Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 489 - ตระกูลครูก
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 489 - ตระกูลครูก
บทที่ 489 – ตระกูลครูก
“โง่!” แรนดอล์ฟพูดหลังจากที่เขาได้เรื่องจากสมิท และก็ยังพูดต่อว่า “อย่าไปฟังพวกเขา พวกเขาเป็นคนที่คิดอะไรสั้นๆ รู้หรือเปล่าคนจากตระกูลแคลซีของเราตายเพราะพวกเขามา
มากมายแล้ว”
เมื่อแรนดอล์ฟพูดถึงเรื่องนี้เขาก็หยุดอยู่ครู่นึง เขาหายใจเข้าก่อนที่จะพูดต่อ “เจ้าจงจําไว้เลยว่าเมื่อเจ้าได้เป็นผู้เฒ่าของตระกูลเจ้าจะต้องมั่นคงในความคิดของเจ้า เจ้าจะต้องเป็นคนที่ตัดสินใจ มีคนมากมายที่ต้องการมาเอาผลประโยชน์กับเรา เราอาจจะต้องสูญเสียบางอย่างไปหากว่าเจ้าเองไม่กล้าตัดสินใจ ถ้าไม่เช่นนั้นการที่ได้เป็นผู้เฒ่ามันก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อเจ้าเลย”
เมื่อสมิทได้ยินแรนดอล์ฟ เขาก็พยักหน้าด้วยความเข้าใจ ในเวลาเดียวกันเขาก็รู้สึกดีขึ้น เขาไม่รู้ว่าทําไมแรนดอล์ฟถึงต้องพูดกับเขาเช่นนี้ แต่เขาก็เข้าใจความหมายของมันทั้งหมด
แรนดอล์ฟมองสมิทด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “ตอนนี้สถานะของเจ่าไห่เป็นยังไงบ้าง? ตอนนี้เขาเป็นผู้นําของตระกูลบูดา เขามีพลังที่น่ากลัวและสามารถสั่งการเทพผู้มีพลังระดับ 9 ได้เจ้าคิดว่าคนที่ใจดีจะสามารถสั่งการพวกเขาเหล่านั้นได้ไหม? ถ้าพวกเขาเชื่อจริงๆ พวกเขาก็คงจะเป็นคน
บ้าไปแล้ว แล้วถ้าพวกเขาสามารถเอาเจ่าไห่ไปอยู่ด้วยได้ ตระกูลของเราจะเป็นเช่นไรเจ่าไห่เป็นคนที่แข็งแกร่งมากจนเพียงพอที่จะทําให้ตระกูลของเราไม่เกิดความมั่นคง สิ่งที่ตระกูลต้องการตอนนี้ไม่ใช่เทพผู้มีพลังระดับ 9 แต่คือการได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับตระกูลบูดา ตอนนี้ตระกูลบูดากลายเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปแล้วมันจะเป็นการดีต่อพวกเรามาก เราอาจจะสนับสนุนเจ่าไห่ด้วยการจัดการกับสิ่งที่ขวางทางเขาอยู่ได้ เพื่อให้ตระกูลบูดาของเขาเป็นตระกูลผู้ยิ่งใหญ่ ซึ่งมันก็จะไม่ใช่แค่นั้นเราจะได้รับความประทับใจจากเจ่าไห่ด้วย เมื่อถึงเวลานั้นตระกูลของเราก็จะแข็งแกร่งตามตระกูลบูดาไปด้วย”
สมิทพยักหน้าและพูดว่า “จริงอย่างที่ท่านพูด ข้าเข้าใจแล้วท่านไม่ต้องเป็นห่วงท่านพ่อ ถ้าแผนของเจ่าไห่บนเกาะทองคําประสบความสําเร็จมันจะส่งผลต่อเมืองสกายของเราไหม?”
แรนดอล์ฟยิ้มและพูดว่า “มันไม่น่าจะส่งผลอะไรต่อเรา หากแม้ว่ามันจะส่งผลต่อเมืองสกายมันจะเป็นสิ่งที่ดีถ้าเขาทําได้ดี สินค้าของพวกเขาจะได้รับกําไรมากมายและจะมีราคาที่ถูกเหล่า
พ่อค้าจะไปซื้อของที่นั่นและเอาไปขายต่อที่เมืองสกาย ซึ่งเหล่าโจรสลัดไม่กล้ามาที่เมืองสกาย แต่พ่อค้าจะไปที่เกาะทองคําเพื่อไปซื้อขายสินค้ากับเหล่าโจรสลัด ท้ายที่สุดมันจะเป็นสิ่งที่ดีต่อเมืองสกาย”
สมิทพยักหน้าและพูดว่า “หลังจากเจ่าไห่ไปหาตระกูลครูก เขาก็จะมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของชาร์ลีต่อ ชาร์ลีต้องการที่จะทําอะไรกันแน่”
แรนดอล์ฟยิ้มและพูดว่า “เจ้าชายชาร์ลีทําอะไรได้มากมาย เจ่าไห่คือคนของเขาและเขาก็รู้ดีว่าจักรพรรดิ์ได้ให้รางวัลแก่เจ่าไห่ มันก็เท่ากับการเพิ่มอิทธิพลของชาร์ลีมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่
เขาจะต้องดีใจ ตอนนี้ชาร์ลีมีโอกาสมากขึ้นที่จะได้บัลลังก์ของจักรพรรดิ์ แต่เราก็ไม่ควรที่จะเข้าไปยุ่งเราควรที่จะรักษาตําแหน่งของตระกูลเราไว้ก่อน
สมิทพยักหน้าก่อนที่จะพูดว่า “ท่านพ่อไปพักผ่อนก่อน ข้ารู้แล้วว่าข้าจะต้องทําสิ่งใด ข้าจะไม่เห็นด้วยในเรื่องของเจ่าไห่” แรนดอล์ฟพยักหน้าให้กับสมิท
หลังจากได้เห็นเรื่องนี้ เจ่าไห่ก็ตัดสินใจเลิกดูพวกเขาต่อ เขารู้ว่าตอนนี้เขาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากตระกูลแคลซีแล้ว สําหรับตระกูลบูดาแล้วเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่สําคัญมากๆ
เจ่าไห่ถอนหายใจออกมายาวมากๆ และนั่งลงอยู่ในห้องนั่งเล่นตอนนี้เรื่องทั้งหมดมันเป็นไปในทางที่ดีมาก ตอนนี้เขาได้รับสถานะใหม่แล้ว ไม่เพียงแค่นั้นเขายังได้ตระกูลแคลซีที่จะคอยสนับสนุนเขา และได้ตระกูลครูกเป็นพันธมิตรอีกด้วย ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่พอแค่นี้เขารู้สึกว่าตระกูลบูดายังต้องเพิ่มความแข็งแกร่งต่อไป
หลังจากที่พักไปซักพักหนึ่งแล้ว เจ่าไห่จึงเรียกซอมบี้ผู้เฒ่าของตระกูลโรเบิร์ตออกมา เขาต้องการถามพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ เช่นเทคนิคของพลังฉีและเรื่องอื่นๆ
แม้ว่าตระกูลบูดาจะมีคัมภีร์พลังฉีมังกรลมแล้ว แต่พลังนี้ก็ไม่ได้เหมาะสมกับทุกคน ดังนั้นเจ่าไห่จึงต้องการดูเทคนิคการต่อสู้ของพวกเขา แม้ว่าเขาจะไม่สามารถใช้มันได้ แต่เขาก็สามารถให้เทคนิคเหล่านี้กับเด็กๆ ได้เรียนรู้ (โรงเรียนของเจ่าไห่ในมิติ) นี่เป็นพื้นฐานของตระกูลใหญ่ๆ ที่จําเป็นจะต้องมีมัน
ตอนนี้สิ่งที่มีค่ามากที่สุดที่เขาจะได้จากตระกูลโรเบิร์ตไม่ใช่เงิน แต่มันคือห้องสมุดภายในตระกูลโรเบิร์ต
มีหนังสือจํานวนมากเข้าออกอยู่ในทวีปอาร์ค แต่หนังสือที่มีประโยชน์อย่างแท้จริงถูกเก็บไว้ในห้องสมุดภายในของตระกูลใหญ่ ซึ่งตระกูลทั่วไปหรือคนธรรมดาไม่มาทางที่จะได้เห็นมันเลย
เมื่อตระกูลโรเบิร์ตมีชื่ออยู่ในจักรวรรดิโรเซ่น มันก็เป็นเรื่องที่มั่นใจได้เรื่องว่าพวกเขามีห้อง
สมุดภายในของตัวเองอยู่แล้ว ห้องสมุดนี้มีเรื่องราวเกี่ยวกับตระกูลโรเบิร์ต และมันก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น มันยังมีคัมภีร์มากมายที่เกี่ยวกับพลังฉีและพลังเวทย์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่สําคัญกับเจ่าไห่มาก
อีกสิ่งที่ทําให้เจ่าไห่มีความสุขคือการที่รู้ว่าคัมภีร์เหล่านี้มันมีอยู่จริงๆ คัมภีร์เหล่านี้มันถูกเก็บไว้ในลังไม้อย่างดี มันก็เลยทําให้คัมภีร์เหล่านี้มีราคาที่แพงมากๆ
หลังจากเจ่าไห่ได้เห็นคัมภีร์เหล่านี้ เจ่าไห่ก็รู้ว่าทําไมตระกูลโรเบิร์ตจึงต้องเก็บของสิ่งนี้ไว้ในที่ปลอดภัย นี่เป็นเพราะคัมภีร์เหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถทําให้คนกลายเป็นเทพผู้มีพลังระดับ 9 ได๋ จริงๆ และคนของพวกเขาก็ใช้คัมภีร์นี้เพื่อก้าวข้ามความแข็งแกร่งของพวกเขา
คัมภีร์ของการฝึกเป็นเทพผู้มีพลังระดับ 9 เป็นสิ่งที่มีค่ามากสําหรับเจ่าไห่ สิ่งเหล่านี้อาจไม่สําคัญกับคนทั่วไป แต่สําหรับกรีนและคนอื่นๆ มันเป็นสมบัติที่ล้ําค่ามากที่สุด
กรีน, เมอร์รินและคาเรทอยู่ในระดับสูงสุดของเทพผู้มีพลังระดับ 8 พวกเขาต้องการเพียงแค่ฝึกอีกไม่มากนักพวกเขาก็จะไปถึงระดับ 9 แล้วสําหรับพวกเขาคัมภีร์เหล่านี้จะให้ข้อคิดที่สําคัญที่พวกเขาจะใช้เพื่อการก้าวหน้า
เจ่าไห่ได้เข้าใจแล้วว่าทําไมตระกูลผู้ยิ่งใหญ่เหล่านี้ถึงได้มีเทพผู้มีพลังระดับ 9 ได้อย่างง่ายๆ ในขณะที่ตระกูลทั่วๆไปของชนชั้นสูงยังไม่สามารถทําได้ ขุนนางทั่วไปเหล่านั้นมีคัมภีร์อยู่บ้าง
หรือบ้างทีพวกเขาก็ไม่ได้มีมันอยู่เลย
สําหรับเทคนิดการฝึกฝนนั้น เจ่าไห่ไม่สามารถจําได้ทั้งหมด เขามีตระกูลโรเบิร์ตที่ได้เขียนมันขึ้นมา ในที่สุดพวกเขาก็ตายมันเป็นเรื่องที่ง่ายมากสําหรับพวกเขาที่จะเขียนมัน
ในขณะที่เจ่าไห่กําลังคิดเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้ เจ่าไห่ก็ได้เรียกซอมบี้ทั้งหมดที่เขามีและสั่งให้พวกเขาเขียนวิธีการฝึกฝน พวกเขาไม่มีอะไรจะเขียน พวกเขาไม่ได้ต่อสู้มากมายนักจึงไม่มีอะไรจะเขียนลงไป ดูเหมือนตระกูลบูดาจ่าเป็นต้องใช้คัมภีร์เหล่านี้เพื่อพัฒนาตระกูลต่อไป
ในขณะที่วันของเจ่าไห่ดําเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งทวีปอาร์คก็อยู่ในพายุ การปรากฏของผลึกเวทย์, การที่ตระกูลโรเบิร์ตถูกกําจัด เรื่องที่เจ่าไห่ได้รับตําแหน่งใหม่และก็ยังได้รับรางวัลที่เป็นของที่ใหญ่มากๆอีกด้วย
ทวีปอาร์คผลึกเวทย์ไม่ได้มีผลกระทบต่อคนทั่วไป เพราะมันเป็นเพียงเรื่องใหญ่สําหรับเหล่านักเวทย์ทั่วนั้น
อย่างไรก็ตามเจ่าไห่ได้เป็นเจ้าของของเกาะทองคํามันทําให้ทุกคนตกใจกับเรื่องนี้มากๆ ข่าวแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วมากๆ ตอนนี้เหล่าขุนนางและคนทั่วไปก็รู้เรื่องนี้หมดแล้ว
เกาะทองค่าเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากระหว่างจักรวรรดิโรเซ่นและจักรวรรดิอาร์ซู เพราะในอดีตยังไม่ได้มีใครได้เป็นเจ้าของเกาะแห่งนี้เลย
และตอนนี้ก็มีชื่อของเจ้าของเกาะปรากฏขึ้นแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นชื่อของคนที่ได้เป็นเจ้าของเกาะนั้นมันก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ตระกูลบูดาเป็นตระกูลที่มาจากจักรวรรดิอาร์ซู อย่างไรก็ตาม
เกาะทองคํา เขาได้จากจักรวรรดิโรเซ่น นี่มันเป็นเรื่องที่ทําให้ทั้งทวีปให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
การให้รางวัลของจักรวรรดิโรเซ่นนั้นเป็นสิ่งที่ทําให้คนสนใจเป็นอย่างมาก ความสัมพันธ์ ระหว่างตระกูลบูดาและจักรวรรดิอาร์ซูนั้นเป็นที่รู้กันดีในหมู่คนในทวีปนี้ ตระกูลบูดาน่าจะถูกกําจัดไปแล้ว แต่พวกเขายังกลับมาปรากฏตัวอีกครั้งอย่างน่าประหลาดใจและกําลังจะกลายเป็นหนึ่งในตระกูลที่ทรงพลังที่สุดในจักรวรรดิ
เมื่อจักรวรรดิโรเซ่นมอบเกาะทองคําให้กับเจ่าไห่ เพื่อเป็นของกํานัน พวกเขาก็นึกถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นกับเกาะนั่นทันที
จักรวรรดิอาร์ซูเข้ามาต่อต้านทันที ประกาศไม่ให้ใช้การจัดสินใจของจักรวรรดิโรเซ่น นอกจากนี้พวกเขายังบอกอีกว่าเกาะอห่งนี้เป็นของพวกเขา พวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะตัดสินใจ หากจักรวรรดิโรเซ่นคิดที่จะทําเช่นนั้นจริงๆ จักรวรรดิอาร์ซูก็จะไม่รับรองความสงบสุขของพวกเขาอีกต่อไป (คําพูดเหมือนจะมีเรื่องกันเลยครับ)
นี่เป็นภัยคุกความอย่างไม่ต้องคิดมากเลย แน่นอนว่าพวกเขากําลังพูดกันว่าหากจักรวรรดิโรเซ่นไม่เอารางวัลคืนจากเจ่าไห่ พวกเขาอาจจะต้องทําสงครามกัน โดยไม่มีข้อยกเว้น
อย่างไรก็ตามจักรวรรดิอาร์ซูไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเจ่าไห่ ซึ่งตอนนี้จักรวรรดิของเขาถูกตั้งขึ้น
โดยการรับรองจากประเทศต่างๆ เช่นเดียวกับกิลแห่งความสว่างที่ไม่สามารถถอนออกไปได้ด้วย
เหตุนี้จักรวรรดิอาร์ซูจึงไม่สามารถทําอะไรได้เกี่ยวกับเจ่าไห่ในตอนนี้
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เห็นด้วยกับเจ่าไห่ ในความคิดของเขาเกาะทองค่าเป็นของเขาอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้เขาไม่กล้าครอบครองสถานที่อื่นๆ เพราะเขายังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรเซ่น ถ้าไม่งั้นมันจะเหมือรกับการรุกรานสองจักรวรรดิ ตอนนี้ถ้าเขาต้องการต่อสู้เพื่อเกาะทองคํา เขาสามารถทําให้พวกเขาทะเลาะกันเพราะตัวของเขาได้ ทําให้เจ่าไห่ไม่กลัวสิ่งที่เขาจะทํา
เจ่าไห่ไม่ประทับใจในจักรวรรดิอาร์ซูมากนัก สิ่งที่พวกเขาทํากับตระกูลบูดามันแย่มาก จนเจ่าไห่ไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนของจักรวรรดิอาร์ซูอีกต่อไป ตอนนี้เขาเป็นในแดนทมิฬแล้ว เขาจึงไม่ได้สนใจกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่นัก
ในตอนเย็นเจ่าไห่ไปที่มิติเพื่อพบกับกรีนและคนอื่นๆ เพื่อบอกพวกเขาถึงเรื่องสําคัญในวันนี้
รวมไปถึงเรื่องตําแหน่งที่เจ่าไห่พึ่งได้รับด้วย
กรีนและคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเจ่าไห่ เนื่องจากพวกเขาไม่ได้ประทับใจในจักรวรรดิอาร์ซู ตอนนี้ที่สถานะของเจ่าไห่ในจักรวรรดิอาร์ซูต่ํากว่าจักรวรรดิโรเซ่นมากๆ กรีนและคนอื่นๆสามารถบอกได้ว่าพวกเขาเป็นคนของจักรวรรดิโรเซ่น ในท้ายที่สุดพวกเขาล้วนเป็นชาวพื้นเมืองของทวีปอาร์คสิ่งเดียวที่สําคัญสําหรับพวกเขาก็คือสถานะที่พวกเขามีอยู่ แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ในใจของเจ่าไห่สําหรับเขาแล้วความแข็งแกร่งเป็นสิ่งสําคัญที่สุด
กรีนและคนอื่นๆ เห็นด้วยกับความคิดของเจ่าไห่ สําหรับพวกเขาแล้วมันไม่สําคัญว่าเกาะทองคําาจะเป็นที่แห่งไข่ทองคํา สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือว่าตระกูลบูดาได้ครอบครองพื้นที่ตรงนั้นไหม
หลังจากพวกเขาพูดคุยกัน เจ่าไห่ก็เอาคัมภีร์ให้กับกรีนและคนอื่นๆ เมื่อพวกเขาเห็นคัมภีร์เหล่านี้พวกเขาลองทําทันทีราวกับว่าพวกเขาเพิ่มได้รับสมบัติ พวกเขาไม่ได้ออกจากมิติ เพียงแต่พวกเขาไปที่ห้องของตัวเองและอ่านต่อ
สภาพแวดล้อมของมิตินั้นดีมากเหมาะมากสําหรับการฝึกฝน ด้วยเหตุนี้พวกเขาไม่ต้องการออกไปข้างนอกเลย และเนื่องจากยังมีสิ่งอื่นอีกมากมายที่ต้องทําที่ป้อมภูเขาเหล็ก พวกเขาเลือกที่จะไม่ออกไปไหนเป็นเวลานาน
หลังจากพักผ่อนตลอดทั้งคืนภายในมิตแล้ว ก็มาถึงช่วงกินแาหารเช้าในตอนเช้า เจ่าไห่ขึ้นรถม้าของเขาและมุ่งหน้าไปยังตระกูลครูก
การมาถึงของเจ่าไห่ ตระกูลครูกนั้นไม่ได้เหมือนกับครั้งที่แล้วที่เจสันมารับเพียงคนเดียว ครั้งนี้ยังมีปู่ของเจสันและคนอื่นๆ ในตระกูลครูกมาด้วย พวกขเารอเจ่าไห่อยู่ข้างๆทาง สําหรับเจ่าไห่ นี่เป็นสิ่งที่ดีมากสําหรับเขา
เจ่าไหไม่ได้นําคนจํานวนมากเกินไปมาที่นี่ในวันนี้ มีเพียงชิวและซูกะ ลอร่าและคนอื่นๆ ยังคงอยู่ในมิติด้วยปริมาณของหนังสือแค่สองวันคงไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมด
เจ่าไห่ยังคงอยู่ในรถเมื่อเขาเห็นตระกูลครูกมาต้อนรับ เขาไม่คิดว่าตระกูลครูกจะเอาคนเหล่านี้มาเพื่อรอเขา เจ่าไหรีบลงจากรถ เมื่อลงมาแล้วเจ่าไห่ก็พูดขึ้นทันที “ทําไมพาคนมาเยอะเช่นนี้ มันมากเกินไป”
เมื่อปู่ของเจสันได้ยิ่งสิ่งที่เจ่าไห่พูดเขาก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา จากนั้นเขาก็เคารพแก่เจ่าไห่และพูดว่า “ข้าคือผู้เฒ่าของตระกูลครูก ยินดีที่ได้พบเจ่าไห่ บูดา”
เจ่าไห่ไม่รู้ว่าจะต้องทําเช่นไร เขามองไปที่เจสันแล้วเขาก็เข้าใจทันที่ว่าเขากําลังทําอะไรอยู่ เจ่าไห่กล่าวเคารพกลับอย่างรวดเร็จและพูดว่า “ข้าเจ่าไห่บูดา ยินดีที่ได้พบท่านเจสซี”
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายเคารพกัน เจสซีก็แนะนําเจ่าไห่ให้คนในตระกูล พ่อของเจสันชื่อรอน ในตอนนี้เจ่าไห่สามารถจําชื่อเจสซีและรอนได้ แต่ส่วนตัวเจ่าไห่แล้วเขาเป็นคนที่ไม่ได้สนใจใครมากนัก เขาเพิ่มจะให้เจ้าฉินอี้จ่าชื่อของพวกเขาและเตือนเขาไว้ภายหลัง
เมื่อเขาแนะนําตัวเสร็จแล้ว เจสซีก็หันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “เจ่าไห่ ยินดีต้อนรับสู่บ้านของเรา นอกจากนี้มันเป็นเวลาหลายวันแล้วตั้งแต่วันขอบคุณพระเจ้า เจ้าไม่ได้มาที่นี่นานเลย”
เมื่อได้ยินเจสซีพูดในครั้งนี้ เจ่าไห่ก็รู้ว่าเมื่อเขาแนะนําคนในจตระกูล เขาได้แสดงอย่างเป็นทางการในฐานะผู้เฒ่าของตระกูลครูก ตอนนี้เขาทําหน้าที่เป็นเพื่อนของเจ่าไห่จึงอธิบายการเปลี่ยนแปลงของน้ําเสียงในตอนนี้
เจ่าไห่ชอบเสียงพูดนี้ โดยธรรมดาชาติเขายิ้มทีนทีและพูดว่า “ข้ามีหลายสิ่งอย่างมากเกินไปที่จะดูแลข้าเข้าร่วมงานเลี้ยงของเจ้าเมื่อ 2- 3 วันก่อน แต่ปู่มีการจัดการมากมายและไม่สามารถแยกได้ ดังนั้นเราจึงไม่มีโอกาสได้พบกัน”
เจสซีหัวเราะและพูดว่า “เอาล่ะ ข้าจะยอมรับสิ่งนั้นอย่างก็ตามเจ้าต้องไปกับข้าที่จะดื่มในวันนี้ เราไปที่ห้องกันเถอะ”
จากนั้นเจสซีก็พาเจ่าไห่เข้าสู่ป้อมปราการและนั่งลงภายในล็อบบี้ ในขณะที่พวกเขากําลังเดิน เจ่าไห่สังเกตเห็นว่าเจสซีทรงพลังในฐานะผู้เฒ่า ของตระกูลครูกคนอื่นๆ กําลังเดินตามหลังเขา และไม่มีโอกาสพูดอะไรเลย ดูเหมือนว่าเจสซีจะสามารถควรคุมตระกูลได้เต็มที่มากๆ อย่างไรก็ตาม เจ่าไห่ยังได้เห็นอีกว่าเจสซีเปิดรับความคิดเห็นของคนในตระกูลของเขา เมื่อพูดถึงการตัดสินใจเขามีอิทธิพลมากที่จะจัดการกับทุกเรื่องได้เลย
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ๊าย…บาย