Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 508 - พระเจ้า
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 508 - พระเจ้า
บทที่ 508 – พระเจ้า
(เนื่องจากทางเราได้เกิดการผิดพลาดจากการแปล โดยที่ให้ชื่อของเผ่าผิด ทางเราอยากจะให้ทําความเข้าใจใหม่โดย เผ่ามาเซอคือเผ่ามาร์ซีจากบทที่ผ่านๆ มาทางเราต้องขออภัยด้วยนะครับ)
เวลส์คิดอยู่ครู่นึ่งก่อนที่จะถอนหายใจและพูดว่า “ในปีนี้ เผ่าเดียวที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีพี่คิดว่าน่าจะเป็นเผ่ามาร์ซี แต่อย่างไรก็ตามพวกเราก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันลึกขนาดนั้น เพราะไม่ได้ติดต่อกันมานานแล้ว”
เจ่าไห่ขมวดคิ้วจากนั้นเขาก็พูดว่า “ถ้าเช่นนั้นมันก็ค่อนข้างที่จะลําบากมากพี่ชาย เราอาจจะต้องไปที่เผ่ามาร์ซีและถามพวกเขาว่าพวกเขามีเผ่าอื่นที่พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีกับพวกเขาไหม? เพื่อนยังสามารถเป็นเพื่อนกับคนอื่นๆได้อีก นั่นก็หมายความว่าเผ่ามาร์ซ์พวกเขาเป็นพันธมิตรกับเราแต่พวกเขาก็อาจจะมีพันธมิตรอื่นๆอีกก็ได้”
เวลส์มองแล้วก็พยักหน้า พร้อมกับพูดต่อว่า “เจ้าพูดถูก สิ่งที่เจ้าพูดเป็นสิ่งที่ดีที่จะทํา นอกจากนี้เจ้ายังมีเมล็ดข้าวจํานวนมากในมือของเจ้า ข้าแน่ใจว่าชาวเผ่าต้องได้รับการช่วยเหลือจากเจ้าเพื่อที่จะได้อาหาร ถ้าเราเข้าไปช่วยพวกเขาในไม่ช้าพวกเขาจะต้องมาเป็นพันธมิตรกับเจ้าอย่างแน่นอน”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “มันช่างดีจริงๆ แต่เรามาดูกันว่าสถานการ์มันจะเป็นเช่นไร พี่ชายทุ่งหญ้า มักจะขาดเมล็ดพืช แต่ถ้าขาดมากเกินไป ครั้งนี้ข้าก็กลัวว่าจะมีบางคนที่จะไม่ได้ เราจะต้องคิดถึงเรื่องนี้หากผู้คนก่อให้เกิดความเสียหาย เราจะต้องดูว่าปัญหานั้นมันเกิดขึ้นที่ไหนเพื่อจัดการกับต้นเหตุ”
เวลส์ขมวดคิ้วก่อนที่จะพูดว่า “เรื่องนั้นมันก็เป็นไปได้จริงๆ แม้ว่าทุ่งหญ้ามักจะขาดเมล็ดพืช แต่พวกเขาก็ยังมีเสบียงที่เพียงพอที่จะผ่านปัญหาขาดแคลนนี้ไปได้ แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่ามันจะไม่เหมือนเมื่อก่อน”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ดูเหมือนว่าผู้คนกําลังก่อให้เกิดสิ่งนี้ โดยเจตนาข้าคิดว่าเราต้องตรวจสอบกิลแห่งความสว่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ แม้ว่าพวกเขาจะพ่ายแพ้ในครั้งที่แล้วก็ตาม แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะยอมแพ้อีกครั้ง เป็นไปได้ว่าพวกเขาเป็นต้นเหตุของวิกฤติในครั้งนี้
ถ้าพวกเขาเป็นจริงๆ ข้าก็กลัวว่าสงครมจะเป็นทางออกเดียว”
เวลส์ขมวดคิ้วและพูดว่า “แต่เรื่องนี้มันคือความสูญเสียของเผ่า ซึ่งการสูญเสียมันจะไม่น้อยเลย ถ้าเราเข้าสู่สงครามจริงๆ สําหรับเผ่าของเรามันจะเป็นอันตรายมาก”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “พี่เวลส์ พี่น่าจะดูอีกวิธีหนึ่ง ตอนนี้เผ่าเฮคัสมีเมล็ดมากพอแล้ว ตอนนี้พี่ไม่ต้องต่อสู้เพื่ออาหารเหมือนในอดีต เมื่อพี่ต่อสู้กับคนจากที่อื่นๆ พี่อยู่ในแนวหน้าเสมอและกลายเป็นคนแรกที่เข้ามาติดต่อกับคนในทวีป เพื่อที่พี่จะได้รับอาหารมากขึ้น แต่ตอนนี้ไม่จําเป็นอีกต่อไปแล้ว พี่สามารถบอกเหตุผลที่เผ่าเฮคัสสูญเสียไปมากในช่วงการต่อสู้กับเผ่าบูล พี่สามารถส่งแนวหน้าไป เพียงแค่พี่อยู่ที่แนวหลังและพักผ่อน”
เวลส์มองครู่หนึ่งก่อนที่จะหัวเราะและพูดว่า “จริงๆด้วย น้องชาย เจ้ามีความคิดที่เต็มไปด้วยความคิดที่ดี เอาล่ะเราจะทําอย่างนั้น”
จากนั้นเจ่าไห่ก็ส่ายหัวและพูดว่า “แต่พี่ไม่ควรฉลองกันเร็วเกินไป เรื่องนี้เป็นเพียงการเดาของเราเท่านั้น เรายังไม่รู้ว่ากิลแห่งความสว่างอยู่เบื้องหลังวิกฤตินี้หรือไม่ มันอาจจะทําให้ลําบากมากขึ้น แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม พี่ก็ควรเลือกที่จะอยู่ที่แนวหลังแม้ว่าพี่จะเป็นผู้ตาม พี่ก็ไม่ต้องเข้าร่วมการต่อสู้ เผ่าเฮคัสไม่อาจจะสูญเสียได้อีกแล้ว”
เวลส์พยักหน้าและพูดว่า “จริงสิ เราควรหาสาเหตุของเรื่องนี้ก่อนในอีกไม่กี่วันเราจะไปที่เผ่ามาร์ซี พวกเขาน่าจะดีกว่าเผ่าอื่นๆ เมื่อเราส่งธัญพืชมาตลอดฤดูหนาว”
เจ่าไห่พยักหน้าแล้วพูดว่า “ดีจริงๆ พี่ก็จะได้ข่าวเกี่ยวกับทุ่งหญ้าจากที่นั่น พี่เวลส์ข้าจะกลับไปที่เต็นท์ก่อน ถ้าพี่ต้องการความช่วยเหลือพี่ก็แค่ส่งใครสักคนไปหาข้า แล้วข้าจะกลับมา”
เวลส์พยักหน้าและมองเจ่าไห่ เมื่อเจ่าไห่กลับไปที่เต็นท์ของเขา เขามองไปที่ลอร่ากับคนอื่นๆและถอนหายใจพร้อมกับพูดว่า “พี่เป็นคนเรื่องมากเกินไปหรือเปล่า?”
ลอร่ายิ้มและพูดว่า “ไม่มีอะไรเลยถ้าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกิลแห่งความสว่างจริงๆ มันก็จะดีสําหรับคนอื่นๆ ถ้าสงครามเกิดขึ้นยกเว้นจักรวรรดิโรเซ่น กิลแห่งความสว่างได้แผ่อิทธิพลออกไปแล้ว ทั่วทั้งทวีปผู้คนจํานวนมากกลายเป็นผู้ศรัทธาของกิลบางคนถึงกับบริจาคสิ่งของทั้งหมดให้กับกิลเพื่อดํารงอยู่ของกิลแห่งความสว่าง ซึ่งมันไม่ได้เป็นสิ่งที่ดีเลย ไม่ต้องกําจัดมันจะเป็นการดีที่สุด ถ้าพวกเขาควบคุมเพราะเหตุนี้ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งกับพี่ในการจัดการกับการกระทําของกิลแห่งความสว่าง”
เมแกนพยักหน้าและพูดว่า “พี่ไห่ กิลแห่งความสว่างทําให้ตระกูลของฉันต้องตายไปมาก มันเป็นเรื่องที่ดีเราควรจัดการกับพวกมัน”
ลิซซี่มองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “พี่ไห่ พี่รู้สึกไม่สบายใจงั้นเหรอ? พี่ไม่ต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลย สงครามมันดีมากสําหรับตระกูลของเรา ตอนนี้แดนทมิฬต้องการอะไรอีกมากในตอนนี้ ถ้าเหล่าชาวเผ่าและคนต่อสู้กันเป้าหมายแรกก็คือจักรวรรดิอาร์ซู เมื่อสงครามเกิดขึ้น ผู้คนจํานวนมากจากจักรวรรดิจะต้องออกจากบ้านตัวเอง ในตอนนั้นเราสามารถหาคนได้ พวกเขาจะเข้ามาอยู่ ในตระกูลบูดาของเรา ตระกูลของเรามีศัตรูหลักๆอยู่สองฝ่ายในตอนนี้ ฝ่ายแรกคือจักรวรรดิอาร์ซู อีกหนึ่งฝ่ายคือกิลแห่งความสว่าง วิกฤตของทุ่งหญ้าเป็นเพราะกิลแห่งความสว่าง จากนั้นเมื่อชาวเผ่าส่งกองกําลังของพวกเขาไป กิลแห่งความสว่างจะได้รับผลกระทบอย่างมากและจักรวรรดิอาร์ซูเป็นฝ่ายแรกที่ถูกโจมตีจากการโจมตีความสูญเสียของพวกเขาจะยิ่งใหญ่มาก ในตอนนั้นพี่ไหจะจัดการกับปัญหาเหล่านี้ ทําไมพี่ต้องเป็นกังวล”
หลังจากได้รู้เรื่องนี้เจ่าไห่ก็เข้าใจทันทีว่าลิซซี่เป็นนักวางกลยุทธการทหารที่เก่งมาก โดย
ตลอดวิธีของเธออาจจะบอกได้ว่ามันไร้ความปรานีมาก แต่มันก็มีประสิทธิภาพมากๆ
เจ่าไห่ถอนหายใจและพูดว่า “แต่คนที่ทนทุกข์ที่สุดในสถานการณ์นี้ก็น่าจะเป็นเหล่าทาส โดยเฉพาะอย่างยิ่งตระกูลเพอร์เซลล์ เนื่องจากพวกเขามีการติดต่อกับพวกเรา ข้ายังมีความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก”
เจ่าไห่จะใจอ่อนบางครั้ง เขาไรความปรานีเมื่อพูดถึงศัตรูของเขา แต่ทาสไม่ใช่ศัตรูของเขา
เจ่าไห่ไม่ต้องการที่จะทําให้พวกเขาต้องเจอกับความทุกข์
ลอร่าก็พูดขึ้นมาว่า “พี่ไห่เรื่องนี้เป็นเหมือนกับหินลองคิดดูหากไม่ได้มีตัวตนของพี่ เผ่าเฮคัสน่าจะจบไปแล้วเมื่อเหตุการณืในตอนนั้น ยังไงสงครามก็ยังจะเกิดขึ้น และสงครามนั้นจะยิ่งวุ่นวายมากกว่านี้อีก”
เจ่าไห่ถอนหายใจอีกครั้งก่อนที่จะพูดว่า “กิลแห่งความสว่างเป็นเหมือนภัยพิบัติอย่างแท้จริงๆ
โชคไม่ดีสําหรับพวกเรา พวกเขาได้แพร่กระจายออกไปทั่วทั้งทวีปแล้ว มันยากมากที่จะลบพวกเขาออก”
ลิซซี่ขมวดคิ้วและพูดว่า “พี่ไห่ การเพิ่มขึ้นของกิลแห่งความสว่างนั้นแปลกมากจริงๆ หลายร้อยปีที่ผ่านมากิลแห่งความสว่างเป็นเพียงกิลเล็กๆ ที่นักเวทย์แห่งแสงเชื่อ ในความมีอยู่ของพระเจ้านอกเหนือจากกิลแห่งความสว่าง อย่างไรก็ตาม หลังจากเวลาผ่านไปกิลแห่งความสว่างก็มีพลังอํานาจมากขึ้นเรื่อยๆ จากสิ่งที่ฉันอ่านในบันทึกของจักรวรรดิพระเจ้ากิลแห่งความสว่างได้
สืบสายมาทําให้กิลกลายเป็นสิ่งที่น่าเกรงขามมากขึ้นจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ในเวลาเพียง 100 ปีที่ ผ่านมากิลแห่งความสว่างมีอํานาจมากยิ่งกว่าตระกูลผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่มาเป็น 1,000 ปีแล้วมันน่าจะมีความลับอะไรบ้างอย่างอยู่แน่นอน”
เจ่าไห่มองหน้าของเธอ แต่ก็ไม่อาจจะทําสิ่งใดได้ แต่ก็พูดขึ้นมาว่า “พระเจ้าของกิลแห่งความสว่าง? มีเรื่องแบบนี้จริงเหรอ?”
ลิซซี่ส่ายหัวและพูดว่า “มีหลายสิ่งที่เขียนในบันทึก แต่ฉันคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นไปได้เลย”
เจ่าไห่ยิ้มไม่ออกและพูดว่า “ทําไมมันถึงเป็นไปไม่ได้ล่ะ ถ้ามีพระเจ้าในทวีปจริงๆ ล่ะจะทํายังไง ถ้าพระเจ้าเหล่านั้นต้องการความศรัทธาจากผู้คนเพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น? ถ้าเป็นเช่นนั้น มันจะทําให้รู้สึกว่ากิลแห่งความสว่างจะมาหาคนไปเข้าร่วมกับพวกเขา เพื่อไม่ให้ไปเชื่อในสิ่งอื่นๆ”
(เนื่องจากเนื้อหาบางส่วนอาจไม่เหมาะสม ทางเราซึ่งเป็นเพียงผู้แปลไม่ได้คิดจะต่อต้านหรือดูถูกแต่อย่างใด หากมีอะไรผิดพลาดทางเราต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย)
ลิซซี่กับคนอื่นๆ มองหน้ากัน พวกเขาไม่คิดว่าเจ่าไห่จะพูดอย่างนี้ เม็กเริ่มสับสนและพูดว่า “พี่ไห่ ฉันไม่เข้าใจพวกเขาเป็นพระเจ้า พวกเขาจําเป็นต้องแข่งขันเพื่อแย่งชิงอํานาจเหมือนกับคนด้วยเหรอ?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “อย่าคิดว่าพระเจ้าเป็นอะไรที่พิเศษ พวกเขาเป็นแค่คนที่มีพลังมากกว่า แต่ถ้าพวกเขาเป็นแค่คนมันก็จะสมเหตุสมผลสําหรับพวกเขาที่จะพยายามแย่งชิงอํานาจถ้าทวีปได้สัมผัสเชื้อสายของกิลแห่งความสว่างจริงๆ แล้วการหนุนหลังของกิลแห่งความสว่างไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆ เลย”
ลิซซี่และคนอื่นๆ รู้สึกว่าพวกเขากําลังฟังคําพูดจากหนังสือแห่งสวรรค์ พวกเธอไม่เคยได้ยินคําอธิบายของพระเจ้านี้มาก่อน สําหรับพวกเธอสิ่งที่เจ่าไห่พูดนั้นลึกลับมากเกินไป
เจ่าไห่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริงหรือไม่ ไม่ว่าจะยังไงนวนิยาย
ทั้งหมดเขียนพระเจ้าเป็นแบบนี้ แม้ว่าทวีปอาร์คจะแตกต่างจากนวนิยายเหล่านั้น แต่ก็มีเวทย์มนตร์เช่นเดียวกับพลังฉี ความเป็นไปได้ของคําอธิบายนี้เป็นความจริงสูงกว่าโลกมาก ด้วยเหตุนี้ เจ่าไห่จึงเชื่อว่าพระเจ้าของโลกนี้เป็นเหมือนกับในนวนิยาย
เจ่าไห่ถอนหายใจแล้วพูดว่า “ดูเหมือนว่าเราจะไม่สามารถจัดการกับกิลแห่งความสว่างได้ เพราะเราอาจจะทําให้พระเจ้าไม่พอใจ สําหรับพระเจ้าที่จะลงมาในทวีปเขาก็มีเหตุผลของเขาถ้า
เราไปและจัดการกับกองกําลังของเขาในทวีปพวกเขาอาจจะไม่ไว้หน้าแม้ว่ากองกําลังในตอนนี้ของเราจะสามารถรับมือกับเทพผู้มีพลังระดับ 9 ได้แต่เราก็ไม่สามารถรับมือกับพระเจ้าได้”
ลอร่าขมวดคิ้วและพูดว่า “นี่เป็นเรื่องจริงเหรอ? พี่ไห่พี่แน่ใจหรือไม่ว่าพี่ไม่ได้คิดมากเกินไป”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “พี่ก็หวังว่าพี่จะคิดมากเกินไป แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเราควรหลีกเลี่ยงสถานการณ์นั้นไม่ให้เกิดขึ้น เราไม่อยากจะมีปัญหาที่ใหญ่เกินไป
ลิซซี่มองไปที่เจ่าไห่จากนั้นเธอก็ยิ้มและพูดว่า “ถ้ามีพระเจ้าจริงๆ ฉันก็ไม่คิดว่าเราจะต้องกลัวเขาเลย ฉันเชื่อว่าแม้แต่พระเจ้าก็ไม่มีมิติเหมือนพี่ไห่ พี่ไม่ต้องเป็นกังวลเลย”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “พี่ยังเชื่อว่าพระเจ้าไม่สามารถมีสิ่งต่างๆได้เช่นมิติ มิฉะนั้นพวกเขาก็ไม่จ่าเป็นต้องลงมาและรับผู้คนไป”