Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 476 - ผลึกเวทย์
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 476 - ผลึกเวทย์
บทที่ 476 – ผลึกเวทย์
เมื่อเห็นว่าไม่มีอะไรต้องดู ชิวก็บอกกับซูกะว่า “เจ้าคิดอย่างไรเกี่ยวกับแผนในค่ําคืนนี้?”
ซูกะยิ้มและพูดว่า “มันจะต้องสําเร็จอยู่แล้ว เพราะเจ้าฉินอี้กับซอมบี้เข้ากันได้ดีเหมือนที่เข้ากันกับนายน้อยเจ่าไห่ มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะผิดพลาดหรือไม่สําเร็จ นายน้อยเจ่าไห่เคยบอกไว้ว่าถ้าเราสามารถหาพืชที่จะอัพเกรดมิติได้ นายน้อยก็จะสามารถปรุงยาเพื่อให้ความแข็งแกร่งของ พวกเราไปถึงระดับที่ 8 ได้
ชิวยิ้มและพูดว่า “ตอนนี้มีเทพผู้มีพลังจํานวนมากอยู่ข้างของนายน้อยแล้ว แม้ว่าเราจะไปถึงระดับที่ 8 มันก็อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรนายน้อยได้มากนัก นอกจากเราจะได้เป็นเทพผู้มีพลังระดับ9″
ซูกะถอนหายใจและพูดว่า “ถ้าการที่จะเป็นเทพผู้มีพลังระดับ 9 มันง่ายมันก็ดีสิ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะไปถึงระดับนั้น ตอนนี้ก็มีเพียงแค่ปู่กรีน ยายเมรินและคาเรทที่ไปถึงระดับนั้นแล้ว” ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขาเบาเสียงของเขาและบอกกับชิวว่า “ชิวระวังตัวด้วย ข้ารู้สึกถึงจิดสังหาร”
ชิวพยักหน้าและพูดว่า “ข้าก็รู้สึกเช่นกัน ข้าจะไปแจ้งกับนายน้อยตอนนี้” จากนั้นเขาก็เคาะประตูรถสามครั้ง
นี่เป็นรหัสตราบใดที่ชิวเคาะสามครั้ง เจ่าฉินอี้ก็จะรู้ทันทีว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้น แล้วเธอก็จะไปบอกกับเจ่าไห่ทันที
เมื่อได้ยินเสียงเคาะ เจ่าฉินอี้ก็ไปที่ห้องนั่งลงทันที และบอกเจ่าไห่ว่า “นายน้อย ชิวเพิ่งจะเคาะประตูดูเหมือนว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นข้างนอก”
เจ่าไห่ที่กําลังคุยกับกรีนมองแล้วเขาก็พูดทันทีว่า “เกิดอะไรขึ้น เปิดจอภาพเดี๋ยวนี้” เจ้าฉินอี้เปิดจอภาพให้กับเจ่าไห่ทันที
ดูเหมือนว่าจอภาพของพวกเขาจะใหญ่กว่าเดิมเป็น 10 เท่าเลยเมื่อเจ่าไห่มองที่จอภาพเจ่าไห่ก็เห็นจุดสีแดงจํานวนมากปรากฏอยู่ในจอ
เห็นได้ชัดว่ามีจุดสีแดงอยู่ แต่ก็ดูเหมือนว่าจุดเหล่านั้นเป็นการซุ่มโจมตีทั้งสองด้านของถนน ในตอนนี้รถของเจ่าไห่ก็ถูกล้อมแล้ว เมื่อมองดูจํานวนของพวกเขา เจ่าไห่ก็คิดว่าน่าจะมีประมาณ 500 คนยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาทั้งหมดเป็นเทพผู้มีพลังระดับ 6 และ 7 และก็ยังมีเทพผู้มีพลังระดับ 8 อยู่ด้วยคนเหล่านี้มีเกราะเต็มตัวและมีอาวุธต่างๆ ในมือของพวกเขา สิ่งที่สําคัญที่สุดคือคน เหล่านี้ยังมีอาวุธร้ายแรงที่ซ่อนอยู่ด้วย
แต่อาวุธเหล่านั้นไม่สามารถใช้งานได้หากไม่ได้ติดตั้งที่เหมาะสม แต่ก็ดูเหมือนว่าพวกเขาได้เตรียมอาวุธเหล่านี้ไว้แล้ว พวกเขาน่าจะซุ่มอยู่ตรงนี้อย่างน้อย 2 ชั่วโมงแล้ว เจ่าไห่ออกมาจากมิติและอยู่ในรถม้า เขาบอกกับชิวและซูกะเกี่ยวกับสิ่งที่เขาเห็นเพื่อที่จะให้พวกเขาเตรียมตัว ชายทั้งสองคนลงจากรถม้าทันทีและไม่ได้เคลื่อนไหว
โดยปกติแล้วทั้งสองไว้วางใจในตัวของเจ่าไห่ เพราะทั้งสองรู้ถึงความแข็งแกร่งของเจ่าไห่ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้พูดอะไรเลยนอกจากมองเรื่องที่กําลังเกิดขึ้น
เจ่าไห่ไม่ได้กลับไปที่มิติ เขาแค่นั่งอยู่ในรถม้าขณะที่ดูจอภาพไปด้วย ในเหล่าคนเหล่านี้เขาสามารถเห็นชายที่มีเคราที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นําของพวกเขา เขายืนอยู่ใกล้กับอาวุธ (ปืนใหญ่) ที่ตั้งไว้มองรถม้าของเจ่าไห่โดยที่ไม่ได้กระพริบตาเลย นอกจากนี้เจ่าไห่ก็ยังสามารถเห็นกระสุนที่ใช้กับปืนอีกด้วย
เมื่อเห็นลูกปืนแล้ว เจาไห่ก็เปลี่ยนความคิดของเขาไปทันที เมื่อมองอย่างตั้งใจแล้ว เขาสังเกตเห็นขวดสีดําที่ติดไว้กับลูกปืน เจ่าไห่ไม่รู้ว่าพวกเขากําลังพยายามที่จะทําอะไร
ถ้านี่คือโลกโบราณเจ่าไห่ก็อาจจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายกําลังใช้ระเบิด แต่นี่คือจักรวรรดิที่ไม่ได้มีระเบิด เจ่าไห่อยากรู้ว่าไอขวดสีดํามันคืออะไรกันแน่
แต่เจ่าไห่ก็รู้แน่นอนว่าขวดเหล่านั้นจะต้องไม่ดีกับเขาแน่ๆ ในตอนนี้เขาเห็นชายที่มีเคราสั่งให้เจ่าไห่ออกมา และเขาก็พูดว่า “เตรียมพร้อม!” เสียงของเขาดังขึ้น
ชายแก่เหวี่ยงมือลงแล้วพูดว่า “ปล่อย!!” จากนั้นปืนใหญ่ทั้ง 20 ก็ยิงออกมาทันที เจ่าไห่โบกมือขณะที่เขาเอาชิวและซูกะไปยังมิติ ลูกปืนพังรถของเขาไม่เหลือชิ้นดีเลย
เจ่าไห่ไม่รอช้าและปล่อยเหล่าซอมบี้ออกมาจํานวนมากทันที เจ่าไห่สั่งให้ซอมบี้ล้อมรอบพวกที่ซุ่มโจมตีเขาทันที
เจ่าไห่นั่งอยู่ในมิติและมองไปที่ชายแก่คนนั้น เขารู้ว่าชายแก่นั้นเห็นผู้นําของพวกเขา เจ่าไห่เพิ่งปล่อยเหล่าซอมบี้ของเขาเพียงรับมือกับศัตรู
เมื่อเขาสังเกตเห็นชายแก่ เจ่าไห่ก็เห็นสิ่งที่น่าสนใจ เมื่อเขาปล่อยซอมบี้ออกไปชายแก่คนนั้นดูสับสนมาก ชายคนนั้นพูดออกมาทันทีว่า “เป็นไปไม่ได้ นี่มันเป็นไปไม่ได้!! เราได้ใช้ผลึกต่อต้านเวทย์ไปแล้วนี่หน้า ทําไมเขายังสามารถใช้เวทย์ได้อยู่”
เจ่าไห่มองก่อนที่สีหน้าของเขาจะเปลี่ยนไป นี่เป็นเพราะชายแก่คนนี้ดูเหมือนจะบอกถึงผลึกเวทย์ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในจักรวรรดิ ผลึกเวทย์มันสามารถทําให้ผู้ที่ใช้เวทย์มนตร์อ่อนแอลงได้ จนพวกเขาสามาถจัดการกับนักเวทย์คนนั้นได้เลย
ผลึกเวทย์ตามจริงแล้วมันเป็นผลึกชนิดหนึ่งที่สามารถยับยั้งเวทย์ได้ ผลึกนี้ไม่ได้มีผลกระทบต่อคนธรรมดาและมันก็ไม่สามารถมีผลต่อนักรบได้ ผลึกนี้มีไว้เพื่อจัดการกับนักวิทย์เท่านั้น
ดูเหมือนว่าผลึกเวทย์ที่จะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปใช้มันเพื่อจัดการกับนักเวทย์ที่มีความแข็งแกร่ง
โดยที่พวกเขาจะสามารถจัดการกับนักเวทย์ได้ง่ายขึ้น
ผลึกเวทย์นี้ทําขึ้นโดยปรมาจารย์ด้านแร่แปรธาตุ โดยทั่วไปแล้วนักเล่นแร่แปรธาตุเป็นนักเวทย์ที่ต้องการแตกแขนงออกมาในอาชีพของพวกเขา แต่ปรมาจารย์นี้ไม่ใช่นักเวทย์ ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ใช่นักเวทย์แล้ว เขายังเกลียดเหล่านักเวทย์มากๆ อีกด้วย
เมื่อนักเล่นแร่แปรธาตุยังเด็กเขาต้องการศึกษาเวทยนตร์อย่างจริงจัง แต่เมื่อเขาไปทดสอบ
เขาก็เห็นว่าเขาไม่มีความสามารถพอ นอกจากนั้นในคืนนั้นนักเวทย์ที่ทดสอบเขาก็ไปหาตระกูลของเขาและฆ่าทุกคน เขาสามารถรอดมาได้เพราะพ่อของเขาช่วยเหลือเอาไว้จนเขาสามารถวิ่งหนีออกมาได้
หลังจากการสืบสวนหลายปีเขาก็พบว่าเขาไม่ได้ใช้เวทยมนตร์ในทางกลับกันเขากลับมีพรสวรรค์มาก พวกศัตรูใช้เวทย์เพื่อปลอมความสามารถของเขาและทําให้เขาดูว่ามีความสามารถ หลังจากนั้นนักเวทย์ก็รู้สึกโลภและตัดสินใจที่จะโจมตีตระกูลของนักเล่นแร่แปรธาตุฆ่าทุกคนและปล้นเงินสํารองของพวกเขา ตระกูลของนักเล่นแร่แปรธาตุมีชื่อเสียงเพียงเล็กน้อยพวกเขาเป็นตระกูลพ่อค้าที่ไม่ได้มีอะไรมากนัก หากไม่มีเทพผู้มีพลังคอยดูแลพวกนักเวทย์ก็คงจะไม่กล้าที่จะทำอะไรพวกเขา
สําหรับการแก้แค้นเขาจึงไม่ได้ฝึกเวทยมนตร์ แต่เขาก็คิดว่านักเวทย์เป็นอันตรายต่อคนอื่นมากๆ เขาคิดว่าอาชีพนี้ต้องไม่มีอยู่จรง เขาต้องการกําจัดนักเวทย์ทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เขาจึงเรียนรู้ที่จะใช้แร่และไม่นานนักเขาก็กลายเป็นปรมจารย์จนได้
หลังจาก 30 ปีแห่งความพยายามอย่างไม่ลดละของเขา เขาก็สามารถสร้างผลึกเวทย์ได้สําเร็จ
ทุกคนในจักรวรรดินี้รู้ว่านักเวทย์มีความเชี่ยวชาญในพลังทางวิญญาณผ่านการฝึกฝนพวกเขาสามารถสื่อสารกับองค์ประกอบรอบตัวพวกเขาได้ จากนั้นด้วยความช่วยเหลือขององค์ประกอบพวกเขาจะกลายเป็นพลังเวทย์ แต่ด้วยผลึกเวทย์นี้มันจะทําให้องค์ประกอบเหล่านั้นแยกออกจากตัวของนักเวทย์ การเป็นนักเวทย์ที่พึ่งพาหลังวิญญาณของเขาอย่างเต็ม ด้วยวิธีนี้นักเวทย์สามารถใช้เวทยมนตรได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น เมื่อพลังของพวกเขาไม่สามารถใช้ได้นั่นมันก็หมายความว่า พวกเขากําลังจะพบกับความตายแล้ว ผลึกเวทย์นี้ดึกดูดความสนใจของนักเวทย์ทั้งหมดในจักรวรรดิทันที พลังนั้นสําคัญกับทุกคนมาก แม้แต่ตระกูลต่างก็เริ่มใช้ผลึกนี้เพื่อจัดการกับนักเวทย์ ไม่นานนักเวทย์ทุกคนในจักรวรรดิจะเริ่มกลัว
เนื่องจากผลึกเวทย์ นักเวทย์ทุกคนในจักรวรรดิจึงเป็นพันธมิตรกันและเริ่มไล่ล่านักเล่นแร่แปรธาตุ ในที่สุดนักเล่นแร่แปรธาตุก็ถูกฆ่าตาย หลังจากนั้นพันธมิตรของนักเวทย์ก็ไปและต่อต้านขุนนาง สั่งให้ห้ามใช้ผลึกเวทย์อีกต่อไป นอกจากนี้นักเวทย์ทุกคนสาบานว่าหากพวกเขาเห็นว่ามีใครใช้พวกเขาจะถูกจัดการทันที
เจ่าไห่เห็นเรื่องนี้ในหนังสือที่พูดถึงประวัติศาสตร์ของจักรวรรดินี้ มันเกิดขึ้นเมื่อ 3,000 ปีก่อน และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครเคยเจอและได้ยินคําว่าผลึกเวทย์อีกเลย
เจ่าไห่ไม่ได้คิดว่าวันนี้เขาจะได้ยินใครพูดถึงผลึกเวทย์นี้ นี่จะเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ ถ้ามันไปถึงหูของคนในจักรวรรดิ
คนที่ต้องการจัดการกับเจ่าไห่ไม่คิดว่าเวทยมนตร์ของเจ่าไห่จะแตกต่างจากคนอื่นๆ เวทย์ของเขาจัดหาโดยมิติและไม่ได้รับผลกระทบจากผลึกเวทย์
คนที่โจมตีเจ่าไห่ไม่ได้คิดว่าว่าเขาจะไม่รับผลจากผลึกเวทย์ เจ่าไห่ไม่ให้เวลาแก่พวกเขาที่จะหนีได้ เขารีบให้ซอมบี้ของเขาจับคนเหล่านั้นทันที ในเวลาไม่นานนักพวกเขาทั้งหมดก็ถูกซอมบี้จับทั้งหมด (พลังของเจ่าไห่นี่โกงมากเลย 555555)
เจ่าไห่ใช้เวทย์สายลมเพื่อรวบรวมผลึกเวทย์ที่กระจัดกระจายอยู่ หลังจากทําอย่างนั้นแล้วเขาก็เตรียมที่จะกลับและบอกกับแรนดอล์ฟเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อให้พวกเขาจัดการกับมัน
เจ่าไห่รู้อย่างชัดเจนว่าการมีอยู่ของผลึกเวทย์ในวันนี้เป็นเหตุการณ์ที่ใหญ่มาในจักรวรรดิ เรื่องนี้จะไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อนักเวทย์แห่งความมืดเท่านั้น แต่นักเวทย์ทั้งหมดในจักรวรรดิก็ต้องเจอผลกระทบเหมือนกัน สถานะของเจ่าไห่นั้นเล็กเกิดไปที่จะจัดการกับเรื่องนี้ เขาจะต้องให้แรนดอล์ฟและตระกูลแคลซีจัดการกับปัญหานี้แทนเขา
หลังจากรวบรวมผลึกเวทย์แล้ว เจ่าไห่ก็เปลี่ยนคนที่โจมตีเขาให้กลายเป็นซอมบี้ทันที เจ่าไห่ถามผู้นําเกี่ยวกับคนที่ส่งพวกเขามา และสิ่งที่เจ่าไห่ได้ยินก็คือตระกูลโรเบิร์ต แต่เขาก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนสั่ง
ตอนนี้รถม้าของเจ่าไห่ถูกทําลายไปแล้ว เจ่าไห่ไม่มีทางเลือกนอกจากต้องปล่อยซอมบี้ตัวใหญ่ออกมา เขามุ่งหน้ากลับไปที่ป้อมแห่งความมืดของตระกูลแคลซีเมื่อเทียบกับวัวแล้วซอมบี้นั้นเร็วกว่ามาก ดังนั้นเจ่าไห่จึงมาถึงป้อมเร็วกว่าปกติ เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดเจ่าไห่ก็ออกไป เมื่อเขาอยู่ห่างจากสิ่งป้อมของภูเขาบนถนนเพียงเล็กน้อย หลังจากนั้นเขาเดินไปข้างหน้าสู่
บ้านหลังเล็กๆ
หลังจากพูดคุยกับคนรับ คนรับใช้ก็เอาของที่ขวางบนถนนออก แล้วเจ่าไห่ก็กลับเข้าไปในซอมบี้และมุ่งหน้าไปยังป้อมปราการ คนที่รอเจ่าไห่อยู่ก็คือสมิทและแรนดอล์ฟ
เมื่อเจ่าไห่เห็นทั้งสอง เจ่าไห่ก็ออกไปทันทีและคํานับพวกเขา แรนดอล์ฟพยักหน้าแล้วมองจ้าวไห่ก่อนที่จะถามว่า “เป็นเช่นไรบ้าง?”
จ้าวไห่พยักหน้าแล้วพูดว่า “ข้าสบายดี ข้าต้องขออภัยที่ทําให้ปู่เป็นห่วง เราเข้าไปคุยกันข้างในจะดีกว่า” แรนดอล์ฟมองไปที่เจ่าไห่และเข้าใจในทันทีว่าเจ่าไห่มีสิ่งสําคัญที่จะพูด เขาพยักหน้าทันทีและพาเจ่าไห่ไปที่ป้อมและนั่งลงที่ห้องโถงหลัก เจ่าไห่นั่งข้างสมิทรอ?”
หลังจากที่พวกเขานั่งลงแรนดอล์ฟก็จ้องมองจ้าวไห่และพูดว่า “เจ่าไห่มีคนโจมตีเจ้างั้นเหรอ
เจ่าไห่พยักหน้าและตอบว่า “ใช่ ปู่คนจากตระกูลโรเบิร์ตซุ่มโจมตีข้ามีพวกเขามีประมาณ 500 คนรถของข้าถูกทําลายเพราะเหตุนี้”
เมื่อแรนดอล์ฟได้ยินว่า เป็นตระกูลโรเบิร์ตเขาก็โมโหมาก เจ่าไห่มองไปที่เขาแล้วก็เงยหนังขึ้นมา เขาวางกระเป๋าลงบนพื้นใกล้กับแรนดอล์ฟและพูดว่า “ปู่ในการจัดการกับข้า ตระกูลโรเบิร์ตใช้ผลึกเวทย์ ข้าได้รวบรวมบางส่วนไว้ในกระเป๋าใบนี้”
อย่างที่เจ่าไห่คิดไว้เมื่อคนอื่นๆ ได้ยินว่าถุงนี้เต็มไปด้วยผลึกเวทย์พวกเขาทั้งหมดก็ตกใจ
พวกเขาอดไม่ได้ที่จะถอยห่างออกไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว พวกเขาดูที่กระเป๋าราวกับว่ามันเป็นสัตว์เวทย์ที่ดุร้าย
ตระกูลแคลซีเป็นที่รู้จักในนามนักเวทย์แห่งความมืด โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่ของพวกเขาได้ฝึกฝนวิชาเวทยมนตร์หากพวกเขาไม่ได้ฝึกศาสตร์เวทยอย่างเข้มงวดพวกเขาจะฝึกฝนองค์
ประกอบอื่นๆ ดังนั้นเกี่ยวกับผลึกเวทย์ จึงไม่น่าแปลกใจที่ทุกคนในห้องถือว่าเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรง
การแสดงออกของแรนดอล์ฟก็เปลี่ยนไปเช่นกัน แต่เขาเป็นหัวหน้าตระกูล ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินเกี่ยวกับผลึกเวทย์เขาก็ไม่ได้ถอยกลับ แต่ท่าทางที่แสดงออกของเขายังคงกลัวมาก เขามองดูกระเป๋าและพูดว่า “มีผลึกเวทย์จริงๆ งั้นเหรอในกระเป๋าใบนี้?”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “นอกจากผลึกเวทย์แล้วข้าก็ยังให้คนของข้าจัดการกับพวกเขา และข้าก็ได้ทําให้พวกเขาเป็นคนของข้าแล้ว ข้าได้ถามว่าพวกเขาถูกสั่งมาจากไหน พวกเขาก็ตอบกลับมาว่าจากตระกูลโรเบิร์ต แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าใครกันที่เป็นคนต้นคิดเรื่องนี้”
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ๊าย…บาย