอบในตัวของเจ่าไห่
บูลเซอร์มองไปที่เวลส์ด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “เวลส์เจ้าเด็กน้อย ท่าทางของเจ้าดูดีมาก ดูเหมือนว่าเผ่าเฮคัสจะได้รับความแข็งแกร่งกลับคืนมาแล้วใช่ไหม?”
เวลส์คํานับต่อบูลเซอร์ด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “ลุงบูลเซอร์ พวกเรามีฤดูหนาวที่ดีจริงๆ ในปีที่ผ่านมา เราจําเป็นต้องปันส่วนอาหารทั้งหมดที่เรามี แต่ครั้งนี้เรามีอาหารกินเป็นจํานวนมาก เป็นธรรมดาที่เราจะดูดี”
เมื่อมองท่าทางของเวลส์บูลเซอร์ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะและพูดว่า “จริงด้วย เจ้าได้รับการสนับสนุนจากเจ่าไห่ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดี แต่เจ้าก็ไม่ควรลืมลุงของเจ้า”
เวลส์ยิ้มและพูดว่า “อันที่จริงๆ หนึ่งในเหตุผลที่เจ่าไห่กลับมาที่ทุ่งหญ้าก็คือเขาต้องการให้พา เขามาที่นี่ ลุงสามารถบอกเจ่าไห่ถึงสิ่งที่ลุงต้องการได้ เขาสามารถหาของให้ลุงในราคาที่ต่ําที่สุดได้”
บูลเซอร์มองไปที่เจ่าไห่ด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “เจ่าไห่ เจ้ามาในช่วงเวลาที่ดีจริงๆ เผ่ามาร์ซีของเราขาดแคลนอาหารจริงๆ แล้วเจ้าจะให้เราได้มากแค่ไหน?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ลุงบูลเซอร์ข้าสามารถให้เมล็ดธัญพืชกับลุงได้มากเท่าที่ลุงต้องการ ข้ายังนําขนมปังมาให้ลุงได้อีกด้วย” จากนั้นเขาก็หยิบผลขนมปังออกมาแล้ววางลงบนพื้น
บูลเซอร์ไม่เคยเห็นผลขนมปังนี้มาก่อนมันเป็นแบบเดียวกันกับที่เวลส์พูดว่าเผ่าเฮคัสมีอาหารจํานวนมาก เจ่าไห่จึงน่าผลขนมปังออกมาให้พวกเขาดูด้วย
บูลเซอร์สับสนในขณะที่มองเจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ สิ่งนี้คืออะไร?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ลุงบูลเซอร์นี่คือผลขนมปังมันน่าจะเป็นของที่ลึกลับมากท่านจะเห็นว่ามันไม่ใหญ่มาก แต่ตราบใดที่ท่านแกะเปลือกออกมันจะขยาย ผลไม้แต่ละผลมันสามารถทําให้คนหนึ่งคนอิ่มได”
เผ่าเฮคัสสามารถกินได้มากกว่าเผ่ามาร์ซี ดังนั้นเมื่อเจ่าไห่พูดสิ่งเหล่านี้ บูลเซอร์มองดูแลไม้และพูดว่า “มันช่างน่าอัศจรรย์จริงๆ เลย”
เจ่าไห่วางผลขนมปังไว้บนโต๊ะแล้วหัวไปหาบูลเซอร์และพูดว่า “ลุงบูลเซอร์ผลไม้นี้สามารถทานได้เลย แต่ก็ยังสามารถไปปรุงต่อได้ ก่อนที่จะกินท่านคิดว่าไง?”
บูลเซอร์มองไปที่เจ่าไห่เมื่อตาของเขาตื่นเต้นมาและพูดว่า “เจ่าไห่ ข้าจะลองชิมสิ่งนี้ก่อนได้ไหม?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ไม่มีปัญหา ลุงสามารถลองได้เลย” จากนั้นเขาก็หยิบผลขนมปังที่ยังไม่ได้แกะออกและส่งให้กับบูลเซอร์และคนอื่นๆ
หลังจากบูลเซอร์และคนอื่นๆ กินผลขนมปังพวกเขาก็พยักหน้าส่งนี่ดีมาก ไม่เพียงแต่รสชาติของมันจะดีแล้ว แต่ยังสะดวกในการจัดเก็บมันเป็ยสิ่งที่มีประโยชน์มาก
บูลเซอร์วางผลขนมปังลงแล้วมองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ข้าต้องการสิ่งเหล่านี้เจ้ามีจํานวนมากเท่าไหร่ เผ่ามาร์ซีของเราขาดแคลนอาหารเป็นอย่างมากข้าต้องการเท่าที่เจ้าจะสามารถหาใหได้
เจ่าไห่ยิ้มและพูโว่า “ลุง..ตราบใดที่ท่านบอกข้าว่าท่านต้องการมากแค่ไหนข้าสามารถมอบมันให้ท่านได้อย่างแน่นอนนอกจากนี้ช้าจะขายผลขนมปังเหล่านี้ในราคาครึ่งหนึ่งของต้นไผ่”
บูลเซอร์มีความสุขมาก เขาพูดทันทีว่า “ดีจริงๆ น่าอัศจรรย์คําพูดของเจ่าไห่ทําให้ข้ารู้สึกโล่งใจจริงๆ ข้าต้องการ 20 ล้านผลเจ้าคิดว่ายังไง? แล้วข้าจะได้ตอนไหน?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “เอาล่ะ ข้าสามารถให้ท่านได้ทุกเวลาเพียงไปหาที่ที่จะเอาพวกมันมาส่ง จากนั้นข้าจะมอบให้ท่านทันที”
บูลเซอร์ยินดีที่จะให้คนเตรียมสถานที่ จากนั้นพวกเขาก็ยังคงคุยกันภายในเต็นท์ แต่ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าผู้นําเผ่าคนอื่นๆนั้นเกรงใจต่อเจ่าไห่มาก การไม่เกรงใจพ่อค้าที่เอาหารมาได้จํานวนมาก ไม่ใช่เรื่องที่ฉลาดเลย
เมื่อเห็นว่าบรรยากาศสงบลงแล้วเวลส์ก็หันไปหาบูลเซอร์และพูดว่า “ลุงบูลเซอร์ ข้าได้ยินมาว่าทุ่งหญ้าทั้งหมดกําลังขาดแคลนอาหารมันเป็นเรื่องจริงหรือไม่?”
ทันทีที่บูลเซอร์ได้ยินเวลส์เขาก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจแล้วก็พูดว่า “มันเป็นความจริง ถ้ามันไม่ใช่เรื่องจริงเผ่ามาร์ซีของเราจะไม่มีอาหารได้ไง ข้าเริ่มอยากจะยืมอาหารจากที่อื่นๆ แต่ข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะขาดแคลนอาหารเหมือนกัน ตอนนี้ทุกเผ่าน่าจะแย่แล้ว”
เวลส์และเจ่าไห่มองหน้ากันและเห็นแววตาของกันและกัน เวลส์หันมาหาบูลเซอร์ทันทีและพูดว่า “ลุง เราจะขอคุยกับท่านคนเดียวได้ไหม?”
บูลเซอร์มองท่าทางของเวลส์เขารู้ว่าเวลส์น่าจะมีบางสิ่งที่สําคัญที่จะบอกเขา เขาไม่สามารถนําหนิเวลส์ได้ขณะที่พยักหน้าและพูดว่า “เอาล่ะทุกคน!! ข้าจะขอให้พวกท่านออกจากเต็นท์ไปก่อน ข้ามีเรื่องจะพูดคุยกับเวลส์” พวกเขาไม่ได้ต่อต้านพวกเขาพนักหน้าและยืนขึ้นทันที
เมื่อเห็นว่าทุกคนออกไปแล้วเวลส์ก็หันมาหาบูลเซอร์ทันทีและพูดว่า “ลุง ท่านน่าจะรู้ว่าเผ่าเฮคัสของเราเพิ่มประสบภัยพิบัติ ข้ากลัวว่าผู้คนอาจทําให้เกิดปัญหากับเราในอนาคต ในตอนนี้เพื่อช่วยพวกเราถ้ามีคนมาสร้างปัญหาก็มาบอกกับเรา”
บูลเซอร์หัวเราะแล้วพูดว่า “นั่นมันเป็นเรื่องเล็กๆ ข้าคิดว่าเจ้าเป็นคนที่มีความลับเพราะเรื่องอื่น ไม่ต้องกังวลกับความสัมพันธ์ของเรา เราจะช่วยเจ้าได้แน่นอนถ้าเจ้ามีปัญหา”
เวลส์ยิ้มและพูดว่า “ลุงนี่เป็นเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นสิ่งอื่นๆ ไม่เพียงแต่เกี่ยวข้องกับเผ่าของเรา และเผ่ามาร์ซีก็เกี่ยวข้องกับการขาดแคลนอาหารของทุ่งหญ้าทั้งหมดดูเหมือนว่านี่คือปัญหาใหญ่ เจ่าไห่เชื่อว่าอาจมีคนที่จงใจทําสิ่งนี้ไว้เบื้องหลังและพวกเขาก็น่าจะกิลแห่งความสว่าง”
ทันทีที่บูลเซอร์ได้ยินเวลส์ท่าทางของเขาเปลี่ยนไป จากนั้นเขาก็หันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า
“เจ่าไห่ เจ้ามีข้อพิสูจน์เรื่องนี้หรือไม่?”
เจ่าไห่ส่ายหัวแล้วพูดว่า “ข้าไม่มี ข้ายังต้องตรวจสอบเรื่องนี้ แต่ลุงควรรู้ว่าในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมากิลแห่งความสว่างได้สมรู้ร่วมคิดกับเผ่าบูลเพื่อควบคุมเผ่าเฮคัสทั้งหมดหลังจากเราทําลายพวกเขา นี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสําหรับพวกเขา แต่ตอนนี้ทุ่งหญ้าเพิ่งประสบกับปัญหาการขาดแคลนอาหาร เมื่อเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลินี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะเหตุนี้ข้าจึงสรุปว่า สิ่งนี้เกี่ยวข้องกับกิลแห่งความสว่างอย่างแน่นอน แต่เนื่องจากเผ่าเฮตัสจําเป็นต้องพักฟื้นอยู่พักหนึ่ง ข้าอยากจะขอให้ลุงได้รับข้อมูลนี้ไปยังเผ่าวูเพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงความเป็นไปได้นี้”
อาจกล่าวได้ว่าองค์กรที่พวกชาวเผ่านั้นกลัวที่สุดคือกิลแห่งความสว่าง พวกเหล่านี้สร้างความขัดแย้งระหว่างคนจากที่อื่นและชาวเผ่ามาโดยตลอด พวกเขาเป็นคนที่เกลียดชังชาวเผ่ามากที่สุด ดังนั้นไม่ว่าสิ่งนี้จะเป็นจริงหรือเท็จ พวกชาวเผ่าก็จะควรจะให้ความสําคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ทันทีที่บูลเซอร์ได้ยินเจ่าไห่ เขาพยักหน้าทันทีและพูดว่า “เอาล่ะข้าจะไปรายงานเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด เจ้าสามารถพักผ่อนได้ มั่นใจได้เลยว่าเรื่องนี้จะต้องได้รับการพิจารณา”
เจ่าไห่และเวลส์พยักหน้า จากนั้นเวลส์ก็พูดว่าว่า “ลุง เจ่าไห่มีอาหารอยู่ในมือมากมาย ท่านรู้ไหมว่าพันธมิตรของเผ่ามาร์ซีที่ต้องการอาหารยังมีอีกไหม?”
ตาของบูลเซอร์สดใสและพูดว่า “เผ่าของเราอยู่ในสภาพที่ดีกับเผ่าฮานะพวกเขาเคยช่วยเรามาก่อน แต่เมื่อพวกเขาประสบภัยพิบัติมาหลายปีที่ผ่านมาเราไม่สามารถช่วยพวกเขาได้ สิ่งนี้ทําให้ข้ามีความผิดอยู่เสมอตอนนี้มีปัญหาการขาดแคลนอาหารข้าคิดว่าตระกูลฮานะจะไม่ดี แต่ถ้าท่านสามารถขายข้าวให้พวกเขาได้มันก็จะเรื่องที่ดีมาก”
เวลส์ยิ้มและพูดว่า “นี่ไม่ใช่ปัญหาเจ่าไห่มีเมล็ดข้าวเยอะ แต่ลุงต้องช่วยบอกชื่อของเฮคัสให้เขาฟังได้ไหม เพราะถ้าหากว่าเผ่าฉานะจะช่วยเราได้เมื่อมีปัญหาหรือไม่?”
ความสัมพันธ์ของชาวเผ่านั้นแข็งแกร่งเนื่องจากเผ่ามาร์ซีก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเผ่าอื่นๆ มันไม่ได้ใช้เวลานานเกินไปสําหรับ บูลเซอร์ที่จะพยักหน้าและพูดว่า “นี่ไม่เป็นปัญหา หากเผ่าฮานะไม่มีเมล็ดข้าวจริงๆ และเจ้าสามารถขายได้บางส่วนพวกเขาก็จะให้ความร่วมมือกับเจ้าโดยธรรมชาติ ข้าจะให้บุฟฟ่อนไปหาเผ่าฮานะ ถ้าเจ้ามีเขาอยู่กับเจ้าพวกเขาจะเข้าใจอย่างแน่นอน”
เวลส์เริ่มมีความสุขและแสดงความขอบคุณเขา “ขอบคุณลุง แต่ถ้าปัญหานี้เกิดจากกิลจริงๆ ข้าก็กลัวว่าสงครามจะต้องเกิดขึ้นแม้ว่าเจ่าไห่จะมีอาหารจํานวนมาก อาหารในมือของเขาก็จะไม่สามารถจัดหาให้ทั้งทุ่งหญ้า ลุงคิดอย่างไรเกี่ยวกับสถานการณ์นี้?”
บูลเซอร์พยักหน้าแล้วเขาก็พูดว่า “แม้เจ่าไห่จะให้ทั้งทุ่งหญ้าสงครามก็จะเกิดขึ้นถ้ากิลอยู่เบื้องหลัง ทั้งหมดนี้เราต้องใช้อาวุธของเราเพื่อเตือนผู้คนเพื่อไม่ให้มาทําร้ายพวกเรา”
บูลมองไปที่เจ่าไห่ในขณะที่เขาพูดสิ่งนี้ เขากลัวว่ามันอาจส่งผลต่อความรู้สึกของเจ่าไห่ ท้ายที่สุดแล้วเจ่าไห่มีอาหารของพวกเขาในการควบคุมมันเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดในเวลา
นี้ แต่โชคดีที่สีหน้าของเจ่าไห่สงบและดูเหมือนว่าคําพูดของบูลเซอร์ไม่ได้ทําให้เขาไม่พอใจ
เวลส์ยังสังเกตเห็นการจ้องมองของบูลเซอร์ เขายิ้มและพูดว่า “ลุงเป็นห่วงเจ่าไห่หรือไม่? ท่านไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเขา เจ่าไห่มีความเป็นปฏิปักษ์ต่อทั้งจักรวรรดิอาร์ซุและกิลแห่งความสว่าง”
เมื่อได้ยินเวลส์บูลเซอร์เขาก็มองเจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่เป็นนักเวทย์แห่งความืด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่เจ้าจะเป็นศัตรูกับกิลแต่ท่าไมเจ้าถึงเป็นศัตรูกับจักรวรรดิอาร์ซู”
จ้าวไห่ฝืนยิ้มแล้วพูดว่า “ลุงอาจจะคิดว่ามันตลก แต่ตระกูลของข้านั้นเป็นขุนนางของจักรวรรดิ อาร์ซูแต่เมื่อราชาองค์ใหม่นั่งบัลลังก์เขาลดสถานะของเราจากขุนนางไปเป็นคนธรรมดา นอกจากนี้ เขายังส่งคนมาเพื่อฆ่าพวกเราถ้าไม่ใช่สําหรับบางคนที่ยื่นมือมาให้พวกเรา พวกเราอาจถูกกําจัดเพราะเหตุนี้ข้ามักจะแสดงความเสียใจอย่างมากต่อจักรวรรดิอาร์ซู”
บูลเซอร์พยักหน้า “เอาล่ะคนแรกที่โชคร้ายเมื่อชาวเผ่าประกาศสงครามกับคนจะเป็นจักรวรรดิอาร์ซู เจ้าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ข้าจะช่วยเจ้าแก้แค้น”
เจ่าไห่ยิ้มและขอบคุณบูลเซอร์จากนั้นบูลเซอร์ก็หันไปหาเวลส์และพูดว่า “เมื่อสงครามเกิดขึ้น
ข้าคิดว่าเผ่าเฮคัสของเจ้าควรอยู่ที่ด้านหลัง เจ้ามีการสูญเสียครั้งล่าสุดและต้องฟื้นตัวอย่างช้าๆ ในเวลาเดียวกัน เจ้าก็มีเจ่าไห่ด้วย ดังนั้นเจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องอาหาร”
เวลส์พยักหน้าและพูดว่า “ข้าขอขอบคุณลุงสําหรับคําเตือนของ เจ่าไห่ยังแนะนําข้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ และข้าก็เห็นด้วยนี่คือเหตุผลที่ข้ากําลังมองหาคนที่จะสร้างความสัมพันธ์ด้วย เผ่าของข้ามีความเชื่อใจไม่พอที่จะตัดสินใจเลยนี้”
บูลเซอร์พยักหน้าแม้ว่าเผ่าเฮคัสนั้นเก่งมาก พวกเขาไม่ได้อยู่ในสายตาของเผ่าวู เวลส์มาถึงข้อสรุปนี้หมายความว่าเขาได้ครบกําหนดแล้วและตอนนี้ก็เป็นผู้ปกครองที่แท้จริงของเผ่า
แม้ว่าพวกชาวเผ่านั้นจะมีจิตใจที่เรียบง่าย แต่ผู้นําของพวกเขาต้องการสมองสักหน่อย เพื่อที่จะรักษาตําแหน่งของพวกเขาไว้ บูลเซอร์เข้าใจในสิ่งที่เวลส์พยายามทําในตอนนี้เขาต้องการที่จะให้เผ่าเติบโต ไม่มีอันตรายอะไรในเรื่องนี้ดังนั้นบูลเซอร์จึงเห็นด้วย
อีกเรื่องคือเจ่าไห่ ตอนนี้เจ่าไห่เป็นเจ้าชายต่างแดนของเผ่าเฮคัส เขาก็เป็นพ่อค้ารายใหญ่ด้วย บุคคลเช่นนี้ได้รับการยอมรับอย่างมากในทุ่งหญ้า โดยธรรมชาติแล้วผู้คนต้องการที่จะสร้าง
การสัมพันธ์กับบุคคลดังกล่าว เนื่องจากเป็นโอกาสที่ดีบูลเซอร์จะไม่ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ ตราบใดที่เจ่าไห่ยังคงขายอาหารของพวกเขาในราคาปัจจุบันเผ่ามาร์ซีของเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ชาวเผ่านั้นเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาโง่ ในทางกลับกันชาวเผ่าไม่ใช่คนที่ธรรมดาๆเลย อย่างไรก็ตามไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าชาวเผ่านั้นมีความซื่อสัตย์มากกว่าคนทั่วไป เผ่าเฮคัสนั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันกับเผ่ามาร์ซีดังนั้นเมื่อเผ่าเฮคัสมีปัญหาเผ่ามาร์ซีก็ช่วยเหลือพวกเขาโดยไม่ลังเล สิ่งนี้เป็นของหายากสําหรับคนเว้นแต่พวกเขาจะเป็นพันธมิตรเช่น ตระกูลบูดาและตระกูลครูก พวกเขาสนใจเฉพาะประโยชน์ พวกเขาแตกต่างจากพวกชาวเผ่าอย่างสิ้นเชิง
บูลเซอร์ยืมมือเวลส์ในบางเรื่อง แน่นอนไม่มีอะไรแปลกๆ เกี่ยวกับมันบูลเซอร์เป็นเพื่อนกับพ่อของเวลส์ ดังนั้นเขาจะดูแลเวลส์มันก็เป็นเรื่องปกติ นอกจากนี้เขายังมองว่าเวลส์เป็นรุ่นน้องและการชี้นําาคนหนุ่มสาวในงานของผู้นํา