Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 468 - ลาก่อนเมื่อวาน เจอกันใหม่พรุ่งนี้วันที่ดีกว่า
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 468 - ลาก่อนเมื่อวาน เจอกันใหม่พรุ่งนี้วันที่ดีกว่า
บทที่ 468 – ลาก่อนเมื่อวาน เจอกันใหม่พรุ่งนี้วันที่ดีกว่า
ตอนนี้ความคิดในหัวของเจ่าไห่ค่อนข้างสับสนเกี่ยวกับคนในจักรวรรดิอาร์ค คนเหล่านี้ทําตัวเหมือนชาวตะวันตกบนโลก แต่อย่างไรก็ตามพวกเขายังให้ความสําคัญกับการบูชาบรรพบุรุษ
การบูชาบรรพบุรุษเป็นส่วนสําคัญในวัฒนธรรมตะวันออก เพราะในภาคตะวันออกพวกเขาเชื่อ
ว่าหลังจากที่ตายไปแล้ว วิญญาณของคนในตระกูลจะยังคงอยู่และปกป้องตระกูล ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็จะแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษ ขอให้คนที่ตายไปแล้วคอยดูแลตระกูลของพวกเขา
ผู้คนรู้อยู่แล้วว่ามันจะเป็นไปไม่ได้ที่บรรพบุรุษของพวกเขาจะปกป้องตระกูลของพวกเขา หากคนที่ตายไปแล้วเป็นวิญญาณพวกเขาจะไม่มีทางที่จะปกป้องคนที่เขารักได้เลย ความคิดเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในคนทุกคนเท่านั้น แม้แต่เหล่าราชวงศ์ก็ยังคิดในเรื่องนี้ ดังนั้นเมื่อไม่นานมานี่ความคิด เช่นนั้นมันก็ค่อยๆหายไป
แต่อย่างไรก็ตามการบูชาบรรพบุรุษก็ยังคงอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ การที่ได้ทําเช่นนั้นก็เพื่อการระลึกถึงบรรพบุรุษของพวกเขา โดยบอกกับคนตายถึงความสําเร็จที่ได้ทําไป ตอนนี้พวกเขาไม่ได้ทําการบูชาเพื่อของให้บรรพบุรุษปกป้องอีกต่อไปแล้ว
สําหรับเหล่าผู้ยิ่งใหญ่อย่างตระกูลแคลซีนี่ไม่ใช่สิ่งเดียวที่ทําให้การบูชาบรรพบุรุษเป็นเรื่องที่สําคัญ พวกเขาก็ยังขอพรจากบรรพบุรุษให้ตระกูลประสบความสําเร็จอีกด้วย
พิธีการทั้งหมดถูกจัดขึ้นอย่างดีโดยที่ไม่ได้มีข้อผิดพลาดเลย ทุกอย่างจะต้องสมบูรณ์แบบที่สุด และเจ่าไห่ก็ต้องไปกับสมิท
พิธีการของจักรวรรดินี้แตกต่างจากจีนอยู่บางเล็กน้อยๆ พิธีของจีนนั้นไม่ได้ให้ผู้หญิงเข้าร่วมพิธี แต่ในจักรวรรดิอาร์คกฏนี้มันไม่ได้มีเหมือนกับจีน พิธีใช้เวลาทั้งหมดครึ่งวันก่อนที่จะเสร็จ
ในตอนเย็นแรนดอล์ฟพาปีเตอร์และคนอื่นๆ เข้าร่วมงานเลี้ยงของจักรวรรดิ ตามจริงแล้วไม่มีใครเลยที่เบื่อในช่วงวันขอบคุณพระเจ้า นอกเหนือจากการเข้าร่วมงานเลี้ยงในตระกูลแล้ว พวกเขายังจะได้ดื่มและพูดคุยกับคนในตระกูล แต่เจ่าไห่เองก็ไม่ค่อยชอบเรื่องแบบนี้สักเท่าไหร่เลย
หลังจากเข้าร่วมงานเลี้ยงที่ตระกูลแคลซีจัดขึ้นแล้ว เจ่าไห่ก็พาลอร่าและคนอื่นๆกลับไปที่
ป้อมภูเขาเหล็กทันที ที่ป้อมภูเขาเหล็กเป็นตระกูลของเจ่าไห่ ดังนั้นเขาต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงตอนเย็นที่นี่
ในตอนนี้งานเลี้ยงในป้อมภูเขาเหล็กก็ยังไม่ได้เริ่มขึ้น กรีนและคนอื่นๆกําลังรอเจ่าไห่ ตอนนี้ พวกเขาอยู่ที่จัตุรัสของป้อมแล้ว จัตุรัสนั้นเต็มไปด้วยกองไฟที่อยู่วางไว้ข้างๆกองไฟก็คือแกะและกระต่ายตาสีฟ้าอยู่จํานวนมากๆ
นอกจากนี้ยังมีปลาวาฬทั้งหมดอยู่ข้างๆ กองไฟพร้อมกับอาหารทะเลอีกมากมาย อาจจะบอกได้ว่ากรีนได้เอาสิ่งที่ดีทั้งหมดมาไว้ที่นี่แล้ว
ข้างกองไฟแต่ละกองมีถังไม้ขนาดใหญ่ ใครๆก็จะได้กลิ่นหอมของไวน์นมจากถังนั่น ทุกคนที่อยู่ที่นี่พวกเขาทั้งหมดใส่เสื้อใหม่ ขณะที่อยู่รอบๆกองไฟไม่มีใครเลยที่จะเริ่มกินก่อนดูเหมือนว่า
พวกเขากําลังรอเจ่าไห่
เมื่อเจ่าไห่ออกจากมิติและเห็นทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้าเขา หัวใจของเจ่าไห่รู้สึกประหลาดใจมากๆ ลอร่ากับคนอื่นๆ ก็ประหลากใจกับสิ่งที่พวกเธอเห็นอยู่ตรงหน้าเช่นกัน เมื่อเจ่าไห่มองไปที่จัตุรัสเขาก็เห็นว่าบางคนหายไป จากนั้นเขาก็ไปยังเมื่อน้ําหยกทันที และเรียกพวกของหมิวแล้ว พาพวกเขากลับไปที่ป้อม ตอนนี้เจ่าไห่สามารถไปได้ทุกที่ที่เขาวางจุดเข้าออกไว้ เขาสามารถเดินทางได้ง่ายขึ้นมากๆ เมื่อเจ่าไห่ได้พาหมิวกลับไป กรีนก็สั่งให้คนของเขาเอาสัตว์ขึ้นเผาทันที
และเขาก็ยังได้จัดการกับเนื้อปลาวาฬด้วย
การที่จะจัดการกับปลาวาฬนั้นจะต้องคิดให้มากๆ เกล็ดของปลาวาฬถูกถอดออกเกล็ดเหล่านี้
สามารถใช้เก็บนําได้ และมันก็ยังมีความคมและแข็งแรงอีกด้วย
กรีนผ่าตัวของปลาวาฬออกสามชิ้นแล้วเขาก็ใส่เครื่องปรุงไปที่ตัวของปลา หลังจากที่ถอด เครื่องในออกแล้ว และก็เอาหินที่ถูกไฟเผาร้อนๆ ไปวางไว้ที่ตัวของปลาที่ต้องทําเช่นนี้ก็เพราะ ว่าตัวของมันมีขนาดที่ใหญ่มาก เพื่อที่จะให้เนื้อของมันสุกเท่าๆกันอีกไม่นานมันก็จะสุกพร้อมที่จะกินได้แล้ว
สําหรับพวกชาวเผ่าแล้วนี่น่าจะเป็นอาหารที่พวกเขาชอบมากที่สุด และพวกเขาจะต้องกินมันอย่างเต็มที่แน่นอน และการทําอาหารแบบนั้นมันก็เป็นเรื่องที่ง่ายมากๆ
หลังจากนั้นไม่นานป้อมภูเขาเหล็กก็เต็มไปด้วยกลิ่นหอมของเนื้อย่าง เมื่อเนื้อเหล่านั้นพร้อมที่จะกินแล้ว เมอร์รินก็ยังมีอาหารที่เธอเป็นคนทํามาอีกส่วนหนึ่งด้วยและก็แบ่งปันให้กับทุกคน
นี่เป็นสิ่งที่เจ่าไห่เสนอไว้ เขารู้ว่าตอนนี้ตระกูลบูลดานั้นไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว ตระกูลอื่นๆจะมีคนรับใช้ที่คอยท่าเรื่องแบบนี้ แต่ตระกูลบูลดาไม่ได้มีคนรับใช้เหมือนตระกูลอื่นๆ เพื่อไม่ให้มีแค่ปาร์ตี้ที่มีแต่เนื้อเจ่าไห่จึงให้เมอร์รินทําอาหาร 1 ถึง 2 อย่างเพราะว่ายายเมอร์รินทาอาหารอร่อยมากๆ เมื่อวันขอบคุณพระเจ้ามาถึงพวกเขาก็จะได้กินอาหารที่ดีมากๆ พวกเขาไม่ต้องเป็นห่วงเลยว่าพวกเขาจะไม่มีวัตถุดิบ เพราะว่าเจ่าไห่มีทุกอย่างอยู่แล้ว
เมอร์รินไม่ต้องการไปรบกวนคนอื่นๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่เธอก็ไม่ได้คิดว่าพวกเขาจะตื่นเต้นเมื่อเธอบอกพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมอร์รินไม่จําเป็นต้องทําเองทั้งหมดเลย คนอื่นๆที่ได้ยินเมอร์ริน พวกเขากลับไปที่บ้านของพวกเขาและเอาสูตรอาหารที่ดีที่สุดของพวกเขามา เพื่อที่จะทําให้คนอื่นๆได้ลองกิน
ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้ตั้งแต่ที่ถูกเจ่าไห่ซื้อมา พวกเขาก็ไม่ใช่ทาสอีกต่อไปแล้ว พวกเขามีบ้านเป็นของตัวเอง ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นเรื่อยๆ และนี่ก็เป็นวันแรกที่พวกเขาจะได้อยู่ในวันขอบคุณพระเจ้า เมื่อก่อนพวกเขาไม่ได้มีชีวิตที่จะทําเรื่องแบบนี้เลย ดังนั้นเรื่องธรรมดาที่คนอื่นๆมองมัน ก็เป็นวันที่พวกเขารู้สึกตื่นเต้นมากๆ พวกเขาจึงอยากที่จะขอบคุณตระกูลบูลดา และนี่ก็เป็น โอกาสที่ดีที่พวกเขาจะทําอาหารเพื่อตอบแทน
ชาวเผ่าเป็นคนที่ถนัดท่าอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ในขณะเดียวกันทาสที่เจ่าไห่ได้ซื้อมา พวกเขาถนัดในเรื่องของผัก นี่ทําให้เจ่าไห่ไม่ได้พูดอะไรเลย อย่างไรก็ตามนี่เป็นเรื่องที่ดีมันเป็นวันขอบคุณพระเจ้าและทุกคนจะมีความสุขในการกินอาหาร
เมื่อเห็นว่าทุกอย่างถูกเตรียมไว้แล้ว กรีนก็เดินช้าๆไปที่ตรงกลางของจัตุรัสและมองทักคนที่นั่นก่อนที่จะตะโกนว่า “ทุกคนได้โปรดเงียบหน่อย!”
คําพูดของกรีนมีพลังมากๆ ทั้งจัตุรัสเงียบลงทันทีแม้กระทั่งเด็กๆ ก็มองไปที่กรีน พวกเขาไม่ได้ส่งเสียงดังหรือเคลื่อนไหวเลย
ป้อมภูเขาเหล็กอยู่ภายใต้การจัดการของกรีนมาโดยตลอด สําหรับทาสเหล่านั้นกรีนก็เหมือนผู้นําของพวกเขา มันเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะฟังคําสั่งของเขา สําหรับพวกเขาแล้วเจ่าไห่เป็นคนที่มีชีวิตเหมือนพระเจ้า เจ่าไห่ทําให้พวกเขากลัวทุกครั้งที่ได้เจอกับเจ่าไห่
เมื่อเห็นว่าจัตุรัสเงียบแล้ว กรีนก็พูดว่า “ทุกคน เมื่อหนึ่งปีที่แล้วเรามาถึงที่นี่ที่ป้อมแห่งนี้ ในตอนนี้ป้อมแห่งนี้เป็นปราสาทที่เก่าแก่ที่ทรุดโทรม มันไม่มีอะไรเลยแต่มันก็เป็นที่ยึดติดชีวิตของเรา หนึ่งปีมันผ่านไปเร็วมากๆ ในปีที่ผ่านมาเราได้สร้างหลายอย่างมาก โดยใช้มือทั้งสองของเรา เรามีการจัดการเพื่อเปลี่ยนชีวิตของเราตอนนี้เราได้เป็นตัวของตัวเอง แต่ทุกสิ่งที่ถูกมอบให้กับเรา โดยคนๆเดียวเจ้ารู้ไหมว่าคนๆนั้นคือใคร?”
เกือบจะในวินาทีเดียวกันทุกคนก็พูดว่า “นายน้อย!” เจ่าไห่ให้คนของเขาเรียกเขาว่านายน้อย ด้วยเหตุนี้ผู้คนเหล่านี้จึงตะโกนเป็นคนพูดเดียวว่า “นายน้อย” พวกเขาไม่ได้เรียกเจ่าไห่ด้วยชื่อของเขา สําหรับพวกเขาแล้วคําว่า “นายน้อย” เป็นชื่อที่พิเศษของเจ่าไห่
กรีนพยักหน้าและพูดว่า “ใช่แล้ว วันนี้เป็นวันขอบคุณพระเจ้า ข้ารู้ว่านี่เป็นครั้งแรกสําหรับหลายๆคน ข้าขอให้นายน้อยพูดอะไรกับพวกเจ้าหน่อย” จากนั้นกรีนก็หันไปหาเจ่าไห่
เจ่าไห่ไม่ได้คิดว่ากรีนจะทําเรื่องแบบนี้ แต่สถานที่นี่เป็นเมืองของเจ่าไห่จะไม่ทําเช่นนั้นมันก็
ไม่ได้ เจ่าไห่ยิ้มและยืนขึ้นก่อนที่จะเดินไปที่กลางจัตุรัส ก่อนที่เขาจะเริ่งพูดทุกคนที่อยู่ที่นั่นก็ปรบมือ
เจ่าไห่มองไปที่ทุกคนและพูดว่า “หนึ่งปีที่ผ่านมาพวกเจ้าทุกคนมาจากที่ที่แตกต่างกัน แต่ตอนนี้พวกเจ้าคือคนของตระกูลบูลดาแล้ว ข้าเคยได้สัญญาเมื่อหนึ่งปีก่อนว่าเจ้าจะสามารถกินเนื้อสัตว์ได้ทุกวันและข้าก็สามารถทํามันได้แล้ว อย่างไรก็ตามข้าไม่ได้ทําสิ่งเหล่านี้เพียงลําพัง
เจ้าทุกคนใช้มือของตัวเองและทํางานหนักทุกวันเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ในนามของตระกูลบูดา ข้าคนนี้จะทําให้ทุกอย่างๆ ดีที่สุดเพื่อผลที่ดีที่กําลังจะตามมา” จากนั้นเจ่าไห่ก็คํานับต่อคนจํานวนมาก
ท่าทางเจ่าไห่ทําให้พวกเขาเกรงใจเจ่าไห่ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ พวกเขาทั้งหมดเริ่มที่ จะคุกเข่าลง คนหลายคนพูดขึ้นว่า “นายน้อย อย่าทําเช่นนั้นเลย ท่านไม่ได้ติดหนี้พวกเราเลย หากไม่มีท่านเราก็จะไม่มีวันนี้หรอก นายน้อยเป็นผู้มีพระคุณของพวกเราและก็ยังเป็นผู้มีพระคุณกับคนรุ่นต่อไปด้วย”
ในตอนนี้เจ่าไห่ก็เงยหน้าขึ้น เมื่อเขามองผู้คนที่กําลังคุกเข่าอยู่ เจ่าไห่ก็ยิ้มและพูดว่า “ทุกคนลุกขึ้น! วันนี้เป็นวันที่พิเศษที่พวกเจ้าไม่ต้องคุกเข่า ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!”
จากนั้นทุกคนก็ยืนขึ้น เจ่าไห่มองเข้าไปที่พวกเขาและพูดว่า “ปีนี้ตระกูลบูลดาเกิดใหม่แล้ว และพวกเจ้าทุกคนก็ได้เกิดใหม่แล้ว วันนี้นับเป็นช่วงเวลาที่สําคัญในชีวิตของเรา เราจะฉลองวันทุกปีวันนี้ ซึ่งจะเป็นงานแห่งการเกิดใหม่ ทุกคนยกแก้วไวน์ขึ้น แล้วมาดื่มกันเถอะบอกลาเมื่อวาน
ไปและพรุ่งนี้จะมีเรื่องที่ดีกว่า”
ทุกคนทําตามที่เจ่าไห่พูด พวกเขายกแก้วของพวกเขาก่อนที่จะดื่มพร้อมกับเจ่าไห่ไวน์มี
รสชาติที่ดีมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เจ่าไห่พูด ไวน์แก้วนี้เป็นไวน์ที่กล่าวลาเมื่อวานและต้อนรับวันใหม่ที่ดีกว่า
พวกเขาแตกต่างจากลอร่าและคนอื่นๆ เมื่อลอร่ากับคนอื่นๆ โตขึ้นพวกเขาไม่จําเป็นต้องกังวล
เรื่องอาหารและเสื้อผ้าเลย สําหรับเนื้อสัตว์แล้ว พวกเขาไม่จําเป็นต้องคิดถึงพวกมันด้วยซ้ํา ทุกวันพวกเขาจะได้กินอาหารดีๆ สําหรับพวกเขาแล้วเนื้อสัตว์ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย
อย่างไรก็ตามสําหรับทาสเหล่านี้แล้ว การที่ได้มีเสื้อผ้าใส่และได้กินเนื้อสัตว์มันก็เหมือนกับ
การได้อยู่ในสวรรค์ พวกเขาไม่คิดว่าเพวกเขาจะได้สัมผัสกับสิ่งนี้จริงๆ
ทาสเหล่านี้บางคนเป็นบุตรชายและบุตรสาวของทาส พวกเขารู้ว่าพ่อและแม่ของพวกเขา
แม้แต่ปู่ย่าตายายอาจไม่ได้กินเนื้อตลอดชีวิตบางทีพวกเขาอาจจะไม่เคยดื่มไวน์ด้วยซ้ํา นี่เป็นฝันของพวกเขา พวกเขาไม่คิดว่าความฝันนี้จะเป็นจริง
จบบทแล้วนะครับ ขอบคุณที่ติดตามนะครับ บ๊าย…บาย