Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 478 - น่ารังเกียจ
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 478 - น่ารังเกียจ
บทที่ 478 – น่ารังเกียจ
หากว่าใครต้องการที่จะเอาชนะตระกูลผู้ยิ่งใหญ่อย่างตระกูลแคลซี เขาจะต้องจัดการกับผู้นําและชนชั้นสูงทั้งหมด
หากว่าคนเหล่านี้หายไปตระกูลก็อาจจะไม่สามารถอยู่ในจักรวรรดินี้ได้อีกเลย แต่พวกเขาก็จะต้องอยู่เพราะว่าพวกเขาจะได้รับผลประโยชน์มากมายจากตระกูล พวกเขาจะใช้ความสามารถของพวกเขาเพื่อที่จะอยู่กับตระกูลใหญ่เช่นนี้เลย
เมื่อผู้นําและชนชั้นสูงของพวกเขาหายไป ผลประโยชน์ต่างๆ ก็จะไม่มีประโยชน์ต่อตระกูลอีก
ด้วยเหตุนี้ป้อมปราการของตระกูลแคลซีจึงไม่สามารถเอาชนะได้ง่ายๆ ในเวลาเดียวกันตระกูลโรเบิร์จก็ไม่อาจแพ้เช่นกัน พวกเขาคิดว่าพวกเขาจะต้องจัดการกับเจ่าไห่ก่อน แต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดว่าแผนที่จะจัดการกับเจ่าไห่ของพวกเขาจะไม่สําเร็จ และด้วยแผนของเขาก็คือ พวกเขาจะส่งเทพผู้มีพลังระดับ 8 เป็นจํานวนมากและให้พวกเขาใช้ผลึกเวทย์เพื่อเอาชนะเจ่าไห่ แต่มันก็น่าเสียดายที่พวกเขาทําไม่สําเร็จ
ไม่เพียงแต่จะไม่สําเร็จแล้วเจ่าไห่ก็ยังรู้อีกว่าพวกเขาใช้ผลึกเวทย์ ตอนนี้มันไม่ใช่แค่เจ่าไห่ที่รู้ แต่ตอนนี้ตระกูลแคลซีก็รู้เรื่องนี้แล้ว และมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเลยที่ทั้งจักรวรรดิจะรู้ เมื่อนักเวทย์รู้ว่าตระกูลโรเบิร์ตมีผลึกเวทย์ พวกเขาจะถูกกําจัดทันที ไม่มีสมาชิกในตระกูลโรเบิร์ตที่จะสามารถเอาชีวิตรอดไปด้วย ที่พวกเขาทํามันเหมือนกับการที่พวกเขาฆ่าตัวตาย
สิ่งนี้ทําให้ตระกูลโรเบิร์ตตัดสินใจใช้ความแข็งแกร่งทั้งหมดของพวกเขาในการจัดการกับตระกูลแคลซี พวกเขาต้องทําลายตระกูลแคลซีให้เร็วที่สุด โดยที่พวกเขาจะทําลายทั้งตระกูลเลย
ในตอนนี้สถานการณ์ปัจจุบันของป้อมปราการแห่งความมืดไม่ค่อยจะดีนัก ตระกูลแคลซีเป็นตระกูลนักเวทย์ พวกเขาให้ความสําคัญกับนักเวทย์และก็ไม่ได้ให้ความสําคัญกับนักรบมากนัก
ด้วยเหตุนี้นักเวทย์จึงมีจํานวนมากอยู่ในตระกูลแคลซี สิ่งที่เจ่าไห่ได้บอกกับแรนดอล์ฟทําให้นักเวทย์ทั้งหมดถอยกับมาจากก่าแพง
เจ่าไห่ยังตระหนักถึงสถานการณ์เช่นนี้ ในเวลานี้สมิทก็มาพร้อมกับคนไม่กี่คนที่เป็นนักเวทย์
พวกเขาเป็นสมาชิกทั้งหมดของตระกูลแคลซีพวกเขาไม่สามารถออกไปได้
ปู่ที่สามและจูเหวินก็เดินไปด้วยกัน สีหน้าของพวกเขายากที่จะอธิบายได้ แม้ว่าพวกเขาจะมีความแตกต่างกับแรนดอล์ฟ แต่พวกเขาก็ไม่ใช่คนโง่ พวกเขารู้ว่าเมื่อตระกูลแคลซีจบลงพวกเขาจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ พวกเขามีชีวิตที่ดีเพราะตระกูลแคลซีมาโดยตลอด
ทั้งสองเดินไปหาแรนดอล์ฟ พวกเขาไม่อยากคุยกับเจ่าไห่ ปู่ที่สามหันไปหาแรนดอล์ฟและพูดว่า “ผู้เฒ่าทําไมท่านถึงให้นักเวทย์เหล่านั้นออกจากกําแพง? หากว่าพวกเขาลงมาหมดแล้ว
ใครจะป้องกันป้อมของเรา”
แรนดอล์ฟมองเขาและพูดว่า “บอวคิดดูสิทําไมข้าถึงให้พวกเขาออกจากกําแพง? เจ้าไม่รู้สึกเหรอ อีกฝ่ายได้ใช้ผลึกเวทย์จํานวนมาก หากข้าไม่ให้พวกเขาลงมาจากกําแพงพวกเขาก็เหมือนกับการรอความตายอยู่ที่นั่น”
ปู่ที่สามมองแล้วก็รู้สึกถึงสภาพแวดล้อมทันทีก่อนที่สีหน้าของเขาจะน่าเกลียด เขารู้สึกว่าองค์ประกอบเวทย์ในป้อมทั้งหมดกําลังอ่อนแอลง ด้วยสถานการณ์ขององค์ประกอบเช่นนี้ไม่มีทางที่นักเวทย์จะใช้พลังได้ ดูเหมือนว่าแม้จะให้นักเวทย์เหล่านี้ขึ้นไปบนกําแพงพวกเขาก็ไม่สามารถหาอะไรได้เลย
สมิทและคนอื่นๆ ก็รู้สึกเช่นกัน ท่าทางของพวกเขาดูเกลียดมันมากๆ สมิทพูดขึ้นทันทีว่า “ท่านพ่อ..แล้วเราจะทําเช่นไรนักเวทย์ของเราก็ไม่สามารถทําได้ แล้วเราจะจัดการกับการโจมตีของพวกเขาได้เช่นไร แล้วเราจะให้นักเวทย์ออกจากที่นี่ยังไง”
แรนดอล์ฟส่ายหัวและพูดว่า “ไม่มีทางเลือกเลย แม้ว่าพวกเขาจะออกไปจากภูเขาพวกศัตรูก็ยังมีผลึกเวทย์อยู่ในมือของพวกเขา พวกเขาสามารถใช้งานมันได้ทุกเวลา”
ตอนนี้ปีเตอร์และคนอื่นๆ ก็ไม่ได้มีความคิดอะไรเลย ตระกูลให้ความสนใจต่อนักรบน้อยเกินไป หากว่าพวกเขาให้ความสําคัญกับนักรบแบบเดียวกับนักเวทย์พวกเขาก็จะไม่ต้องพบเจอกับเรื่องแบบนี้
เจ่าไห่มองไปที่ทุกคนด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “ทุกคน ข้าคิดว่าพวกท่านไม่ต้องเป็นกังวลเลย ศัตรูส่งคนมาประมาณ 10,000 คนมันเป็นจํานวนที่น้อยมากไม่ต้องห่วงข้าจะดูแลเรื่องนี้เอง”
สายตาของคนเหล่านั้นไม่เชื่อว่าเจ่าไห่จะทําได้ แต่ก็มองไปที่เจ่าไห่ พวกเขาคิดว่าสิ่งที่เจ่าไห่พูดเขาน่าจะทําได้เพราะว่าผลึกเวทย์มันไม่ได้มีผลต่อตัวของเขาเลย
แรนดอล์ฟมองเจ่าไห่และพูดว่า “จริงสิ นายน้อยเจ่าไห่เนื่องจากเจ้าไม่ได้รับผลกระทบจากมัน เจ้าช่วยเอาผลึกเหล่านี้ออกไปจากที่นี่ให้หน่อย”
เจ่าไห่ขมวดคิ้วของเขาและพูดว่า “ข้าคิดว่ามันมีมากเกินไป แม้ว่าข้าจะทําได้ แต่ก็ต้องใช้เวลานานพอสมควร นอกจากนี้ศัตรูไม่ได้ให้เวลามากขนาดนั้น เมื่อเจ่าไห่พูดจบกลุ่มนักรบก็ก้าวออกมาจากป่า เข้าไปที่ด้านหน้าของป้อม พวกเขาใส่เกราะและมีอาวุธกันทุกคนเลย”
นักรบเหล่านี้เป็นหน่วยที่น่ากลัวที่สุดในจักรวรรดิ ร่างกายของพวกเขาอยู่ในเกราะอย่างสมบูรณ์ ตอนนี้พวกเขาจับอาวุธหันเข้าก่าแพงพร้อมที่จะรบแล้ว
จากนั้นพวกเขาก็ตั้งโล่บนพื้นโดยที่ด้านหน้าหันไปทางป้อม พวกเขาเอาหอกโผล่ออกมาจากรูระหว่างโล่ของพวกเขา
ด้านหลังของพวกเขามีพลธนูจํานวนมากอยู่ และก็ยังปืนใหญ่ที่มีผลึกเวทย์อยู่ด้วย แต่พวกมันก็ไม่สะดวกที่จะเคลื่อนที่มัน ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็ยังเอาผลึกเวทย์ไปวางไว้ทั่วอีกด้วยนักเวทย์ ทุกคนคงไม่สามารถใช้พลังได๋แน่ๆ พลังของพวกเขาจะต้องหมดไปเมื่อเข้าใกล้ที่นี่
พวกเขามีอาวุธมากพอที่จะทําลายทั้งตระกูลในพริบตา พวกเขาวางแผนเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี
พวกเขาพร้อมที่จะลายทั้งตระกูลเลย
เมื่อเห็นหน้าจอ แรนดอล์ฟก็ออกค่าสั่งทันทีเพื่อให้คนบนกําแพงเตรียมพร้อม เจ่าไห่มองไปที่ศัตรูและไม่สามารถช่วยอะไรได้ แต่ก็ยิ้มและมองว่าแผนของพวกเขานั้นดีมากจริงๆ แต่ดูเหมือนว่าจํานวนจะน้อยไปหน่อย พวกเขาจะไม่สามารถเอาชีวิตรอดไปได้แน่นอน
แรนดอล์ฟยืนอยู่ที่กําแพงและมองไปที่คนที่กําลังมาถึงอย่างช้าๆ เขาตะโกนออกมาว่า “ตระกูลโรเบิร์ตจงออกไปเถอะ พวกเราทําเหมือนว่าเจ้าเป็นเพื่อน แต่ทําไมพวกเจ้าถึงต้องการที่จะทําลายพวกเรา จงออกมาพบกับขาหน่อย”
เจ่าไห่มองแล้วก็ยิ้ม ถ้าเขาเป็นผู้ปกครองตระกูลโรเบิร์ตเขาจะไม่ออกมาพบกับแรนดอล์ฟ การพบกันมันอาจจะทําให้เรื่องนี้มันจบลงแบบง่ายๆ
น่าเสียดายที่เจ่าไห่คิดผิด เมื่อเสียงของแรนดอล์ฟจบลง ก็มีเสียงดังขึ้นในไม่ช้า “แรนดอล์ฟ เจ้านี่มันไร้เดียงสาจริงๆ เจ้าคิดว่าด้วยตําแหน่งของเจ้าตอนนี้เราจะท่าเหมือนเจ้าเหมือนเพื่อนงั้นเหรอ? ตระกูลของเจ้าคือตระกูลนักเวทย์ เจ้าคิดเช่นไรบ้างกับผลึกเวทย์ที่พวกข้ามี รู้สึกดีมากเลยใช่ไหม?”
แรนดอล์ฟตระกูลออกมาว่า “ผู้เฒ่าแห่งตระกูลโรเบิร์ตผลที่ดีกับการทําลายตระกูลแคลซีของข้าคืออะไรงั้นเหรอ? ตราบใดที่คนอื่นๆ รู้เกี่ยวกับผลึกเวทย์ที่พวกเจ้ามี พวกเขาจะไม่ยอมให้ตระกูลของเจ้าอยู่ต่อไปแน่ๆ”
ผู้เฒ่าของตระกูลโรเบิร์ตหัวเราะและพูดว่า “เจ้ารู้ไหมใครจะสามารถนําเรื่องนี้ไปบอกได้
เนื่องจากเจ้าทุกคนจะต้องตายในวันนี้มันเป็นไปไม่ได้ที่เรื่องนี้จะไปถึงคนอื่นๆ ข้าจะบอกเจ้าให้ข้า
ได้ขอให้เทพผู้มีพลังระดับ 9 ของตระกูลข้าจะจัดการกับตระกูลของเจ้าแล้ว แม้ว่าเจ้าจะใช้ทาง เพื่อหนีไปพวกเจ้าก็จะไม่มีทางรอดไปได้แน่นอน”
แรนดอล์ฟตกใจแล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขายิ้มและพูดว่า “ดีจริงๆ ตราหมาป่าของเจ้า มันน่ากลัวมากจริงๆ แต่เจ้าก็มั่นใจได้เลบว่าเราซึ่งเป็นตระกูลแคลซีจะไม่สามารถจัดการได้ง่ายๆเช่นนั้น หากเจ้าต้องการจัดการกับเราจริงๆ เจ้าจะต้องจ่ายเงินมากกว่านี้อีก”
ผู้เฒ่าของตระกูลโรเบิร์ตพูดต่อว่า “แน่นอนเรายอมจ่าย แต่นั่นมันก็ไม่สําคัญแล้ว ตราบใดที่เราทําลายตระกูลแคลซีเราจะสามารถเอาทรพยากรของพวกเจ้ามาเพื่อเป็นใหญ่ในจักรวรรดิได้เมื่อเทียบกับราคาที่ข้าจ่ายไป ผลประโยชน์ที่ข้าจะได้รับมันก็คุ้มค่ามากๆ”
ตอนนี้สีหน้าของแรนดอล์ฟเริ่มซีดลง เจ่าไห่มองไปที่แรนดอล์ฟและยิ้มพร้อมกับพูดว่า “ท่านปู่แรนดอล์ฟมาจบเรื่องนี้กัน ไม่จําเป็นต้องโกรธเลย เขาคงคิดว่าพวกเขาจะสามารถเอาชนะเราได้งั้นเหรอ? มันก็ง่ายเกินไปที่จะท่าเช่นนั้น”
ผู้เฒ่าของตระกูลโรเบิร์ตก็ได้ยินเสียงของเจ่าไห่ แต่เขาก็ไม่ได้ตอบอะไร ในตอนนี้รถม้าค่อยๆเข้าหาป้อมปราการรถม้านี้ไม่มีหลังคาและมีเพียงเก้าอี้และโต๊ะเท่านั้น คนที่นั่งอยู่ในนั้นคือชายแก่ที่สวมเกราะ บนโต๊ะข้างหน้าเขามีไวน์หนึ่งขวดและแก้วไว้หนึ่งใบ คนนั้นดูสูงมาก แต่เขาก็ผอมมากด้วย ท่าทางของเขาดูสบายมากๆ
ดวงตาของเขามีสีเขียวเขามองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “เด็กน้อยอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร เจ้าคิดว่าเจ้าน่ากลัวมากงั้นเหรอ? เจ้าจะเอาชนะนักรบของข้าได้หรือเปล่าเถอะ? ข้าต้องบอกเจ้าไว้ก่อน
เมื่อเทียบกับเทอร์รี่แล้วเจ้าไม่ได้มีอะไรสู้เขาได้เลย”
เมื่อเขาพูดจยก็มีม้าขาวตัวใหญ่ออกมาและเดินไปที่ด้านข้างของรถม้าของชายแก่คนนั้น ม้าตัวใหญ่และสูวมาก เมื่อขึ้นไปบนหลังม้าแล้ว เขาก็ดูดีมากๆ แต่นั้นก็ไม่ใช่ชายแก่แต่เขายังดูหนุ่มอยู่เลย เจ่าไห่มองไปที่ชายคนนั้นและเห็นว่าเป็นเทอร์รี่ เขาอยู่ในชุดเกราะซึ่งเขาดูดีมากๆ
เมื่อเห็นเรื่องนี้ เจ่าไห่ก็ยิ้มและพูดกับเมแกนว่า “ชายคนนี้ชายแกล้งเป็นนักรบผู้มีเกียรติจริงๆ แต่ตริงแล้วความมีจิตใจที่ชั่วร้าย”
เมแกนตะโกนออกมาว่า “เมื่อเราเป็นเด็กข้าไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับหน้าตาของเขา แต่ตอนนี้ เมื่อข้ามองเขา ข้าก็รู้สึกรังเกียจมาก”
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ๊าย…บาย