Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ) - บทที่ 466 ไปคฤหาสน์ของเจสัน
- Home
- All Mangas
- Bringing The Farm To Live In Another World (ไปสร้างฟาร์มอีกโลกกันเถอะ)
- บทที่ 466 ไปคฤหาสน์ของเจสัน
บทที่ 466 ไปคฤหาสน์ของเจสัน
แรนดอล์ฟส่ายหัวและพูดว่า “ข้าคิดว่าเรื่องนี้จะจบลง ถ้าพวกเขาจะทําอะไรมันก็เป็นเรื่องของพวกเขามันไม่ใช่เรื่องของเราเลย เราจะรักษาจุดยืนของเราเอาไว้ เจ่าไห่เจ้ามีวิธีที่จะจัดการกับตระกูลโรเบิร์ตยังไง? แรนดอล์ฟรู้ดีว่าเจ่าไห่ไม่ใช่คนที่จะทนโดยไม่ตอบโต้อะไรเลยได้ และวิธีที่เทอร์รี่ทํากับเจ่าไห่ มันจะเป็นเรื่องที่เขาไม่มีวันลืมเลย”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “อีกไม่กี่วันข้าจะต้องเริ่มจัดการกับตระกูลโรเบิร์ต แต่ถ้าพวกเขายังเข้ามายุ่งกับพวกข้าอีกข้าก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจัดการพวกเขาตอนนั้นเลย”
แรนดอล์ฟกับสมิทไม่ได้รู้ถึงความสามารถที่แท้จริงของเจ่าไห่ แต่เมื่อพวกเขาได้ยินสิ่งที่เจ่าไห่พูดพวกเขาก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ พวกเขาคิดว่าสิ่งที่เจ่าไห่พูดมันเกินจริงเกินไป
สมิทพูดขึ้นทันทีว่า “เจ่าไห่ เจ้าต้องระวังผู้เฒ่าของตระกูลที่มีอายุเป็นพันปีด้วย พวกเขาไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทําอะไร เจ้าก็น่าจะรู้ว่าเทพผู้มีพลังระดับ 9 สามารถมีชีวิตอยู่ได้มากกว่าพันปี ใครๆก็รู้ว่าตระกูลโรเบิร์ตมีเทพผู้มีพลังระดับ 9 อยู่ 5 คนเราจะต้องรู้ไพ่ที่พวกเขาซ่อนไว้ในมือก่อน เราจะได้ระวังตัวเองให้มากขึ้น”
เจ่าไห่พยักหน้าและพูดว่า “ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง ท่านไม่ต้องเป็นห่วงเลย”
สมทก็รู้ว่าเจ่าไห่เข้าใจในสิ่งที่เขาหมายถึง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เตือนเจ่าไห่ต่อ เขาพยักหน้า แล้วพูดว่า “เจ้าวางแผนจ่าทําอะไรในวันนี้”
เจ่าไห่คิดอยู่ครู่นึ่งก่อนที่จะพูดว่า “ข้ามีช่วงเวลาที่ดีกับเจสันเมื่อวานนี้ พวกเรากลายเป็นเพื่อนกันแล้ว ข้าคิดว่าข้าจะไปหาเขาที่บ้านของเขา และนําอาหารไปให้พวกเขาด้วย”
สมิทพยักหน้าและพูดว่า “เอาล่ะ ดีเหมือนกันแม้ว่าตระกูลครูกจะไม่ใช่ตระกูลที่มีอายุเป็นพันปี แต่พวกเขาก็เป็นตระกูลที่มีความสามารถในจักรวรรดิโรเซ่น เจ้าน่าจะต้องไปพบกับพวกเขา”
แรนดอล์ฟพยักหน้าดและพูดว่า “ข้าไม่ได้คิดว่าเจ่าไห่จะเป็นเพื่อนกับชายคนนั้น เจสันเป็นคนที่ปากดีและเขาก็เป็นคนที่มีชื่อเสียงมากๆ เขาจัดการกับคนมากมายพอๆ กับเจ้าเลย”
เล่าไห่ยิ้มและไม่ได้พูดอะไรเลย แรนดอล์ฟมองไปบนท้องฟ้าและพูดว่า “เจ้าควรไปที่นั้นแต่เนิ่นๆ ข้ายังมีเรื่องที่ต้องจัดการข้าอาจจะต้องขอตัวไปก่อน” จากนั้นเขาก็ยืนขึ้นแล้วหันหลังให้ แล้วก็เดินออกไป เจ่าไห่และสมิทไปส่งเขาที่ทางออก
หลังจากที่ได้เห็นแรนดอล์ฟออกไป สมิทก็พาเจ่าไห่กลับไปที่ห้อง หลังจากพวกเขานั่งลงสมิทก็ถามว่า “นายน้อยเจ่าไห่บอกข้าทีว่าเจ่าไห่มีพลังและความมั่นใจมากแค่ไหนที่จะจัดการกับตระกูลโรเบิร์ต”
เจ่าไห่ไม่ได้พูดอ้อมๆ เลยเขาพูดออกไปตรงๆ ว่า “ข้ามั่นใจมากที่จะทําเช่นนั้น”
สมิทมองไปที่เง่าไห่และก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว เขาไม่เชื่อเจ่าไห่ เขารู้ว่าไม่มีใครสามารถมั่นใจในเรื่องนี้ได้ ตระกูลที่มีอายุนับพันปีไม่ได้เป็นเรื่องเล่นๆ เลยมันก็เลยทําให้ความตั้งใจที่เจ่าไห่ทําให้สมิทคิดว่าเจ่าไห่เป็นคนที่พูดเกินจริง
เมื่อเจ่าไห่เห็นท่าทางของสมิท เจ่าไห่ก็รู้ว่าเขากําลังคิดอะไรอยู่ เขาก็พูดต่ออีกว่า “โปรดเชื่อใจข้าเถอะ ถ้าข้ามั่นใจแล้ว ข้าก็สามารถทําได้แน่นอน ท่านไม่ต้องเป็นห่วงเลย”
สมิทมองไปที่เง่าไห่และถอนหายใจก่อนที่จะพูดว่า “เมื่อคิดเรื่องนี้แล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้ากับพ่อก็ไม่ได้รังเกียจ ทําในสิ่งที่เจ้าทําได้ จงรู้ไว้ว่าตระกูลแคลซีอยู่ข้างของเจ้า”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าขอขอบคุณท่านมาก ถ้าไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัวไปก่อน”
สมิทพยักหน้าและพูดว่า “ไปเลย” เจ่าไห่ยืนขึ้นเขาโค้งคํานับและไปเตรียมตัวสําหรับการเดินทางไปหาตระกูลครก เขาเตรียมอาหารทะเลที่เขาหามาได้เพื่อที่จะไปที่นั่น
หลังจากกลับมาที่บ้านของเขาเล่าไม่ได้พูดคุยเรื่องแผนการของเขาที่จะมุ่งหน้าไปหาตระกูลครูกกับลอร่าและคนอื่นๆ พวกเธอไม่ได้ห้ามเจ่าไห่ พวกเธอรู้ว่าเจ่าไห่กําลังทําอะไรอยู่ พวกเธอเห็นว่าทั้งสองกําลังจะเป็นเพื่อนกันพวกเธอจะต่อต้านได้ยังไง
เจ่าไห่ไม่ได้วางแผนที่จะพาพวกเธอไปด้วย ครั้งนี้เจ่าไห่ตั้งใจจะไปหาตระกูลครูกและมอบของขวัญให้พวกเขาเท่านั้น ดังนั้นมันจึงไม่เป็นการดีถ้าเขาจะพาพวกเธอไปด้วย เขามีชิวและซุกะที่จะไปพร้อมกับเจ่าไห่
คฤหาสย์ของตระกูลครูกถูกสร้างนอกเมืองคาร์สัน มันอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งของตระกูลแคลซี ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง
ภูเขาลูกเล็กๆที่ตระกูลครูกสร้างประสาทของพวกเขานั้นค่อนข้างเหมือนกับตระกูลแคลซี แต่ก็มีขนาดที่เล็กกว่าเล็กน้อย บนเขาไม่ได้มีต้นไม้มากนักและก็มีป้อมปราการที่เท่ากับตระกูลแคลซี อย่างไรก็ตามป้อมปราการของพวกเขาก็ดูใหม่กว่าเล็กน้อย มันมีการออกแบบที่ใช้งานได้จริง
นอกจากนี้ยังมีบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ตรงตีนเขาตามทางที่มุ่งหน้าไปยังป้อมปราการ มีบาร์อยู่บนเส้นทางด้วยเหมือนกัน เมื่อรถม้าของเจ่าไห่มาถึงคนรับใช้คนนึ่งก็ออกมาจากบ้านหลังเล็กๆ คนรับใช้คนแรกมองธงของเจ่าไห่ เขาตกใจมากมันเป็นเพราะว่าเขาไม่เคยเห็นสัญลักษณ์นี้มาก่อน
อย่างไรก็ตามคนรับใช้คนนี้ก็ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เขาไม่ได้ตกใจมากเมื่อคิดว่านี่น่า จะเป็นแขก เขาก็ถามขึ้นมาว่า “ข้าขอทราบได้ไหมว่าใครเป็นเจ้าของๆ รถลากคนนี้
ซูกะที่กําลังบังคับรถลากอยู่นั้น เขาโค้งคํานับคนรับใช้และตอบว่า “ผู้เฒ่าของตระกูลบูดา เจ่าไห่ตระกูลบูดา เขามาหาเจสันตระกูลครูก”
ทันทีที่คนรับใช้ได้ยินว่าชายที่เป็นเจ้าของรถลาก เขาก็มองอยู่ครู่นึ่ง เขาเคยได้เคยได้ยินเกี่ยวกับตระกูลบูดา ยิ่งไปกว่าเจสันและเจ่าไห่ก็มีความสัมพันธ์กับเขา เมื่อคืนที่ผ่านคนที่อยู่ที่นี่ก็รู้เรื่องเกือบทั้งหมด เขาไม่ได้คิดว่าเจ่าไห่จะมาในวันนี้
คนรับใช้ตอบกลับทันที “เชิญเข้าไปได้เลยขอรับ” เขาบอกก่อนที่เขาจะเอาของที่ขวางทางอยู่ออก คนรับใช้นี้รู้ว่าเจ้านายของเขาไม่ใช่คนที่มีเพื่อนเยอะ แต่เขาก็ได้สร้างสัมพันธ์กับตระกูลบุดา
เพียงไม่นานนักสิ่งที่ขวางทางอยู่นั้นก็ถูกคนรับใช้ยกออกไปแล้วคนรับใช้ค่านับอีกครั้งขณะที่รถม้าของเจ่าไห่กําลังมุ่งหน้าไปข้างหน้า ในเวลาเดียวกันนั้นนกอินทรีย์ของเจ่าไห่ก็บินขึ้นไปบน ภูเขาแล้ว
เมื่อรถม้าของเจ่าไห่มาถึงคฤหาสน์ของตระกูลครูกเจสันก็อยู่ที่นั่นเขากําลังรอพวกของเจ่าไห่อยู่ ทันทีที่เขาเห็นเจ่าไห่ลงจากรถม้า เจสันก็ต้อนรับเขาทันที เขาหัวเราะและพูดว่า “ว้าวววว เจ้ามาเร็วจริงๆ”
เจ่าไห่มองที่เจสันและพูดว่า “อะไรกัน ถ้าข้าไม่ได้รับการต้อนรับจากเจ้าข้าก็จะกลับเหมือนกัน”
เจสันจับเจ่าไห่และพูดว่า “ถ้าจะกลับ ข้าก็มาต้อนรับเจ้าแล้วถ้าเจ้าไม่เอาไวน์ไว้ที่นี่ข้าก็จะไม่ ปล่อยให้เจ่าไห่เหมือนกัน” จากนั้นเจสันก็ดึงเจ่าไห่เข้าไปในป้อมปราการ พวกเขาไม่ได้มองคน รับใช้ที่ตกใจอยู่เลย
ที่เมื่องคาร์สัน เจสันเป็นคนที่ไม่เหมือนใครเลย ไม่ได้เฉพาะคนอื่นๆ เท่านั้นที่คิดเช่นนั้นคนในตระกูลก็คิดเช่นกัน เขามีปากที่ไม่ค่อยดีนักและก็มีอารมณ์ไม่ค่อยจะดีด้วย ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่มีเพื่อนเลยในหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าน้องของเขาจะมาที่นี่ก็ไม่มีใครสนใจเขาเลย
แม้ว่าเจสันจะดีต่อคนรับใช้ของตระกูล คนรับใช้เหล่านั้นก็ไม่สามารถเป็นเพื่อนของเขาได้ แม้ว่าพวกเขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาก็ตาม มันเป็นเพราะเหตุนี้ที่คนรับใช้รู้สึกประหลาดใจ มากที่เห็นว่าเจสันทําดีกับเจ่าไห่ แม้แต่เจ้าชายก็ยังไม่ได้เจอสิ่งดีๆ จากเขาเลย
หลังจากเข้ามาในคฤหาสน์ เจ่าไห่ก็เห็นว่าแม้ว่าคฤาสน์จะใหญ่เท่ากับคฤหาสน์ของตระกูลแคลซี แต่ก็ไม่ได้มีบรรยาการศแบบโบราณ ที่นี่ไม่ได้หรูหรามากนัก มันเป็นคฤหาสน์ที่ดูธรรมดามากๆ
หลังจากที่พวกเขาเข้าไปและเดินผ่านไป 3 ประตูแล้วในที่สุดพวกเขาก็มาถึงบ้านของเจสัน เจสันพาเจ่าไห่ไปยังที่พักของเขา เมื่อทั้งสองนั่งลงเจ่าไห่ก็เห็นว่าต้นไม้ที่ปลูกอยู่หน้าบ้านของเขา เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “มันเป็นอะไรที่น่าสนใจจริงๆ คนอื่นๆ มักจะไม่ปลูกต้นไม้ไว้หน้าบ้านของพวกเขาเช่นนี้”
เจสันพูดกับเจ่าไห่อีกว่า “ข้าคิดว่าข้าเป็นคนเดียวที่ชอบปลูกต้นไม่ไว้หน้าบ้านแล้ว”
เจ่าไห่ยิ้มและไม่ได้พูดอะไรอีก เจสันเป็นคนที่แตกต่างจากคนทั่วไปมากๆ เจ่าไห่หันไปหาเจสันและพูดว่า “ใช่แล้ว พ่อของเจ้าอยู่ที่นี่ไหม? ข้าอยากที่จะเคารพท่านสักหน่อย”
เจสันมองและพูดว่า “ตอนนี้พ่อและปุ่น่าจะอยู่ที่ห้องทํางาน เอาเถอะเราไปดูก่อนก็ได้ และในขณะที่เรากําลังไปข้าจะเตรียมอาหารให้เจ้า และเราจะได้ดื่มหลังจากที่ไปพบแล้ว” เขาลุกขึ้นยืน และพาเจ่าไห่ไป
หลังจากที่พวกเขาออกมาจากบ้านแล้ว พวกเขาก็เดินผ่านกลางคฤหาสน์และไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงห้องโถงใหญ่ พื้นที่ตรงนี้ใช่ในเวลาที่สําคัญเท่านั้น
และเมื่อพวกเขาไปถึงห้องนั่ลง เจสันก็ให้เจ่าไห่นั่งลงก่อนที่เขาจะหันหน้าไปหาคนรับใช้และ พูดว่า “ไปบอกท่านพ่อและป่ว่าเจ่าไห่แห่งตระกูลบุดามาถึงแล้ว” คนรับใช้ค่านับและเดินไปทันที
เจ่าไห่มองเจสันด้วยรอยยิ้มและพูดว่า “พ่อและปู่ของเจ้าน่าจะยุ่งมากๆ ทําไมเจ้าดูเหมือนไม่ ได้จัดการอะไรในตระกูลเลย”
เจสันยิ้มและพูดว่า “ข้าให้คนของข้าจัดการ ตอนนี้ข้ากําลังเรียนรู้จากพ่อและป่อยู่ แต่เนื่องจากวันขอบคุณพระเจ้ามาถึงพวกท่านทั้งสองจึงยุ่งมากๆ”
เจ่าไห่ยิ้มและพูดว่า “ข้าอิจฉาที่เจ้าสามารถพักผ่อนได้ ไม่เหมือนข้าที่ต้องพึ่งพาตัวเองด้วย ความเหนื่อยข้าไม่ได้ดีไปกว่าคนที่ตายแล้วเลย”
เจสันมองเจ่าไห่และพูดว่า “ข้าคิดว่าเป็นแบบเจ้ายังจะดีเสียกว่า ไม่มีใครมาคอยดูอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับที่พ่อและปู่ของข้าได้ทํากับข้า”
เจ่าไห่ยิ้มและไม่ได้พูดอะไรต่อ เจ่าไห่ก็คิดว่าเมื่อเขากลับมาบนโลกเขามักจะบ่นว่าเขาไม่ได้เป็นอิสระแต่เขาก็ไม่ได้คิดว่าเรื่องนี้จะดีเช่นกัน ถ้าไม่มีใครดูเขาเขาก็จะต้องพบเจอกับความลําบากมากแน่ๆ
แต่เท่าไหก็รู้ว่าแม้ว่าเขาจะบอกเรื่องนี้กับเจสันมันก็จะไม่ได้เกิดอะไรขึ้นแน่นอน คนแบบนี้จะไม่เชื่อคุณไม่ว่าคุณจะบอกเขากี่ครั้งก็ตาม พวกเขาจะต้องเห็นมันด้วยตาก่อน