Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 470 - แผนที่สามมิติ
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 470 - แผนที่สามมิติ
บทที่ 470 – แผนที่สามมิติ
เช้าวันต่อมาเจ่าไห่และคนอื่นๆ ก็ออกจากมิติหลังจากที่พวกเขาได้พักผ่อนอย่างเพียงพอแล้ว ความเหนื่อยล้าทั้งหมดของพวกเขาก็หายไป ตอนนี้ร่างกายของพวกเขาทั้งหมดเต็มไปด้วยพลังงาน
เมื่อออกจากมิติแล้ว เจ่าไห่ก็สูดอากาศเข้าไป ทันใดนั้นเจ่าไห่ก็ยิ้มออกมาเพราะเขารู้สึกว่าวันขอบคุณพระเจ้าของจักรวรรดิอาร์คนั้นคล้ายกับปีใหม่ของจีน เป็นเหมือนการฉลองกับปีที่ผ่านมา
และต้อนรับในปีที่กําลังจะมา
เจ่าไห่มีประสบการณ์มากมายในหนึ่งปีที่ผ่านมา แต่ก็พูดได้ตามตรงเลย เจ่าไห่คิดว่าทุกสิ่งที่เขาท่าในปีที่ผ่านมานั้นทั้งหมดมันเหมือนกับความฝันเลย เขายังไม่เช่นเลยว่าตัวของเขาเองจะ
มาถึงตอนนี้ได้ เขาได้เปลี่ยนไปมากจากคนที่ไม่กล้าแม้แต่จะฆ่าไก่แต่ตอนนี้เขาเป็นคนที่สามารถฆ่าคนนับพันๆ คนได้โดยไม่ทันจะกระพริบตา เขาก็เปลี่ยนจากอารมณ์นั้นมา แล้วหน้าของเขาก็ค่อยๆ แดงเขาเป็นชายที่มีคู่หมั้นถึงสามคน เรื่องเหล่านี้มันทําให้เขารู้สึกว่ามันเป็นเหมือนกับความฝันเลย แต่ความฝันที่เขาคิดมันก็เป็นเรื่องจริง
ลอร่ามองไปที่เจ่าไห่ที่ยืนอยู่ เธอเดินไปข้างๆ ของเจ่าไห่และพูดว่า “พี่ไห่ พี่คิดอะไรอยู่ ตรงนี้ มันหนาวมากๆ เลยฉันคิดว่าพี่น่าจะเข้าไปอยู่ข้างในจะดีกว่านะค่ะ”
เจ่าไห่มองหน้าของลอร่าๆ ใบหน้าที่น่ารักแบบนี้เขาไม่เคยเห็นเลยในตอนที่อยู่บนโลก ลอร่าเป็นเหมือนกับสวรรค์ของเขา
เมื่อเห็นเจ่าไหมองเธอ ใบหน้าของลอร่าก็ไม่รู้ว่าจะต้องแสดงสีหน้ายังไง แต่สีหน้าของเธอก็แดงขึ้นเรื่อยๆ หัวใจของเธอเต้นเร็วขึ้น แต่เธอก็ยังคงมองไปที่เจ่าไห่และถามว่า “พี่ไห่คิดอะไรอยู่ค่ะ?”
เจ่าไห่ยิ้มออกมาเล็กน้อยและพูดว่า “พี่เห็นผู้หญิงที่สวยคนหนึ่ง สําหรับผู้หญิงที่สวยเช่นนี้ ทําให้พี่รู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้อยู่กับเธอ”
ลอร่ามองไปที่เจ่าไห่แล้วหันไปด้านหลังของเธอ เมื่อมองไปแล้วเธอก็เห็นว่าเนียร์กําลังหัวเราะเธออยู่ สีหน้าของลอร่าแดงขึ้นไปอีกขั้น หัวใจของเธอเต้นจนสามารถได้ยินได้อย่างไร ก็ตามเธอก็ยังมองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “พี่ไห่พูดอะไรกันไร้สาระมากๆ เลยคนอื่นๆอาจจะมองว่า
มันเป็นเรื่องตลกกันนะ เข้าไปข้างในกันเถอะพี่ไห่”
เจ่าไห่ยิ้มและเข้าไปในห้อง วันนี้พวกเขาตื่นกันเช้ามากๆ ตระกูลแคลซีเมื่อคือพวกเขาเลิกงานเลี้ยงกันดึกมากๆ ดังนั้นสมิทก็อาจจะตื่นสายได้ เจ่าไห่ก็เลยคิดว่าสมิทไม่น่าจะตื่นมาชวนเจ่าไห่ไปกินอาหารเช้าได้
เมื่อเจ่าไห่เข้ามาในห้องเม็ก็ถือนมอยู่ในมือ (นมเป็นแก้วนะครับ) การดื่มนมตอนตื่นทุกๆวันมัน กลายเป็นกิจวัตรประจําวันของเจ่าไห่ไปแล้ว ก่อนที่เขาจะทําสิ่งอื่นๆ อย่างไรก็ตามเจ่าไห่ก็ไม่ได้
ชอบดื่มนมทั่วๆ ไปเขาชอบที่จะดื่มนมถั่วยเหลือง แต่การท่านมถั่วเหลืองนั้นมันน่าเบื่อมากๆ และก็ยังไม่ได้มีเครื่องจักรอะไรที่สามารถแปรรูปถั่วเหลืองได้อีกด้วย การที่จะบดด้วยตัวเองมันจะใช้เวลานานมากๆ เจ่าไห่จึงไม่ค่อยอยากจะรอสักเท่าไหร่
นอกจากนี้นมนี้ทําจากนมวัวที่เลี้ยงไว้ มันก็เลยไม่ได้มีส่วนประกอบสังเคราะห์อะไรอยู่ในนมเลย เจ่าไห่ก็เลยสามารถดื่มนมได้โดยที่เขาไม่จําเป็นต้องเป็นห่วงอะไรเลย ไม่ว่าเขาจะดื่มเข้าไปมากแค่ไหน
ตอนนี้เจ่าไห่ก็ดื่มนมไปพร้อมๆ กับทุกคนไม่เพียงแต่พวกเขาทั้งนั้นทุกคนในป้อมภูเขาเหล็ก
ดื่มนมทุกวัน เจ่าไห่ตั้งใจไว้ว่าคนของเขาจะต้องมีร่างกายที่แข็งแรง
หลังจากที่ดื่มนมแล้ว เจ่าไห่มองไปที่สภาพอากาศ จากนั้นเขาก็หันไปหาเมแกนและพูดว่า “ดูเหมือนว่าลุงของเธอจะไม่สามารถลุกขึ้นได้ในวันนี้ แต่วันนี้พี่จะต้องขอให้ตระกูลของเธอทํา
เครื่องหมายบอกว่าธุรกิจของตระกูลโรเบิร์ตอยู่ที่ไหนบ้างไว้บนแผนที่ หลังจากผ่านไปสองสามวันเราจะเริ่มแผนการของเราทันที”
เมแกนพยักหน้าและพูดว่า “ได้เลย แต่มันก็อาจจะใช้เวลานิดหน่อย ตระกูลที่อยู่มานานอย่างตระกูลโรเบิร์ตพวกเขามีธุรกิจอยู่มากมายที่ยังซ่อนอยู่ บ้างที่ก็ไม่ได้มีธงของตระกูลโรเบิร์ตเราจะต้องรวมสิ่งเหล่านี้เพื่อจัดการกับตระกูลโรเบิร์ต ไม่เช่นนั้นเราอาจจะไม่สามารถจัดการกับต้นตอของพวกเขาได
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ดีเหมือนกัน เราก็ต้องไปหาด้วยเหมือนกัน เราจะจัดการกับพวกเขาจากล่างๆ จากนั้นเราก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ เราไม่สามารถเผชิญหน้ากับพวกเขาโดยตรงได้ไม่งั้น พวกเขาจะตอบโต้และตั้งรับพวกเราได้ ซึ่งมันจะไม่เป็นการดีแน่ๆ”
เมแกนพยักหน้าจากนั้น เธอก็หันไปหาเจ่าไห่และพูดว่า “พี่ไห่ ฉันกลัวว่าจะมีงานเลี้ยงเกิดขึ้นในเมืองหลวงอีกครั้ง พี่จะเข้าไปร่วมงานเลี้ยงนี้ไหม?”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “พี่จะปล่อยเรื่องนี้ให้เธอจัดการ เธอน่าจะรู้เรื่องขุนนางในเมืองคาร์สันดีกว่าพี่ เธอไปดูค่าเชิญและบอกกับพี่ว่าอันไหนที่พี่จะเข้าร่วม พี่จะไปที่งานนั้น”
เมแกนมองไปที่เจ่าไห่ จากนั้นเธอก็ยิ้มและพูดว่า “ได้ค่ะ แล้วพี่ไห่จะพาฉันไปที่ทุ่งหญ้าอีกเมื่อไหร่? ฉันอยากที่จะได้พบกับพี่เวลส์”
เจ่าไห่มองท้องฟ้าและพูดว่า “อีกไม่นานเกินรอ ตอนนี้ที่ทุ่งหญ้าหนาวกว่าที่นี่มากๆ เธอเคยชินกับการอยู่ที่นี่ พี่คิดว่าถ้าเธอไปที่นั่นเธออาจจะป่วยได้ถ้าเราจะไปที่นั่นพี่คิดว่าเธอจะต้องฝึกฝนร่างกายให้ถึงระดับที่ 8 ก่อนเมื่อเราไปถึงที่ทุ่งหญ้าพี่จะขอทาสจากพี่เวลส์ 100,000 คน และพาพวกเขามาที่ป้อมภูเขาเหล็ก”
เมแกนรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว แต่เธอก็ไม่ได้คิดว่าพวกเขาจะยอมให้ทาส 100,000 คนซึ่งมันเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย เรื่องนี้มันทําให้เมแกนอยากที่จะไปที่ทุ่งหญ้ามากขึ้น
เมื่อเธอได้ยินเจ่าไห่พูด เมแกนก็พยักหน้าและพูดว่า “ได้เลย ฉันจะฝึกฝนอย่างหนักและไปให้ถึงระดับที่ 8 ให้ได้เลย เมื่อถึงเวลานั้นแล้วพี่ไห่จะต้องพาฉันไปที่ทุ่งหญ้านะ”
เมื่อเมแกนตั้งใจมากๆ ลอร่าก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มและพูดว่า “ทําไมเธอถึงอยากไปที่ทุ่งหญ้ามากขนาดนี้? ฉันคิดว่าที่นั่นไม่ได้มีอะไรทําเลย อยู่ในมิติยังจะสนุกกว่าเลย มันไม่ได้สวยอย่างที่คิดเลยที่นั่นมีทั้งลมร้อนและก็แดดแรงๆด้วย”
เมแกนยิ้มและพูดว่า “ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังอยากที่จะเห็นมันอยู่ดี ฉันยังไม่เคยไปที่ทุ่งหญ้าเลย”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดต่อว่า “ได้เลย พี่จะรอจนกว่าเธอจะฝึกเสร็จแล้วพี่จะพาเธอไปที่ทุ่งหญ้า”
ในวันต่อมาเจ่าไห่ก็ไปเข้าร่วมงานเลี้ยงเล็กๆ งานเลี้ยงเหล่านั้นที่เจ่าไห่ได้ไปได้รับการดูแลจากตระกูลแคลซี ในงานเลี้ยงของตระกูลเคิร์ก เจ่าไห่ไม่ได้ไปเป็นการส่วนตัว
ไม่มีวิธีอื่นในการทําเช่นนี้ ชื่อเสียงของเจ่าไห่ไม่เหมือนกับตระกูลแคลซี เมื่อพวกเขาส่งคำเชิญพวกเขาจะส่งการ์ดไปยังตระกูลแคลซี แต่สําหรับงานเลี้ยงเหล่านี้มันเป็นเรื่องยากสําหรับคนอื่นๆ ที่จะเข้าร่วม ด้วยเหตุนี้ทุกครั้งที่เจ่าไห่พาเมแกนไปคนอื่นๆ ก็จะรู้สึกอิจฉาในตัวของเขา
เจ่าไห่ไม่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงที่อื่นเท่านั้น เขายังได้เข้าร่วมงานเลี้ยงที่ตระกูลแคลซีจัดด้วยการจัดงานเลี้ยงที่ดีในครั้งนี้ของปีถือเป็นเหมือนทั่วไป มันเป็นเรื่องปกติที่จะมีงานเลี้ยงหลายที่ในวันๆ เดียวตระกูลยังสามารถเลือกที่จะเข้าร่วมงานเลี้ยงทั้งหมดโดนการแยกกันไปเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงเหล่านั้น
นอกจากการเข้าร่วมงานเลี้ยงแล้ว เจ่าไห่ก็รออยู่ เมแกนและสมิททํางานหนักในการทําเครื่องหมายร้านค้าของตระกูลโรเบิร์ตเพื่อเจ่าไห่ ในเวลาเดียวกันเจ่าไห่ก็ยังได้ทําเครื่องหมาย
ทุกอย่างในแผนที่ของมิติด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น นกอินทรีย์ยังได้ทําแผนที่ทั้งหมดของจักรวรรดิโรเซ่นทั้งหมดเสร็จแล้ว หลังจากที่พวกมันบินไป 5 วันก็เพราะเหตุนี้มันทําให้เจ่าไห่ไม่สามารถทําเครื่องหมายธุรกิจของตระกูลโรเบิร์ตได้ เจ่าไห่ใช้เวลาของเขาท่าแผนที่จากนกอินอทรีย์ เขาต้องการให้ตระกูลโรเบิร์ตได้รับบทเรียนครั้งใหญ่
หลังจากทําทุกอย่างแล้ว เจ่าไห่ก็เริ่มเตรียมตัว เขามองไปที่ร้านค้าเหล่านี้และดูว่าใครอยู่ที่นั่น และถ้าหากพวกเขามีเทพผู้มีพลังอยู่ด้วย ให้เจ่าฉินอี้จัดการน่าจะเร็วที่สุด ในอีกสองวันกําลังคนของตระกูลโรเบิร์ต เจ่าไห่ก็จะรู้ทั้งหมด
เมื่อมองดูจํานวนแล้ว ในที่สุดเจ่าไห่ก็รู้ว่าตระกูลที่มีมาเป็นพันปีเป็นอย่างไร นอกเหนือจากร้านค้าของตระกูลโรเบิร์ตในเมืองคาร์สันแล้ว ร้านค้าของพวกเขาในเมืองใหญ่ๆ และเมืองเล็กๆก็มีร้านค้ามากกว่า 1,330 ร้านจากร้านค้าเหล่านี้ 630 ร้านมีธงของตระกูลโรเบิร์ต ในขณะที่ 700 ร้านไม่ได้มีธง แม้ว่าจะดูเหมือนว่าขุนนางยศน้อยๆ กําลังจัดการร้านค้าเหล่านี้พวกเขาเป็นคนของตระกูลโรเบิร์ต
สิ่งสําคัญที่สุดคือใน 1,000 ร้านค้าเหล่านี้มีเทพผู้มีพลังระดับที่ 8 อย่างน้อยหนึ่งคน ร้านค้า สําคัญบางแห่งไม่เพียงแต่มีเทพผู้มีพลังระดับ 8 เท่านั้นแต่พวกเขาก็ยังมีเทพผู้มีพลังระดับ 6 และ 7 อยู่ด้วย โดยรวมแล้วพวกเขามีเทพผู้มีพลังมากกว่า 2,000 คนจากร้านค้าทั้งหมด จํานวนนี้มันทําให้เจ่าไห่แปลกใจมากๆ
ในอดีตตระกูลบูดามีกรีนและเมอร์รินที่เป็นเทพผู้มีพลังระดับ 8 ของพวกเขา ถึงกระนั้นพวกเขาก็สามารถได้รับความนิยมในจักรวรรดิอาร์ซู แต่ตระกูลโรเบิร์ตมีเทพผู้มีพลังถึง 2,000 คนในร้านของพวกเขาทั้งหมดความแตกต่างของกําลังพลมันต่างกันมากจริงๆ
จริงๆ แล้วเจ่าไห่ไม่รู้เรื่องนี้เลย แต่เหตุผลที่ตระกูลบูดาได้รับความนิยมนั้นเป็นเพราะพวกเขามีผู้นําที่ดี ไม่ได้เป็นเพราะตระกูลบูดาที่คนอื่นเคารพและเป็นเพราะผู้นําคนเก่า
ตราบใดที่ขุนนางยังอยู่ในเมืองพวกเขาจําเป็นต้องมีเทพผู้มีพลังระดับ 9 อยู่ด้วย หากพวกเขาไม่อยู่ด้วย พวกเขาจะไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้ หากว่าไม่มีเทพผู้มีพลังระดับ 9 คุณจะต้องไปอยู่กับขุนนางที่ใหญ่โตไว้ มันจะทําให้คุณถูกมองว่าเป็นคนที่ไม่เหมือนกับคนทั่วไป
หลังจากที่เจ่าไห่คิดถึงสิ่งเหล่านี้แล้ว เขาก็ค่อนข้างประหลาดใจที่เห็นว่าพวกเขามีเทพผู้มีพลังระดับ 9 มากกว่าที่อยู่ในบึงซากศพเสียอีก แม้ว่าสัตว์เวทย์ที่มีพลังระดับ 9 จะแข็งแกร่งกว่าคนมากๆ แต่พวกเขาก็ยังไม่สามารถเอาชนะคนจํานวนมากขนาดนี้ได้
เมื่อเจ่าไห่เห็นถึงความแข็งแกร่งของตระกูลที่อยู่มาเป็นพันปีแล้ว เขาก็เก็บเรื่องนี้เข้าไปในหัวของเขาก่อน ตอนนี้เขากําลังคิดถึงความแข็งแกร่งของกิลแห่งความสว่าง
ตระกูลแคลซีและตระกูลโรเบิร์ตเป็นตระกูลที่มีอายุเป็นพันปี ดังนั้นความแข็งแกร่งของตระกูลแคลซีจึงไม่น่าอ่อนแอกว่าตระกูลโรเบิร์ตมากนัก แต่แม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นพวกเขาก็ยังถูกระงับโดยกิลแห่งความสว่าง ความจริงเรื่องนี้ทําให้ความคิดที่ว่ากิลนากลัวกว่าตระกูลเหล่านี้ เรื่องนี้ทําให้เจ่าไห่ระวังมากที่จะเขาจะทําอะไร
แต่เจ่าไห่ก็ไม่ได้คิดมากเกินไป เขามีเทพผู้มีพลังระดับ 9 จากบึงซากศพอยู่มากพอ ดูเหมือนว่าร่างกายของสัตว์เหล่านี้จะแข็งแกร่งกว่าคนมากๆ นอกจากนี้เทพผู้มีพลังระดับ 9 ของคนทุกคนก็อยู่กระจายไปหลายที่ มันเป็นเรื่องยากมากที่จะรวมกันทั้งหมด หากพวกเขาสามารถรวมตัวกันได้จริงๆ พวกเขาก็ยังคงต้องเอาชนะบึงซากศพให้ได้ด้วย
เมื่อเจ่าไห่กําลังรอจังหวะที่เหมาะสมในการโจมตี โอกาสก็มาถึงเมื่อเจ่าไห่นั่งในห้องนั่งเล่น เขามองไปที่จอภาพ ภาพบนจอมันไม่ใช่แผนที่ธรรมดา แผนที่นี้มันเป็นแผนที่สามมิติ มันสามารถขยายและทําให้เล็กลงได้ด้วยมือของเจ่าไห่ นี่คือสิ่งที่เจ่าฉินอี้บอกกับเจ่าไห่ว่ามันเป็นคนสามารถใหม่ของมิติ
ที่แสดงบอกแผนที่เป็นภาพสามมิติของแผนที่ในจักรวรรดิโรเซ่น มีจุดจํานวนมากปรากฏบนหลายๆ ส่วนของแผนที่ จุดเหล่านี้เป็นเป้าหมายของเจ่าไห่ ร้านค้าของตระกูลโรเบิร์ต เมื่อมาถึงตอนนี้เจ่าไห่ก็ยังไม่แน่ใจว่าเขาจะต้องจัดการกับขุนนางเล็กๆเหล่าด้วยไหม
ลอร่ากับคนอื่นๆ ก็อยู่กับเจ่าไห่ด้วย พวกเธอก็มองไปที่แผนที่สามมิติ แม้ว่าพวกเธอจะเห็นสิ่งนี้ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาพวกเธอก็ยังคงประหลาดใจมากทุกครั้งที่ได้เห็นมันพวกเธอไม่คิดว่ามิติ
จะมีอะไรแบบนี้ด้วย
วิธีที่ใช้ในการต่อสู้ในจักรวรรดิอาร์คมันเป็นแผนที่เก่ามาก แผนนั้นมันไม่ได้มีอะไรเลย แผนในการต่อสู้มันจะต้องคิดอะไรให้ดีมากกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ในสงครามแผนที่นี้เป็นที่ต้องการมาก มันเพียงพอที่จะสั่งการได้ และการประชุมแผนกันมันก็จะไม่มีอีกแล้ว
ด้วยเรื่องของการประชุมการออกรบมีทั่วไป จึงไม่แปลกที่ลอร่าและคนอื่นๆ จะประหลาดใจกับแผนที่สามมิติ
ในตอนนี้เมแกนก็เข้ามาจากข้างนอก เมแกนไปหาพ่อของเธอทุกวัน เหตุผลแรกเป็นเพราะเรื่องเกี่ยวกับร้านค้าและเหตุผลที่สองคือเธอไปดูคําเชิญที่ถูกส่งมา และดูว่ามีงานเลี้ยงไหนที่เจ่าไห่สามารถเข้าร่วมได้บ้างสุข?”
เมื่อมองไปที่เมแกน เจ่าไห่ก็ไม่ได้ทําอะไร แต่ก็ยิ้มแล้วพูดว่า “เกิดอะไรขึ้น? เธอดูมีความเมแกนมองไปที่เจ่าไห่และพูดว่า “พี่ไห่ ลองทายหน่อยว่าค่าเชิญจากตระกูลอะไรเพิ่งมาถึง”
เจ่าไห่มองเห็นรอยยิ้มจางๆ ของเมแกนทันใดนั้นเขาก็นึกถึงคนๆหนึ่ง เขามองเข้าไปใน
ดวงตาของเมแกนแล้วพูดว่า “ตระกูลโรเบิร์ตหรือเปล่า?”
เมแกนตระโกนใส่เจ่าไห่ทันที “โหพี่ไห่ ทายผิดหน่อยก็ได้ ทําให้ฉันดีใจหน่อยก็ไม่ได้”
เจ่าไห่มองและพูดว่า “เป็นตระกูลโรเบิร์ตจริงใช่ไหม?” จากนั้นเขาก็เปิดการ์ดและอ่านเนื้อหาเขามองเพราะมันเป็นชื่อของเขาจริงๆ ด้วยมันเขียนว่า เจ่าไห่ตระกูลบูดา!
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ๊าย…บาย